การบำรุงรักษาและการทดสอบที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ แต่คือการช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินเมื่อถึงคราวจำเป็น อย่าลืมตรวจสอบให้มั่นใจว่าบริการตรวจเช็ค Fire Pump ของคุณ ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล NFPA 25 อย่างเคร่งครัด!
#ระบบดับเพลิง #ความปลอดภัยอาคาร #วิศวกรรมอาคาร
Ariton ระบบดับเพลิง ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ Fire Pump ออกแบบ ตรวจสอบ ติดตั้ง
ระบบดับเพลิง ระบบแจ้งเตือน Fire protection Ariton Fireand services Ltd.
provides design, installation fire detection fire protection and fire Suppression systems solutions for
all applications including commercial
properties, industrial and high-rise
buildings, educational, health and
government facilities oil and gas industrial. Products range
from carbon monoxide detectors and
fire detection panels to web-accessed
electronic fire management solutions.
วันนี้เราขอพาสายช่าง วิศวกร และผู้ดูแลอาคาร มาเจาะลึก 4 ข้อควรรู้ในการทดสอบ Fire pump ประจำปี พร้อมกางข้อบังคับจาก NFPA 25 (2017 Edition) ให้เห็นกันชัดๆ ไปดูกันเลย!
1. ต้องเค้นสมรรถนะเครื่องให้ถึงขีดสุดที่ 150% (Peak Load)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.1
รายละเอียด: หลายคนเข้าใจผิดว่าทดสอบแค่สภาวะปกติก็เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว มาตรฐานระบุว่า การทดสอบประจำปีของปั๊มแต่ละตัวจะต้องทดสอบการไหลในสภาวะไม่มีการไหล (Churn), สภาวะอัตราการไหลพิกัด (Rated flow) และสภาวะ 150% ของพิกัดความจุเครื่องสูบน้ำ (150 percent of the pump rated capacity) ด้วยเสมอ
เพื่อจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบต้องจ่ายน้ำดับเพลิงอย่างหนักหน่วงที่สุด
2. กฎเหล็กความปลอดภัย "ห้ามเร่งรอบเครื่องยนต์หนี"
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.7.2.2
รายละเอียด: เมื่อทดสอบแล้วพบว่าปั๊มทำอัตราการไหลหรือแรงดันไม่ได้ตามเกณฑ์ วิธีแก้ที่ ผิด คือการแอบไปปรับตั้งให้เครื่องยนต์ทำงานเร็วขึ้น มาตรฐานระบุไว้ชัดเจนว่า "ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีเพิ่มความเร็วเครื่องยนต์เกินกว่าความเร็วพิกัดของปั๊ม เพื่อเป็นวิธีในการทำให้ได้ประสิทธิภาพตามพิกัด"
หากปั๊มตกเกณฑ์ จะต้องสืบหาสาเหตุและแก้ไขระบบเท่านั้น
3. เครื่องยนต์ยุคใหม่ ต้องทดสอบ "สมองกลสำรอง" (Backup ECM)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.13
รายละเอียด: ในเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบจัดการเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECM) มาตรฐานบังคับว่า "จะต้องทำการทดสอบโมดูลควบคุมอิเล็กทรอนิกส์สำรอง (Backup ECM) รวมถึงเซ็นเซอร์หลักและเซ็นเซอร์สำรองเป็นประจำทุกปี"
เพื่อรับประกันว่าหากสมองกลหลักเกิดล้มเหลว ระบบสำรองจะยังสั่งการให้ Fire Pump ทำงานต่อได้แบบไม่มีสะดุด
4. ภารกิจยังไม่จบ หากไม่ได้ล้าง "ตะแกรงท่อดูด" (Suction Screens)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.12
รายละเอียด: บ่อยครั้งที่ทดสอบการไหลของน้ำเสร็จแล้วมักจะปิดงานทันที แต่มาตรฐานย้ำเตือนว่า "หลังจากการทดสอบการไหลของน้ำประจำปีเสร็จสิ้น จะต้องทำการตรวจสอบตะแกรงดูดน้ำ (Suction screens) และทำความสะอาดเศษขยะหรือสิ่งอุดตันออกให้หมด"
เพราะระหว่างการเดินเครื่องแบบเต็มกำลัง ปั๊มมักจะดูดเอาตะกอนเข้ามาติดหน้าตะแกรง หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปั๊มตันเมื่อใช้งานจริง
วันนี้เราขอพาสายช่าง วิศวกร และผู้ดูแลอาคาร มาเจาะลึก 4 ข้อควรรู้ในการทดสอบ Fire pump ประจำปี พร้อมกางข้อบังคับจาก NFPA 25 (2017 Edition) ให้เห็นกันชัดๆ ไปดูกันเลย!
