02/04/2026
“วันที่ธรรมดา ในช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา”
ก่อนถึงวันทำกิจกรรม ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
เรานั่งคิด นั่งออกแบบกิจกรรมนี้ด้วยความตั้งใจ
ทบทวนซ้ำไปซ้ำมา ปรับคำถาม เปลี่ยนวิธีนำเสนอเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพราะอยากให้มันไม่ใช่แค่ “กิจกรรมทั่วไป”
แต่อยากให้มันเป็นพื้นที่เล็ก ๆ
ที่ผู้ป่วยจะได้หยุดมองตัวเอง…และเห็น “คุณค่า” ที่อาจหลงลืมไป
กิจกรรม “ฉันทำได้ดี” จึงค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น
จากความเชื่อเล็ก ๆ ในใจว่า
แท้จริงแล้ว…ทุกคนต่างมีจุดแข็งของตัวเอง เพียงแค่บางครั้ง ยังไม่เคยมีโอกาสได้มองเห็นมันเท่านั้น
แต่เมื่อกิจกรรมเริ่มต้นขึ้น เรานำหัวข้อ”สิ่งที่ฉันทำได้ดี”ที่ถูกพิมพ์ลงไป บนกระดาษเอสี่ แล้วนำไปแปะผนัง เพื่อให้ทุกคนรวบรวมกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กๆ ที่ผ่านการเขียนสิ่งที่ “ฉันทำได้ดี” “มีคนเคยชมฉันในเรื่องนี้” ลงไป แล้วนำมาแปะรวมกัน
ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าคือ
สายตาของทุกคนจดจ่อ
มือที่ค่อย ๆ จับปากกา
เขียนกระดาษลงไปอย่างตั้งใจ
บางคนเริ่มเขียนทันทีโดยไม่ลังเล
เหมือนมีคำตอบอยู่ในใจมานานแล้ว
บางคนค่อย ๆ วาดทีละเส้น
ราวกับกำลังถ่ายทอดบางสิ่งที่ลึกเกินคำพูด
และสิ่งที่ทำให้เรายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวคือ
“ความกล้า” ที่ค่อย ๆ ส่งต่อกันในกลุ่ม
เมื่อมีคนหนึ่งเริ่มเขียน เริ่มเล่า
เริ่มเปิดเผยตัวเองเล็ก ๆ แล้วนำกระดาษไปแปะ
มันเหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง
ที่ทำให้คนอื่น ๆ ค่อย ๆ เปิดใจตาม แล้วทยอยลุกจากเก้าอี้ไปแปะที่ผนัง
บรรยากาศที่เราเคยกลัวว่าจะเงียบ
กลับกลายเป็นความเงียบที่ “เต็มไปด้วยความหมาย” และค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง
ช่วงหนึ่งของกิจกรรม
คือช่วงที่ทำให้เราประทับใจที่สุด
เราได้เห็น “ความสามารถ” ที่ซ่อนอยู่
มีผู้ป่วยคนหนึ่ง เขียนตัวหนังสืออย่างบรรจง
ลายมือสวย เป็นระเบียบ เรียงเต็มบรรทัดอย่างตั้งใจ
ทุกตัวอักษรเหมือนถูกใส่ใจลงไปทีละนิด เขาเขียนว่า
“ขับรถเก่ง กินเก่ง นอนเก่ง”
ประโยคสั้น ๆ ที่ดูธรรมดา
แต่กลับทำให้เรายิ้มออกมา
เพราะมันเต็มไปด้วย “การยอมรับตัวเอง” อย่างเรียบง่ายและจริงใจ
อีกคนหนึ่ง
วาดรูปตัวการ์ตูนที่ยืนอยู่บนอวกาศ ที่มีข้อความถูกเขียนเพิ่มว่า "วาดรูปเก่ง"
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ถูกเติมเต็ม ตัวลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความคิดสร้างสรรค์
เมื่อได้ฟังเรื่องราว
เขาเล่าว่าเคยนำความสามารถนี้ไปทำ “สติกเกอร์ไลน์ขาย”
ในวินาทีนั้น เรารู้สึกได้ทันทีว่า
“ผู้ป่วย” พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้รับการดูแล แต่คือคนที่มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ มีเรื่องราว และมีตัวตนที่น่าค้นหา
ยิ่งไปกว่านั้น
หลายคนที่ตอนแรกดูเงียบ ๆ
กลับกลายเป็นคนที่คุยเก่ง ยิ้มง่าย และเป็นกันเอง โดยเฉพาะความกล้าที่ค่อย ๆ เติบโตในกลุ่ม ด้วยรอยยิ้มและสายตาที่เปิดรับกัน
มันจึงกลายเป็นวันที่งดงามเกินกว่าที่เราคาดไว้ และยังแสดงให้เห็นว่าพวกเขารู้คุณค่าในตนเอง
นางสาวอโณชา จันทรบุตร
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาฝึกงานโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา
27/03/2026
ทุกวันอังคารตอนช่วงบ่ายโมง
เรามีนัดกันที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
