ウェブサイト

Japan Retro Japan Retro, 箱根町元箱根80-1, Hakone-machi Ashigarashimo-gunの連絡先、地図と道順、お問い合わせフォーム、営業時間、サービス、評価、写真、動画、お知らせ。

เกร็ดญี่ปุ่น🇯🇵ที่คุณอาจยังไม่รู้ - รวมภาพถ่ายและเรื่องราวเชิงลึก🥷🏻👺🎎🎏ของสถานที่ปีลึก⛩️🏯🗻ในญี่ปุ่น 🗾 ที่จะช่วยเพิ่มตัวเลือกที่เช็คอินแบบ unseen สำหรับทริปต่อไป ✈️🚅♨️ ที่ผ่านมามักจะมีใครต่อใครที่จะไปญี่ปุ่นมาขอให้ผมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นให้อยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแนะนำในสิ่งที่ตนเองสนใจเป็นหลัก นั่นคือเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่งของคนไทย แต่ก็ยังมีสถานที่อีกนับไม่ถ้วนที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แม้จะมีความสำคัญและมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเท่าใดนัก เนื่องจากญี่ปุ่นปิดประเทศอยู่เป็นเวลากว่า 260 ปีในช่วงสมัยเอโดะ และประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องการรบกันเองในประเทศเป็นหลัก ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับไทย เมื่อเทียบกับจีน อินเดีย หรือชาติตะวันตก

ด้วยเหตุนี้ นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนเมื่อไปญี่ปุ่นและได้ไปเที่ยวชมวัด ศาลเจ้า หรือปราสาทดัง ๆ สักสองสามแห่ง ก็จะเริ่มรู้สึกว่าที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน หรือบางคนไปญี่ปุ่นหลายรอบจนนึกไม่ออกว่าจะไปไหนอีกดีที่แปลกใหม่ แต่หากเราได้รู้เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังสถานที่เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมา หรือเกร็ดข้อมูลที่ไม่ปรากฏในหนังสือทำเที่ยวทั่วไป ก็อาจทำให้การเดินทางมีความน่าสนใจมากขึ้น จนกระทั่งอาจทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสถานที่เดิมที่เคยไปมาแล้วหลายครั้งก็เป็นได้นะครับ

Garden Glimpse 28 - สวนโอโคจิซันโซ (Ookouchisansou Garden) ที่อาราชิยามะ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในเกียวโตนั้น ...
01/10/2026

Garden Glimpse 28 - สวนโอโคจิซันโซ (Ookouchisansou Garden)

ที่อาราชิยามะ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในเกียวโตนั้น มีวัดเทนริวจิหรือวัดมังกรฟ้า และป่าไผ่บริเวณข้าง ๆ เป็นจุดหมายสำคัญที่ทุกคนต้องไปเช็คอินกันอย่างหนาแน่น แต่ในบริเวณป่าไผ่นั้นเอง ยังมีทางขึ้นไปสู่สถานที่อีกแห่งที่สวยงามและเงียบสงบประหนึ่งอยู่กันคนละโลกกับมวลมหาประชาชนทางด้านล่าง นั่นก็คือสวนโอโคจิซันโซ

สวนแห่งนี้ไม่ได้มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่นัก โดยเริ่มสร้างขึ้นเมื่อต้นยุคโชวะในปี ค.ศ. 1931 นี้เอง ในฐานะบ้านตากอากาศของโอโคจิ เดนจิโร ดาราภาพยนตร์ย้อนยุคแนวซามุไรชื่อดังของญี่ปุ่นในสมัยนั้น ซึ่งเจ้าตัวได้ใช้เวลาครึ่งชีวิตตั้งแต่อายุ 34 จนเสียชีวิตลงในวัย 64 รวมทั้งรายได้ส่วนใหญ่จากการแสดง ในการออกแบบและตกแต่งสวนแบบไคยูชิคิ (สวนที่เดินชมทิวทัศน์ได้โดยรอบ) ที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2 หมื่นตารางเมตรแห่งนี้ด้วยตนเองในทุกจุด
ทั้งนี้ โดยที่ในยุคสมัยนั้น ฟิล์มภาพยนตร์ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน โอโคจิจึงต้องการจะหาวิธีที่่จะรักษาความงดงามของศิลปะเอาไว้ให้ยั่งยืน ซึ่งก็เลยมาลงเอยในรูปการสร้างสวนแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าโอโคจิเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธาแก่กล้าในพระพุทธศาสนา ซึ่งบ้านพักของเขาในบริเวณสวนก็ได้มีการสร้างห้องพระที่เขาจะเข้าไปสวดมนต์เป็นประจำทุกเช้าเย็น

ความเอาใจใส่ของโอโคจิต่อสวนนี้ปรากฏให้เห็นในทุกมุมและสิ่งปลูกสร้างในสวน โดยสถาปัตยกรรมหลายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม และหากขึ้นไปถึงศาลาบริเวณยอดเขาก็จะสามารถมองลงมาเห็นทิวทัศน์ด้านล่างของเกียวโตได้ในมุมพาโนรามาทีเดียว

หลังจากโอโคจิเสียชีวิตไปในปี ค.ศ. 1962 สวนแห่งนี้ก็ได้เปิดให้สาธารณชนทั่วไปเข้าชมได้ และกลายเป็นจุดแวะทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งในอาราชิยามะ รวมทั้งยังเป็นที่หลบหนีจากความวุ่นวายด้านล่างให้ขึ้นไปสงบสติอารมณ์ท่ามกลางธรรมชาติอันปราณีตงดงามจนทำให้อดฉงนใจไม่ได้ว่าดาราคนหนึ่งในยุคเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนจะสามารถทุ่มเทเวลาและทรัพยากรสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทางเลือกของโอโคจิในการสร้างสวนแห่งนี้เพื่อรักษาความงดงามให้คงอยู่ท้ากาลเวลานั้นถือว่าประสบความสำเร็จได้อย่างที่ตั้งใจจริง ๆ

Shrine Shimmering 38 - ศาลเจ้าอิซานางิจิงงู (Izanagi Jingu) หากใครมีความสนใจในประวัติศาสตร์และเทพปกรณัมญี่ปุ่นก็อาจคุ้นเ...
28/09/2026

Shrine Shimmering 38 - ศาลเจ้าอิซานางิจิงงู (Izanagi Jingu)