1. ต้องเค้นสมรรถนะเครื่องให้ถึงขีดสุดที่ 150% (Peak Load)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.1
รายละเอียด: หลายคนเข้าใจผิดว่าทดสอบแค่สภาวะปกติก็เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว มาตรฐานระบุว่า การทดสอบประจำปีของปั๊มแต่ละตัวจะต้องทดสอบการไหลในสภาวะไม่มีการไหล (Churn), สภาวะอัตราการไหลพิกัด (Rated flow) และสภาวะ 150% ของพิกัดความจุเครื่องสูบน้ำ (150 percent of the pump rated capacity) ด้วยเสมอ
เพื่อจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบต้องจ่ายน้ำดับเพลิงอย่างหนักหน่วงที่สุด
2. กฎเหล็กความปลอดภัย "ห้ามเร่งรอบเครื่องยนต์หนี"
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.7.2.2
รายละเอียด: เมื่อทดสอบแล้วพบว่าปั๊มทำอัตราการไหลหรือแรงดันไม่ได้ตามเกณฑ์ วิธีแก้ที่ ผิด คือการแอบไปปรับตั้งให้เครื่องยนต์ทำงานเร็วขึ้น มาตรฐานระบุไว้ชัดเจนว่า "ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีเพิ่มความเร็วเครื่องยนต์เกินกว่าความเร็วพิกัดของปั๊ม เพื่อเป็นวิธีในการทำให้ได้ประสิทธิภาพตามพิกัด"
หากปั๊มตกเกณฑ์ จะต้องสืบหาสาเหตุและแก้ไขระบบเท่านั้น
3. เครื่องยนต์ยุคใหม่ ต้องทดสอบ "สมองกลสำรอง" (Backup ECM)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.13
รายละเอียด: ในเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบจัดการเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECM) มาตรฐานบังคับว่า "จะต้องทำการทดสอบโมดูลควบคุมอิเล็กทรอนิกส์สำรอง (Backup ECM) รวมถึงเซ็นเซอร์หลักและเซ็นเซอร์สำรองเป็นประจำทุกปี"
เพื่อรับประกันว่าหากสมองกลหลักเกิดล้มเหลว ระบบสำรองจะยังสั่งการให้ Fire Pump ทำงานต่อได้แบบไม่มีสะดุด
4. ภารกิจยังไม่จบ หากไม่ได้ล้าง "ตะแกรงท่อดูด" (Suction Screens)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.12
รายละเอียด: บ่อยครั้งที่ทดสอบการไหลของน้ำเสร็จแล้วมักจะปิดงานทันที แต่มาตรฐานย้ำเตือนว่า "หลังจากการทดสอบการไหลของน้ำประจำปีเสร็จสิ้น จะต้องทำการตรวจสอบตะแกรงดูดน้ำ (Suction screens) และทำความสะอาดเศษขยะหรือสิ่งอุดตันออกให้หมด"
เพราะระหว่างการเดินเครื่องแบบเต็มกำลัง ปั๊มมักจะดูดเอาตะกอนเข้ามาติดหน้าตะแกรง หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปั๊มตันเมื่อใช้งานจริง
สรุป: การบำรุงรักษาและการทดสอบที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ แต่คือการช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินเมื่อถึงคราวจำเป็น อย่าลืมตรวจสอบให้มั่นใจว่าบริการตรวจเช็ค Fire Pump ของคุณ ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล NFPA 25 อย่างเคร่งครัด!