ที่วอร์ดผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมีย
วันนี้เราชวนเด็ก ๆ จำแลงตัวเองเป็นเหล่าแฟรี่ตัวน้อย
รวมพลังกันร่ายมนต์แปลงโฉมกล่องนมที่เป็นวัสดุเหลือใช้
ให้กลายเป็นที่ใส่ดินสอสุดสร้างสรรค์
เหล่าแฟรี่ของเราพากันร่ายเวทมนต์ รังสรรค์ออกมา
กลายเป็นผึ้งและหอยทากสุดฟรุ้งฟริ้ง
ภายในห้องสี่เหลี่ยม ที่รายล้อมไปด้วยเก้าอี้หลากสี
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับทำสิ่งประดิษฐ์
วันนี้เป็นวันพิเศษ เราเตรียมตุ๊กตามาสองตัว
นำมาวางไว้ตรงกลางโต๊ะ
เพื่อเป็นของรางวัลสำหรับกิจกรรมถัดไป
เริ่มเล่นเกมที่ทุกคนมีความคุ้นชิน กติกาเข้าใจง่าย
ไม่ซับซ้อน นั่นก็คือเกม “บิงโก”
บรรยากาศภายในห้องเงียบลง
ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดผ่านผิวหนัง
ตอนนี้มีเพียงเสียงขยับดินสอ มือน้อยค่อย ๆ บรรจง
เขียนตัวเลข 1 ถึง 40 สลับกันไปมาสามตารางอย่างตั้งใจ
บางคนก้มหน้าจดจ่อกับกระดาษตรงหน้า
บางคนเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสลับไปมา
ก่อนจะกลับไปจดจ่อกับตารางของตนเอง
จนกระทั่งถึงเวลาแห่งการรอคอย
วงล้อค่อย ๆ หมุนตัวเลขออกมาทีละตัว
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่วงล้อ
สลับกับก้มไปมองหาตัวเลขของตัวเองในกระดาษ
ทันที่ที่มีการขานตัวเลข เสียงพูดคุย
และเสียงแห่งความตื่นเต้นดังขึ้นทั่วทั้งห้อง
บรรยากาศที่เงียบเต็มไปตอนนี้
ถูกแทนที่ไปด้วยความคึกคัก
จนบางคนตื่นเต้นจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
ตั้งแต่ในช่วงเวลาที่เด็กแต่ละคนต้องใช้เวลาโฟกัสกับตัวเอง
การเล่นเกมบิงโก เปรียบเสมือนพื้นที่ ให้พวกเขาได้มีช่วงเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน กับเพื่อนคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกันก็ยังได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม และทักษะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเคารพ กฎกติกา การรู้แพ้ รู้ชนะ รวมถึงการยอมรับความผิดหวังประสบการณ์เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้ เด็ก ๆ โอบกอดทุกความรู้สึกของตัวเอง เพื่อเข้าใจตนเอง และผู้อื่นมากยิ่งขึ้น
นางสาว นัยนา เอกกันหา
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาฝึกงานโครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา
16/03/2026
“เรื่องเล่าจากโต๊ะเรียนของสายรุ้ง”
ในบ้านไม้หลังหนึ่ง ที่มีโต๊ะญี่ปุ่นตัวยาวตั้งอยู่เพื่อวางแบบฝึกหัด ดินสอ และยางลบเอาไว้เรียบร้อย เด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเรา น้องมีชื่อว่าชื่อว่า “สายรุ้ง”
เราได้ถูกมอบหมายให้ดูแลน้องและออกแบบฝึกหัด เพื่อส่งเสริมพัฒนาการน้อง ครั้งแรกที่เราได้พบกัน การนั่งทำแบบฝึกหัดดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับน้องไม่น้อย สายรุ้งนั่งได้เพียงไม่นานก็เริ่มขยับตัว ลุกขึ้นเดินบ้าง มองไปรอบห้องบ้าง และบางครั้งก็พูดสั้น ๆ ว่า
“ไม่เอา ไม่อยากทำ”
ในตอนนั้นสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การทำแบบฝึกหัดให้เสร็จ แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคย ชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ให้กำลังใจน้องทีละเล็กทีละน้อย และให้ของขวัญเป็นรางวัล ซึ่งบางครั้งก็เพียงแค่นั่งคุย เล่น หรือหัวเราะด้วยกัน ก่อนจะค่อย ๆ ชวนน้องกลับมาจับดินสออีกครั้ง โดยกระบวนการจะค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้เสมอ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป เมื่อได้กลับมาเจอกับสายรุ้งอีกครั้ง ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้องยังนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม แต่ครั้งนี้สายรุ้งสามารถนั่งทำแบบฝึกหัดได้นานขึ้น ดวงตาที่เคยมองไปรอบห้อง เริ่มจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า
