พรรคจะเปิดตัวใครไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรเลย ที่สำคัญกว่าคือ หลังเลือกตั้งแล้วพวกเขาเหล่านั้นเป็นอะไรสำหรับพรรค
พันธุ์อาจ ชัยรัตน์
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, Chiang Mai.
เพจทางการของ ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ จากเด็กฟิสิกส์ มช สู่ดอกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์นวัตกรรม อดีตผู้อำนวยการ NIA เคยโลดแล่นทางการเมืองท้องถิ่น เขายังคงขยันโพสต์เรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจท้องถิ่น เพื่อยกระดับไทยสู่เวทีโลก
31/05/2026
เชียงใหม่: เมื่อเมืองหลวงของ Digital Nomad ไทยไม่ผลิต Startup และทำไม Sense of Community คืออาวุธที่รัฐยังไม่รู้จะใช้มันอย่างไร
พฤษภาคม 2026 Forbes จัดให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 8 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad และ Creator ร่วมกับ Medellín, Cape Town, Lisbon, Bali, Mexico City, Tokyo และ Berlin ข่าวนี้วนในโซเชียลไทยสองสามวัน มีคนแชร์ มีคนภูมิใจ แล้วก็จบครับ
ไม่มีใครถามว่า แล้วประเทศไทยหรือ เชียงใหม่ จะได้อะไรจากสิ่งที่ Forbes เห็นบ้าง
นั่นคือปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การติดอันดับ
1) สิ่งที่ Forbes สะท้อน กับสิ่งที่รัฐไทยเห็น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Forbes ระบุชัดว่าโปรไฟล์ของ Digital Nomad ในปี 2026 เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Digital Entrepreneur คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่ค่าครองชีพถูก แต่ต้องการระบบนิเวศเมืองที่รองรับการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างรายได้ และการสร้างเครือข่ายมืออาชีพ
รัฐไทยเห็นอะไร? เห็น Tourist คุณภาพสูงที่ต้องอำนวยความสะดวกด้านการพำนัก หรือ
ช่องว่างระหว่างสองมุมมองนี้คือแกนของทุกปัญหาที่จะพูดถึงต่อจากนี้
2) ก่อนอื่น ต้องเข้าใจให้ถูกว่า DN คืออะไรในเชิงเศรษฐกิจ
บทสนทนาเรื่อง DN ในไทยมักเริ่มจาก บางฝ่ายมองพวกเขาเป็นกลุ่มทุนที่บุกเข้ามาแย่งพื้นที่คนท้องถิ่น บางฝ่ายมองเป็นนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่พกแลปท็อปแทนกล้องถ่ายรูป ทั้งสองไม่ถูกนักหรอก
DN คือแรงงาน แค่เป็นแรงงานที่รับค่าจ้างเป็นดอลลาร์จากบริษัทนอกประเทศแล้วนำมาใช้ชีวิตในเมืองที่ถูกกว่า รายได้เฉลี่ยของ DN อยู่ที่ 120,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ทุนที่แท้จริงอยู่ที่บริษัทต้นสังกัด ไม่ได้อยู่ในเชียงใหม่ ไม่ได้จ่ายภาษีในไทย และไม่ได้สนใจว่าค่าเช่าในนิมมานฯ หรือ Hostel รอบเวียงเชียงใหม่จะไปถึงไหน
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเจตนาของเขาเหล่านั้นให้มันเป็น แต่เป็นผลของความไม่สมมาตรของอำนาจซื้อระหว่างแรงงานสองกลุ่มที่ใช้เมืองเดียวกัน กลุ่มหนึ่งได้รายได้จากตลาดโลก อีกกลุ่มได้จากตลาดท้องถิ่น ผลที่จับต้องได้คือราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านที่ DN กระจุกตัวอย่างสันติธรรม ช้างเผือก และวัดเกต ขยับขึ้น 8-15% ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา โดยไม่มีนโยบายใดรองรับผลกระทบนี้อย่างเป็นระบบ
3) ประเด็นที่หนึ่ง: DN กับ Startup Ecosystem ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้เชื่อมกันเองโดยอัตโนมัติ
เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของ DN มานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ตลอดช่วงเวลานั้น Startup Ecosystem ของเมืองกลับไม่ได้เติบโตตามสัดส่วน ในปี 2025 สิงคโปร์กวาดเงินทุน Startup ในภูมิภาคไปถึง 92% ของยอดรวม SEA ทั้งหมด เชียงใหม่แทบไม่ปรากฏในตัวเลขนั้น
หลายคนสรุปว่านี่คือความล้มเหลว แต่จริงๆ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้จากโครงสร้าง เพราะแรงจูงใจที่พา DN มาเชียงใหม่ต่างจากแรงจูงใจที่พา Startup ไปสิงคโปร์โดยสิ้นเชิง
DN มาเพราะ Lifestyle Arbitrage ดอลลาร์หนึ่งใบซื้อได้มากกว่าในเมืองที่ถูกกว่า เป้าหมายคือคุณภาพชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ Scale ได้ ธุรกิจของ DN ส่วนใหญ่จึงเป็น Freelance, Remote Work หรือ Solopreneur ทำกำไรได้ดีระดับบุคคล แต่ไม่ตรงกับ Thesis ของ VC ที่ต้องการ Hyper-growth ตั้งแต่ต้น
Startup Ecosystem ยังต้องการสิ่งที่ DN ให้ไม่ได้โดยโครงสร้าง นั่นคือความผูกพันระยะยาว การสะสมความรู้ในพื้นที่ข้ามเวลา และ Talent Density ที่อยู่กับที่มากพอให้เกิด Serendipity และการสร้างทีมได้จริง
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองโลกต้องอยู่แยกกันตลอดไป