#ระบบดับเพลิง #ความปลอดภัยอาคาร #วิศวกรรมอาคาร
25/05/2026
การทดสอบเครื่องสูบน้ำดับเพลิงประจำปี (Annual Flow Testing) ไม่ใช่เพียงแค่การกดปุ่มสตาร์ทเครื่องแล้วจบไป แต่คือการรับประกันว่าเมื่อเกิดวิกฤตเพลิงไหม้ ระบบจะต้องทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานสากล
วันนี้เราขอพาสายช่าง วิศวกร และผู้ดูแลอาคาร มาเจาะลึก 4 ข้อควรรู้ในการทดสอบ Fire pump ประจำปี พร้อมกางข้อบังคับจาก NFPA 25 (2017 Edition) ให้เห็นกันชัดๆ ไปดูกันเลย!
1. ต้องเค้นสมรรถนะเครื่องให้ถึงขีดสุดที่ 150% (Peak Load)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.1
รายละเอียด: หลายคนเข้าใจผิดว่าทดสอบแค่สภาวะปกติก็เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว มาตรฐานระบุว่า การทดสอบประจำปีของปั๊มแต่ละตัวจะต้องทดสอบการไหลในสภาวะไม่มีการไหล (Churn), สภาวะอัตราการไหลพิกัด (Rated flow) และสภาวะ 150% ของพิกัดความจุเครื่องสูบน้ำ (150 percent of the pump rated capacity) ด้วยเสมอ
เพื่อจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบต้องจ่ายน้ำดับเพลิงอย่างหนักหน่วงที่สุด
2. กฎเหล็กความปลอดภัย "ห้ามเร่งรอบเครื่องยนต์หนี"
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.7.2.2
รายละเอียด: เมื่อทดสอบแล้วพบว่าปั๊มทำอัตราการไหลหรือแรงดันไม่ได้ตามเกณฑ์ วิธีแก้ที่ ผิด คือการแอบไปปรับตั้งให้เครื่องยนต์ทำงานเร็วขึ้น มาตรฐานระบุไว้ชัดเจนว่า "ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีเพิ่มความเร็วเครื่องยนต์เกินกว่าความเร็วพิกัดของปั๊ม เพื่อเป็นวิธีในการทำให้ได้ประสิทธิภาพตามพิกัด"
หากปั๊มตกเกณฑ์ จะต้องสืบหาสาเหตุและแก้ไขระบบเท่านั้น
3. เครื่องยนต์ยุคใหม่ ต้องทดสอบ "สมองกลสำรอง" (Backup ECM)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.13
รายละเอียด: ในเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบจัดการเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ECM) มาตรฐานบังคับว่า "จะต้องทำการทดสอบโมดูลควบคุมอิเล็กทรอนิกส์สำรอง (Backup ECM) รวมถึงเซ็นเซอร์หลักและเซ็นเซอร์สำรองเป็นประจำทุกปี"
เพื่อรับประกันว่าหากสมองกลหลักเกิดล้มเหลว ระบบสำรองจะยังสั่งการให้ Fire Pump ทำงานต่อได้แบบไม่มีสะดุด
4. ภารกิจยังไม่จบ หากไม่ได้ล้าง "ตะแกรงท่อดูด" (Suction Screens)
อ้างอิง NFPA 25 (2017) หมวดที่ 8.3.3.12
รายละเอียด: บ่อยครั้งที่ทดสอบการไหลของน้ำเสร็จแล้วมักจะปิดงานทันที แต่มาตรฐานย้ำเตือนว่า "หลังจากการทดสอบการไหลของน้ำประจำปีเสร็จสิ้น จะต้องทำการตรวจสอบตะแกรงดูดน้ำ (Suction screens) และทำความสะอาดเศษขยะหรือสิ่งอุดตันออกให้หมด"
เพราะระหว่างการเดินเครื่องแบบเต็มกำลัง ปั๊มมักจะดูดเอาตะกอนเข้ามาติดหน้าตะแกรง หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้ปั๊มตันเมื่อใช้งานจริง
#ระบบดับเพลิง #ความปลอดภัยอาคาร #วิศวกรรมอาคาร
01/06/2022
พวกเราคือทีมงานคุณภาพ
06/07/2021
มาอีกระลอก
UPDATE:17.00 น.ไฟปะทุอีกเวลานี้ ที่ บ.หมิงตี้เคมิคอล และมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์น่าเป็นห่วง
ชมสดทาง http://facebook.com/thereportersTH/live
#ไฟไหม้โรงงานหมิงตี้
06/06/2021
กฏกระทรวงฉบับที่ 69 (ใหม่ล่าสุด)