หากใครมีความสนใจในประวัติศาสตร์และเทพปกรณัมญี่ปุ่นก็อาจคุ้นเคยกับตำรา “โคจิคิ” และ “นิฮงโฉะคิ” ที่ถือเป็นบันทึกเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่เทียบเคียงได้กับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเลยก็ว่าได้ เนื่องจากไล่เรียงกันมาตั้งแต่กำเนิดทวยเทพและกำเนิดประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคต้นที่ยังมีความเป็นเทพนิยายอยู่สูง

ในบันทึกนี้ กล่าวถึงกำเนิดของแผ่นดินญี่ปุ่นว่ามาจากเทพพี่น้องฝาแฝดอิซานางิกับอิซานามิ ที่นำหอกสวรรค์กวน ๆ ลงไปในมหาสมุทรแล้วเมื่อดึงขึ้นมา สิ่งที่หยดลงจากหอกนั้นก็กลายเป็นเกาะโอโนโกโระ ซึ่งทั้งสองก็ได้สร้างบ้านขึ้นบนเกาะนั้นและให้กำเนิดบุตรที่กลายมาเป็นเกาะต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เริ่มจากเกาะอาวาจิ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเฮียวโงะ และอยู่ระหว่างเกาะฮอนชูกับเกาะชิโคคุ โดยเมื่อได้สละอำนาจการปกครองให้แก่ลูกสาวคือสุริยเทพอามาเทราสึแล้ว อิซานางิก็ได้ย้ายมาเกษียณตัวเองอยู่บนเกาะอาวาจิ ซึ่งวังที่ประทับยามเกษียณนี้ก็ได้กลายเป็นสุสานของอิซานางิในเวลาต่อมา และก็ถือเป็นต้นกำเนิดของศาลเจ้าอิซานางิจิงงูบนเกาะอาวาจินี้นั่นเอง

จากความเชื่อที่ว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นตำหนักเดิมและสุสานของอิซานางิ เทพผู้ให้กำเนิดแผ่นดินญี่ปุ่นนี้เอง กอปรกับศาลเจ้าแห่งนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นทั้งสองฉบับและฉบับอื่น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีอายุกว่าพันปี ทำให้ศาลเจ้าอิซานางิจิงงูนี้ได้ชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และยังถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับต้นของญี่ปุ่นทีเดียว โดยในปี ค.ศ. 1932 ยังได้มีการเพิ่มการบูชาเทพอิซานามิไว้ที่นี่ด้วย โดยในบริเวณศาลยังมีต้นการบูรยักษ์คู่หนึ่งที่มีลำต้นติดกัน เรียกว่า “ต้นสามีภรรยา” ซึ่งเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับการขอพรเรื่องความรักหรือชีวิตคู่

ทั้งนี้ ศาลเจ้าทั่วประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ที่ได้รับการจัดให้เป็น “จิงงู” (ตำหนักเทพ) มีอยู่เพียง 25 แห่ง และที่นี่ก็เป็นจิงงูเพียงแห่งเดียวในจังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนถึงสถานะสูงส่งเหนือธรรมดาของศาลนี้ และโดยที่ศาลเจ้าแห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของสุสานของอิซานางิ ทำให้พื้นที่ในบริเวณศาลเป็นเขตหวงห้ามอยู่เป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยบ่อน้ำในเขตศาลก็ว่ากันว่าเป็นส่วนหนึ่งของคูรอบวังและสุสานของอิซานางิที่ยังหลงเหลือให้เห็นจนทุกวันนี้นั่นเอง

Garden Glimpse 27 - พระตำหนักเกียวโตเซนโท (Kyoto Sento Imperial Palace) ในเขตพระราชอุทยานเกียวโตที่เป็นพื้นที่สีเขียวสี่...
18/09/2026

Garden Glimpse 27 - พระตำหนักเกียวโตเซนโท (Kyoto Sento Imperial Palace)

ในเขตพระราชอุทยานเกียวโตที่เป็นพื้นที่สีเขียวสี่เหลี่ยมผืนผ้าทอดตัวจากทิศเหนือมายังทิศใต้ตรงกลางเมืองเกียวโต นอกจากจะมีเขตที่เป็นพระราชวังหลวงที่เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิ (ในอดีต) แล้ว ยังมีพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นพระราชอุทยานด้านนอก และพระตำหนักอื่นที่มีรั้วรอบขอบชิด ซึ่งหนึ่งในเขตสำคัญก็คือพระตำหนักเกียวโตเซนโท ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นสวนญี่ปุ่นโดยพฤตินัยไปแล้วเรียบร้อย

คำว่า “เซนโท” นั้น แปลตรงตัวว่า “ถ้ำเซียน” ซึ่งหมายถึงที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ที่ละทิ้งทางโลกแล้ว และก็ถูกนำไปใช้ในความหมายที่สื่อถึงพระพุทธเจ้าหลวง (พระจักรพรรดิที่สละราชสมบัติแล้ว) ดังนั้นชื่อพระตำหนักเซนโทจึงใช้เรียกสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าหลวง

พระตำหนักนี้สร้างขึ้นแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1630 เพื่อเป็นที่ประทับสำหรับพระจักรพรรดิโกมิสึโนโอะหลังสละราชสมบัติ โดยด้านข้างเป็นพระตำหนักโอมิยะที่เป็นที่พระทับของพระพันปีหลวง ซึ่งทั้งสองพระตำหนักก็เสียหายจากอัคคีภัยจนต้องมีการสร้างใหม่ขึ้นหลายครั้งจนกระทั่งอัคคีภัยครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1854 ที่หลังจากนั้นก็ไม่มีการสร้างอาคารหลักขึ้นใหม่อีก มีเพียงเรือนน้ำชาเซคาเททางด้านใต้ที่ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน ในส่วนพระตำหนักโอมิยะก็เหลือเพียงตัวตำหนักที่ประทับโอทสึเนะโกะเทนที่บูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1867 ที่ยังเหลืออยู่ และทุกวันนี้ก็ยังใช้เป็นที่ประทับสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ญี่ปุ่นเวลาเสด็จเกียวโต