4) ประเด็นที่สอง: Slowmading เปลี่ยนสมการ แต่ไม่มีใครจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนั้น
ปี 2026 เกิดแนวโน้มที่เรียกว่า Slowmading ชัดขึ้นมาก DN จำนวนมากเลือกอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งนานขึ้น เพราะพบว่าการย้ายทุกสามเดือนไม่ได้ทำให้ชีวิตหรืองานดีขึ้น ความเหงา ความล้า และค่าใช้จ่ายที่บานปลายผลักให้คนจำนวนมากเลิกเป็น DN แบบเดิมและหาเมืองที่อยู่ได้จริงในระยะยาว กรณีของเชียงใหม่ พบว่า มี DN หลายส่วนอพยพออกจาก เชียงใหม่ ช่่วง Pm2.5 หรือ ฤดูฝุ่น ไป ดานัง ไปบาหลี หรือ เกาะพงันบ้าง แต่จะกลับมา เชียงใหม่ หลัง ฤดูนี้มากขึ้น
เมื่อ DN อยู่นานขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนตามคือพฤติกรรม คนที่อยู่สี่ถึงหกเดือนเริ่มสนใจเรื่องที่ Nomad ระยะสั้นไม่คิด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หรือการทดลองตลาดท้องถิ่น โปรไฟล์นี้ใกล้เคียงกับ Early-stage Founder มากกว่า Tourist มาก ก็ดันไปติดข้อจำกัดใน DTV อีก ที่ทำธุรกิจไม่ได้ หากจะไปขอ Smart Visa ต้นทุนที่ต้องจ่ายก็ไม่ ดึงดูดเช่นกัน สรุปก็คือ ระบบนิเวศน์ไปเจออีกกำแพง
เชียงใหม่มีเงื่อนไขพร้อมสำหรับกลุ่มนี้ทุกอย่าง ทั้งระบบนิเวศ Co-working Space ที่หนาแน่น คาเฟ่ที่รองรับการทำงาน และ Long-stay Accommodation ที่ทำให้การสร้างกิจวัตรรู้สึกง่าย แต่ไม่มีกลไกใดที่จะเปลี่ยน Slowmad ที่กำลังคิดเรื่องธุรกิจให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจของเมืองได้จริง
5) ประเด็นที่สาม: โครงสร้างสถาบันวิ่งคนละ Logic ไม่มีใครได้ Mandate เชื่อมสองโลก
DTV ที่ออกมาปี 2024 แก้ปัญหาจริงข้อหนึ่ง คือทำให้ DN ที่อยู่มานานในพื้นที่สีเทาสามารถอยู่อย่างถูกกฎหมายได้ ปีแรกมีผู้สมัครมากกว่า 35,000 คน แต่โครงสร้างของ DTV บอกเจตนาตั้งแต่ต้นว่ารัฐมองพวกเขาเป็นอะไร เพราะผู้ถือ DTV ไม่สามารถรับใบอนุญาตทำงานสำหรับบริษัทในไทยได้ กรอบกฎหมายนี้ปิดประตูการมีรากทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไว้ทุกทาง
Smart Visa ที่ออกแบบมาสำหรับ Startup Founder ก็ติดปัญหาอีกด้านหนึ่ง ขั้นตอน Endorsement คือจุดที่ใบสมัครส่วนใหญ่หยุดอยู่ เพราะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่าง NIA หรือ DEPA ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่รับรองตัวเองได้ และตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา Smart Visa ประเภท S ใช้ได้เฉพาะกับบริษัทที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น ไม่เปิดสำหรับธุรกิจที่วางแผนจะก่อตั้งในอนาคต
พูดให้ตรงคือ DTV เปิดทางให้อยู่ได้ แต่ห้ามสร้าง Smart Visa เปิดทางให้สร้างได้ แต่ต้องสร้างก่อนแล้วจึงจะขอได้ ช่องว่างระหว่างสองวีซ่านี้คือพื้นที่ที่ Slowmad ผู้มีไอเดียแต่ยังไม่มีบริษัทตกหล่นอยู่ และไม่มีกลไกใดออกแบบมาเพื่อรับพวกเขาโดยเฉพาะ
The Brick Startup Space ของ CMU STeP ในย่านนิมมานฯ คือภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดของปัญหานี้ ตั้งอยู่กลางพื้นที่ที่ DN หนาแน่นที่สุดในเมือง แต่ขับเคลื่อนโดย Logic ของการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยที่อยู่ในระบบสถาบัน ซึ่งเป็น mandate ที่ถูกต้องในตัวเอง แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้ DN มีส่วนร่วม DN ที่นั่งทำงานอยู่รอบๆ นั้น 91% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 34% มีปริญญาโท มีทักษะ Global Marketing, Product Design และเข้าถึงตลาดตะวันตกโดยตรง แต่ความรู้เหล่านั้นถูกส่งออกไปรับใช้ลูกค้าในอเมริกาและยุโรปทุกวัน แล้วก็หายไปพร้อมกับเจ้าของเมื่อย้ายเมืองครั้งถัดไป โดยไม่มีกลไกใดในเมืองออกแบบมาเพื่อให้ความรู้นั้นซึมลงมาสู่คนในพื้นที่
6) ประเด็นที่สี่: อปท. ไทยยังไม่ถึงขั้นพัฒนาเศรษฐกิจ
เทศบาลนครเชียงใหม่และ อบจ.เชียงใหม่ไม่ได้ไม่มีความสามารถ แต่บทบาทของ อปท. ไทยยังจำกัดอยู่ที่การบริหารพื้นที่และบริการสาธารณะพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน ไฟถนน ขยะ สวนสาธารณะ และเทศกาลประจำปี
ต่างจากฟุกุโอกะที่ตั้งแต่ปี 2015 รัฐบาลเมืองออกแบบและบริหาร Startup Visa ของตัวเองโดยตรงในฐานะ National Strategic Special Zone ระบบนี้อนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติได้รับ Business Manager Visa หกเดือนโดยเพียงแค่ยื่น Business Plan ต่อรัฐบาลเมืองฟุกุโอกะ โดยไม่ต้องผ่านข้อกำหนดพื้นฐานเดิมอย่างการมีสำนักงานและพนักงานประจำก่อน และยังมี Startup Café ที่ทำหน้าที่เป็น Hub ให้ผู้ประกอบการมาพบปะและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเมืองโดยตรง
ฟุกุโอกะทำได้เพราะได้รับสถานะพิเศษจากรัฐบาลกลางที่เปิดให้เมืองมีอำนาจออกแบบกฎระเบียบด้านวีซ่าและภาษีได้ในระดับหนึ่ง เชียงใหม่ไม่มีกลไกแบบนั้น และไม่มีทีท่าว่าจะได้ในเร็วๆ นี้ ในสภาพปัจจุบัน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงทำได้แค่จัดงาน ประสานเครือข่าย และพูดถึงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ ซึ่งก็มีคุณค่าในตัวเอง แต่ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจในแบบที่ฟุกุโอกะหรือปารีสทำ
เชียงใหม่ กับฟุกุโอกะ ก็มีความเป็นเมืองพี่ เมือง น้องกัน เราไปเรียนรู้จากเขาได้น่ะครับ นายกเทศมนตรีเมืองฟูกูโอกะคนปัจจุบันคือ โซอิจิโร่ ทาคาชิมะ เป็นมาตั้งแต่ ปี 2010 แล้ว ผมเคยไปลงนามความร่วมมือด้วย เพราะตอนนั้น ผู้บริหาร อปท ไทย ยังไม่สนใจเลย ส่วนผู้บริหารเขาชอบเรื่องนี้มานาน และทำเรื่องนี้จริงจังในระดับท้องถิ่นเลย
7) เชียงใหม่ต้องการ DN แบบไหนกันแน่
คำถามที่ไม่ค่อยถูกถามอย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้าเราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่าง DN กับระบบนิเวศเมืองเชียงใหม่ใหม่ เราต้องการ DN แบบไหนกันแน่ และต้องการให้พวกเขาทำอะไรในบริบทของเมือง
คำตอบที่ชัดที่สุดคือเราไม่ได้ต้องการ DN ทุกคนในแบบเดิม สิ่งที่น่าสนใจสำหรับระบบนิเวศของเชียงใหม่คือกลุ่มที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ Slowmad ที่กำลังคิดจะสร้างธุรกิจ, Remote Worker ที่มีทักษะเฉพาะทางและต้องการ Mentor คนท้องถิ่น และ Solopreneur ที่กำลังทดสอบ Product-Market Fit ในตลาดเอเชีย คนกลุ่มนี้มีทั้งแรงจูงใจที่จะสร้างรากและมีทรัพยากรที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ถ้ามีระบบที่ถูกต้องรองรับ
เพื่อให้ถึงจุดนั้น มีสามสิ่งที่ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน ไม่ใช่ทีละอย่าง
7.1) ปิดช่องว่างระหว่าง DTV กับ Smart Visa
ต้องมี Pathway ที่ชัดเจนสำหรับ DN ที่ถือ DTV และต้องการทดลองก่อตั้งธุรกิจในไทย โดยไม่ต้องมีบริษัทที่จดทะเบียนแล้วก่อนจึงจะขอ Smart Visa ได้ รูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดคือการสร้าง
Pre-incorporation Track ที่รับ Business Plan โดยตรง ให้ระยะเวลาทดลอง 12 เดือน แล้วค่อยประเมินว่าจะผ่านเกณฑ์ Smart Visa หรือไม่ ซึ่งคล้ายกับโมเดลฟุกุโอกะแต่ต้องปรับให้เข้ากับบริบทไทย เงื่อนไขที่ควรกำหนดควบคู่คือการมี Co-founder ที่เป็นคนไทยหรือหลักฐานว่ามีการจ้างงานคนไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ให้ชาวต่างชาติมาตั้งบริษัทคนเดียว
7.2) ให้ NIA ภาคเหนือและ DEPA มี KPI ชุดใหม่
ปัจจุบัน NIA ภาคเหนือและ DEPA เชียงใหม่วัดผลงานจากจำนวนสตาร์ทอัพไทยที่บ่มเพาะ จำนวนทุนที่ให้ และจำนวนงานวิจัยที่นำออกสู่เชิงพาณิชย์ ถ้าเพิ่ม KPI ที่วัดผลการเชื่อมระหว่าง DN กับ Tech Talent ไทยเข้าไปด้วย เช่น จำนวนโปรเจกต์ร่วม จำนวน Mentoring Session ที่ DN เป็นผู้ให้ และจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนโดย DN ร่วมกับคนไทย สองหน่วยงานนี้จะมีแรงจูงใจที่จะสร้างสะพานเชื่อมที่ไม่มีอยู่ตอนนี้ สิ่งนี้ไม่ต้องรอการกระจายอำนาจ เพราะ NIA และ DEPA อยู่ใน อว. ซึ่งสั่งการได้จากส่วนกลาง และฝ่ายปกครองไม่สนธิกำลังไปจับเขาเหมือนที่เคยเกิดที่ Co working space ในเชียงใหม่ หลายปีก่อน จะดีมาก
7.3) มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ต้องเปิด Practitioner Track ที่ไม่ติดระบบราชการ
CMU และอีกหลายมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ มีนักศึกษา Tech หลายพันคนที่ต้องการทักษะตลาดโลก ขณะที่ DN ที่นั่งอยู่ในเมืองนี้มีทักษะเหล่านั้นพร้อมแชร์ แต่ไม่มีกลไกเชื่อมที่ไม่ซับซ้อน การเปิด Adjunct Practitioner Program ที่ให้ DN สามารถสอน Workshop หรือ Studio Course ระยะสั้นได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแต่งตั้งอาจารย์เต็มรูปแบบ จะเปิดช่องให้ความรู้ระดับโลกที่ตอนนี้ไหลออกไปนอกประเทศทุกวัน ได้ซึมลงมาสู่คนในพื้นที่บ้าง โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี Harbour.Space ที่ทำสำเร็จแล้วทั้งในบาร์เซโลนาและกรุงเทพฯ โดยดึง Practitioner จากอุตสาหกรรมมาสอนแบบ Intensive และผลิต Talent ที่ตลาดต้องการได้จริง
8) ประโยคที่ได้ยินจาก Workshop เมื่อวาน
เมื่อวานนี้ผมจัด Workshop เรื่อง Cultural Tech ที่เชียงใหม่ ดึง Digital Nomad หลายสัญชาติมานั่งด้วยกัน ทั้งอเมริกัน ลิทัวเนีย ออสเตรเลีย โจทย์คือลองใช้ความเชี่ยวชาญของพวกเขามา Hack การสร้างนวัตกรรมจากวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสะพานแบบที่บทความนี้พูดถึงตลอด แต่ทำในระดับห้องเล็กๆ ก่อน
มี DN จากอินเดียพูดประโยคหนึ่งออกมาระหว่างเซสชัน
"Chiang Mai has a sense of community, others have sense of commercialization."