(ออกเมื่อ 5 มิ.ย.64 มีผลบังคับใช้อีก 180 วันหลังจากวันประกาศ)
แก้ไขเพิ่มเติม จากกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (เดิม)
ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
ในหมวด 2 ระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า และระบบความปลอดภัยเกี่ยวกับอัคคีภัยหรือภัยพิบัติอย่างอื่น
1) อาคารสูงต้องจัดให้มีช่องทางเฉพาะสำหรับบุคคลภายนอกเข้าไปบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดในอาคารได้ทุกชั้น ช่องทางเฉพาะนี้จะเป็นลิฟต์ดับเพลิงหรือช่องบันไดหนีไฟก็ได้และทุกชั้นต้องจัดให้มีห้องว่างที่มีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตร มีด้านแคบที่สุดไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร ติดต่อกับช่องทางนี้ และเป็นบริเวณที่ปลอดจากเปลวไฟและควันเช่นเดียวกับช่องบันไดหนีไฟและเป็นที่ตั้งของตู้หัวฉีดน้ำดับเพลิงประจำชั้นของอาคาร (ข้อนี้เปลี่ยนแปลงจากข้อ 28 เดิมในกฎกระทรวงฉบับที่ 33)
2) อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องจัดให้มีพื้นที่สำหรับยานพาหนะในการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอัคคีภัยหรือภัยพิบัติอย่างอื่น ดังต่อไปนี้
2.1) สำหรับรถดับเพลิง อย่างน้อย 1 คัน โดยเป็นที่ว่างและไม่อยู่ใต้ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคาร มีความกว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร ความยาวไม่น้อยกว่า 10 เมตร ซึ่งอยู่ในบริเวณที่พนักงานดับเพลิงเข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วที่สุดและให้อยู่ใกล้หัวรับน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งภายนอกอาคารมากที่สุด
2.2) สำหรับรถพยาบาลหรือรถปฏิบัติการฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการแพทย์ฉุกเฉินอย่างน้อย 1 คัน มีความกว้างไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร ความยาวไม่น้อยกว่า 7 เมตร มีระยะดิ่งไม่น้อยกว่า 2.85 เมตร และมีทางเดินจากลิฟต์ดับเพลิงหรือทางปล่อยออกจากทางหนีไฟไปสู่พื้นที่ส าหรับรถพยาบาลหรือรถปฏิบัติการฉุกเฉิน ในระยะห่างไม่เกิน 60 เมตร เมื่อวัดตามแนวทางเดิน เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองอาคารต้องดูแลพื้นที่ปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง ให้รถดับเพลิง รถพยาบาลหรือรถปฏิบัติการฉุกเฉินสามารถเข้าถึงได้สะดวกตลอดเวลาโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง รูปแบบ สัญลักษณ์ และรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับยานพาหนะตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดท้ายกฎกระทรวงนี้
3) อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่เป็นอาคารสาธารณะต้องจัดให้มีพื้นที่หรือตำแหน่งเพื่อติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) โดยรายละเอียดของเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติจำนวน ตำแหน่ง และระบบการติดตั้ง ให้เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินประกาศกำหนด
4) ลิฟต์โดยสารที่ใช้กับอาคารสูงให้มีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม
5) อาคารสูงต้องจัดให้มีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อยหนึ่งชุด ซึ่งมีรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้