ปัจจุบันพระตำหนักเซนโทและพระตำหนักโอมิยะได้รวมเป็นพื้นที่เดียวกันแล้ว และเรียกโดยรวมว่าพระตำหนักเกียวโตเซนโท แต่พื้นที่เกือบทั้งหมดก็เป็นสวนญี่ปุ่นและบริเวณรกร้างที่เคยมีสิ่งปลูกสร้างเดิมอยู่ในอดีต ซึ่งสวนญี่ปุ่นที่นีี่เมื่อครั้งเริ่มสร้างก็ได้รับการออกแบบโดยโกโบริ เอนชู ขุนนางที่ขึ้นชื่อในเรื่องฝีไม้ลายมือในฐานะศิลปินที่มีความสามารถรอบด้านทั้งการออกแบบสวน ชงชา จิตรกรรม แต่งบทกวี ฯลฯ โดยไฮไลต์สำคัญของสวนในพระตำหนักก็ได้แก่สระน้ำใหญ่ตรงกลางที่เคยเป็นสระเหนือกับสระใต้ โดยสระเหนือได้มีการขยายและปรับปรุงเพิ่มเติมระหว่าง ค.ศ. 1684 - 1688 ขณะที่สระใต้ก็มีชื่อเสียงเรื่องความงดงามโดยเฉพาะบริเวณหาดจำลองที่ประดับด้วยหินกลมขนาดใกล้เคียงกันถึง 1 แสน 2 หมื่นก้อนที่ต้องลำเลียงมาจากโอดาวาระในจังหวัดคานางาวะในปัจจุบัน สระทั้งสองมีสะพานข้ามในจุดต่าง ๆ รวม 6 แห่งด้วยกัน ซึ่งช่วยขับความโดดเด่นของทัศนียภาพในแต่ละมุมของสวนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสะพานซุ้มวิสเทอเรียอันมีชื่อเสียง ทั้งนี้ ในปี ค.ศ. 1747 ยังได้มีการสร้างคลองสั้น ๆ เชื่อมสระเหนือกับใต้ให้กลายเป็นสระเดียวกันอีกด้วย

ทุกวันนี้พระตำหนักเกียวโตเซนโทเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้โดยจะต้องจองคิวล่วงหน้ากับทางเว็บไซต์สำนักพระราชวังญี่ปุ่น และก็เช่นเดียวกับเขตพระราชฐานส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นที่จะจัดการเข้าชมเป็นรอบ ๆ และให้เคลื่อนย้ายเป็นกลุ่มตามเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเท่านั้น

Castle Craze 38 - ปราสาทอิงะอุเอโนะ (Igaueno Castle) หากที่จังหวัดเฮียวโงะมีปราสาทฮิเมจิอันขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งสมบัติแห่ง...
15/09/2026

Castle Craze 38 - ปราสาทอิงะอุเอโนะ (Igaueno Castle)

หากที่จังหวัดเฮียวโงะมีปราสาทฮิเมจิอันขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งสมบัติแห่งชาติและมรดกโลก โดยมีความสง่างามจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปราสาทนกกระยางขาว” ที่จังหวัดมิเอะก็มีปราสาทอิงะอุเอโนะ ที่แม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงหรือมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เทียบเคียงได้ แต่ก็มีความสง่างามจนได้รับการขนานนามว่า “ปราสาทหงส์ขาว” เช่นกัน

ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองอิงะซึ่งนอกจากจะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญบนเส้นทางจากเกียวโต-นาระ ไปยังศาลเจ้าอิเสะ และต่อไปทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังเป็นศูนย์กลางของกลุ่มนินจานอกกฎหมายที่ปกครองกันมาโดยอิสระเป็นเวลายาวนานกว่าร้อยปีจนกระทั่งโดนปราบปรามโดยโอดะ โนบุนางะ เมื่อปี ค.ศ. 1581 โดยทสึทสึอิ สึดาทสึงุ ได้เริ่มสร้างปราสาทแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1585 หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิให้ย้ายมาครองพื้นที่นี้ แม้ว่าในช่วงศึกเซคิงะฮาระสึดาทสึงุจะเลือกข้างถูกโดยอยู่กับฝ่ายทัพตะวันออกที่เป็นฝ่ายได้ชัย แต่สุดท้ายก็โดนปลดในปี ค.ศ. 1608 ในข้อหาบริหารไม่เป็นท่า แต่ก็มีข่าวลือว่าจริง ๆ โดนปลดฟ้าผ่าเพราะแอบดอดอย่างลับ ๆ ไปคุยกับโทโยโทมิ ฮิเดโยริ บุตรชายของฮิเดโยชิ ที่เป็นหนามยอกอกสำคัญของฝ่ายรัฐบาลโชกุน ต่างหาก

หลังจากนั้น พื้นที่นี้ก็ตกไปอยู่ในการปกครองโดยโทโด ทาคาโทระ ซึ่งเคยเป็นขุนศึกสำคัญของฮิเดโยชิ แต่ภายหลังการเสียชีวิตของฮิเดโยชิก็ได้ผันตัวมาอยู่กับฝ่ายโทคุงาวะ อิเอยาสึแทน ซึ่งเมื่อได้รับมอบพื้นที่นี้ให้อยู่ในความดูแลเพิ่ม ทาคาโทระก็ถือเป็นขุนพลที่เป็นนักสร้างปราสาทมือฉมังที่มีประสบการณ์โชกโชนแล้ว จึงได้จัดการปรับปรุงต่อเติมปราสาทอิงะอุเอโนะเดิมให้ใหญ่โตไม่ให้เป็นที่เสียชื่อ โดยได้มีการปรับปรุงกำแพงหินของเขตชั้นใน (ฮอนมารุ) ให้สูงถึง 30 เมตร จนกลายเป็นกำแพงหินของปราสาทที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นไปเรียบร้อย รวมทั้งเริ่มสร้างหอคอยปราสาท (เทนชุ) ใหม่สูง 5 ชั้นขึ้นแทนเทนชุเดิมขนาด 3 ชั้น อย่างไรก็ดี ขณะที่เทนชุใหม่ก่อสร้างยังไม่ทันเสร็จก็มาโดนพายุใหญ่จนพังลงมาในปี ค.ศ. 1612 เสียก่อน และ 3 ปีต่อมาตระกูลโทโยโทมิก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ปราสาทแห่งนี้จึงหมดความสำคัญลง อีกทั้งรัฐบาลโชกุนยังได้ออกกฎ “1 แคว้น 1 ปราสาท” ขึ้นมา ทำให้เทนชุนี้ไม่เคยสร้างสำเร็จ และเมื่อเข้าสู่ช่วงปฏิรูปเมจิ อาคารอื่น ๆ ที่เหลือของปราสาทก็ถูกทำลายทิ้งไปจนหมดอย่างน่าเสียดาย เหลือแต่กำแพงหินสูงที่สุดในญี่ปุ่นที่ยังทนทานอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