ผมนั่งคิดต่อจากประโยคนั้นอยู่นาน เพราะมันพูดถึงสิ่งที่ตัวเลขและนโยบายพูดไม่ได้ Sense of Community คือเหตุผลที่ Slowmad เลือกอยู่ที่นี่นานกว่าที่อื่น คือเหตุผลที่คนจากลิทัวเนียกับออสเตรเลียนั่งคิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเชียงใหม่ด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกแปลก และคือสิ่งที่เมืองอื่นในภูมิภาคนี้พยายามซื้อด้วยโครงสร้างพื้นฐานและ Incentive ทางการเงิน แต่ยังสร้างไม่ได้
ความย้อนแย้งคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของเชียงใหม่กลับเป็นสิ่งที่รัฐมองไม่เห็น วัดไม่ได้ และยังไม่มีนโยบายใดออกแบบมาเพื่อรักษาหรือขยายมัน ในวันที่รัฐยังคงวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้สมัคร DTV และเม็ดเงินในภาคบริการ Sense of Community ที่ DN อินเดียคนนั้นพูดถึงก็จะยังคงเป็นของขวัญที่เมืองมอบให้โลกโดยไม่ได้อะไรกลับคืนอย่างเป็นระบบ
เชียงใหม่ไม่ได้ขาดศักยภาพ และ DN ที่มาอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีหน่วยงานใดในโครงสร้างรัฐไทยปัจจุบันรู้สึกว่าการแปลง Sense of Community นั้นให้เป็นมูลค่าท้องถิ่นคือหน้าที่ของตัวเอง
Forbes เห็นแล้วว่าเชียงใหม่มีอะไรบางอย่างที่เมืองอื่นไม่มี คำถามคือไทยจะเห็นด้วยหรือเปล่า และถ้าเห็น จะเริ่มทำอะไรนอกจากแชร์ข่าวนั้นต่อกัน
27/05/2026
Lund Innovation District: และทำไมมันถึงเกี่ยวกับเชียงใหม่
ปี 1996 ผมเกือบได้ไปเรียนโทที่ RPI หรือ Research Policy Institute ของ Lund University สถาบันด้านนโยบายและระบบนวัตกรรมชั้นนำของสวีเดน แต่สุดท้ายเลือกไปเรียนที่ Sussex University แทน Lund เลยได้แค่อยู่ในหัว
จนกระทั่งเริ่มทำงานด้าน Innovation District จริงๆ ก็เริ่มกลับมาคิดถึงมันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่กำลังคิดเรื่องย่านนวัตกรรมรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่โจ้ เพราะรูปแบบของ Lund มีความคล้ายกับสิ่งที่ University of Washington กำลังทำอยู่ใน Seattle หรือที่ YMID ทำอยู่กับโรงพยาบาลรามาธิบดีในกรุงเทพฯ
ผมอยากเล่าให้ฟังว่า Lund ID คืออะไร และต่างจาก Science Park ทั่วไปอย่างไร เพราะคิดว่ามันเป็นบริบทที่น่าเอามาคิดต่อสำหรับบ้านเรา บอกตรง ๆ ว่าตอนแรกที่เริ่มนำเอาแนวคิด "ย่านนวัตกรรม" หรือ "Innovation District" มาทำในประเทศไทย ก็เจอคำถาม และแรงต้านจากคนที่ "อุทยานวิทยาศาสตร์" มาพอสมควร หลัก ๆ คือ ความไม่่คุ้นครับ และในยุคแรก ๆ แนวคิดในไทย คือไปหาที่กว้าง ๆ เยอะ ๆ มาทำ อุทยานวิทยาศาสตร์แนว นิคมอุตสาหกรรม อธิบายแบบนี้น่าจะเห็น ภาพ ยุคหลัง ๆ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่ม ใช้ที่ดินตัวเอง ของบ วท จนมาเป็น อว ทำอาคารครับ แต่ว่า แนวคิด ย่านนวัตกรรมนี่คือการพัฒนาเนื้อเมืองให้เป้นสถานที่รังสรรค์นวัตกรรม ทีนี้ มหาวิทยาลัยที่เอาคอนเซ้ปนี้มาทำเป็นอย่างไร เราลองมาดู
1) Innovation District ต่างจาก Science Park อย่างไร
อุทยานวิทยาศาสตร์ หรือ Science Park แบบดั้งเดิมคือพื้นที่ที่รัฐหรือมหาวิทยาลัยพัฒนาขึ้นเพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีมาเช่าพื้นที่ เน้นการแยกออกจากเมือง มีรั้ว มีระบบเฉพาะ เป้าหมายหลักคือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์
ย่านนวัตกรรม หรือ Innovation District คิดต่างออกไป มันไม่ได้แยกออกจากเมือง แต่ฝังตัวอยู่ในเมือง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบริษัทเท่านั้น แต่ออกแบบมาเพื่อคน ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษา คนทำงาน และชุมชนรอบข้าง เป้าหมายไม่ใช่แค่ถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนจากหลายสาขาได้เจอกัน คิดด้วยกัน และสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน
พูดง่ายๆ Science Park คือพื้นที่ที่คุณไปทำงาน Innovation District คือพื้นที่ที่คุณอยากอยู่
2) Øresund และ Medicon Valley
ก่อนจะพูดถึง Lund ต้องเล่าถึงพื้นที่ก่อน เพราะภูมิศาสตร์มีส่วนสำคัญมาก
พื้นที่แถบนี้เรียกว่า Øresund Region ครอบคลุมสวีเดนตอนใต้และโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เชื่อมกันด้วยสะพาน Øresund ที่ข้ามได้ใน 20 นาที ภายใน Region นี้มีสิ่งที่โลกรู้จักในชื่อ Medicon Valley หนึ่งในคลัสเตอร์นวัตกรรมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีบริษัท Life Science กว่า 400 แห่ง นักวิจัยหลายหมื่นคน และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสองฝั่งของช่องแคบ
Lund ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า และนั่นคือเรื่องที่น่าเรียนรู้มากในตัวมันเอง
3) ตัวเมืองนั้นเล็ก แต่ข้างในนั้นใหญ่มาก
ตัวเมือง Lund เล็กมาก เดินได้ทั่วในครึ่งวัน แต่มหาวิทยาลัย Lund ก่อตั้งปี 1666 เก่ากว่าสวีเดนสมัยใหม่ด้วยซ้ำ มีนักศึกษากว่า 46,000 คน บุคลากร 8,600 คน และนักวิจัยกว่า 4,500 คนจาก 150 ประเทศ มหาวิทยาลัยสอนและวิจัยครอบคลุมแทบทุกสาขา ตั้งแต่วิศวกรรม แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปจนถึงศิลปะและดนตรี ซึ่งเป็นฐานที่ทำให้การ cross-collaboration ข้ามสาขาเกิดได้จริง
รวมแล้วในพื้นที่ District นี้มีคนทำงานด้านนวัตกรรมกว่า 30,000 คน ใน 1,400 บริษัท มีบริษัทที่เจ้าของเป็นต่างชาติถึง 300 แห่ง และในปี 2023 เกิด startup ใหม่ถึง 400 บริษัท
4) ระบบนิเวศชั้นในชั้นนอก
