[19ปี ยุบพรรคไทยรักไทย] - ล้มล้างเจตจำนงของประชาชน พรรคการเมืองอ่อนแอ ต้นแบบที่ทำซ้ำมาจนทุกวันนี้
Chaturon Chaisang
Official page of Chaturon Chaisang.
📌โมเดล สสร.เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและเป็นประชาธิปไตย
26/05/2026
🔴โมเดล สสร. พรรคเพื่อไทย 152 คน - เลือกตั้งจากประชาชนแต่ละจังหวัด 300 คน ให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งเหลือ 100 คน และ สสร. จากองค์กรต่าง ๆ อีก 52 คน
- ไร้เงื่อนไขพิเศษเสียง สว.
- เปิดรับการสนับสนุนจากทุกพรรค ไม่แบ่งฝ่ายค้าน–ฝ่ายรัฐบาล
- ทั้งกระบวนการต้องยึดโยงกับประชาชน
- ไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดเอง
วันนี้ผมพร้อมคณะของพรรคเพื่อไทย ได้แถลงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเสียงประชามติกว่า 21 ล้านเสียงของพี่น้องประชาชน ผมขอเล่าให้ฟังว่าโมเดล สสร. ของเราเป็นอย่างไร
📌 สสร. 152 คน มาจาก 2 ส่วน ส่วนแรก ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดเลือกตั้งกันเองก่อน รวมทั้งประเทศ 300 คน (จังหวัดละไม่น้อยกว่า 2 คน) แล้วจึงให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน
📌 ส่วนที่สอง อีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา ครม. และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรหลากหลาย ทั้งภาควิชาการ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรท้องถิ่น และองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้ที่มาของ สสร. หลากหลายและรอบด้านที่สุด
📌 ร่างเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ โดยลดเกณฑ์อายุของตัวแทนสภานักศึกษาลงเหลือ 20 ปี (จากเกณฑ์ทั่วไป 25 ปี) เพราะอนาคตของประเทศคือเรื่องของพวกเขาด้วย
📌 มีกรรมาธิการอีก 2 คณะมาช่วยทำงาน คือ คณะร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรับฟังความเห็น–ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
📌 การลงมติเห็นชอบของรัฐสภาใช้เพียงเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ทุกเสียงเท่าเทียมกัน ไม่มีเงื่อนไขพิเศษว่าต้องใช้เสียง สว. เท่าไหร่
โมเดลนี้เกิดขึ้นเพราะหลายส่วนกังวลว่าหากปล่อยให้สมาชิกสภาเป็นผู้ดำเนินการจัดทำกันเอง จะเป็นการทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มสมาชิกสภาหรือพรรคการเมืองของตนเองเป็นหลัก พรรคเพื่อไทยจึงมีโครงสร้างองค์กรหลักอย่าง สสร. รวมถึงกรรมาธิการอีกสองคณะที่ยึดโยงและเชื่อมโยงกับประชาชนให้มากที่สุด พร้อมทั้งผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น
เพราะหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ ต้องยอมรับครับว่า เสียงข้างมากในรัฐสภามีความชัดเจนและมั่นคงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคการเมืองต่างๆจึงต้องร่วมมือกันให้ในกระบวนการแก้มาตรา 256 รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในอนาคตจำเป็นต้องเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
หากปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญอาจถูกชี้นำไปตามเสียงข้างมากทางการเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนที่ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
แม้พรรคเพื่อไทยมีเสียง สส.จำนวน 74 ราย แต่มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะมาร่วมลงชื่อให้ร่างของพรรคเพื่อไทย ที่จะได้เสียงครบ 100 เสียงได้โดยไม่ยาก ซึ่งโดยหลักการแล้วสส. แต่ละพรรคสามารถลงชื่อสนับสนุนร่างของพรรคอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ทางพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนให้พรรคอื่นๆ ด้วย โดยจะไม่นำเงื่อนไขเรื่องการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านมาเป็นตัวตั้ง
ขอเพียงแค่มีเจตนารมณ์และความตั้งใจร่วมกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญครับ
24/05/2026
เงินกู้ 4 แสนล้าน ใช้ครบ ครอบคลุมวิกฤตแล้วหรือไม่?