แม้ว่าบางข้อ โดยเฉพาะการบวกเลข หรือการลากเส้นที่มีความซับซ้อนมากกว่าปกติ จะยังเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับน้อง แต่สายรุ้งก็ยังพยายามฟังคำอธิบาย และค่อย ๆ ทำตามขั้นตอนที่เราชวนคิดไปด้วยกัน รวมถึงการลองผิดลองถูก พัฒนาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับเด็กคนหนึ่งที่กำลังพยายามเรียนรู้ มันคือก้าวสำคัญของความพยายาม
ช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้เราได้ตระหนักว่า บทบาทของผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือเด็กไม่ได้มีเพียงการเป็น “ผู้สอน” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นเพื่อนเล่น เพื่อนพูดคุย และผู้ที่คอยนั่งอยู่ข้าง ๆ ในช่วงเวลาที่เด็กกำลังพยายามก้าวผ่านความยากของการเรียนรู้
บางครั้งการพัฒนาไม่ได้เกิดขึ้นจากบทเรียนที่ยากขึ้น แต่อาจเริ่มต้นจากพื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ความอดทน และกำลังใจ
และในวันนั้น
ก้าวเล็ก ๆ ของสายรุ้ง
ก็ทำให้เราเห็นว่า การเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่งสามารถเติบโตขึ้นได้ เมื่อมีใครสักคนจับมือเคียงข้างกัน
นางสาวอโณชา จันทรบุตร
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาฝึกงานโครงการโรงพยาบาลมีสุข
12/03/2026
จาก “แมวจรจัดบนท้องถนน”
สู่ตำแหน่งพนักงานสร้างกำลังใจในบริษัท 🐾
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเพียงแมวส้มตัวเล็กๆ ที่หิวโหยและใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวอยู่ข้างถนน จนกระทั่งบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโกตัดสินใจช่วยเหลือและรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม
พวกเขาตั้งชื่อให้เจ้าส้มว่า Engineer Miauricio หรือ เหมียวริซิโอ พร้อมตำแหน่ง “ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนทางอารมณ์” มีหน้าที่ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานและร้องเหมียวๆ เพื่อทำให้คนที่ทำงานรู้สึกดีขึ้น 🐱
เรื่องราวของแมวตัวเล็กๆ ตัวนี้แสดงให้เห็นว่า ความสุขอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเรา❤️🐈
Before he had a title, he was just another little orange cat on the streets — hungry, scared, and invisible to most of the world. 🐾
Then a Mexican company did something simple… but powerful. They didn’t just rescue him — they welcomed him. They gave him a name: Engineer Miauricio. And a job: Director of Emotional Support.
Now, instead of dodging danger, he spends his days doing what he does best — reminding stressed workers to breathe, to smile, to feel seen. Every soft meow, every tiny paw on a desk became proof that kindness changes lives… even the smallest ones.
In a world that moves fast and forgets the gentle, this little cat became a symbol of something bigger:
That compassion is leadership.
That love is a qualification.
And that sometimes the best coworker is the one who simply shows up with a warm heart. ❤️🐈
From the streets to the office — Miauricio didn’t just find a job. He found a family.