สิ่งที่ทำให้ Lund ID ไม่ใช่แค่ชื่อบนกระดาษคือความหนาแน่นของ layers ที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียว
ชั้นแรกคือโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครลอกได้ MAX IV Laboratory ผลิต X-ray beam สว่างที่สุดในโลกสำหรับงานวิจัยวัสดุและชีววิทยาโมเลกุล และ European Spallation Source หรือ ESS โครงการร่วมยุโรปที่สร้างแหล่งกำเนิดนิวตรอนทรงพลังที่สุดในโลก ดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วยุโรปให้ต้องมาอยู่ที่ Lund สองสิ่งนี้คือเหตุผลที่คนต้องมา ไม่ใช่แค่เพราะบรรยากาศดี
ชั้นที่สองคือ Science Park สามแห่งที่โปรไฟล์ไม่ซ้ำกัน Ideon Science Park เปิดปี 1983 เป็น Science Park แห่งแรกของสวีเดน ปัจจุบันมีกว่า 400 บริษัทและพนักงาน 10,000 คน เน้น Deep Tech และ Tech เป็นหลัก Medicon Village เน้น Life Science และเชื่อมกับ Medicon Valley โดยตรง และ Science Village เป็นพื้นที่ขยายใหม่สำหรับงานวิจัยและความร่วมมือข้ามสถาบัน
ชั้นที่สามคือบริษัทขนาดใหญ่ที่เลือก Lund เป็นที่ตั้งศูนย์ R&D ทั้ง Tetra Pak, Alfa Laval, Ericsson, Saab, Siemens, Volvo, Sony Nordic, Oatly และ Axis Communications ซึ่งเป็นเจ้าตลาด Network Camera ระดับโลก การมีบริษัทเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ไม่ได้แค่สร้างงาน แต่สร้าง demand ให้กับ startups และนักวิจัยในระบบ
ชั้นที่สี่คือ incubators สี่แห่งที่แต่ละแห่งมีโฟกัสต่างกัน Ideon Innovation ดูแล Deep Tech startups SMILE Venture Hub เชี่ยวชาญ Life Science ตั้งแต่ concept จนถึง commercialization VentureLab ดูแล student startups และ xPlot ทำงานกับ startups ในกลุ่ม creative sector
ชั้นที่ห้าคือ labs ที่เปิดให้ใช้ได้จริง ภายใต้แนวคิด LTH Open Door มหาวิทยาลัย Lund เปิดห้องปฏิบัติการกว่า 15 แห่งให้คนนอกมาใช้ได้ ตั้งแต่ 3D Printing Lab, Food Lab, Energy Lab, Nano Lab, Virtual Reality Lab ไปจนถึง Dark Lab ที่ฟังชื่อแล้วน่าสงสัยว่าทำอะไร การมี lab เปิดแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันลดต้นทุนในการทดสอบไอเดียของ startup หน้าใหม่ลงอย่างมาก
5) โครงสร้างที่ไม่มีใคร Top Down ได้
Steering Group ของ Lund ID ประกอบด้วยสามเสียงหลัก เสียงจากการเมืองท้องถิ่น คือ นายกเทศมนตรีเมือง เสียงจากวงวิชาการ คือ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย และตัวแทนจาก European Spallation Source หรือ ESS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยระดับโลก (big science infrastructure) สำหรับการใช้ neutron scattering เพื่อศึกษาวัสดุในระดับอะตอมและโมเลกุล แล้วมอบให้ Future by Lund ทำหน้าที่นำการ co-create ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกฝ่ายร่วมสร้าง
ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่จริงๆ มันคือหัวใจของทั้งหมด "ย่าน" หรือ District ที่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งพยายามถือไว้คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐ มหาวิทยาลัย หรือเอกชน มักจะพบว่าคนอื่นไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้านของตัวเอง และก็ไม่ลงทุนกับมันจริงๆ
6) แล้วมันเกี่ยวกับเชียงใหม่ยังไง
ต้นปี 2024 University of Washington ใน Seattle ประกาศเริ่มพัฒนา Portage Bay Crossing โครงการ Innovation District ขนาด 69 เอเคอร์บนพื้นที่มหาวิทยาลัยที่เก่าและไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ เป้าหมายคือสร้าง "walkable urban hub" ที่รวมงานวิจัย บริษัท startup ที่อยู่อาศัย และร้านค้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทำร่วมกับ Wexford Science + Technology บริษัทที่เชี่ยวชาญพัฒนา knowledge community ร่วมกับมหาวิทยาลัยมาแล้ว 17 แห่งทั่วสหรัฐฯ
รองประธานฝ่ายกิจการภายนอกของ UW บอกชัดว่า "เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ใช่บริษัทเอกชน เรามีพันธะต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายที่หลากหลาย" ซึ่งต่างจากย่านเชิงพาณิชย์อย่าง South Lake Union ที่ Amazon ครองอยู่อีกฝั่งของทะเลสาบ
ที่กรุงเทพฯ YMID หรือ Yothi Medical Innovation District: ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี เดินในแนวทางคล้ายกัน โดยมีโรงพยาบาลรามาธิบดีรับเป็นเจ้าภาพหลัก ดึงระบบนิเวศด้านนวัตกรรมการแพทย์มาไว้ในพื้นที่เดียวกับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และชุมชน ตอนนี้ จะมี กทม เชิ่อม กลุ่มโครงข่ายโรงพยาบาลทั้งแถบรอบ ย่านอนุสาวรีย์ชัย เข้ากับ BTS แล้ว และก่อนหน้าก็เชื่อมระบบ Refer เคส ต่าง ๆ แล้วระดับหนึ่งระหว่างโรงพยาบาลในย่าน อาคารใหม่ ที่จะมีที่ทำการ "ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี" ก็กำลังจะเสร็จแล้ว ส่วนตัวผมดีใจมากครับ ที่ เครือข่ายคนทำนวัตกรรมค่อย ๆ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ หลังจากนี้คงต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะ Spin Out Deep tech สาย Med tech เกิดขึ้นมากใน Yothi Medical Innovation District: ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี
สามกรณีนี้ Lund, UW Seattle, และ YMID มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยเลือกที่จะไม่แยกตัวเองออกจากเมือง แต่เลือกเปิดพื้นที่และดึงระบบนิเวศเข้ามาอยู่ด้วยกัน
