Investigate cases online

Investigate cases online

แชร์

โดนโกงออนไลน์ ต้องได้เงินคืน
ติดต่อหาเรา แจ้งเบาะแส หลักฐานการสนทนา เพื่อรับเงินคืน

17/04/2024

หนีไม่รอด ตร.ไซเบอร์จับสาวแสบ
ขบวนการสินเชื่อปลอม

ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ให้เร่งระดมปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 สืบสวนกวาดล้างขบวนการเงินกู้ปลอมที่เป็นหนึ่งในอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเดือนดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

สืบเนื่องจากกรณีผู้เสียหายที่ประสงค์จะกู้เงิน ถูกหลอกให้กรอกข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ไปในเว็บไซด์ expressmoney.cc จากนั้นมีการ sms แนบลิงก์มาให้ผู้เสียหายกดเพิ่มเพื่อนใน Line ซึ่งปลอมเป็นฝ่ายให้บริการปล่อยสินเชื่อ ก่อนหลอกผู้เสียหายจนหลงเชื่อ โอนเงินไปให้ก่อนเพื่อค้ำประกันเงินกู้ และสร้างเงื่อนไขหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเพิ่มเพื่อให้ได้รับอนุมัติเงินกู้ สุดท้ายผู้เสียหายรายดังกล่าวต้องการจะกู้เงินจำนวน 100,000 บาท แต่กลับถูกหลอกให้โอนเงินไปก่อนรวมเสียหายทั้งสิ้น 103,750 บาท

พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 เร่งทำการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับ และติดตามจับกุมผู้ต้องหาร่วมขบวนการซึ่งทำหน้าที่บัญชีม้าได้ คือ น.ส.ชวัลรัตน์ อายุ 20 ปี ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.เกษมทรัพย์ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาร่วมขบวนการที่เหลือ และจะมีการขยายผลถึงตัวการที่สร้างแพลตฟอร์มสินเชื่อปลอมดังกล่าว เพื่อปราบปรามให้ได้อย่างเด็ดขาดต่อไป

Photos from Investigate cases online's post 12/04/2024

ตำรวจไซเบอร์จับแก๊งสาวแสบ
สแกนหน้าตัวเองเปิดซิมผีออนไลน์กว่า 1.3 หมื่นเลขหมาย ส่งขายตลาดมืด

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการราชการแทน ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์เร่งรัดปราบปรามความผิดที่เร่งรัดปราบปรามความผิดที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงเหยื่อในรูปแบบต่างๆ ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก โดยเน้นปราบปรามกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ให้ได้ทั้งขบวนการ ตั้งแต่ตัวการใหญ่จนไปถึงซิมผีบัญชีม้า

วันพฤหัสบดีที่ 11 เม.ย.67 เวลา 13.30 น. ณ อาคารสัมมนาและฝึกอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เมืองทองธานี)
นำโดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 และ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว “ปฏิบัติการ SAVING GOOD MAN กรณีตำรวจไซเบอร์จับแก๊งสาวแสบ สแกนหน้าตัวเองเปิดซิมผีออนไลน์กว่า 1.3 หมื่นเลขหมาย ส่งขายตลาดมืด”

สืบเนื่องจาก ตำรวจไซเบอร์ได้ระดมจับกุมการกระทำผิดเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จนกระทั่งพบเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับการเปิดซิมผีที่ใช้บุคคลใบหน้าเดียวกันนับหมื่นเลขหมาย จึงได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กสทช. และ เครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึกกรณีดังกล่าว

