Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.

Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.

แชร์

Ninety Nine Communications Agency Company Limited Our Scope of Work.. We build a good relationship with the media and
help you with the media interview.

Ninety Nine Communications Agency Company Limited is managed by a team with high experience in the field of the public relation and communication. The company has gained the trust by many organization, multinational companies and also the government who used our services as public relation, consultant, and preparation of events. Public Relations
- Inviting media to join the event
- Inviting celebr

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 11/04/2026

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach (CSC-2030) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากลไก “ที่ปรึกษาวัฒนธรรม” ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และกรอบแนวคิด Culture 2030 ของ UNESCO

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงลึกที่ผสมผสานทั้งองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้จริงในบริบทของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) การวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง การออกแบบแผนพัฒนา และการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดโอกาสและการสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการรับสมัครในรุ่นที่ 2 เปิดรับถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดผ่านกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติและการสัมภาษณ์ เพื่อเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าร่วมหลักสูตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 และ 28–30 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทั้งองค์ความรู้ด้าน Culture × Sustainability ทักษะการเป็นโค้ชและที่ปรึกษาเมือง รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง พร้อมได้รับ ใบรับรองการเป็นที่ปรึกษาวัฒนธรรมระดับประเทศ และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายที่ปรึกษาเมืองระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการทำงาน การพัฒนาโครงการ และการเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต
“คิดถึงวันนี้ยังสนุกอยู่เลยครับ ได้ความรู้ ได้เพื่อนที่แชร์ passion และแรงบันดาลในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคุณค่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้คิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อโลกอนาคตและคนรุ่นใหม่ที่จะภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง” คุณจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จิรทักษ์ จำกัด และ วิลล่าเสนีวงศ์ พื้นที่เชิงสุนทรียะ ธนบุรี หนึ่งในโค้ชรุ่นที่ 1 กล่าวถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ คุณปรมา ทิพย์ธนทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็บ อีกหนึ่งผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนมุมมองว่า “CSC-2030 คือพลังตัวคูณ ที่ช่วยขยายศักยภาพของโค้ชทุกคนให้เพิ่มขึ้นสิบเท่า และโค้ชรุ่นที่ 1 ของเราก็จะเป็นพลังตัวคูณ ที่ทำให้เมืองที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม เติบโตได้อีกสิบเท่าเช่นกัน”

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักสร้างสรรค์ นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง สมัครเข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach รุ่นที่ 2 เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมืองไทย

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 เมษายน 2569 ที่ >> https://forms.gle/G1YGBi72AGWSGLs79 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Thai Culture for SDGs

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 01/04/2026

ททท. ผนึกกำลังพันธมิตรเปิดตัว “ReLuxe Journey” ยกระดับการท่องเที่ยวภาคกลางสู่มิติใหม่ ผสาน Luxury–Wellness พร้อมมอบประสบการณ์พรีเมียมและสิทธิประโยชน์กว่า 2 ล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าผลักดันโครงการ “ReLuxe Journey” อย่างยิ่งใหญ่ โดยสนับสนุน บริษัท มาสเตอร์แพลน จำกัด ผนึกกำลังพันธมิตรระดับพรีเมียม หวังยกระดับการท่องเที่ยวภาคกลางรวมถึงกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง สู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวมูลค่าสูงที่มุ่งเน้นคุณภาพและมูลค่า พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 – 15.30 น. ณ The Storeys, One Bangkok

คุณสุภาพันธุ์ จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “ททท. มีนโยบายผลักดันการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งในด้านไลฟ์สไตล์และ Wellness โครงการ ‘ReLuxe Journey’ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการระดับพรีเมียมเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-Value Travelers) ที่มองหาความหมายของการพักผ่อนที่มากกว่าแค่ความหรูหรา แต่เป็นการให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของเวลา’ เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง”

โครงการ “ReLuxe Journey” เป็นการพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ Luxury Tourism & Lifestyle ภายใต้แนวคิด “ReLuxe = Relax + Luxury” ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การพักผ่อนรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความหรูหราในเชิงวัตถุ แต่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า เพื่อฟื้นฟูทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-Value Travelers) สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เน้น “Value over Volume” หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว

ภายใต้โครงการดังกล่าว ได้มีการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรระดับพรีเมียมจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ Thann Wellness Ayuttha, Siam Seaplane, Well-Healing by Med Park, Let’s Relax, Le Méridien Bangkok, Hua Hin Marriott Resort & Spa และ One Bangkok ในการออกแบบและนำเสนอประสบการณ์แบบ exclusive ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ Voucher จากพันธมิตรรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เพื่อสร้างประสบการณ์การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพในทุกมิติ โดยผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์สามารถเริ่มใช้สิทธิ์ Voucher ดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ โครงการยังมีบทบาทในการสร้าง Ecosystem ด้านการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม โดยรวบรวมแบรนด์ชั้นนำเข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจริงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายในงานเปิดตัว “Reluxe Grand Launch” ได้มีการนำเสนอแนวคิด ทิศทาง และโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของภาคกลาง พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ “Luxury Tourism, Lifestyle & Wellness: ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภาคกลางสู่ Value over Volume” โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคเอกชนระดับพรีเมียม อาทิ Siam Seaplane และ Well-Healing by Med Park รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจด้าน Luxury & Lifestyle เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนอีกด้วย

โครงการ “ReLuxe Journey” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง พร้อมสะท้อนศักยภาพของภาคกลางในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่เว็บไซต์ www.reluxejourney.com

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 31/03/2026

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดประชุม 6 เมืองต้นแบบ พลิกวัฒนธรรมสู่พลังขับเคลื่อนเมือง

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านโครงการ Thailand Culture 2030 โดยจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การระดมสมองระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเมืองและพันธมิตร เพื่อการขับเคลื่อนเมืองด้วย Culture 2030 Indicators ระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเสริมศักยภาพเมืองต้นแบบในการนำ “วัฒนธรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจาก 6 เมืองต้นแบบ ได้แก่ เทศบาลตำบลบางปลา จังหวัดสมุทรสาคร เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนตำบลกมลา จังหวัดภูเก็ต และองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก ทั้งการบรรยาย เวิร์กชอป และการศึกษาดูงานในพื้นที่จริง เพื่อพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนเมืองด้วยวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดระยะเวลา 5 วัน เมืองต้นแบบได้ต่อยอดองค์ความรู้สำคัญ ตั้งแต่การทำความเข้าใจกรอบ Culture 2030 Indicators การวิเคราะห์ศักยภาพและช่องว่างของเมือง การค้นหาอัตลักษณ์และคุณค่าของพื้นที่ ไปจนถึงการออกแบบแนวทางการพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับ SDGs อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการนำไปใช้ได้จริงในบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมกันนี้ การประชุมยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาในรูปแบบ “Ecosystem” ที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ และสามารถสื่อสาร “คุณค่าของเมือง” (City Value Proposition) ได้อย่างชัดเจนและมีพลัง

นอกจากนี้ การประชุมยังเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการพัฒนาเมืองในรูปแบบ “Ecosystem” ที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความร่วมมือ (Partnership) และการสื่อสารคุณค่า (City Value Proposition) ของแต่ละเมืองให้สามารถเข้าถึงและดึงดูดการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญ คือการนำกรอบแนวคิด Culture 2030 มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองใน 4 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและพลังเข้มแข็ง (Environment & Resilience) ความมั่งคั่งและความเป็นอยู่ที่ดี (Prosperity & Livelihood) ความรู้และทักษะ (Knowledge & Skills) การไม่แบ่งแยกกีดกันและการมีส่วนร่วม (Inclusion & Participation) ซึ่งช่วยให้เมืองสามารถมองเห็นภาพรวมของการพัฒนาอย่างรอบด้าน และสามารถเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการสร้างคุณค่าใหม่ในทุกมิติของการพัฒนา

ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวปิดการประชุม พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้แทนทั้ง 6 เมืองต้นแบบ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาด้วยมิติวัฒนธรรมในระดับประเทศ
การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ต้นแบบการพัฒนาเมือง” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชุมชนสามารถสร้างรายได้อย่างสมดุลในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ในเดือน มิถุนายน 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยังเปิดโอกาสให้เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนครั้งสำคัญ ผ่านเวที Thailand Culture for SDGs Awards ซึ่งจะเป็นพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนแนวคิด และยกระดับการพัฒนาเมืองไทยสู่มาตรฐานสากล เมืองที่มีความพร้อมและต้องการต่อยอดศักยภาพ

สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Thailand Culture 2030 เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของ “เมืองไทยยุคใหม่” ที่เติบโตอย่างมีเอกลักษณ์และยั่งยืนในระยะยาว

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook : Thailand Culture for SDGs

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 29/03/2026

กรมการท่องเที่ยว ยกย่อง 30 ต้นแบบ ท่องเที่ยวยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนภารกิจแห่งความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 พร้อมยกย่องความสำเร็จของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ 30 ราย ในฐานะต้นแบบของการเป็นกลไกสำคัญเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน และพร้อมก้าวสู่เวทีประกวดระดับนานาชาติอย่าง Top 100 Stories Competition 2026 สำหรับแหล่งท่องเที่ยว และ Good Travel Stories Competition 2026 สำหรับภาคธุรกิจสายท่องเที่ยวที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ

ในหมวดชุมชนท่องเที่ยว (CBT) แต่ละแห่งได้สะท้อนแนวทางการส่งต่อประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่นักท่องเที่ยวในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนที่แตกต่างกัน โดยชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ (สมุทรสงคราม) พัฒนาพิพิธภัณฑ์มะพร้าวและฐานการเรียนรู้ ชูการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน ท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลเกาะหมาก (พัทลุง) เสนอกินร้อยปล่อยล้าน ชวนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามคืนสู่ทะเลสาบสงขลา ชุมชนท่องเที่ยวบ้านไหนหนัง (กระบี่) นำวิถีการเลี้ยงผึ้งโพรงมาทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่าถ้าป่าอยู่ได้ ผึ้งอยู่ได้ ชุมชนก็มีรายได้ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านทุ่งหยีเพ็ง (กระบี่) มีกิจกรรมเรือแจวชมอุโมงค์โกงกางยามเช้า ไร้เสียงเครื่องยนต์มลพิษทางน้ำ

ขึ้นไปทางเหนืออย่างวิสาหกิจชุมชนบ่อแก้ว ลัวฉือนี (เชียงใหม่) สร้างการท่องเที่ยวจากต้นทุนความหลากหลายของ 4 ชนชาติพันธุ์ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ (เชียงใหม่) สร้างฐานเรียนรู้วัฒนธรรมที่เชื่อมต่อกับรากเหง้าของตนสู่คนรุ่นใหม่ที่มาถ่ายทอดร่วมกัน โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย) ชูความแข็งแกร่งของการพึ่งพาตนเองพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้ความเป็นท้องถิ่น โป่งแยงฟาร์ม บ้านม่วงคำ (เชียงใหม่) เสิร์ฟสำรับม่วงคำที่ใช้วัตถุดิบจากแปลงเกษตรอินทรีย์ของชุมชน และวิสาหกิจชุมชนเซฟติสท์ฟาร์ม (กรุงเทพมหานคร) สร้างคลังอาหารชุมชน และปั้นนวัตกรรมเรือหางยาวไฟฟ้า (E-Boat)

ทางด้านหมวดที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay) พัฒนาความยั่งยืนจากบริบทที่ต่างกัน อาทิ โรงแรมเดอะโมทีฟส์ อีโค่ โฮเทล (จันทบุรี) รีโนเวทบ้านไม้ 60 ปี เป็นที่พักซึ่งคงคุณค่าเดิมของพื้นที่ และชวนแขกมีส่วนร่วมจัดการขยะ โรงแรม ศิริ เฮอริทิจ แบงค็อค (กรุงเทพฯ) เปลี่ยนการท่องเที่ยวเป็นการอยู่ร่วมกับชุมชน สนับสนุนการเที่ยวรอบ ๆ ด้วยจักรยานและตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า กะช่องฮิลส์ เต็นท์ รีสอร์ท (ตรัง) มากับคอนเซปต์ Regenerative Luxury Resort พัฒนาแพลตฟอร์ม Forest Bathing เพื่อบำบัดสุขภาพ โรงแรม เดอะ ซิลเวอร์ ปาล์ม เวลเนส รีสอร์ท (กรุงเทพฯ) เสนอ Green Lifestyle ใช้หลอดตะไคร้จากสวนโรงแรม และวัตถุดิบอาหารจากเพื่อนบ้านรอบย่าน บ้านทะเลดาว (ประจวบคีรีขันธ์) อนุรักษ์สถาปัตยกรรมบ้านไม้สักทอง สวนป่าริมทะเล และมีแนวทางชดเชยคาร์บอนอย่างจริงจัง