สำหรับเชียงใหม่ มช. และแม่โจ้มีทั้งที่ดิน มีนักวิจัย มีนักศึกษา และมีชุมชนรอบข้างที่มีศักยภาพ คำถามที่น่าคิดคือ จะเชื่อมสิ่งที่มีอยู่แล้วเหล่านั้นให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร และใครจะเป็นคนทำหน้าที่ "เชื่อม" นั้น
Lund ใช้เวลา 40 กว่าปีในการสร้างสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เริ่มจากการมีทุกอย่าง แต่เริ่มจากการรู้ว่ามีอะไรอยู่แล้ว แล้วจะเชื่อมมันอย่างไร
มช ได้เริ่มทำ ย่านนวัตกรรมการแพทย์ SMID: ย่านนวัตกรรมการแพทย์ SMID: Suandok Medical Innovation District มาสักพักแล้ว เน้นไปที่ ธุรกิจสตาร์ทอัพ อาจต้องมาดู Master plan แบบนี้ เชื่อมกับ โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของ มช ที่มีอยู่ขนานคลองชลประทาน
ในขณะที่ MAID ย่านนวัตกรรมการเกษตรแม่โจ้ กำเนิดต่างจาก ของ มช คล้าย Lund ID และ Washington university มากกว่า มหาวิทยาลัยบรรจุ แนวทางนี้ไปในแผนครบ 100 ปีของมหาวิทยาลัย เริ่มมองโครงสร้างพื้นฐานทาง นวัตกรรม Agtech และ Foodtech เริ่มมีการทำงานกับเทศบาลเมืองแม่โจ้ เหลือแต่ เปลี่ยนย่านสันทรายไล่ไปถึงแม่แตงให้กลายเป็น Agtech และ Food tech hub ของเชียงใหม่ได้อย่างเป็นรูปร่าง มหาวิทยาลัย host สมาคม Agtech ตอนนี้น่าจะมี startup ด้านนี้อยุ่พอสมควรแล้ว
Lund Innovation District — lundid.com
UW Portage Bay Crossing — GeekWire, January 2024
26/05/2026
ใช้ AI จับโกง ในระบบที่ออกแบบมาให้เน้นความถูกต้องของกระบวนการมากกว่าปราบโกงอย่างจริงจัง
กลางเดือนพฤษภาคม กกร. เผยผลสำรวจออกมาชุดหนึ่ง ตัวเลขไม่ใช่ของใหม่แต่ครั้งนี้มีความชัดเจนกว่าเดิม ธุรกิจที่ไปขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ 60.9% พบว่าเจ้าหน้าที่สื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนตรงๆ ในการยื่นครั้งล่าสุด ส่วน 37.3% ยืนยันว่าในอุตสาหกรรมของตัวเองต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้สัญญารัฐ เฉลี่ย 11-15% ของมูลค่าสัญญา
11-15% เป็นตัวเลขที่คิดง่าย ถ้างบโครงการ AI ของรัฐปีนี้อยู่ที่ 4,271 ล้านบาท คณิตศาสตร์ก็ตามมาเอง นั่นคือบริบทที่ปชป. เลือกเปิดตัว "ส่องรัฐ"
ปชป. เลือกเปิดตัวด้วยการตรวจโครงการ AI ของรัฐก่อนเลย พบ 1,276 โครงการ งบ 4,271 ล้านบาท และระบุว่าหลายโครงการอ้างชื่อ AI เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ทั้งที่ข้อมูลนั้นประชาชนเข้าถึงได้อยู่แล้ว
แรงขับที่ทำให้ปชป. มาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ของผู้นำพรรค แต่เป็นการที่ การดี เลียวไพโรจน์ - Karndee Leopairote รองหัวหน้าพรรคสายเทค เข้ามาช่วยเติมทั้งความสามารถและทิศทาง ส่องรัฐจึงเป็นผลของการผลัดใบทางเทคภายในพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของไทย ไม่ใช่ของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ส่วนพรรคประชาชน เส้นทางไปคนละทาง แต่ก็น่าสนใจกว่าที่คนส่วนใหญ่สังเกต
ก้าวไกล ก่อนที่จะมาเป็นพรรคประชาชน แปลงเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 จำนวน 13,427 หน้า จาก PDF ให้เป็น Excel แล้วแจกประชาชนร่วมตรวจสอบ
แต่งานนั้นมันเริ่มจากความหงุดหนิดสะสมในกรรมาธิการงบประมาณ ที่สมาชิกพรรคต้องนั่งกางงบประมาณจาก PDF ที่ค้นหาไม่ได้ กรองไม่ได้ เปรียบเทียบข้ามปีงบไม่ได้ กระบวนการที่เกิดขึ้นในกรรมาธิการจึงเป็นการค่อยๆ ยกระดับ: จากการอ่านเอกสาร scan ขาวดำ ไปสู่ PDF มีชั้นข้อความ ไปสู่ Excel ที่คำนวณได้ จนถึงวันที่พรรคเริ่มคิดถึงการใช้เครื่องมือที่ฉลาดกว่านั้น
มันคือ digitalization ladder ของกระบวนการตรวจสอบงบประมาณของรัฐสภาไทย ทีละขั้น ทีละปี และทุกขั้นถูกผลักโดยฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล
ในต่างประเทศ พรรคฝ่ายค้านที่เข้าใจเรื่องนี้มักทำสองสิ่งพร้อมกัน คือสร้างเครื่องมือและผลักกฎหมาย
บราซิลปี 2016 นักกิจกรรมพลเมืองและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากองค์กร Open Knowledge Brasil สร้าง Rosie ขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์การเบิกค่าใช้จ่ายของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีมากกว่า 20,000 รายการต่อเดือน พบรายการต้องสงสัยมากกว่า 8,000 รายการ มูลค่าเกือบ 700,000 ดอลลาร์ เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่กว่า 700 คน
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างออกไปคือ Rosie โพสต์สิ่งที่พบและ tag ชื่อสมาชิกรัฐสภาตรงๆ จนเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้แทนราษฎรต้องออกมาเถียงกับ bot ใน Twitter ไม่มีพรรคไหนสร้างมัน แต่ทุกพรรคต้องตอบมัน
ยูเครนหลัง Maidan เป็นกรณีที่น่าศึกษากว่า นักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญข้อมูลร่วมกันสร้าง ProZorro ระบบจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะแบบเปิด และ Dozorro ซึ่งเป็น AI layer สำหรับตรวจจับการฮั้วประมูล เมื่อนำสองระบบมาใช้ร่วมกัน ตรวจพบกรณีคัดเลือกซัพพลายเออร์อย่างไม่เป็นธรรมได้มากขึ้น 26% และตรวจจับการฮั้วประมูลได้เพิ่มขึ้นถึง 298% (Butterfly Data) และที่สำคัญกว่าตัวเลข คือทุกการจัดซื้อของรัฐยูเครนต้องผ่านระบบนี้โดยบังคับ
ความต่างระหว่างยูเครนกับไทยไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เรื่อง mandate ที่ยูเครนทำได้และไทยยังไม่ได้ทำ
กลับมาที่ตัวเลขของ กกร. อีกครั้ง