จากการตรวจสอบพบว่า มีบุคคลใช้ใบหน้าเดียวกันในการ KYC (Know Your Customer) เพื่อลงทะเบียนซิม จำนวน 13,060 เลขหมาย ซึ่งการ KYC เป็นกระบวนการพิสูจน์ตัวตนในการทําความรู้จักลูกค้าที่สามารถระบุตัวตน และพิสูจน์ตัวตนได้อย่างถูกต้อง (Identification and Verification) เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนของลูกค้าเพื่อป้องกันการทุจริตหรือปลอมแปลงข้อมูลในการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงเป็นการป้องกันการฟอกเงิน การสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าของข้อมูล และเป็นการป้องกันการแอบอ้างตัวตน อีกทั้ง
บุคคลดังกล่าวยังใช้ภาพถ่ายเดียวกันบนหน้าบัตรประชาชน แต่ใช้บัตรประชาชนในการ KYC ต่างกันกว่า 3,350 ใบ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว จนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวนั้น มีผู้ว่าจ้างให้ลงทะเบียนซิม ,ผู้จัดหาภาพบัตรประชาชน และ ผู้ที่ตัดต่อภาพบัตรประชาชนเพื่อทำการลงทะเบียนซิม โดยแบ่งหน้าที่กันทำ และ ได้รับผลประโยชน์จากการจัดหาภาพบัตรประชาชนในราคาภาพละ 5 บาท และ ลงทะเบียนซิมในราคาหมายเลขละ 5 บาท เพื่อนำออกขายในตลาดมืดในราคา เบอร์ละ 100 - 200 บาท สำหรับเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ เว็บพนันออนไลน์ต่อไปต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องรวม 3 ราย กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สอท.2 สามารถทำการสืบสวน จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้ง 3 ราย ได้แก่
1. น.ส.อุทัยทิพย์ อายุ 26 ปี ชาว กทม. ผู้ใช้ใบหน้าตนเองทำการ KYC ทั้ง 13,060 ซิม และ สวมบัตรประชาชน ทั้ง 3,350 ใบ
2. น.ส.ศิริลักษ์ อายุ 26 ปี ชาวกาฬสินธุ์ ผู้ว่าจ้างและส่งซิมการ์ด มาให้ น.ส.อุทัยทิพย์ฯ ทำการ KYC
3. น.ส.รัชวรรณสรณ์ อายุ 25 ปี ชาวกำแพงเพชร ผู้จัดหาและส่งบัตรประจำตัวประชาชน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันแจ้งข้อหา “ร่วมกัน ปลอม และ ใช้เอกสารราชการปลอม , โดยทุจริต หรือ โดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา ,ปลอมและใช้ บัตรประชาชน หรือแสดงบัตรประชาชนปลอม” นำตัวส่งดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเตรียมขยายผลถึงแหล่งรับซื้อ แหล่งจำหน่าย รวมทั้ง ผู้ใช้ประโยชน์จากซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือดังกล่าว เพื่อนำตัวทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Photos from Investigate cases online's post 12/04/2024

ปฏิบัติการ SAVING GOOD MAN
ตำรวจไซเบอร์บุกบริษัทอดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ
ทลายแก๊งรับปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่านิวซีแลนด์ เปิดทางผีน้อยโซนยุโรป

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการราชการแทน ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์เร่งรัดปราบปรามความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ

วันพฤหัสบดีที่ 11 เม.ย.67 เวลา 13.30 น. ณ อาคารสัมมนาและฝึกอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เมืองทองธานี)
นำโดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 และ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ร่วมกับ คุณ Justin Alves ผู้จัดการด้านการตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ปรึกษา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ (Risk & Verification Manager, South East Asia
Counsellor-Immigration New Zealand) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว “ปฏิบัติการ SAVING GOOD MAN กรณี ตำรวจไซเบอร์บุกบริษัทอดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ทลายแก๊งรับปลอมเอกสารยื่นขอวีซ่านิวซีแลนด์ เปิดทางผีน้อยโซนยุโรป

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 ได้รับประสานข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์กรุงเทพ แผนกตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงธุรกิจ นวัตกรรม และการจ้างงาน ว่าตรวจพบการปลอมแปลงเอกสารในการยื่นขอต่อวีซ่าแบบออนไลน์ของสถานทูตนิวซีแลนด์แบบออนไลน์ ผ่านช่http://xn--www-1kla9g0gsb.immigration.govt.nz/new-zealand... โดยพบเอกสารที่ถูกปลอมแปลงเกี่ยวกับรายการเดินบัญชี จำนวน 6 ราย และเอกสารรับรองการทำงาน จำนวน 5 ราย และยังพบข้อมูลในลักษณะเดียวกันที่ถูกแชร์ระหว่างประเทศพันธมิตรทั้ง 5 (ได้แก่ อังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์) เกี่ยวกับเอกสารการยื่นขอวีซ่าที่ถูกปลอมแปลงอีก จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