5.1) มีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 630 กิโลกรัม
5.2) สามารถจอดได้ทุกชั้นของอาคาร และต้องมีระบบควบคุมพิเศษสำหรับพนักงานดับเพลิงใช้ขณะเกิดเพลิงไหม้โดยเฉพาะ
5.3) บริเวณห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องติดตั้งตู้หัวฉีดน้ำดับเพลิงหรือหัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ดับเพลิงอื่นๆ
5.4) ห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงทุกชั้นต้องมีผนังหรือประตูที่ทำด้วยวัตถุทนไฟปิดกั้นมิให้เปลวไฟหรือควันเข้าได้ มีหน้าต่างเปิดออกสู่ภายนอกอาคารได้โดยตรง หรือมีระบบอัดลมภายในห้องโถงหน้าลิฟต์ดับเพลิงที่มีความดันลมขณะใช้งานไม่น้อยกว่า 38.6 ปาสกาลมาตร ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้
5.5) ระยะเวลาในการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องระหว่างชั้นล่างสุดหรือชั้นที่พนักงานดับเพลิงเข้าถึงอาคารได้สะดวกรวดเร็วที่สุดกับชั้นบนสุดของอาคารต้องไม่เกิน 1 นาที ลิฟต์ดับเพลิงสามารถนำมาใช้เป็นลิฟต์โดยสารในเวลาปกติได้
6) อาคารสูงที่เป็นอาคารสาธารณะหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่เป็นอาคารสาธารณะที่มี 4 ชั้นขึ้นไป ต้องจัดให้มีลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยหรือผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างน้อย 1ชุด ซึ่งมีรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (ข้อนี้เปลี่ยนแปลงจากข้อ 44/1 เดิมในกฎกระทรวงฉบับที่ 33)
6.1) มีขนาดมวลบรรทุกไม่น้อยกว่า 1,200 กิโลกรัม
6.2) มีความกว้างภายในไม่น้อยกว่า 1.15 เมตร ความลึกภายในไม่น้อยกว่า 2.3 เมตร
6.3) สามารถจอดได้ทุกชั้นของอาคาร ลิฟต์โดยสารหรือลิฟต์ดับเพลิงที่มีรายละเอียดตามวรรคหนึ่ง สามารถนำมาใช้เป็นลิฟต์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยหรือผู้ป่วยฉุกเฉินได้
หมายเหตุ...อาคารตามข้อ 28 และข้อ 44/1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้ ที่มีอยู่แล้วในวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ หรือที่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร และยังก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้ไม่แล้วเสร็จ หรือที่ได้ยื่นขออนุญาตหรือได้แจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 39 ทวิ ไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ 28 ในเรื่องด้านแคบที่สุด ของห้องว่างติดกับช่องทางเฉพาะสำหรับบุคคลภายนอกเข้าไปบรรเทาสาธารณภัย และข้อ 44/1แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงนี้ให้ไว้
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/A/038/T_0009.PDF
28/05/2021
ทีมงานคุณภาพ ระดับพระกาฬ
12/01/2021
เสร็จอย่างสมบูรณ์ไปอีก 1 งาน ขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจ ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ ระบบดับเพลิงนะครับ
26/10/2020
ติดตั้งระบบดับเพลิง ท่าจอดเรือสินค้า by Takachiho
15/09/2020
เล็กใหญ่ ได้หมด ยินดีรับปรึกษาทุกปัญหาระบบดับเพลิง และ fire alarm
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
440/10 Mueang Samut Prakan District, Samut Prakan
Bangkok
10540