กกร. ระบุว่าถ้าสังคมยังพูดถึงปัญหาคอร์รัปชั่นแต่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ประเทศจะถดถอยลงเรื่อยๆ และ คอร์รัปชั่นดันต้นทุนธุรกิจพุ่งขึ้น 30%
Wisoot Tantinan วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาแบ่งปันข้อมูล Corruption Perceptions Index ว่าคอร์รัปชั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้อย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ข้อมูลที่วิสุทธิ์อ้างถึงนั้นชัดเจนพอสมควร รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย บางรัฐกลุ่มน้ำมันที่ GDP per capita สูงกว่าไทยหลายเท่า แต่ CPI ต่ำกว่าไทยมาก ส่วนประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำที่สุดในโลกอย่างเดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ ความมั่งคั่งมาทีหลังระบบที่ดี ไม่ใช่มาก่อน
Robert Putnam ศึกษาอิตาลีเหนือและใต้ในงาน Making Democracy Work พบว่าสองภูมิภาคที่อยู่ในประเทศเดียวกัน รายได้ใกล้เคียงกัน แต่คุณภาพการกำกับดูแลต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตัวแปรที่อธิบายความต่างได้ดีที่สุดไม่ใช่รายได้ แต่คือทุนทางสังคมและความแข็งแกร่งของสถาบันต่าง ๆ ทางสังคม
สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด Lee Kuan Yew ปราบคอร์รัปชั่นในยุค 1960s ตอนที่สิงคโปร์ยังจน ด้วยการเสริมอำนาจ CPIB ปฏิรูประบบข้าราชการ เปิดข้อมูล ความมั่งคั่งมาหลังจากความโปร่งใสถูกสร้างขึ้นแล้ว ไม่ใช่ก่อน
คุณอภิสิทธิ์ยังระบุว่าโครงการที่พรรคตรวจพบหลายอย่างไม่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD ทั้งที่รัฐบาลประกาศจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในสองปีนี้ (bangkokbiznews) ซึ่งบังเอิญว่า OECD เองก็มีข้อมูลยืนยันแนวเดียวกับ Putnam ว่าตัวแปรที่อธิบายคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุดคือคุณภาพของสถาบัน ไม่ใช่ระดับรายได้ประชาชาติ
ถ้าจะเข้า OECD ก็ต้องเล่นตามกฎของ OECD แต่กฎของ OECD บอกว่าต้องสร้างสถาบันที่ดีก่อน ไม่ใช่รอให้รวยแล้วค่อยสร้าง
ทั้งสองพรรคกำลังสร้างเครื่องมือที่ถูกทิศทาง แต่เครื่องมือที่ดีในมือของระบบที่ไม่เปลี่ยนก็ยังให้ผลออกมาเหมือนเดิม
Rosie ของบราซิลสำเร็จไม่ใช่เพราะ AI เก่ง แต่เพราะพลเมืองบราซิลพร้อมจะ tag ชื่อนักการเมืองในโซเชียลและถามว่าทำไมถึงเบิกค่าอาหารในลาสเวกัส ProZorro ของยูเครนสำเร็จเพราะมันบังคับใช้กับทุกการจัดซื้อและเปิดข้อมูลให้ทุกคนดูได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน
ส่องรัฐและ Excel 13,427 หน้ายังอยู่ในมือพรรคการเมือง เป็นอาวุธการเมืองที่ดี แต่ยังไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน ระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้คือระยะห่างที่ไทยยังต้องเดินต่อ
เอาเป็นว่า ไม่ต้องรอนานครับว่าการปรับ และปราบคอรับชั่นมันสำคัญ รอดูตอน OECD เขาประเมินเราอีกรอบ ในอีกไม่กี่ปี ว่าจะพอเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่เขาได้ไหม นั่นแหละ ได้ผลสัมฤทธิ์แล้วระดับหนึ่ง ว่าเราทุเลาปัญหานี้ได้ไหม ไม่ต้องรอนานครับ แต่หากว่าเข้าไปได้ ก็รีบเปิดฟาร์มแพะครับ
24/05/2026
เทคโนโลยีนี้เพื่อใคร: เชียงใหม่เลือกได้ไหม
ผมเริ่มงานวันนี้ด้วยการชวน อ.เดชรัต สุขกำเนิด คุยก่อนจะเปิดเวที Workshop ช่วงบ่าย
เราอยากปูพื้นแนวคิดและเป้าหมายในการตั้งฐานความคิดร่วมกันในการพูดเรื่อง "เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ"
อ.เดชรัตเปิดด้วย Thomas Piketty
Piketty ชี้ให้เห็นว่าช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ความเหลื่อมล้ำลดลงชั่วคราวนั้น ไม่ได้เกิดเพราะเทคโนโลยี แต่เกิดเพราะสงครามทำลายทุนสะสมของชนชั้นบน พอทุนฟื้นกลับมา ความเหลื่อมล้ำก็กลับมาพร้อมกัน
และในโลกกำลังพัฒนา รวมถึงไทยและเชียงใหม่ มันไม่เคยลดลงจริงเลยด้วยซ้ำ เพราะเราไม่เคยมีช่วง "สงครามล้างทุน" แบบนั้น เรามีแต่ทุนที่สะสมข้ามรุ่น และนโยบายที่ทำให้มันสะสมต่อไปเรื่อยๆ
Piketty อธิบายความเหลื่อมล้ำด้วยสมการง่ายๆ ว่า r > g ที่คือการอธิบายชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่
r คือผลตอบแทนของคนที่มีทุน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือกำไรจากหุ้น
g คือการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งก็คือรายได้ที่คนทำงานทั่วไปจะได้รับ
เมื่อ r มากกว่า g ตลอดเวลา แปลว่าคนที่มีทุนอยู่แล้วจะรวยขึ้นเร็วกว่าที่คนทำงานจะไล่ทันได้เสมอ ไม่ใช่เพราะคนรวยขยันกว่า แต่เพราะเงินทำงานเร็วกว่าคน
ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ความเหลื่อมล้ำลดลงชั่วคราวนั้น ไม่ได้เกิดเพราะเทคโนโลยีหรือนโยบายดี แต่เกิดเพราะสงครามทำลายทุนสะสมของชนชั้นบนไปจนแบน พอทุนฟื้นกลับมา ทุกอย่างก็กลับสู่สมการเดิม
และในไทย รวมถึงเชียงใหม่ เราไม่เคยมีช่วง "ทุนถูกล้าง" แบบนั้น เรามีแต่ทุนที่สะสมข้ามรุ่นและนโยบายที่ทำให้มันสะสมต่อไปเรื่อยๆ
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือเทคโนโลยีในยุคนี้ทำให้ r > g รุนแรงขึ้นอีก เพราะ data และ platform คือทุนรูปแบบใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก และคนที่เป็นเจ้าของมันมีจำนวนน้อยมากๆ ส่วนเกษตรกรรายย่อยในเชียงใหม่ คนขี่ Grab ส่งของทุกวัน ไม่เคยได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าที่ตัวเองสร้างให้แพลตฟอร์ม
ผมรับช่วงต่อด้วยสามมิติที่ผมคิดว่าขาดหายไปจากการถกเรื่องนี้ในไทยเสมอ
มิติแรกคือวิวัฒนาการของนโยบาย วทน.