เทนชุที่เห็นในทุกวันนี้สร้างขึ้นด้วยไม้เมื่อปี ค.ศ. 1935 โดยข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพื้นที่นี้ในอดีต และได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ระดับชาติในปี ค.ศ. 1967 โดยล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2006 สมาคมปราสาทญี่ปุ่นก็ได้จัดให้ปราสาทอิงะอุเอโนะติดอยู่ใน 100 สุดยอดปราสาทญี่ปุ่น นอกจากนี้ ด้วยความสวยงามและเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทำให้ที่ผ่านมาพื้นที่ปราสาทนี้ยังได้กลายเป็นโลเคชั่นการถ่ายทำละครและภาพยนตร์ญี่ปุ่นย้อนยุคหลายเรื่องอีกด้วย

Garden Glimpse 26 - สวนโชเซเอน (Shosei-en Garden) หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครต่อใครที่ไปเกียวโตมักจะเห็นและจดจำได้ก็คือ...
11/09/2026

Garden Glimpse 26 - สวนโชเซเอน (Shosei-en Garden)

หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครต่อใครที่ไปเกียวโตมักจะเห็นและจดจำได้ก็คือวัดฮิงาชิฮอนกันจิ หรือวัดฮอนกันจิตะวันออก ซึ่งอยู่ติดถนนใหญ่ทางทิศเหนือของสถานีเกียวโตในระยะที่เดินได้ อย่างไรก็ดี หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าในฝั่งตรงกันข้ามของถนนใหญ่นั้นเมื่อเข้าไปตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ก็จะเป็นที่ตั้งของสวนโชเซเอน ซึ่งเป็นสวนญี่ปุ่นของวัดแห่งนี้ แต่ไม่ได้อยู่ในบริเวณเดียวกันเท่านั้นเอง

ความเป็นมาของสวนแห่งนี้เริ่มต้นมาจากโทคุงาวะ อิเอมิตสึ โชกุนรุ่นที่ 3 ได้ถวายที่ดินผืนนี้ให้แก่ภิกษุเซนเนียว เจ้าอาวาสรุ่นที่ 13 ของวัดฯ ซึ่งก็น่าจะเป็นด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างวัดฮิงาชิฮอนกันจิกับตระกูลโทคุงาวะตั้งแต่สมัยรุ่นของอิเอยาสึ ที่เป็นคนถวายที่ดินสร้างวัดที่เกียวโตให้ตั้งแต่สมัยได้เป็นโชกุนใหม่ ๆ เนื่องจากภิกษุเคียวเนียวเป็นหัวคะแนนคนสำคัญในช่วงการขึ้นสู่อำนาจของอิเอยาสึ ขณะที่ฝั่งนิชิฮอนกันจิ (วัดฮอนกันจิตะวันตก) จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในการขึ้นสู่อำนาจของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

หลังจากเซนเนียวได้รับมอบที่ดินผืนนี้ก็ได้สร้างสวนนี้ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของที่พำนักของตนหลังจากที่สละตำแหน่งเจ้าอาวาส หลังจากนั้นเป็นต้นมา สวนนี้ก็ได้กลายเป็นที่พำนักหลังพ้นตำแหน่งสำหรับอดีตเจ้าอาวาสรุ่นต่อ ๆ มา รวมทั้งยังเป็นเรือนรับรองให้แก่แขกระดับ VIP ของวัดมาใช้จิบน้ำชาอ่านกวีพร้อม ๆ กับชื่นชมทิวทัศน์กันอีกด้วย

ด้วยความงดงามของสระน้ำ แมกไม้นานาพรรณและสิ่งปลูกสร้างทั้งเรือนน้ำชา เรือนรับรอง และวิหารพระ ที่ตั้งอยู่ในมุมต่าง ๆ ภายในสวนแบบ “ไคยูชิคิ” (มีสระน้ำตรงกลางและเดินชมได้โดยรอบ) ที่มีความกว้างถึง 22 ไร่ โดยสระน้ำชื่อโรแมนติกว่าอินเกทสึจิ (สระพิมพ์เดือน) ที่ตั้งอยู่กลางสวนมีพื้นที่ใหญ่คิดเป็นถึง 1 ใน 6 ของพื้นที่สวนทั้งหมด รวมทั้งยังมีการใช้เทคนิคการหยิบยืมทิวทัศน์ภูเขาด้านนอกเข้ามาเสริมทัศนียภาพของสวนให้โดดเด่นขึ้น ทำให้สวนนี้เป็นที่ยกย่องถึงความงดงามทัศนียภาพ 13 จุดด้วยกัน โดยแม้จะเป็นสวนของวัดแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแบบสวนของบัณฑิต และในปี ค.ศ. 1936 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพงดงามระดับประเทศ

สิ่งปลูกสร้างสำคัญอื่น ๆ ในสวน อาทิ เรือนรับรองโรฟูเท ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ทิศใต้ของกลุ่มอาคารในสวน ที่มีห้องรับรองหลักที่สามารถปรับเปลี่ยนเอาเสื่อทาทามิออกให้กลายเป็นเวทีสำหรับการแสดงละครโนได้ด้วย อาคารนี้่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1865 โดยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิเคยเสด็จฯ มาประทับพักพระอิริยาบถที่นี่เมื่อปี ค.ศ. 1880 นอกจากนี้ ยังมีศาลาโบคะคาคุที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1892 และกลายเป็นสถาปัตยกรรมรูปร่างค่อนข้างแปลกตาสำหรับสวนญี่ปุ่น รวมทั้งยังมีสะพานไคโทโร และเรือนน้ำชาทัมพูเค ที่ล้วนแล้วแต่ช่วยแต่งเติมทิวทัศน์ของสวนจากแต่ละมุมให้งดงามยิ่งขึ้น

Landmark Lore 41 - โรงเรียนเทคิจุคุ (Tekijuku)  ถ้าใครเคยได้ชมละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นเรื่อง JIN ที่โด่งดังเป็นที่นิยมไปทั่วป...
07/09/2026

Landmark Lore 41 - โรงเรียนเทคิจุคุ (Tekijuku)

ถ้าใครเคยได้ชมละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นเรื่อง JIN ที่โด่งดังเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน อาจจะพอจำได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศัลยแพทย์ยุคปัจจุบันที่อยู่ ๆ ก็ย้อนเวลาไปโผล่ในปลายสมัยเอโดะ ทำให้มีโอกาสได้ไปเกี่ยวพันกับเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นมากมายหลายคน และคนสำคัญหนึ่งในนั้นก็คือโองาตะ โคอัน ซึ่งมีตัวตนจริงและถือเป็นผู้บุกเบิกด้านการแพทย์สมัยใหม่และการศึกษาวิชาการตะวันตกในญี่ปุ่นในสมัยนั้นก็ว่าได้