12/03/2026
เมื่อไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มีจริงไหม ‘น้องพิม’ เด็กป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จึงเอ่ยปากถึงความฝัน ‘อยากไปชะอำ’ เด็กหญิงอายุ 15 ในชุดโรงพยาบาลพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เกือบ 7 เดือนเต็ม ที่น้องพิมต้องให้คีโมต่อเนื่องเพื่อรักษามะเร็งโพรงจมูก จนเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วทีมแพทย์วินิจฉัยและลงความเห็นให้ครอบครัวทำใจ น้องพิมอาจอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
“น้องพิมตรวจเจอมะเร็งตอนอายุ 14 อาการแรกๆ น้องจะปวดหัวมากตลอดเวลา ไปหาหมอก็ได้ยาตามอาการ จนระยะนึงน้องเริ่มลิ้นบวมพูดไม่ชัด คราวนี้หมอส่งตรวจหูคอจมูกแล้วเรียกเรากับแม่เข้าไปคุย หมอบอกว่าน้องพิมตรวจเจอก้อนเนื้อมะเร็งนะ เป็นระยะที่ 4 ระยะประคับประคอง ต้องให้คีโม
“ให้คีโมครั้งแรก พฤษภาคม 2568 พากันนั่งรถไฟจากสถานีบ้านโป่งไปลงกรุงเทพอภิวัฒน์แล้วต่อแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ตอนนั้นทั้งบ้านเราไม่เคยเข้ากรุงเทพกันมาก่อน แต่ก็สู้กันไปเพราะคิดว่ารักษาแล้วมันจะหาย อย่างน้อยให้คีโมแล้วก้อนเนื้อมันต้องหมด ช่วงแรกน้องพิมก็ถาม ว่าหนูจะเป็นอะไรไหม เราก็บอกน้องไปว่าให้ยารักษาเดี๋ยวก็หาย แต่ยาบางตัวมันก็แรง น้องซูบลงเรื่อยๆ เรารู้สึกใจหายมาก จากเด็กน้ำหนัก 80 กว่า ตอนนี้เหลืออยู่ 34
“เรากับน้องโตมาด้วยกันมีอะไรเขาจะเปิดใจคุยกับเราตลอด มีวันนึงเขาบอกเราว่า ‘ร่างกายหนูน่าจะไม่ไหวแล้ว’ เขาปวดกระดูก ปวดตามตัวมาก ‘ถ้าหนูไม่ไหว จัดงานให้หนูด้วยนะ เอาเป็นธีมวันเกิดแบบเพื่อนมานั่งกินกัน’ เราตอบเขาไปว่า ‘พี่เข้าใจนะ ให้พิมสู้เท่าที่ไหว’ บอกเสร็จ เราต้องออกไปร้องไห้ข้างนอก
“จนเดือนพฤศจิกายน หมอบอกว่าก้อนเนื้อมันกระจายไปหมดแล้ว ให้เราทำใจนะ น้องอยู่กับเราได้น่าจะไม่เกิน 6 เดือน ตอนนี้ผ่านมา 4 เดือนแล้ว บางคืนนอนคิดว่าถ้าเกิดพรุ่งนี้น้องเป็นอะไรไปจะทำยังไง เรากลัว มันทำใจไม่ได้หรอก
“ปกติน้องพิมเขาเป็นเด็กชอบเที่ยวทะเล ชอบแต่งหน้าแต่งตัว ก่อนจะรู้ว่าน้องเป็นมะเร็ง เดือนนึงแม่จะพาพวกเรามาเที่ยวชะอำกันตลอด แต่พอต้องรักษาน้อง มีค่ายานอกบัญชีที่เหนือจากสิทธิบัตรทองครั้งละ 2,000 - 3,000 บาท การเงินในบ้านเริ่มสะดุด ต้องกู้ยืมมาจ่าย ก็ไม่ได้มาชะอำกันอีกเลย
“ตอนเจอพี่ๆ กระจกเงาครั้งแรก น้องพิมเขาเลยบอกว่าอยากไปเที่ยวชะอำ เราก็ถามน้องว่าไม่อยากไปที่อื่นบ้างเหรอ ชะอำนี่เราไปกันบ่อยจนพ่อค้าแม่ค้าเขาจำหน้าได้แล้ว น้องบอกว่าเขาอยากไปชะอำ อยากกินหอยหวาน กินหอยคราง กินหมูหัน อยากเล่นน้ำเล่นทราย แล้วยังบอกเราด้วยนะ ว่าวันไปเที่ยวช่วยซื้อเครื่องสำอางให้เขาด้วย เขาจะแต่งหน้าแต่งตัวถ่ายรูป”
เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ของเด็กป่วยระยะสุดท้ายจะมีจริงไหม… แต่วันนั้นภารกิจเติมความสุขเป็นกำลังใจให้เด็กป่วยได้เกิดขึ้น โครงการโรงพยาบาลมีสุข ส่งรถตู้ไปรับน้องพิมและครอบครัวที่บ้านจากราชบุรีถึงชะอำ ทีมงานจองที่พักริมหาดไว้รอ ทะเลตัดขอบฟ้า คลื่นซัดฝั่งเป็นระลอก ทรายนิ่งสงบรอต้อนรับเธอ
ความสุขรอบนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย น้องพิมนั่งวีลแชร์ลงจากรถตู้ เธอลงสัมผัสทะเลไม่ไหวทำได้แค่นั่งมองทะเลจากในบ้านพัก ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน 2 วัน 1 คืนเต็มที่น้องพิมได้ตื่นมารับแสงแรกตอนเช้า และบอกลาแสงสุดท้ายของวันริมทะเล
———————————————-
ขอขอบคุณ Airbnb.org สนับสนุนงบประมาณที่พัก เพื่อดูแลเด็กป่วยเรื้อรัง จนทำให้ครั้งนี้สามารถมีบ้านพักส่วนตัวติดชายทะเลชะอำให้เด็กป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวเข้าพัก รวมถึงมีที่พักเพื่อดูแลครอบครัวเด็กป่วยรายอื่นๆ ระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร
ที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่เติมความสุขแห่งอื่นๆ
ที่อยากร่วมกันทำหนึ่งวันของเด็กป่วยให้สมดั่งใจ
และยินดีต้อนรับพวกเรา
ให้ได้พาเด็กป่วยไปมีความสุขในพื้นที่ของคุณ
สามารถติดต่อเราได้ที่ 061-909-1840
หรือสนับสนุนสร้างความสุขให้เด็กป่วยเรื้อรัง
ผ่านบัญชีโครงการโรงพยาบาลมีสุข
ได้ที่ บัญชี 202-258-2860 ธ.ไทยพาณิชย์
#สร้างความสุขลดความทุกข์
#โครงการโรงพยาบาลมีสุข
#มูลนิธิกระจกเงา
11/03/2026
งานศิลปะอย่างการวาดภาพและระบายสี ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กในหลายมิติ การจดจ่อกับผลงานช่วยฝึกสมาธิและการควบคุมตนเอง
การจับพู่กันหรือดินสอสี ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ให้แข็งแรงและทำงานประสานกันได้ดีมากยิ่งขึ้น ในมิติการแก้ไขปัญหาบางครั้งเด็กมักเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นตามที่คิด สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การหาสาเหตุและฝึกแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และที่สำคัญการที่เด็กสามารถปลดปล่อยจินตนาการความคิดของตนเองได้อย่างอิสระ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความรู้สึกภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ความรู้สึกภูมิใจในตนเองจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าแสดงออก และกล้าเป็นตัวของตัวเอง
ช่วงบ่ายในวอร์ดผู้ป่วยเด็กทาลัสซีเมีย โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โต๊ะเล็ก ๆ รายล้อมไปด้วยเก้าอี้หลากสี กลายเป็นมุมกิจกรรม
ที่เต็มไปด้วยความสดใส เด็กแต่ละคนตั้งใจเลือกสีที่ชอบ ค่อย ๆระบายสีอย่างประณีต แต่งเติมลวดลาย ผีเสื้อและค้างคาว
ตามจินตนาการอย่างสนุกสนาน ปีกผีเสื้อและค้างคาวค่อย ๆ มีชีวิตชีวาขึ้นมาทีละข้าง บรรยากาศบนโต๊ะกิจกรรมอบอวนไปด้วยความตั้งใจ และความสดใสที่ค่อย ๆ กระจายไปทั่วห้องกิจกรรม
อ้างอิงข้อมูลประกอบบทความ https://www.366q-kids.com/articles-2229/
นางสาวนัยนา เอกกันหา
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาฝึกงานโครงการโรงพยาบาลมีสุข
10/03/2026
เปิดรับสมัครคำอธิษฐานของเด็กป่วย
ในกิจกรรม วันมีสุข ‘ขอหนึ่งวันให้สมดั่งใจ‘ ปีที่2 ☁️💫✨
ความเจ็บป่วย เป็นเหตุผลหนึ่ง
ที่ฉุดรั้งให้เด็กป่วย
ไม่สามารถใช้ชีวิตวัยเด็กได้เต็มที่