เมื่อวานนี้ที่เวทีเสวนาที่นิด้า วิทยากรหลายท่านได้แลกเปลี่ยนเรื่องเงินกู้ 4 แสนล้าน ผมได้แสดงความเห็นในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดครับ
โดยหลักการ ผมเห็นด้วยกับการใช้เงินมารับมือวิกฤต บางส่วนใช้ผ่าน พ.ร.ก. บางส่วนใช้ผ่านงบประมาณปกติก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่ผมอยากชวนคิด คือเราต้องดูให้ดีว่าเงินก้อนนี้ตอบโจทย์วิกฤตจริงหรือเปล่า
📌ก้อนที่ 1 การเยียวยา — การช่วยเหลือประชาชนเป็นเรื่องจำเป็นครับ การกระตุ้นการบริโภคก็สำคัญ ช่วยประคองเศรษฐกิจได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่าวิกฤตรอบนี้ ต้นตอมันอยู่ที่ฝั่งต้นทุน ฝั่ง supply คือของแพง พลังงานแพง ต้นทุนการผลิตสูง ไม่ใช่วิกฤตที่คนไม่มีกำลังซื้อ เพราะฉะนั้นการเยียวยาเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ลำพังแค่นี้ยังไม่พอจะแก้ที่ต้นตอ
📌ก้อนที่ 2 การปรับโครงสร้างพลังงาน — อันนี้ตรงจุดครับ เพราะค่าไฟที่แพงขึ้นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราพึ่งฟอสซิลและก๊าซที่ราคาผันผวนตามตลาดโลก แม้มีการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าก้อนนี้ไม่ด่วน ผมคิดว่าเราควรยอมรับให้มีการตรวจสอบ แต่อีกทางหนึ่งในภาวะวิกฤตพลังงานแบบนี้ การปรับโครงสร้างพลังงานนั่นแหละคือเรื่องด่วนที่สุด เพราะมันคือต้นตอของปัญหา ไม่ใช่ปลายเหตุ เรื่องที่เห็นผลระยะยาว ถ้าไม่เริ่มลงมือตั้งแต่วันนี้ อีกห้าปีสิบปีเราก็จะยังติดอยู่กับวิกฤตเดิมครับ เพียงแต่ต้องดูให้ดีว่าใช้ให้ตรงเป้า เช่น ทำให้ประชาชนผลิตไฟใช้เองได้ ขายเข้าระบบได้เสรีขึ้น แบบนี้ถึงจะแก้ที่โครงสร้างจริง
แต่ที่ผมว่ายังขาดไป และสำคัญมาก คืออีกสองก้อนนี้ครับ
📌ก้อนที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน — เรื่องนี้ด่วนมากและทำได้เลย ทั้งการพัฒนาทักษะคน การเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ถ้าความสามารถในการแข่งขันเราต่ำ ก็ไม่มีใครอยากมาลงทุน ทำธุรกิจก็ยาก สุดท้ายเราก็แข่งกับใครไม่ได้
📌ก้อนที่ 4 ลงทุนในเศรษฐกิจโอกาสใหม่ — ประเทศไทยมีศักยภาพหลายเรื่องที่ทำเป็นโอกาสใหม่ได้ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การเป็นศูนย์กลางสุขภาพ ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ เราจะเสียโอกาส
ผมเป็นห่วงว่า ถ้าเราเอาแต่เยียวยากับกระตุ้นบริโภค แล้วไม่ลงทุนเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เราจะเสียโอกาสครั้งใหญ่ เราเพิ่งเสียโอกาสไปรอบหนึ่งตอนโควิด ถ้ารอบนี้ปล่อยให้ช้าไปอีก กว่าจะถึงงบปี 70 คู่แข่งเขาทิ้งห่างเราไปไกลแล้ว
ดูมาเลเซียสิครับ เขาลงทุนพัฒนาคนรองรับเศรษฐกิจใหม่ไปก่อนเราตั้งนานแล้ว ผลิตคนทีเป็นหมื่น ๆ ใช้งบมหาศาลเป็นล้านล้าน ส่วนเรื่อง AI เราตามแทบไม่ทันแล้ว แต่ก็ยังแทบไม่ได้ปรับหลักสูตรหรือเครื่องมืออะไรเลย
สุดท้ายแล้ว เงินกู้ก้อนนี้จะเป็นเครื่องวัดเลยครับ ว่าผู้นำของเรามองเห็นวิกฤตของโลกและของประเทศแค่ไหน และมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 จริงหรือไม่ เดี๋ยวพอเข้าสภา เราจะได้เห็นกันชัด ๆ ว่าแผนต่าง ๆ ตอบโจทย์วิกฤตที่เรากำลังเจอจริงไหม
23/05/2026