โคอันซึ่งมีชื่อจริงว่าโองาตะ โคเรอาคิ เกิดในตระกูลซามุไรระดับล่างในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยได้เริ่มเรียนวิชาแพทย์และศาสตร์ของตะวันตกต่าง ๆ จากหลายสำนักอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เอโดะและนางาซาคิ จากนั้นได้กลับมาเป็นแพทย์ที่โอซากาในปี ค.ศ. 1838 โดยได้เปิดโรงเรียนเทคิจุคุขึ้นที่โอซากาเพื่อสอนและค้นคว้าวิชาแพทย์และศาสตร์อื่น ๆ ของตะวันตกเป็นเวลายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ โดยอาศัยตำราภาษาดัชต์หลายเล่มที่ตนสะสมไว้เป็นหนังสืออ้างอิง ซึ่งการค้นคว้าวิจัยที่เกิดขึ้นที่นี่ก็ออกดอกออกผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีนป้องกันฝีดาษและแนวทางการรักษาอหิวาตกโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในสมัยนั้น

คาดกันว่ามีผู้ที่ได้เคยผ่านการเรียนที่โรงเรียนเทคิจุกุกว่า 1,000 คน และหลายคนก็ได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาญี่ปุ่นหลังจากเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ ซึ่งหนึ่งในศิษย์คนสำคัญที่มีคุณูปการอย่างสูงต่อแวดวงการศึกษาของญี่ปุ่นในเวลาต่อมาก็คือฟุคุซาวะ ยุคิจิ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของญี่ปุ่นนั่นเอง

ด้วยความรู้ความสามารถด้านการแพทย์เป็นที่ยอมรับ ทำให้ในปี ค.ศ. 1862 โคอันได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำตัวของโทคุงาวะ อิเอโมจิ โชกุนรุ่นที่ 14 ซึ่งให้การสนับสนุนการแพทย์แผนตะวันตกอย่างแข็งขันและให้มีการก่อตั้งสถาบันวิจัยการแพทย์แผนตะวันตกขึ้นที่เอโดะ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่าในปีต่อมา โคอันก็เสียชีวิตลงในวัย 63 ปีจากวัณโรคที่เขาต่อสู้เรื้อรังมาเป็นเวลานาน หลังจากโคอันเสียชีวิตลงครอบครัวและบรรดาสานุศิษย์ก็ได้พยายามสืบทอดการบริหารจัดการเทคิจุคุต่อมาอีกประมาณ 20 กว่าปี จนกระทั่งปิดตัวไปในปี ค.ศ. 1886 จากการมีระบบการศึกษาสมัยใหม่ขึ้นมาแทนที่

โคอันมาซื้ออาคารปัจจุบันของเทคิจุคุตั้งแต่ปี ค.ศ. 1845 โดยเป็นทั้งที่พัก สถานรักษาพยาบาล และโรงเรียน ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์รำลึกเทคิจุคุของมหาวิทยาลัยโอซากาและเปิดให้ประชาชนเข้าชมหลังบูรณะเสร็จในปี ค.ศ. 1981 ปัจจุบันอาคารหลังนี้ถือว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมสำหรับการเรียนรู้ศาสตร์ตะวันตกยุคก่อนสมัยเมจิแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดถึงในปัจจุบัน ทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ และสมบัติทางวัฒนธรรมสำคัญแห่งชาติ รวมทั้งยังถือเป็นต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยโอซากา และมหาวิทยาลัยเคโอในกาลต่อมา

Garden Glimpse 25 - สวนตำหนักหน้าปราสาทโทคุชิมะ (Tokushima Castle Omotegoten Garden) จังหวัดโทคุชิมะในเกาะชิโคคุ มีชื่อเ...
01/09/2026

Garden Glimpse 25 - สวนตำหนักหน้าปราสาทโทคุชิมะ (Tokushima Castle Omotegoten Garden)

จังหวัดโทคุชิมะในเกาะชิโคคุ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเรื่องระบำอาวะโอโดริ และวังน้ำวนนารุโตะ แต่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อาจจะมีไม่มากเท่ากับที่อื่น ๆ แถมปราสาทโทคุชิมะที่เคยมีก็ถูกรื้อทำลายไปเมื่อครั้งเข้าสู่สมัยเมจิ และส่วนที่เหลือเพียงเล็กน้อยก็มาเสียหายไปในสมัยสงครามโลกจนหมดสิ้น โชคยังดีที่สวนญี่ปุ่นในตำหนักหน้าของปราสาทฯ ยังหลงเหลือมาให้ชมกันถึงปัจจุบัน

ปราสาทนี้เริ่มต้นมาจากสมัยยุคสงครามโดยหลังจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ รวบรวมแคว้นใหญ่น้อยบนเกาะชิโคคุให้อยู่ใต้อาณัติได้สำเร็จ ก็ได้ส่งฮาจิสึคะ มาซาคัทสึ หนึ่งในขุนพลคู่ใจมาครอง เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโอซากา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของรัฐบาลตนพอดี อย่างไรก็ดี มาซาคัทสึได้ขอเกษียณตัวเองเนื่องจากล่วงเข้าสู่วัยชรา และให้อิเอมาสะ ลูกชายขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

อิเอมาสะได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ปราสาทเก่าของเดิมในปี ค.ศ. 1585 และใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการปรับปรุงบูรณะและขยายพื้นที่ให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้น โดยพื้นที่ปราสาททอดตัวไปในทางยาวจากฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตกเป็นระยะประมาณ 150 เมตร คดเคี้ยวไปตามแนวภูมิประเทศ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของปราสาทยุคเก่า จากนั้นก็ได้มีการสร้างหอคอยปราสาท (เทนชุ) สูง 3 ชั้นและพัฒนาเมืองรอบปราสาทขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่ามาซาคัทสึผู้พ่อจะเป็นคนใกล้ชิดของฮิเดโยชิ แต่ตัวอิเอมาสะกลับพยายามรักษาระยะห่างจากรัฐบาลของฮิเดโยชิ เนื่องจากศรศิลป์ไม่ค่อยจะกินกันกับอิชิดะ มิทสึนาริ สมุนคนโปรดของฮิเดโยชิ (แต่เป็นคนเปรตสำหรับคนอื่น ๆ) แถมยังให้โยชิชิเงะ ลูกชายตนแต่งงานกับหลานสาวของโทคุงาวะ อิเอยาสึ ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่จะเกิดศึกเซคิงะฮาระ มิทสึนาริจึงได้บังคับให้อิเอมาสะปลงผมออกบวชแล้วไปจำพรรษาอยู่ที่ภูเขาโคยะ ส่วนปราสาทนี้ก็ถูกควบคุมโดยตระกูลโมริแทน