โรงแรม ตั๊ก หลัก เกี้ย (กรุงเทพฯ) ชูการออกแบบอาคารลดพลังงาน และจัดทำ Walking Maps & Tours ชวนแขกเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ไฮด์ปาร์ค เชียงใหม่ (เชียงใหม่) สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน พนักงานกว่า 80% เป็นคนพื้นที่ และสร้างเสริม Eco-Wellness โรงแรมอทิตา เดอะฮิดเด้น คอร์ท เชียงแสน บูทีค โฮเทล (เชียงราย) นิยามความหรูหราผ่านความเรียบง่าย เชื่อมโยงแขกกับช่างฝีมือและวัตถุดิบอาหารจากคนในพื้นที่ ผาปก อีโค่ รีสอร์ท (ราชบุรี) เน้นการออกแบบที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ และดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า 30% ของการใช้งานทั้งหมด

หมวดผู้ประกอบการนำเที่ยว (Tour Operator) มี บริษัท ออคโต้ ครีเอทีฟ แพลนเนอร์ จำกัด ใช้จักรยานขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ทัวร์ อินเด็พธ์ บาย ปารี ทราเวล นำเสนอวัดโพธิ์ในมิติเชิงลึกของพื้นที่เพื่อพลิกฟื้นคุณค่าทางวัฒนธรรม และ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด มุ่งสร้างประสบการณ์การเยียวยาของวัฒนธรรมและธรรมชาติร่วมกับชุมชน ใช้เทคโนโลยีและการออกแบบเส้นทางที่ยั่งยืน

และสุดท้ายกับหมวดแหล่งท่องเที่ยว ที่แต่ละแห่งสะท้อนการจัดการทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์ อย่างบางโรง-ป่าคลอก (ภูเก็ต) กู้ระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับมาเป็นที่ทำกิน พร้อมทำธนาคารปูม้าเพื่อระบบนิเวศทะเล เมืองเก่าตะกั่วป่า (พังงา) เสนอเรื่องราวเหมืองสร้างเมือง และทำแผนที่มรดกเมืองให้นักท่องเที่ยวสำรวจได้ เมืองแม่ฮ่องสอน (แม่ฮ่องสอน) ใช้คอนเซปต์ Living Museum ทุกตรอกซอยเป็นห้องเรียน ชาวบ้านทุกคนคือ Storytellers แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง (อุดรธานี) รวมพลังสร้างสรรค์ตีความเสนอมรดกโลก 5,000 ปีในรูปแบบ Street Art พร้อมแสง สี และบรรยากาศ

ทางด้านของเกาะเต่า (สุราษฎร์ธานี) นำเรือรบปลดประจำการมาเป็นบ้านหลังใหม่ของปะการัง ดึงดูดนักดำน้ำและสร้างรายได้สู่ชุมชน เมืองเก่าเพชรบุรึ เทศบาลเมืองเพชรบุรี (เพชรบุรี) ปลุกถนนประวัติศาสตร์ 300 ปีให้กลับมาคึกคักด้วยกิจกรรมเปิดหมวก ละครชาตรี หุ่นกระบอก อุทยานแห่งชาติแม่วาง (เชียงใหม่) ปิดวงจรเศษอาหารด้วยระบบถังแยกอัจฉริยะและถังหมักรักษ์โลกได้ปุ๋ยอินทรีย์คืนสู่ดินในอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติขุนขาน (เชียงใหม่) ชูพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ 6 มิติ ไม่รบกวนสิ่งมีชีวิตภายในถ้ำ และให้ชาวบ้านเป็นผู้ปกป้อง และอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (น่าน) เปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้เป็นผู้พิทักษ์ป่า และใช้หลักการนำขยะเข้าเท่าไหร่นำออกเท่านั้น

จากหลากหลายของแนวทางสู่ความยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ไม่ได้เป็นเพียงการเชิดชูเท่านั้น แต่คือการพัฒนาที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืนในเวทีโลกอย่างมั่นคง

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ page: Thailand Green Tourism Plan 2030 หรือ https://thailandgreenplan2030.com/

25/03/2026

โครงการ Thailand Health Excellence 2026
เชิญผู้ประกอบการ Medical และ Wellness ร่วมปั้นไทยสู่ผู้นำ Health Tourism โลก

ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนของการเดินทางระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม Health Tourism ยังคงเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วย “ความจำเป็นด้านสุขภาพ” (need-based travel) โดยเฉพาะในกลุ่มการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก โครงการ Thailand Health Excellence 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Global Health & Healing Destination ผ่านการรวบรวมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และพัฒนา “Global Story” ของ Health Tourism ไทยให้มีความชัดเจน โดดเด่น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนโดยจะนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทยเพื่อสร้างความแตกต่างเชิงคุณค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม Medical Tourism ระดับโลก ได้แก่

🔹 Medical Excellence
บริการการแพทย์ที่ผสานเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงเข้ากับความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางระดับนานาชาติ พร้อมมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มุ่งสู่การดูแลสุขภาพแบบ Precision & Personalized Medicine

🔹 Science-based Wellness
โปรแกรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการฟื้นฟูสุขภาพที่ออกแบบบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคล ตอบโจทย์แนวโน้ม Global Wellness ที่เน้น Longevity, Preventive Care และ Holistic Health

🔹 Science-based Local Wisdom Wellness
การต่อยอดภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพแบบไทย ผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับงานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ และแตกต่างในระดับสากล
ภายใต้โครงการ Thailand Health Excellence 2026 จะมีการดำเนินกิจกรรมสำคัญ เพื่อสร้าง Global Story ของ Health Tourism ไทย
ได้แก่

1. ผลิตสื่อการตลาดและประชาสัมพันธ์ 3 ภาษา (ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาอารบิก)

2. พัฒนา Health Tourism Routes 10 Themes และ 37 เส้นทาง ในจุดหมายปลายทางทั่วประเทศ

3. พัฒนา ThailandHealthX.com เป็น Media Hub ที่รวบรวมงานวิจัย นวัตกรรม และ Success Stories ของผู้ประกอบการไทย

4. จัดงาน Thailand Health Excellence 2026: Partnership Networking Forum เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรการตลาดและสื่อต่างประเทศ

5. จัดกิจกรรม Site Visit และ Testing Experience สำหรับสื่อและพันธมิตรต่างประเทศ

6. ดำเนินกิจกรรม Digital PR และ Global Media Campaign

7. พัฒนา Co-Collaboration Campaign ร่วมกับพันธมิตร เพื่อขยายตลาด Health Tourism สู่กลุ่ม Medical และ Wellness Tourist
ทั้งนี้ โครงการ Thailand Health Excellence 2026 มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อประกาศศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ จุดหมายปลายทางด้านการแพทย์และสุขภาพระดับโลกที่มีความพร้อม รองรับความต้องการด้านสุขภาพของนักเดินทางจากทั่วโลกในระยะยาว


เปิดโอกาสผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
โครงการฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ โรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง ศูนย์สุขภาพ และ Wellness Resort ผู้ให้บริการ Health Tourism เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Health Excellence 2026 ผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือกจะมีโอกาสได้รับการนำเสนอผ่านเครือข่ายสื่อระดับนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงกับพันธมิตรด้านการตลาดระดับโลก เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ ในตลาด Health Tourism ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดโครงการได้ที่
https://bit.ly/Provider-Registration-Detail

และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่
https://bit.ly/HealthXProvider-Register

📅 หมดเขตสมัคร 10 เมษายน 2569

📢 ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก 16 เมษายน 2569

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Line OA:

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 10/03/2026

ททท. น้อมนำพระราชปณิธาน “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” สู่ Village to the World Season 5 ยกระดับระบบนิเวศท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมจุดพลัง 9 ชุมชนไทยสู่มาตรฐานสากล


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสานต่อโครงการ Village to the World Season 5 น้อมนำแนวพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาบูรณาการกับ 9 ชุมชนท่องเที่ยวและ 9 องค์กรชั้นนำของประเทศ ร่วมวางรากฐานโมเดลการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ภายใต้แนวคิด Shared Value และ ESG Tourism มุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนการสื่อสารผ่านเครือข่ายสื่อมวลชนและจัดทำข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อผลักดันชุมชนไทย
สู่การยอมรับในระดับสากล