วันนี้ผมไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาที่นิด้า เรื่องภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 มีหลายอย่างที่อยากชวนทุกคนคิดต่อครับ
เมื่อก่อนเราคิดว่าโลกศตวรรษนี้จะเปิดกว้าง การค้าเสรีจะเชื่อมทุกประเทศเข้าหากัน เทคโนโลยีจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่เอาเข้าจริง โลกกลับผันผวนยิ่งกว่าที่ใครคิด การค้าเสรีกลายเป็นสงครามการค้า กำแพงภาษี ประเทศใหญ่ ๆ ต่างคนต่างเอาตัวรอด AI ก็มาเร็วกว่าที่คาด โลกร้อนก็มาเร็วกว่าที่เตือนกันไว้ ทุกวิกฤตมันเกิดพร้อมกันหมด เขาเรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต”
ในโลกแบบนี้ ผมคิดว่าผู้นำที่เราต้องการ ไม่ใช่คนที่อ้างว่ารู้ไปหมดทุกเรื่อง หรือยังคิดด้วยกรอบเดิมเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่คือคนที่เรียนรู้เร็ว ตัดสินใจได้แม้ข้อมูลไม่ครบ และที่สำคัญที่สุด คือฟังเป็น ฟังทั้งภาคเอกชน ฟังทั้งประชาชนที่เจอปัญหาจริง ๆ เพราะวิกฤตที่ซับซ้อนขนาดนี้ ไม่มีใครเก่งพอจะแก้คนเดียวได้
แต่ผู้นำไทยยังมีโจทย์ที่ยากกว่านั้น เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าประเทศเราเปราะบางแค่ไหน เราพึ่งส่งออก พึ่งท่องเที่ยว เป็นสังคมสูงวัยทั้งที่ยังไม่ทันรวย ความเหลื่อมล้ำสูง การศึกษาก็ล้าหลัง เจอวิกฤตโลกแบบนี้เข้าไป ถ้าผู้นำมองวิกฤตไม่ออก แยกไม่ออกว่าอะไรคือเรื่องด่วน อะไรคือเรื่องเป็นเรื่องตาย เราจะตกขบวนครั้งใหญ่
และผมต้องพูดตรง ๆ ว่า ผู้นำที่อันตรายที่สุด คือผู้นำที่พร้อมจะรักษาสถานะของตัวเอง และได้ประโยชน์จากระบบที่เอื้อกับอำนาจและพวกพ้องตัวเอง เพราะระบบแบบนี้มันทำให้คนทุจริตได้ง่าย ตรวจสอบไม่ได้ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันไปหมด ทั้ง สว. องค์กรอิสระ พรรคการเมือง จนไม่เหลือกลไกไหนคานอำนาจได้จริง ๆ เลย
ทางออกของเรื่องนี้ พูดสั้น ๆ ก็คือต้องแก้รัฐธรรมนูญครับ แต่จะแก้แบบปล่อยให้เป็นเรื่องของคนไม่กี่คนในสภาไม่ได้ ผมเชื่อว่าครั้งนี้ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการแก้มาตรา 256 นี้เลย โดยให้มหาวิทยาลัย นักศึกษา อาจารย์ ภาคเอกชน ได้ร่วมคุยกันตั้งแต่ต้นว่าเราอยากได้รัฐธรรมนูญแบบไหน เพราะระบบที่ดีเท่านั้นที่จะกำกับผู้นำได้ ถ้าระบบยังเป็นแบบนี้ เราจะเรียกหาผู้นำที่ดีด้วยการเอาแต่ภาวนาให้เกิดขึ้นเอง มันเป็นไปไม่ได้ครับ
เช้านี้มาพูดคุยกับนักศึกษาที่นิด้าครับ ทั้งเรื่องผู้นำในศตวรรษที่ 21 การเลือกตั้ง เศรษฐกิจ และการแก้รัฐธรรมนูญครับ 😊
สสร. ต้องยึดโยงประชาชน ไม่ใช่ให้พรรคการเมืองกำหนดเองหมด เพราะถ้าพรรคการเมืองแทรกแซง มันก็จะกลับมาวนลูป อยู่ที่การรักษาอำนาจของตัวเองไว้ ปัญหาของประเทศก็จะไม่ถูกแก้
19/05/2026
💥ประกาศ เนื่องจากงานเสวนาของเราได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก จึงขอแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงานเป็น
"ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า"
23 พฤษภานี้! อย่าลืมมาพบกับ
• จาตุรนต์ ฉายแสง
• ดร.การดี เลียวไพโรจน์
• ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ
• รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ดำเนินรายการโดย อ.ดร.หลักทรัพย์ อภิรักษ์วนาลี
📍วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569
📍เวลา 09.00 - 12.00 น.