หลังจากอิเอยาสึได้รับชัยชนะในศึกเซคิงะฮาระ และจัดตั้งรัฐบาลโชกุนที่เมืองเอโดะสำเร็จ ก็ได้คืนอำนาจให้แก่ตระกูลฮาจิสึคะตามเดิม โดยโยชิชิเงะ หลานเขยของอิเอยาสึก็ได้กลายเป็นไดเมียวรุ่นแรกของแคว้นโทคุชิมะ จากนั้นก็ยังได้ทำความดีความชอบจนได้รับบำเหน็จรางวัลเพิ่มเติมอีกหลายครั้งจนได้ครองดินแดนทั้งโทคุชิมะและเกาะอาวาจิด้วย และตระกูลฮาจิสึคะก็ได้ครอบครองพื้นที่นี้สืบทอดต่อมาจนถึงสิ้นสมัยเอโดะ

สำหรับสวนที่ตำหนักหน้าของปราสาทนี้ ออกแบบโดยอุเอดะ ชิเงยาสึ ขุนพลสมัยต้นเอโดะที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิคนหนึ่งของเซน ริคิว ปรมาจารย์ด้านการชงชา โดยเป็นสวนที่ใช้หินเป็นส่วนประกอบตามความนิยมสมัยโมโมยามะ แบ่งเป็นส่วน “คาเรซันซุอิ” (สวนหินและทราย) และส่วน “ไคยูชิคิ” (สวนที่เดินชมทัศนียภาพได้โดยรอบสระน้ำตรงกลาง) โดยจุดเด่นของส่วนสระน้ำก็คือการผันน้ำทะเลเข้ามาใช้ในสระ ขณะที่จุดเด่นของสวนหินได้แก่สะพานหินขนาดความยาวกว่า 10 เมตรที่หักตรงกลาง ซึ่งเล่ากันว่าหักจากการเดินข้ามของโยชิชิเงะนั่นเอง ด้วยจุดเด่นและความงดงามทำให้สวนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพงดงามระดับประเทศ ในปี ค.ศ. 1989 ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ปราสาทโทคุชิมะขึ้นในบริเวณสวน โดยเลียนแบบสถาปัตยกรรมของตำหนักแบบดั้งเดิมของปราสาทเพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุและวิถีชีวิตในอดีตของพื้นที่ และเปิดให้เข้าชมในปี ค.ศ. 1992

Shrine Shimmering 37 - ศาลเจ้ายาสึอิคอมพิระ (Yasuikonpira Shrine) บรรดานักท่องเที่ยวสายมูทั้งหลายเวลาเดินทางมาญี่ปุ่นก็อ...
27/08/2026

Shrine Shimmering 37 - ศาลเจ้ายาสึอิคอมพิระ (Yasuikonpira Shrine)

บรรดานักท่องเที่ยวสายมูทั้งหลายเวลาเดินทางมาญี่ปุ่นก็อาจจะเสาะหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับขอพรในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการขอพรด้านความสัมพันธ์ หรือ “เอนมุสึบิ” นั้นน่าจะมีอยู่หลายที่ด้วยกัน แต่สถานที่ที่มีชื่อเสียงด้านตรงกันข้าม กล่าวคือการตัดความสัมพันธ์นั้น อาจจะเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามาก ซึ่งศาลเจ้ายาสึอิคอมพิระในเกียวโต ก็เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในเรื่อง “เอนคิริ” หรือการตัดความสัมพันธ์นั่นเอง

ประวัติของศาลเจ้าแห่งนี้ย้อนกลับไปได้ถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ในรัชสมัยพระจักรพรรดิเทนจิ (รุ่นที่ 38) โดยฟุจิวาระโนะคามาทาริ ได้สร้างวัดขึ้นเพื่อปกปักษ์คุ้มครองลูกหลานและความรุ่งเรืองของตระกูลฟุจิวาระของตน โดยปลูกต้นฟุจิ (วิสเทอเรีย) ไว้ และตั้งชื่อวัดว่าฟุจิเดระ
จากนั้นประมาณเกือบ 5 ทศวรรษผ่านไป พระจักรพรรดิสึโทคุ (รุ่นที่ 75) โปรดต้นฟุจิที่วัดนี้เป็นพิเศษ จนถึงกับสร้างตำหนักขึ้นที่นี่ในปี ค.ศ. 1146 เพื่อเป็นที่พำนักให้อาวาโนะนาอิชิ พระสนมคนโปรด แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1156 พระจักรพรรดิสึโทคุ ซึ่งขณะนั้นได้ทรงสละบัลลังก์แล้วขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าหลวงแทนแล้ว ก็พยายามก่อรัฐประหารขึ้นแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกเนรเทศไปประทับอยู่ที่ซานุคิบนเกาะชิโคคุแทน โดยก่อนเสด็จฯ ไปก็ได้พระราชทานพระรูปของพระองค์เองที่ทรงวาดเองให้แก่พระสนมอาวาโนะนาอิชิ ซึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสึโทคุสวรรคต พระสนมก็ได้ออกบวชชี และนำพระรูปมาแขวนบูชาไว้ที่วิหารเจ้าแม่กวนอิมภายในวัด รวมทั้งสร้างเนินฝังพระเกศาไว้ด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1177 ขณะที่ภิกษุไทเอนมาสักการะวิหารเจ้าแม่กวนอิม ดวงพระวิญญาณพระพุทธเจ้าหลวงสึโทคุก็ปรากฏพระองค์ขึ้น แล้วก็ร่ายยาวพร่ำพรรณนาถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้าหลวงโกะชิราคาวะ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดโคเมียวอินคันโชจิขึ้นบูชาดวงพระวิญญาณ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของศาลเจ้าแห่งนี้ ต่อมาในช่วงสงครามโอนิน (ค.ศ. 1467-1477) วัดนี้ถูกทำลายจากเพลิงสงคราม ในปี ค.ศ. 1695 จึงได้มีการย้ายวัดเรงเงะโคอินจากย่านอุสึมาสะมาสร้างใหม่ที่นี่ และเพิ่มการบูชาดวงพระวิญญาณพระพุทธเจ้าหลวงสึโทคุไว้ที่นี่ด้วย รวมกับเทพโอโมโนะนุชิจากศาลเจ้าโคโตฮิระที่ซานุคิ และดวงวิญญาณมินาโมโตะโนะโยริมาสะ ต่อมาหลังเข้าสู่สมัยเมจิ ก็ได้มีการยุบวัดเรงเงะโคอิน เหลือไว้เพียงศาลเจ้ายาสึอิคอมพิระในปัจจุบัน