ต่อมา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3
ส่งเจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว เนื่องจากการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย จนทราบว่า เอกสารปลอมดังกล่าวมีที่มาจาก บริษัท เออีซี ไทยดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด ที่มีนายจิรสิน อายุ 50 ปี ชาวอุดรธานี อดีตผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นเจ้าของอีกทั้ง จากการตรวจสอบ ยังพบว่ามีการโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจของบริษัท ซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 2 หมื่นคน ว่ารับแต่งบัญชีเพื่อประกอบการยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศนิวซีแลนด์และกลุ่มประเทศพันธมิตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดอุดรธานีออกหมายค้น กระทั่งวันพุธที่ 9 เม.ย.67 พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 และ พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3 ได้ร่วมนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 2 จุด ได้แก่

จุดที่ 1 บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.5 ต.เชียงพิณ อ.เมือง จ.อุดรธานี
พบตัวนายจิรสิน และสามารถตรวจยึดหลักฐานสำคัญ 14 รายการ อาทิ อุปกรณ์สำรองข้อมูล เอกสารทางการเงิน สมุดบัญชี เอกสารเกี่ยวกับการขอวิซ่า รายการบันทึกลูกค้า เป็นต้น

จุดที่ 2 บริษัท เออีซี ไทยดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด ตั้งอยู่พื้นที่ ม.5 ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดของกลางจำนวน 9 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์ แฟลชไดรฟ์ สมุดบัญชีลูกค้าเอกสารเกี่ยวกับการขอวิซ่า และ เอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

เบื้องต้น นายจิรสินฯ รับว่าได้นำเอกสารตัวจริงไปสแกน แล้วใช้โปรแกรมตกแต่งภาพ ทำการแก้ไขข้อมูล ตกแต่ง ตัวเลข ทางบัญชีให้รายการเดินบัญชีของลูกค้ามีเงินหมุนเวียนจำนวนมากขึ้น เป็นการสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้ที่จะขอยื่นวีซ่ากับทางสถานทูตต่างๆ แล้วบริษัทฯ ได้นำเอกสารที่แก้ไข ดังกล่าวไปยื่นกับทางสถานทูตผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ยื่นขอวีซ่าสามารถเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่า มีผู้ยื่นความประสงค์ให้บริษัทดำเนินการลักษณะดังกล่าวแล้วกว่า 100 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลเพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหา ''โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่า ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง (1) มิได้กระทําต่อประชาชนแต่เป็นการกระทําต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งผู้กระทําผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวและ,ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน'' พร้อมนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Photos from Investigate cases online's post 12/04/2024

ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ Operation Save Siam
ตัดขาแก๊งคอลจีนเทา สะพายเป้ใส่เครื่องเกี่ยวสัญญาณ
ตระเวนส่ง sms หลอกเหยื่อ ย่านสยาม”

ตามนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร.,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., ให้เร่งระดมปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท.,พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ปฏิบัติราชการ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 บช.สอท. เปิดปฏิบัติการ “ตัดขาแก๊งคอลจีนเทา สะพายเป้ใส่เครื่องเกี่ยวสัญญาณตระเวณส่ง sms หลอกเหยื่อ ย่านสยาม”