เพราะเวลาชีวิตส่วนใหญ่
วนอยู่กับการรักษาตัวที่บ้าน
เข้า-ออกโรงพยาบาล
แอดมิทบนเตียงคนไข้
เล่น เรียนไปพร้อมกับสายน้ำเกลือ
โครงการโรงพยาบาลมีสุข
จึงอยากชวนน้องๆ เด็กป่วย
ลุกขึ้นมาหยิบกระดาษ จับดินสอ
ทิ้งความป่วยไข้ไว้ข้างหลัง
แล้วหลับตาจินตนาการ
เขียนถึงความฝัน ความหวัง
ให้เต็มแผ่นกระดาษ
จากนั้นส่งมาที่โครงการโรงพยาบาลมีสุข
เราจะอ่านทุกข้อความจากจดหมาย
เพื่อคัดเลือกคำอธิษฐาน มาเสกให้มันเป็นจริง
**ไม่จำกัดประเภทคำอธิษฐาน
อยากกิน อยากเที่ยว อยากมี หรืออยากทำ
อะไรก็ได้ ที่เด็กป่วยอยากให้เกิดขึ้นสักครั้งในชีวิต**
กติกา
- เขียนจดหมาย เล่าคำอธิษฐาน, ความฝัน, ความหวัง
หรือสิ่งที่อยากทำ
- พร้อมระบุชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ
- แล้วส่งจดหมายที่เต็มไปด้วยคำอธิษฐาน
มาได้ที่ โครงการโรงพยาบาลมีสุข
ระบุชื่อกิจกรรม ‘วันมีสุข ขอหนึ่งวันให้สมดั่งใจ’
ที่อยู่ Mirror art (สำนักงานมูลนิธิกระจกเงา)
143/19 ซอยแจ้งวัฒนะ 1 แยก 6
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. 10210
- ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง
เช่น โรคหัวใจ โรคธาลัสซิเมีย โรงมะเร็ง
โรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน
ออทิสติก และอื่นๆ
สอบถามเพิ่มเติม Inbox เพจเฟซบุ๊ก
โครงการโรงพยาบาลมีสุข มูลนิธิกระจกเงา
หรือ Line id : 085-196-6102
#วันมีสุข
#โครงการโรงพยาบาลมีสุข
#มูลนิธิกระจกเงา
05/03/2026
แม่แต๋ว แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้เป็นทั้งชีวิตและโลกทั้งใบของน้องโบ๊ท เด็กป่วยเรื้อรัง
#สร้างความสุขลดความทุกข์เพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล
#โครงการโรงพยาบาลมีสุข
#มูลนิธิกระจกเงา
“ตอนรู้ว่าท้องน้องโบ๊ท หมอก็บอกว่าลูกเราแข็งแรงสมบูรณ์นะ เป็นลูกผู้ชาย แม่ก็พยายามดูแลตัวเองกินนมบำรุงไม่ให้ขาด แต่ช่วงนั้นแม่ไม่ค่อยได้พักผ่อน ไม่ได้กินของดีๆ มากเท่าไร เพราะพ่อน้องโบ๊ทป่วยมะเร็งพอดี พ่อมีอาการหอบไม่มีแรง ทำงานอะไรไม่ได้ แม่ต้องทำงานหาเงินคนเดียว รับจ้างอยู่ร้านขายของหวาน เข้างาน 6 โมงเช้า เสร็จงานร้านของหวานตอนบ่าย 2 ก็ไปรับจ้างล้างกระติกน้ำต่อจนถึง 2 ทุ่ม กลับถึงบ้านมืดค่ำทุกวัน
“พอก่อนจะคลอด เกิดรกพันคอน้องแน่นจนขาดออกซิเจน ระบบหายใจเรรวนไปหมดต้องส่งตัวไปรักษาฉุกเฉินอยู่เกือบครึ่งเดือน น้องกลายเป็นเด็กพูดไม่ได้ เป็นโรคหัวใจ พัฒนาการช้า สงสารลูกมากเลยตอนนั้นออกมาตัวเล็กมากแค่ 1.8 กิโลเอง
“น้องโบ๊ทต้องรักษาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ หมอทางไหนนัดพ่อกับแม่ก็จะต้องพาเขาไปเป๊ะๆ ไม่เคยขาดช่วงให้ลูก พอน้องโบ๊ทใกล้ 3 ขวบแม่ก็กลับไปทำงาน เราต้องพยายามเซฟเงินกัน เป็นค่าไปหาหมอ ค่าแพมเพิส นมผง ส่วนพ่อช่วยเลี้ยงน้องโบ๊ทอยู่บ้าน
“จนวันนั้นจำได้ว่าพ่อเริ่มกินข้าวไม่ได้แล้ว กินอะไรไปก็พุ่งออกหมด แม่กลับจากทำงานถึงบ้านตอน 2 ทุ่ม เรียก 1669 พาพ่อไปส่งโรงบาล ไปถึงหมอบอกว่าอาการมะเร็งเข้าระยะที่ 4 พ่อต้องอยู่โรงบาลยาวเลย หมอพยายามช่วยเจาะแขนขาจนไม่มีที่จะเจาะ แต่อาการมันหนักมาก สุดท้ายพ่อก็เสีย