โดยที่เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงสึโทคุถูกเนรเทศไปอยู่ชิโคคุนั้น ต้องทรงตัดขาดจากกิเลสทั้งปวงในชีวิต ศาลเจ้าแห่งนี้จึงกลายเป็นที่ภาวนาสำหรับการตัดขาดจากเรื่องที่ไม่พึงประสงค์มาตั้งแต่อดีตกาล และโดยที่พระองค์ก็ไม่ทรงอยากเห็นประชาชนต้องมาพลัดพรากจากคนรักอย่างที่ตนเองประสบมา จึงเชื่อกันว่าท่านจะช่วยดลบันดาลให้ที่มาขอพรประสบความรักที่ยืนยาว และห่างหายจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดี รวมทั้งจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออบายมุขต่าง ๆ ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าคนที่รักกันดี ๆ เมื่อไปที่ศาลนี้แล้วจะต้องเลิกกันแต่อย่างใด ซึ่งถ้าใครจะไปขอพรให้ได้ออกจากความสัมพันธ์ toxic หรือขอความรักที่มั่นคง ก็จะไปเขียนขอพรแล้วแปะไว้ที่ก้อนหินใหญ่ในศาลแล้วคลานลอด (เข้า - ออก) รูตรงกลางหินนั่นเอง

Garden Glimpse 24 - สวนบันโชเอน (Banshoen Garden) หากสวนริทสึรินในเมืองทาคามัทสึได้รับการอวยยศให้เป็นสวนอันดับหนึ่งของจั...
23/08/2026

Garden Glimpse 24 - สวนบันโชเอน (Banshoen Garden)

หากสวนริทสึรินในเมืองทาคามัทสึได้รับการอวยยศให้เป็นสวนอันดับหนึ่งของจังหวัดคางาวะบนเกาะชิโคคุแล้ว อันดับสองก็เห็นจะตกเป็นของสวนบันโชเอนที่เมืองมารุงาเมะอย่างเป็นเอกฉันท์แน่นอน

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1688 บนพื้นที่กว่า 30 ไร่บนชายฝั่งทะเลในเซโตะ ใกล้กับเมืองรอบปราสาทมารุงาเมะ เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศ ตามคำสั่งของเคียวโงคุ ทาคาโทโย ผู้ครองแคว้นมารุงาเมะในซานุคิรุ่นที่ 2 และเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลเคียวโงคุ ซึ่งกล่าวกันว่าสวนแห่งนี้ได้จำลองทิวทัศน์ของแคว้นโอมิ หรือจังหวัดชิงะในปัจจุบัน ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของเคียวโงคุ ทาคาทสึงุ บรรพบุรุษคนสำคัญของตระกูลเคียวโงคุ ที่เคยได้รับแต่งตั้งจากโทโยโทมิ ฮิเดโยชิให้เป็นไดเมียวครองปราสาทโอทสึในอดีต

ทาคาสึงุนั้น มีความเกี่ยวดองกับทั้ง 3 บุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โดยฮัทสึ ภริยาเอก ก็เป็นหลานสาวของโอดะ โนบุนางะ (เป็น 1 ใน 3 พี่น้องตระกูลอาไซ ที่เกิดจากอาไซ นางามาสะ กับอิจิ น้องสาวของโนบุนางะ) ขณะที่พี่สาวของทาคาทสึงุ ก็เป็นภริยาน้อยของฮิเดโยชิ ตัวทาคาทสึงุก็เป็นคู่เขยกับโทคุงาวะ ฮิเดทาดะ โชกุนรุ่นที่ 2 (ซึ่งมีภริยาเอก เป็นน้องสาวของฮัทสึ) แถมลูกชายของทาคาทสึงุ ยังแต่งงานกับลูกสาวของฮิเดทาดะอีก เรียกว่าโยงกันจนงงไปหมด

แต่นอกเหนือจากการดองกันผ่านการแต่งงานต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือ "ความอยู่เป็น" ที่ตัดสินใจเลือกข้างถูกตลอด จนทำให้ทาคาทสึงุ เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาได้อย่างต่อเนื่องและสืบทอดความรุ่งเรืองของตระกูลเคียวโงคุมาจนสิ้นสุดยุคเอโดะ ความอยู่เป็นนี้ก็เริ่มจากการเข้ามาอยู่กับฝั่งโนบุนางะตั้งแต่แรก และก็สืบเนื่องมาจนสมัยของฮิเดโยชิ แต่พอถึงคราศึกเซคิงะฮาระ ก็กลับไปเข้ากับฝั่งตะวันออกของอิเอยาสึ โดยต่อสู้กับทัพของโมริ เทรุโมโตะ กับทาจิบานะ มุเนชิเงะ ที่มาล้อมปราสาทโอทสึในวันเดียวกับศึกเซคิงะฮาระ ซึ่งแม้ผลออกมาว่าทาคาทสึงุต้านทานไม่ไหวและต้องยอมแพ้ แต่โดยที่อิเอยาสึชนะในศึกเซคิงะฮาระ ทำให้หลังจากนั้นทาคาทสึงุได้รับรางวัลให้ไปครองแคว้นโอบามะที่ใหญ่กว่าแทน

จากนั้นตระกูลเคียวโงคุก็ได้รับการโยกย้ายให้ไปครองแคว้นอื่น ๆ อีกจนมาลงหลักปักฐานที่แคว้นมารุงาเมะนี้เมื่อปี ค.ศ. 1658 และก็ครองแคว้นนี้สืบเรื่อยมาจนสิ้นสุดระบบเจ้าครองแคว้นเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ

จากความที่ต้องการระลึกถึงรากเหง้าที่โอมินี้เอง ทำให้สวนนี้สร้างเป็นสวนแบบไคยูชิคิ (เดินชมทิวทัศน์ได้รอบสระน้ำตรงกลาง) โดยจำลองทิวทัศน์ของทะเลสาบบิวะมาไว้บนเกาะกลางสระทั้ง 8 เกาะ โดยภายในสวนยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะมารุงาเมะ ที่ออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนเรือนน้ำชาชั้นเดียว ที่ช่วยสร้างความกลมกลืนกับทัศนียภาพของสวนญี่ปุ่นโดยรอบได้เป็นอย่างดี