สืบเนื่องจากประชาชนได้มีการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับข้อมูล sms ปลอม ซึ่งเป็นของกลุ่มคนร้ายเชื่อว่ามีการกระทำความผิดหลอกลวงประชาชน จึงได้ทำการสืบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเอไอเอส ของขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ที่มีลักษณะส่งข้อความ(SMS) หลอกลวงประชาชน โดยนำอุปกรณ์เครื่องจำลองสถานี(False base station) ซึ่งเป็นเครื่องที่ไม่ใช่ของผู้ให้บริการโดยถูกต้อง จากการสืบสวนและประสานกับ ผู้ให้บริการเครือข่ายพบว่า เครื่องจำลองสถานีดังกล่าวได้มีการใช้งานอยู่ในพื้นที่บริเวณย่านศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งจากการสันนิษฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายน่าจะมีการใช้เครื่องจำลองสถานีแบบพกพา

พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 นำกำลังข้าราชการตำรวจ บก.สอท.3 เปิดปฏิบัติการ “ตัดขาแก๊งคอลจีนเทา สะพายเป้ใส่เครื่องเกี่ยวสัญญาณตระเวณส่ง sms หลอกเหยื่อ ย่านสยาม” ลงพื้นที่หาข่าวร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการเครื่อข่ายเอไอเอส เพื่อทำการสืบสวนหาเครื่องจำลองสถานีดังกล่าวจนกระทั้งเมื่อ วันที่ 8 เม.ย.67 เวลา 18.00 น. พบชายต้องสงสัยจำนวน 2 คน ทราบภายหลังเป็นชาวฮ่องกง เดินอยู่ที่ห้างสยามพารากอน โดยชายคนหนึ่งนั้นสะพายกระเป๋าเป้เหมือนมีสิ่งของมีน้ำหนักอยู่ภายใน เชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องจำลองสถานีแบบพกพา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ทำการเดินติดตาม จนพบบุคคลดังกล่าวท่าทางมีพิรุธต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวขออนุญาตตรวจค้นสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าเป้ของชายคนดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบเครื่องจำลองสถานี(False base station) จำนวน 1 เครื่องเป็นเครื่องส่งข้อความ(SMS) ซึ่งเป็นในลักษณะของการจำลองเสา(False base station) ส่งสัญญาณปลอมของเครือข่ายเอไอเอส ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมซึ่งจากการตรวจสอบเครื่องดังกล่าวไม่พบข้อมูลผ่านการตรวจสอบหรือได้รับอนุญาตจาก กสทช.แต่อย่างใด

จากการตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวนี้พบว่าเป็นการจำลองสถานีส่งสัญญาณคลื่นความถี่เดียวกับเครือข่ายเอไอเอส โดยทำหน้าที่ในการส่งข้อความ(SMS) ให้กับผู้คนที่อยู่ใกล้เครื่องดังกล่าวในรัศมีส่งไม่เกิน 1 กม. โดยมีการเชื่อมต่อไวไฟกับโทรศัพท์มือถือของกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อส่งข้อความหลอกลวงว่าเป็นหน่วยงานต่างๆ จากการซักถามข้อมูลทราบว่าผู้ต้องหาชาวฮ่องกงดังกล่าว ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มี.ค.67 โดยผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จว.สงขลา ให้เข้าอยู่ในประเทศไทย 30 วัน สิ้นสุดวันอนุญาต 28 เม.ย.67 พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมไอสนุก 118 ซ.สองพระ แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย.67 เวลา 09.00 น. ได้ออกจากที่พักไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างสยามพารากอน

จากปฏิบัติการดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา นายยิป อายุ 44 ปี และ นายลี อายุ 26 ปี และได้ตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินหลายรายการ ประกอบด้วย
เครื่องจำลองสถานี (False base station) 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง, กระเป๋าสะพาย 1 ใบ, รถจักรยานยนต์ 1 คัน

โดยได้แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498, ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 11 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498,ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตอันมีลักษณะที่เป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม ตามมาตรา 67(3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม” แล้วนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปถึงตัว ผู้จ้างวาน เครือข่ายของขบวนการนี้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และให้การป้องกันปราบปรามขบวนการดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด ตลอดจนฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากได้รับข้อความ(SMS) ในลักษณะแนบลิงค์ดังกล่าวข้างต้นห้ามกดลิงค์โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

128 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่, Bangkok, Thailand, Bangkok, Bangkok, Thailand
Bangkok