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในบริบทที่นักลงทุนและประชาคมโลกให้ความสำคัญกับวาระแห่งความยั่งยืน การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากแต่เป็นตัวชี้วัดศักยภาพและความพร้อมของประเทศ โครงการ Village to the World Season 5 จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ESG Tourism Destination อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของ ททท. โดยปีนี้ ททท. ได้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจ ตลาดทุน และชุมชนท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ด้วยการจับคู่ 9 ชุมชนกับ 9 องค์กรภาคธุรกิจและตลาดทุน (ESG Co-Host) ที่มีเป้าหมายด้าน ESG สอดคล้องกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่ลดผลกระทบทางลบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมแก่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจาก “เชิงปริมาณ” ไปสู่การท่องเที่ยว “เชิงคุณค่า” ตามนโยบาย “Value Over Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ ผลลัพธ์ต่อชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน โครงการฯ ยังน้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในบริบทปัจจุบัน ผ่านการเชื่อมโยงพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกับชุมชนโดยรอบ ให้เกิดเป็น 9 เส้นทางการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าที่จับต้องได้ ภายใต้แนวคิด “The Queen’s Nature Legacy ควบคู่กับการออกแบบแคมเปญการตลาด เชิงกลยุทธ์ และสื่อสารผ่านเครือข่าย ESG Content Creators, ESG KOLs และพันธมิตรสื่อ พร้อมกันนี้ ยังมีการออกแบบแคมเปญการตลาดเชิงกลยุทธ์และการสื่อสารผ่านเครือข่าย ESG Content Creators, ESG KOLs และพันธมิตรสื่อ ควบคู่กับการจัดทำข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เพื่อยกระดับชุมชนต้นแบบสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ ผ่านการเข้าร่วมประกวดรางวัลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อาทิ SKÅL Sustainable Tourism Awards, PATA Gold Awards และ UN Tourism Best Tourism Villages รวมถึงรางวัลด้านความยั่งยืนในเวทีสากลอื่น ๆ

โครงการดังกล่าวกำหนดการดำเนินงานเป็น 6 กิจกรรมหลัก โดยเริ่มจาก กิจกรรมที่ 1 QUEEN’S LEGACY DISCOVERY การคัดเลือกและรวบรวมองค์ความรู้จาก 9 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศ ที่สะท้อนพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงคุณค่า(ESG Tourism) ต่อด้วยกิจกรรมที่ 2 CO-HOST IMPACT MATCHING เชื่อมโยงข้อมูลสู่ภาคธุรกิจและกิจกรรมที่ 3 ESG JOURNEY CO-DESIGN ร่วมออกแบบกิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยวระหว่าง ESG Co-Host โครงการพระราชดำริ และชุมชนในพื้นที่ จากนั้นดำเนินกิจกรรมที่ 4 ESG STORY ACTION-FIELD TRIP ลงพื้นที่จัดกิจกรรมจริงร่วมกับพันธมิตรสื่อ ตามด้วยกิจกรรมที่ 5 VILLAGE TO THE WORLD – IMPACT CHALLENGE ที่ใช้พลังของ ESG KOLs และ Content Creators ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อขยายการรับรู้และสร้างรายได้แก่ชุมชน ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมที่ 6 FROM LOCAL IMPACT TO GLOBAL RECOGNITION คัดเลือกพื้นที่ที่มีผลลัพธ์โดดเด่น พร้อมจัดทำข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยกระดับสู่เวทีการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล


การเดินหน้าของโครงการครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ควบคู่กับการยกระดับชุมชนไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล ผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าให้ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ ต้นแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ สามารถรายละเอียดของทั้ง 9 เส้นทางแห่งความยั่งยืนได้ที่ Facebook : Hello Local และ Village to the World Project

06/03/2026

ททท. ปลุกเทรนด์ “เที่ยวคนเดียว” เปิดแคมเปญ Journey A La Carte เที่ยวไทยได้ตามใจเรา เพื่อออกไปสร้างความทรงจำและอิสระ

อ่านข่าวต่อในคอมเมนต์

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 05/03/2026

ไทยเจ้าภาพ UFI Asia Pacific Conference 2026
ทีเส็บชูแบรนด์ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” ตอกย้ำกรุงเทพฯ ฮับงานแสดงสินค้าอาเซียน

5 มีนาคม 2569: ทีเส็บเปิดตัวไทยเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ระหว่างวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน เชื่อมั่นปัจจัยบวกเมืองไทยสร้างความมั่นใจของผู้เข้าร่วมงานในแบรนด์ประเทศไทย “The Best Exhibition Nation of ASEAN” และตอกย้ำกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของอาเซียน

ปัจจัยบวกสำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติในเมืองไทยประกอบด้วย นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ติดอันดับโลก การเติบโตของพอร์ตโฟลิโองานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทย โอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาด งานแสดงสินค้ารายใหม่ที่มาจัดในไทย การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาจัดงาน การจัดงานแบบวัดผลความยั่งยืนที่จับต้องได้ จะช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นในขีดความสามารถของไทยในฐานะฮับอุตสาหกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าแห่งอาเซียน คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดงานแสดงสินค้าในปีนี้ 201,451 ล้านบาท

นายคริส สกีธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ The Global Association of the Exhibition Industry (UFI) กล่าวว่า UFI เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม UFI Asia Pacific Conference เพื่อยกย่องบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในฐานะตลาดอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากภาครัฐ ท่ามกลางการก้าวขึ้นมาของอาเซียนในฐานะกลไกการเติบโตสำคัญของภูมิภาค ประเทศไทยมีทั้งขนาดตลาด การเชื่อมต่อ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พร้อมขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัล และความยั่งยืน

“การจัดประชุมครั้งนี้ในกรุงเทพฯ เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของ UFI ต่อบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการวางตำแหน่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ไม่ได้เป็นเพียงตลาดแห่งการเติบโตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำระดับโลกที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า UFI ขอขอบคุณพันธมิตรและผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทีเส็บ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสำเร็จ”

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บ ประมูลสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าภาพการจัดงาน UFI Asia Pacific Conference ในวันที่ 5–6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีพันธกิจขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการจัดงานไมซ์ จึงตั้งเป้าหมายใช้การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีตอกย้ำแบรนด์ The Best Exhibition Nation of ASEAN ให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการงานแสดงสินค้าจากเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกกว่า 300 คน มั่นใจในขีดความสามารถของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานไมซ์ของภูมิภาค โดยเฉพาะการเป็นฮับงานแสดงสินค้านานาชาติของภูมิภาคอาเซียน เพื่อเจาะตลาดอาเซียนและให้ผู้ประกอบการในอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก

การตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีโลก โดยในการประชุม UFI Global Congress เมื่อปลายปี 2568 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลต่ออุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพแบบองค์รวมสูงสุดในโลก และติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์และนโยบายงานแสดงสินค้าที่ชัดเจนและครอบคลุมมากที่สุด
“การสนับสนุนเชิงนโยบายที่แข็งแรงของทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐและการร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญให้ระบบนิเวศไมซ์ไทยมีความเข้มแข็ง ยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ พร้อมผลักดันงานแสดงสินค้าไทยให้เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นอกจากการสำรวจพื้นที่จัดงานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้จัดงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย เพื่อจะได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย เพราะผู้ประกอบการบางส่วนของไทยได้ขยายพอร์ตโฟลิโองานครอบคลุมอุปสงค์ใหม่ ๆ ในตลาด หรือขยายไปสู่แขนงธุรกิจที่ส่งเสริมหรือเติมเต็มให้กับธุรกิจหลัก โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ สายการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ อาหาร ออโตเมชั่น ประการสำคัญ ทีเส็บได้สนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยและเป็นผู้จัดงาน Domestic Exhibition
ที่มีศักยภาพให้เข้าร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 เพื่อให้ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศได้มองเห็นโอกาสทางการตลาดเพิ่มเติมของไทย ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยได้มองเห็นโอกาสยกระดับหรือขยายการจัดงานต่อไป

ตัวอย่างงานแสดงสินค้านานาชาติในภาคธุรกิจยุทธศาสตร์ที่จะจัดในประเทศไทยในปีนี้ คืองาน THAIFEX งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย, WHX and WHX Labs Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ และ METALEX 2026 งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลและโลหการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังเตรียมต้อนรับงานแสดงสินค้าระดับโลกหลายรายการ อาทิ The 2nd Asia Sourcing Show 2026 (Textiles & Apparel), Global Sourcing Summit 2026 จากสหรัฐอเมริกาที่จะจัดในเดือนมิถุนายน และ Gastech งานด้านพลังงานระดับโลกในเดือนกันยายน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน

ดร. ศุภวรรณ ระบุว่า การที่งานแสดงสินค้าใหม่ขนาดใหญ่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานจะยิ่งช่วยตอกย้ำให้ผู้ร่วมงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 มั่นใจในศักยภาพทางธุรกิจของไทยมากขึ้น ในส่วนของ
ทีเส็บได้พยายามดึงงานในภาคธุรกิจใหม่ ๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศ อาทิ สาย Creative Industry เพื่อให้พอร์ตโฟลิโอการจัดงานในไทยตอบโจทย์ใหม่ ๆ ทางการตลาด ดึงดูดผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มาจัดงานหรือมาร่วมงาน