Temple Tribute 41 - วัดโคไดจิ (Kodaiji Temple) ในช่วงปีที่ผ่านมาปรากฏข่าวอัคคีภัยสร้างความเสียหายแก่วัดหรือศาลเจ้าญี่ปุ่...
20/08/2026

Temple Tribute 41 - วัดโคไดจิ (Kodaiji Temple)

ในช่วงปีที่ผ่านมาปรากฏข่าวอัคคีภัยสร้างความเสียหายแก่วัดหรือศาลเจ้าญี่ปุ่นต่อเนื่องกันหลายแห่ง และล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ก็เพิ่งเกิดอัคคีภัยขึ้นที่อาคารหลังหนึ่งในบริเวณวัดโคไดจิ ในเขตฮิงาชิยามะของเกียวโต ซึ่งก็เป็นวัดที่มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ปุ่น ซึ่งก็คือโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และเนเนะ ภริยาเอกนั่นเอง

หลังจากที่ฮิเดโยชิเสียชีวิตลง เนเนะ หรือที่ได้รับการสถาปนาเป็น “คิตะโนะมันโดโคโระ” ก็ได้ออกบวชชี และต่อมาได้รับพระราชทานสมัญญานามจากพระจักรพรรดิโกะโยเซ ว่า “โคไดอิน” โดยเนเนะก็ได้ตั้งปณิธานที่จะสร้างวัดขึ้นอุทิศส่วนกุศลให้แก่ฮิเดโยชิ และเริ่มสร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อมี ค.ศ. 1606 ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากโทคุงาวะ อิเอยาสึ ทำให้อาณาบริเวณวัดมีความยิ่งใหญ่อลังการสมฐานะ โดยในช่วงแรกสร้างเป็นการผาติกรรมอาคารจากวัดอื่น ๆ ในเกียวโต รวมทั้งตำหนักของเนเนะเอง ลานชมจันทร์ และเรือนน้ำชาจากปราสาทฟุชิมิ มาไว้ที่นี่ด้วย

ในบริเวณวัดมีอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมสำคัญหลายหลังด้วยกัน เช่นลานชมจันทร์ ที่เป็นศาลากลางน้ำบนสะพานไม้ ซึ่งกล่าวกันว่าเคยเป็นสถานที่โปรดของฮิเดโยชิที่ปราสาทฟุชิมิ และต่อมาเนเนะก็มักจะมานั่งชมจันทร์และรำลึกถึงฮิเดโยชิอยู่ที่นี่เป็นนิจ นอกจากนี้ ก็ยังมีเรือนน้ำชาสองหลังที่ย้ายมาจากปราสาทฟุชิมิเช่นกัน และกล่าวกันว่าสร้างขึ้นโดยเซน ริคคิว ปรมาจารย์ด้านการชงชาชื่อดังของญี่ปุ่น ที่เป็นต้นกำเนิดของตำรับการชงชาแบบโอโมเทะเซนเคะ อุระเซนเคะในปัจจุบัน โดยหนึ่งในเรือนน้ำชานี้เป็นอาคารสองชั้นซึ่งถือว่าหายากในบรรดาเรือนน้ำชาญี่ปุ่น และกล่าวกันว่าเมื่อครั้งสมรภูมิฤดูร้อนในปี ค.ศ. 1615 เนเนะก็ได้มองเห็นควันไฟจากปราสาทโอซากาที่ถูกเผามอดไหม้จากชั้นสองของเรือนน้ำชานี้เอง นอกจากนี้ยังมีอาคารโอะทามายะ หรือเรือนสถิตวิญญาณ ที่ใช้เป็นที่บูชาดวงวิญญาณของทั้งสอง โดยภายในยังมีรูปปั้นฮิเดโยชิและเนเนะตั้งอยู่คู่กัน และลึกลงไป 2 เมตรใต้รูปปั้นก็เป็นสถานที่ที่ฝังร่างของเนเนะไว้จนถึงปัจจุบัน

เนเนะถือว่าเป็นหนึ่งในสตรีเหล็กในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้ทุกยุคทุกสมัย มีบทบาทสำคัญในการช่วยงานและเป็นที่ปรึกษาให้แก่ฮิเดโยชิมาตลอด และเป็นที่นับถือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่โอดะ โนบุนางะ และบรรดาขุนพลฝั่งตะวันตก รวมทั้งได้รับการยอมรับจากราชสำนัก โดยหลังจากที่ฮิเดโยชิเสียชีวิต เนเนะก็ได้ย้ายออกจากปราสาทโอซากาไปพำนักอยู่ในพระราชวังหลวงอยู่หลายปีจนกระทั่งสร้างวัดโคไดจิขึ้น จึงได้ย้ายมาพำนักที่วัดนี้แทน ขนาดอิเอยาสึที่เป็นคู่แข่งและไม้เบื่อไม้เมากับฮิเดโยชิก็ยังยกย่องและให้เกียรติเนเนะจนถึงวาระสุดท้าย กล่าวกันว่าเมื่อครั้งสงครามสมรภูมิที่ปราสาทโอซากา เนเนะก็ตั้งใจที่จะเดินทางไปเกลี้ยกล่อมให้โยโดะโดโนะ ภริยาน้อยของฮิเดโยชิและมารดาของฮิเดโยริ ยอมอ่อนน้อมต่ออิเอยาสึ แต่ก็ปรากฏว่าเป็นอิเอยาสึเองที่ห้ามปรามไม่ให้เธอเดินทางไป ซึ่งก็อาจเป็นด้วยเกรงจะโดนลูกหลงจากสงครามจนเกิดอันตรายก็เป็นได้

ทุกวันนี้ถนนเล็ก ๆ ที่ผ่านหน้าวัดโคไดจิ ยังมีชื่อเรียกว่า “เนเนะโนะมิจิ” หรือ “ถนนของเนเนะ” ทำให้ผู้คนที่นั่นรวมทั้งผู้ไปเยือนยังคงจดจำถึงสตรีที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์คนนี้ได้ดีแม้เวลาผ่านมากว่า 400 ปี

住所

箱根町元箱根80-1
Hakone-machi Ashigarashimo-gun, Kanagawa
250-0522

アラート

Japan Retroが新しいニュースやキャンペーンを投稿したら、いち早くメールでお知らせします。メールアドレスが他の目的に使われることはなく、いつでも配信を停止できます。

ショートカット

共有する