12/06/2025
ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
The Centre for coordinating and management in cases of nuclear and radiation emergency with organizations inside and ourside the country
12/06/2025
17/03/2025
☢️การเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
(ตอนที่ 4 การสำรวจปริมาณรังสีพื้นหลังเพื่อเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี)
การวัดปริมาณรังสีพื้นหลัง (Background Radiation Measurement) เป็นการวัดปริมาณรังสีในพื้นที่ที่สนใจเพื่อให้ได้ข้อมูลของรังสีพื้นหลัง กล่าวคือรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ฉุกเฉินทางรังสีหากพื้นที่ดังกล่าวมีการตรวจพบปริมาณรังสีที่เพิ่มขึ้นจากข้อมูลปริมาณรังสีพื้นหลัง
ปัจจุบัน ปส. ได้มีการสำรวจเพื่อรวบรวมปริมาณรังสีพื้นหลังรอบพื้นที่ต่าง ๆ เช่น สถานประกอบการทางรังสี พื้นที่สำคัญที่มีประชากรหนาแน่น พื้นที่เหมืองแร่เก่า รวมถึงพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฝุ่นกัมมันตรังสีที่เกิดจากเหตุฉุกเฉินของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเครื่องวัดรังสีที่ใช้ในการสำรวจเรียกว่า SPARCS (Spectral Advance Radiological Computer System) เป็นเครื่องวัดรังสีแบบเฉพาะที่ใช้ร่วมกับยานพาหนะ (รถยนต์ เฮลิคอปเตอร์) ให้เคลื่อนที่ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสำรวจปริมาณรังสีแล้วนำเสนอผลการวัดรังสีในรูปแบบเชิงแผนที่ที่สามารถแสดงปริมาณรังสีพื้นหลังของพื้นที่นั้น ๆ ตามเส้นทางที่กำหนด ซึ่งในต่างประเทศจะประยุกต์ใช้ร่วมกับอากาศยานเพื่อการเก็บข้อมูลรังสีพื้นหลังบริเวณพื้นที่เป้าหมายที่ไม่ขึ้นกับเส้นทางการสำรวจทางบก เป็นการลดข้อจำกัดเรื่องเส้นทางการสำรวจหากเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีในพื้นที่ที่เส้นทางการจราจรไม่เอื้ออำนวย
ขณะดำเนินการสำรวจรังสี ระบบ SPARCS จะส่งข้อมูลการสำรวจรังสีแบบทันที (Real Time) ผ่านระบบฐานข้อมูลแบบออนไลน์ (Cloud Server) กลับมายังศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ (NuREAC) เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญใช้วางแผนและให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดเหตุได้ทันที
ในอนาคต ปส. มีแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการสำรวจปริมาณรังสีพื้นหลังตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลปริมาณรังสีพื้นหลังของแต่ละพื้นที่ และเมื่อเกิดเหตุ ปส. จะดำเนินการสำรวจรังสีในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางรังสี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น หากมีเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี⚛️
⚛️ติดตามตอนที่ 5 ตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ ในวันพรุ่งนี้📍
เรียบเรียงโดย ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
15/03/2025
☢️การเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
(ตอนที่ 2 เครื่องมือ อุปกรณ์ และความพร้อมในการใช้งาน)
ปส. ได้นำเครื่องมือวัดทางนิวเคลียร์และรังสีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อเตรียมความพร้อม และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีในทุกระดับของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากภายในหรือภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย⚛️
เครื่องมือที่ใช้นั้นแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. เครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคล (Personal Radiation Detector) ซึ่งช่วยวัดระดับรังสีได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ให้รู้ถึงปริมาณรังสีที่ได้รับในขณะเข้าพื้นที่เสี่ยงที่มีระดับรังสีสูงที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย
2. เครื่องวิเคราะห์ไอโซโทปรังสี (Radioisotope Identifier Device: RID) ใช้ในการตรวจสอบ วิเคราะห์และระบุชนิดของวัสดุกัมมันตรังสี รวมถึงเครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมรังสี (Gamma Spectrometer) ที่สามารถระบุชนิดและความเข้มข้นของรังสีในสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้สามารถประเมินความเป็นอันตราย ความรุนแรง ผลกระทบที่อาจได้รับ และการเตรียมพร้อมเข้าตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยในขณะเดียวกัน ปส. ยังมี
3. เครื่องมือแบบสำรวจพื้นที่ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวัดที่รวดเร็วและแม่นยำ มีทั้งแบบเป้สะพายหลัง และแบบติดตั้งในยานพาหนะเพื่อดำเนินการสำรวจรังสีในพื้นที่เป้าหมาย
4. เครื่องมือตรวจวัดรังสีแบบติดตั้ง (Fixed Radiation Monitoring System) ซึ่งเป็นเครื่องวัดรังสีที่สามารถกำหนดตำแหน่งการติดตั้งไว้ตามตำแหน่งที่สำคัญเพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระดับรังสีในพื้นที่สำคัญนั้นๆ พร้อมด้วยระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติที่รายงานผลและแจ้งเตือนกลับมายัง ปส. ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานได้อย่างทันท่วงทีและมีความปลอดภัย
โดยเครื่องมือทั้งหมดได้รับการสอบเทียบและบำรุงรักษาเครื่องมืออย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ในการวางแผนและกำหนดมาตรการป้องกันในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ นอกจากนี้ ปส. ยังจัดฝึกอบรมและจำลองสถานการณ์ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ ทำให้สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เครื่องมือวัดทางนิวเคลียร์และรังสีของ ปส. มีความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีในทุกระดับของสถานการณ์
ติดตาม ตอนที่ 3 ต่อได้ในวันพรุ่งนี้
เรียบเรียงโดย ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี
17/01/2024
“ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ” จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวังภัย และตอบสนองกรณีฉุกเฉินที่ครอบคลุมถึงความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และรังสีในทุกรูปแบบ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในการเปิดศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติของประเทศ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ณ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
(National Nuclear and Radiological Emergency Aministration Center)
“ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติ” จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวังภัย และตอบสนองกรณีฉุกเฉินที่ครอบคลุมถึงความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และรังสีในทุกรูปแบบ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในการเปิดศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีแห่งชาติของประเทศ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ณ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