ทีเส็บยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาจัดงานแสดงสินค้า อาทิ ร่วมมือกับกรมศุลกากร เพิ่มเพดานจำนวนสินค้าที่นำเข้ามาจัดแสดงในงาน ร่วมมือกับกระทรวงแรงงานผ่อนปรนระเบียบให้กับบุคลากรจากต่างประเทศที่เข้ามาจัดงานในประเทศไทย เพื่อให้งานในไทยสร้าง Return on Investment (ROI)

“เพื่อตอบโจทย์การจัดงานยุคใหม่ ทีเส็บได้กำหนดมาตรการให้การจัดงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 สามารถเลี่ยงและลดคาร์บอนแบบวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้สำหรับการจัดงานในประเทศไทย” ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเมืองเจ้าภาพงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 กล่าวว่า กรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลก
และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2568 โดยมีจำนวนผู้มาเยือนถึง 30.3 ล้านคน

“ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานสากล ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย และการบริการด้วยใจ เมืองของเราจึงไม่เพียงแต่สามารถรองรับการจัดงานนิทรรศการระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็น ‘เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน’ ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญสำหรับการจัดงานระดับนานาชาติอย่างแท้จริง”

งาน UFI Asia Pacific Conference 2026 ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของประเทศ ที่รวบรวมผู้จัดงานในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรม เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ส่วนในภาพรวมของอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าของไทยในปี 2569 จะมีการจัดงาน 165 งาน จำนวนผู้ร่วมงาน 1,172,000 คน สร้างรายได้ 20,295 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 201,451 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงานใหม่ 19 งานทั้งของผู้ประกอบการไทย สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนผู้ร่วมงาน 134,900 คน สร้างรายได้ 2,337 ล้านบาท คาดการณ์มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจ 23,198 ล้านบาท

Photos from Ninety Nine Communications Agency Co.,Ltd.'s post 04/03/2026

ททท. ปลุกกระแสการท่องเที่ยวคนเดียว Solo Travel
ชวนคนไทยออกเดินทางสร้างช่วงเวลาแห่งความทรงจำและอิสระ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านตลาดในประเทศ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ Value over Volume เปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ปลุกกระแสการเดินทางท่องเที่ยวใหม่ที่ต่างจากเดิม ที่ไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่คือการค้นหาความสุข เติมเต็มความหมายให้ชีวิต และตอบโจทย์ตัวตนที่แท้จริง เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “The New Thailand” ด้วยการส่งเสริมการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม

ปี 2569 นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “ททท. พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย Value over Volume มุ่งเจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะ ผ่านการส่งเสริม Sub-Culture Economy โดยเปิดตัวโครงการ Journey A La Carte เที่ยวใกล้ เที่ยวไกล เที่ยวได้ตามใจเรา ปลุกกระแสการท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Travel) ที่มอบอิสระให้กับทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ตัวตนที่แท้จริง พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งอิสรภาพ (Destination of Freedom Travel) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเลือกและกำหนดประสบการณ์ได้ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ททท. ยังได้ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ชวนคนไทยออกเดินทางและแชร์ประสบการณ์ “ช่วงเวลาแห่งความทรงจำและอิสระ” (Memory of Freedom) ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2569 จำนวน 3 กิจกรรม ได้แก่ The SOLO Creators ไปคนเดียว เที่ยวทั่วไทย SOLO Society Trip เที่ยวเดี่ยว ไม่เดียวดาย และ Go SOLO Rewards กับดีลสุดคุ้ม

“โดยในปีนี้ ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยร่วมกับผู้ประกอบการและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมจับมือเหล่าครีเอเตอร์ที่จะมาร่วมส่งต่อประสบการณ์การเดินทางที่ต่างจากเดิม และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับออกค้นหาความหมายและเติมเต็มชีวิตในแบบฉบับตัวเอง” นายอภิชัย กล่าว

ทั้งนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าแคมเปญดังกล่าว จะสามารถกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ และกระจายการท่องเที่ยวทั้งในมิติของพื้นที่และช่วงเวลา ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง page: Journey A La Carte

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่

Charoennakorn Road
Bangkok
10600