📍ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า และรับชมถ่ายทอดสดได้ที่เพจคณะฯ
ลงทะเบียนเลย ที่นั่งมีจำกัด! https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdwoQDURoSyDMtqGYNVTAPiKPY5kJcu2BHAwLORezd05bc7ag/viewform
#พรรคประชาชน #พรรคเพื่อไทย #พรรคประชาธิปัตย์
📌นายกฯ ต้องยืนยันให้ชัดว่า แก้รัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าเร็ว จริงจัง
เพราะจะแก้วิกฤตประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้พร้อมรัฐธรรมนูญ
15/05/2026
การแก้ปัญหาปากท้อง กับการแก้รัฐธรรมนูญ "ไม่ใช่คนละเรื่องกัน"
วันนี้ผมอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ในวาระที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้รัฐสภาพิจารณานำร่างกฎหมายที่ยังค้างจากสภาชุดที่แล้วกลับมาพิจารณาต่อ
แต่ในบรรดาร่างที่ตกไป มีร่างหนึ่งที่สำคัญมาก คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งจะเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับไม่ได้ถูกเสนอให้กลับมาพิจารณาต่อ ทั้งที่รัฐสภาชุดที่แล้วพิจารณากันไปไกลมากแล้ว
[📌 “ปรากฏการความไม่ชัดเจน” ใน 4 ประเด็น ที่นายกรัฐมนตรีต้องตอบให้ชัด]
[1] ไม่พบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ในนโยบายรัฐบาล
[2] วันนี้เมื่อมีการนำร่างที่รัฐสภายังพิจารณาไม่เสร็จกลับเข้ามา ก็ยังไม่มีร่างแก้ไขมาตรา 256 รวมอยู่ด้วย ทั้งที่รัฐสภาสมัยที่แล้วพิจารณาไปมากแล้ว
[3] แม้พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะพิจารณาร่างใหม่ในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่จะไม่ใช้ร่างเก่าเพราะกังวลเรื่องความขัดแย้งจนทำให้กระบวนการที่คืบหน้าไปมากแล้วช้าลง
ผมเห็นว่าถ้าเรากลัวความขัดแย้งมากเกินไป สุดท้ายเราอาจไม่ได้รัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
[4] ความเห็นว่า ควรพักเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ก่อน และให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน... ถือว่าเป็นตรรกะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องเลย ตรงกันข้ามวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ล้วนผูกอยู่กับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งเรื่อง
⛔️ ระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ
⛔️ องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบยาก
⛔️ ระบบป้องกันการทุจริตที่เสื่อมประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปราบโกง
⛔️ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นกรอบจำกัดการปรับโครงสร้างประเทศ
….ปัญหาเหล่านี้ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถของประเทศในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ
[📌ข้อเสนอถึงรัฐบาล: อย่าปล่อยให้ 21.6 ล้านเสียงกลายเป็นความสิ้นหวัง]
สภาชุดที่แล้วเคยทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ก็ต้องทำให้เห็นว่ายังมีความตั้งใจจริง ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่า ที่ครั้งก่อนทำเร็ว เป็นเพียงเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เท่านั้น
เมื่อนายกฯเคยมีคำอธิบายว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็น “คำสั่งของประชาชน” ถ้าเป็นคำสั่งของประชาชนจริง ก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย
ผมจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดว่า รัฐบาลจะไม่รอให้แก้ปัญหาอื่นเสร็จก่อนจึงค่อยแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะสนับสนุนให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย
ผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง ควรถูกใช้ให้เป็นพลังทางสังคมในการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนยังมีความหวังว่า ประเทศนี้ยังมีทางออกครับ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
10110