เราพูดเรื่องนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมันเดินผ่านสามยุคที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ยุคแรกคือ นโยบายวิทยาศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เล่นหลักคือรัฐและกองทัพ เรื่องที่เน้นคืออวกาศและนิวเคลียร์ การทูตวิทยาศาสตร์ในยุคนี้คือการแข่งกันส่งดาวเทียมและทดสอบอาวุธทำลายล้าง
Vannevar Bush เขียน Science: The Endless Frontier ให้ Roosevelt ในปี 1945 และมันกลายเป็น blueprint ของการทุ่มเงินสาธารณะลงไปในห้องแล็บโดยไม่ถามว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอะไร ตรรกะคือ basic research จะนำไปสู่ประโยชน์สาธารณะเอง เรียกว่า linear model ซึ่งเราก็รู้กันดีว่ามัน outdate แค่ไหน
ยุคที่สองคือ นโยบายเทคโนโลยี ในช่วง 1960s–70s ผู้เล่นเปลี่ยนจากกองทัพมาเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ เรื่องที่เน้นคือ competitiveness ของภาคการผลิต ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นโมเดลในช่วงนี้ รัฐเป็นคนเลือกว่าอุตสาหกรรมไหนจะได้รับการสนับสนุน และใครจะเป็น national champion
ยุคที่สามคือ นโยบายนวัตกรรม ตั้งแต่ 1990s เป็นต้นมา ผู้เล่นใหม่คือ venture capital และ startup ecosystem เรื่องที่เน้นคือการลงทุน การสร้าง spinoff และการแปลงความรู้เป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ ตรรกะของยุคนี้คือรัฐไม่ต้องทำเอง แค่สร้างเงื่อนไขให้เอกชนวิ่ง
ปัญหาของไทยคือเราใช้ภาษาของยุคที่สามแต่มีสถาบันของยุคที่หนึ่ง และถามว่าทำไมผลลัพธ์ถึงออกมาแบบยุคที่ศูนย์
มิติที่สองคือตัวอย่างจากการเมืองเปรียบเทียบ
มีสองพรรคที่ผมหยิบมาคุยในวันนี้เพราะมันตรงกับบริบทเชียงใหม่แบบน่าแปลกใจ
Pirate Party เกิดในสวีเดนปี 2006 แล้วแพร่ไปเยอรมัน ฟินแลนด์ และอีกหลายประเทศ จุดตั้งต้นคือเรื่อง copyright และ digital rights แต่แก่นของมันคือการตั้งคำถามว่า ใครเป็นเจ้าของความรู้? ใครได้ประโยชน์จากการที่ข้อมูลถูก privatize? Pirate Party ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่ต่อต้านการที่เทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือของการผูกขาด
Green Party เยอรมัน น่าสนใจกว่านั้น เพราะมันเริ่มจากขบวนการสิ่งแวดล้อมในทศวรรษ 1980 แต่วิวัฒน์มาจนกลายเป็นพรรคที่มีนโยบาย tech ที่ซับซ้อนที่สุดพรรคหนึ่งในยุโรป Energiewende หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานของเยอรมัน เป็น policy design ที่ green และ tech ไม่ได้ขัดกัน แต่ reinforcing กัน
แนวคิดที่เชื่อมสองพรรคนี้เข้าด้วยกันคือ Technopolitics ความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องของวิศวกรเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการเมืองที่ประชาชนต้องมีอำนาจกำหนด ไม่ใช่แค่รับปลายทาง
มิติที่สามคือ landing ลงที่เชียงใหม่
ถ้าเอากรอบสามชั้นนั้นวางบนเชียงใหม่ จะเห็นภาพที่น่าเจ็บปวดพอสมควร
นโยบาย วทน ของไทยส่วนกลางยังอยู่ในโหมดยุคที่สอง คือรัฐเลือก national champion เลือกคลัสเตอร์ เลือกพื้นที่ BCG ถูกผลักจากบนลงล่างโดยไม่ถามว่าเชียงใหม่ต้องการอะไร ในขณะที่เชียงใหม่มีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมที่สามารถสร้าง innovation ecosystem แบบ bottom-up ได้ แต่ไม่มีกลไกสถาบันรองรับ
ช่องว่างนั้นไม่ใช่ช่องว่างเทคโนโลยี แต่คือช่องว่างทางการเมือง
พอถึงช่วงเสวนา มีผู้ร่วมเสวนาถามคำถามที่อยากรู้จริงๆ ว่า UAV ที่บินสำรวจพื้นที่น้ำท่วมเชียงใหม่ ข้อมูลมันไปอยู่ที่ไหน? ใครเป็นคนอ่าน? และคนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากนั้นได้อะไรกลับมา?
คำตอบที่ได้ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นปรากฏการณ์จากจากความไม่มีไปสู่ความมีข้อมูล และจากมีข้อมูลไปสู่จะเดและใช้ข้มูลนี้อย่างไร
เทคโนโลยีไม่ได้ชั่วร้าย แต่มันถูกออกแบบภายใต้คำถามชุดหนึ่งเสมอ และคำถามชุดนั้นมักถูกตั้งโดยคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่
ออกมาจากงานตอนเย็น ผมคิดว่าปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี
เพราะสิ่งที่คนในเชียงใหม่ต้องการไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีที่ยังไม่มีอยู่ในโลก บางอย่างมีอยู่แล้ว บางอย่างมีอยู่ในไทยแล้วด้วยซ้ำ
ปัญหาคือระบบที่ถูกออกแบบมาให้ทุนสะสมที่ศูนย์กลาง ให้ข้อมูลไหลขึ้นบนแต่ไม่ไหลลงมา และให้คนในพื้นที่มีหน้าที่รับผลลัพธ์โดยไม่มีอำนาจในการตั้งคำถาม
Piketty พูดถูกว่า r > g โดยธรรมชาติ
แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนด้วยว่ามันเปลี่ยนได้ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีดีขึ้น แต่เพราะมีคนออกมาเปลี่ยนกติกา
วันนี้ที่ DemoCrazy! อาจไม่ใช่การเปลี่ยนกติกา แต่อย่างน้อยก็คือการที่คนเชียงใหม่เริ่มอ่านกติกาออก
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทุกการเปลี่ยนแปลงต้องการ
เขียนหลังดำเนินเสวนา "เทคโนโลยีสร้างชาติ แล้วชาติคือเชียงใหม่ด้วยไหม?" งาน "เทคโนโลยีนี้เพื่อใคร: เชียงใหม่เลือกได้ไหม" จัดโดย พรรคประชาชน เชียงใหม่ - People’s Party Chiangmai และ ทีม อบจ.ประชาชน เชียงใหม่ 24 พฤษภาคม 2569
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