“แม่กับพ่ออยู่กันมาตั้งแต่อายุ 20 วันที่พ่อไม่อยู่แล้วชีวิตมันยากสุดยอดเลย มันรู้สึกเคว้งคว้างโดดเดี่ยวมาก ไม่มีที่ปรึกษา เงินเก็บก็ไม่เหลือแล้ว ลูกเราเป็นเด็กพิการอย่างนี้จะกลับไปทำงานรับจ้างก็ไม่ได้ นั่งคิดหนักอยู่หลายวันคิดถึงว่าจะกรอกยาตัวเองแล้วจะกรอกลูกไปด้วยกันเลยจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนใครเขา
“แต่พอมองหน้าลูกเห็นเขานั่งตาดำๆ จะไปทำเขาลงได้ยังไง แม่เลยพยายามสู้ สู้ไปให้มันสุดๆ เอาความรู้ทำขนมหวานที่พอมีมาตั้งหลักนับจาก 0 เริ่มสตาร์ทเครื่องทำของหวาน พวกขนมต้ม ถั่วแปบ ขนมมันม่วงมะพร้าวอ่อน จูงแขนลูกออกไปเดินขายกล่องละ 20 ฝนตกแดดออกก็หิ้วกันไป แม่ไม่มีทุนทำของเยอะทำวันละ 7-10 กล่อง ก็พอได้ค่านมค่าแพมเพิส และทยอยจ่ายค่าน้ำไฟ ค่าเช่าบ้าน
“ตอนนี้น้องโบ๊ทเขาฟังรู้เรื่องหมดนะ เรียกแม่ได้แต่พูดออกเสียงเป็นประโยคไม่ได้ เวลาไปขายของเขาก็ช่วยหิ้วตะกร้า หยิบของให้ลูกค้า สวัสดีผู้คนที่มาซื้อ ทุกอาทิตย์แม่จะพาน้องไปฝึกพัฒนาการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เวลามีคนใจดีให้ค่าขนมน้องแม่ก็จะเก็บไว้เป็นค่ารถแท็กซี่ไปหาหมอ พยายามให้เขาได้กินข้าวกินเนื้อ กินยาสม่ำเสมอตามที่หมอแนะนำ
“มูลนิธิกระจกเงามีค่าเดินทางไปหาหมอช่วย เอาข้าว ปลากระป๋อง แพมเพิส มาให้ แล้วก็พาไปซื้อของไว้ขาย มันเบาขึ้นเหมือนมีคนมาช่วยดึงชีวิตเราเลย ที่ผ่านมาเราอยู่กันตามลำพังไม่เคยมีใครมาช่วยเราแบบนี้ แม่ดีใจมากเลย ลูกก็ดีใจเหลือเกิน ยิ่งวันที่ทีมงานมาเยี่ยมพาน้องโบ๊ทนั่งรถเก๋งไปซื้อของขายให้แม่ แล้วก็ซื้อเคเอฟซีให้เขาน่ะ เขามีความสุขมาก เด็กเขาไม่เคยไปไหนไม่เคยได้สัมผัสแบบนี้ เขาอุ้มถุงไก่ไว้ดีใจใหญ่เลย“
ทุกสัปดาห์สองแม่ลูกจะช่วยกันหิ้วตะกร้าสีฟ้าที่มีขนมหวาน ออกไปเดินขายตามปั๊มน้ำมันเป็นรายได้ ล่าสุดนี้ทีมงานโรงพยาบาลมีสุขจึงขออนุญาตผู้บริจาคนำแต้ม BigC ที่ทุกคนสะสมให้ มาแลก แป้ง กะทิ ไข่ น้ำตาลทราย เป็นวัตถุดิบตั้งต้นทำขนมให้แม่แต๋ว และหลังจากนี้โครงการจะช่วยดูแลเรื่องค่าเดินทางไปหาหมอ แพมเพิส ของกินของใช้แบ่งเบาค่าใช้จ่ายของครอบครัว ให้น้องโบ๊ทสามารถเข้าถึงการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อเนื่องได้ตามนัด
———————————————-
แม่แต๋ว แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้เป็นทั้งชีวิตและโลกทั้งใบของน้องโบ๊ท เด็กป่วยเรื้อรัง
———————————————-
เปลี่ยนการบริโภคเป็นการช่วยเหลือสังคม
ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงาได้
เพียงทุกครั้งที่คุณจับจ่ายใช้สอย
กรุณาแจ้งหมายเลขสะสมแต้มทุกระบบ
ร้านสะดวกซื้อ ห้าง ปั้มน้ำมัน
ด้วยเบอร์มูลนิธิกระจกเงา 0639316340
และคุณสามารถสนับสนุน ดูแลเด็กป่วยเรื้อรังได้ที่
โครงการโรงพยาบาลมีสุข โดยมูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 202-258286-0 ธ.ไทยพาณิชย์
#สนับสนุนค่าเดินทางเด็กป่วย
#สร้างความสุขลดความทุกข์
#โครงการโรงพยาบาลมีสุข #มูลนิธิกระจกเงา
26/02/2026
บางครั้ง การเยียวยาหัวใจ
เริ่มต้นจากความจริงใจของคนรอบข้าง 🤍
คุณครูเล่าว่า มีนักเรียนคนหนึ่งกำลังรู้สึกไม่มั่นใจ
เพื่อนๆ ในห้องจึงช่วยกันคิดไอเดียให้กำลังใจ
โดยนำกระดาษโพสต์อิทมาแปะเต็มโต๊ะและเก้าอี้
เขียนข้อความที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและการสนับสนุน
และเตือนใจว่าเธอเป็นคนที่มีคุณค่า
เมื่อเธอกลับเข้ามาและได้อ่านข้อความทั้งหมด
เธอซึ้งใจจนวิ่งเข้าไปกอดเพื่อนที่เป็นคนเริ่มไอเดียนี้ทันที
เรื่องเล็กๆ ในห้องเรียน
แต่เป็นพลังใจที่ช่วยฟื้นฟูหัวใจได้อย่างงดงาม 🌱
24/02/2026
ป่วยจิตเวช การรักษา และโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตในสังคม
ในสังคมปัจจุบัน “ผู้ป่วยจิตเวช” มักถูกภาพจำบางอย่างที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ภาพความคลุมคลั่ง ความน่ากลัว พูดคนเดียว ไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ และต้องพึ่งพาผู้คนรอบข้าง
สิ่งที่เป็นอุปสรรคอาจไม่ใช่อาการของโรคทางใจที่กำลังเผชิญอยู่ แต่คือทัศนคติของสังคม การมองด้วยความกลัวหรือการตัดสิน อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่กล้าที่จะก้าวออกมาใช้ชีวิต การเปลี่ยนแปลงจึงอาจเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็ก ๆ เช่น การรับฟังอย่างไม่ตัดสิน การพูดคุยกันอย่างเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการยอมรับว่าทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่เปราะบางในชีวิต
ระหว่างการทำกิจกรรมอาสาสร้างสุข ครั้งนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “พี่ไทย” ระหว่างที่กำลังทำขนมแซนด์วิช สังเกตเห็นว่าพี่ไทย สามารถจัดเตรียมและทำเสร็จได้คล่องแคล่วกว่าเพื่อนๆ เมื่อได้พูดคุยจึงทราบว่าพี่ไทยเคยทำงานในโรงแรม และชื่นชอบงานบริการ ทำให้มีทักษะการจัดการและการทำงานที่คล่องตัวติดตัวมาอยู่แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า เบื้องหลังคำว่า “ผู้ป่วยจิตเวช” ผู้ป่วยแต่ละคนยังมีทักษะ ความสามารถ และยังมีศักยภาพ ที่หวังให้มีคนเข้าใจและช่วยดึงศักยภาพนั้นออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสม
การมองเห็นศักยภาพของแต่ละคน และสนับสนุนให้เขาได้ใช้ชีวิตตามความสามารถของตนเอง เช่น การส่งเสริมทักษะอาชีพ การเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมสังคม หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชค่อย ๆ กลับมามีความมั่นใจในตนเอง และเห็นคุณค่าในชีวิตอีกครั้ง
เมื่อสังคมเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยจิตเวชได้เป็น ส่วนหนึ่งของสังคม แทนที่จะเป็น คนนอก การฟื้นฟูจะไม่ใช่แค่การลดอาการของโรค แต่คือการได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าในโลกใบนี้บางครั้ง สิ่งที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่ง อาจไม่ใช่การแก้ไขทุกปัญหาให้เขา แต่คือการยื่นโอกาส และเชื่อว่าเขาสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยตัวเอง
นางสาวนัยนา เอกกันหา
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาฝึกงานโครงการโรงพยาบาลมีสุข