01/06/2026
[ ช่วยกันบอกต่อ! ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเริ่มแล้ววันนี้ มาใช้สิทธิเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราไปด้วยกัน ]
หลังจากผู้ประกันตนช่วยกันส่งเสียงต่อสู้กับแนวโน้มที่จะเกิดความไม่ชอบมาพากลขึ้นในกระบวนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ในที่สุดก็มาสู่ข้อสรุปว่ากระบวนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะยังคงเป็นระบบเดิม ไม่ใช่การหมกเม็ดลดทอนสิทธิผู้ประกันตนและนายจ้างแบบที่บางฝ่ายพยายามชงให้เป็น
โดยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ทั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569
แต่สิ่งที่เราต้องย้ำเตือนกันอีกครั้ง คือการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ใช่การเลือกตั้งที่ทุกคนจะได้รับสิทธินั้นโดยอัตโนมัติเหมือนการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่คุ้นเคยกัน
แต่สมาชิกกองทุนประกันสังคมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้าง จะต้องลงทะเบียนเพื่อให้ได้รับสิทธิเลือกตั้ง โดยสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ 1 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2569
📋คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเลือกตั้ง:
✅มีสัญชาติไทย
✅เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33,39,40
✅เป็นผู้ประกันตนไม่น้อยกว่า 6 เดือน (ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2568)
✅จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน
ช่องทางลงทะเบียน
๐ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th
๐ แอปพลิเคชัน SSO Plus (เฉพาะผู้ประกันตน) และ
๐ สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาทุกแห่ง (ตั้งแต่ 8:30 - 16:30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ)
กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีมูลค่าถึงกว่า 2.9 ล้านล้านบาท มาจากเงินสมทบของลูกจ้าง-นายจ้าง-รัฐบาล ในแต่ละเดือนเพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ดูแลชีวิตของคนทำงานทุกคน ทั้งเงินชดเชยรักษาพยาบาล ทุพพลภาพ เสียชีวิต ว่างงาน ชราภาพ คลอดลูก ฯลฯ
เพราะฉะนั้นอย่าลืม *** สำคัญมาก*** ย้ำอีกครั้ง***
ไปลงทะเบียนกันตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม 2569
แล้วไปใช้สิทธิกันในวันที่ 27 กันยายน 2569
มาร่วมปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราไปด้วยกัน
31/05/2026
ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ
เดือนไพรด์ของทุกปีไม่ใช่เพียงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความก้าวหน้า แต่คือหมุดหมายสำคัญที่เราต้องทบทวนว่าสังคมไทยยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกบ้าง
วันนี้ (31 พ.ค.) พรรคประชาชน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่า กทม., พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค, ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ, ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ผู้ร่วมผลักดันร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ร่วมกิจกรรมบางกอกไพรด์พาเหรด 2026
ขบวนของพรรคประชาชนอยู่ในลำดับที่ 6 สีส้ม “Patch of Dignity ขบวนแห่งศักดิ์ศรี” เริ่มต้นบริเวณหน้า Lido Connect จนถึงสนามกีฬาเทพหัสดิน แม้มีฝนตกในช่วงเริ่มงานแต่ประชาชนยังคงร่วมเดินขบวนอย่างคึกคัก
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า ตอนนี้กำลังจะครบ 500 วันหลังจากประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ในความน่ายินดีนี้ เรายังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะกฎหมายอีกกว่า 50 ฉบับที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียม จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของคู่สมรสจำนวนมาก ซึ่งพรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการผลักดันร่างกฎหมายอื่นๆ เช่นกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ และการเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศหรือคำนำหน้านามตามสมัครใจ เพื่อนำความเห็นเหล่านั้นมาปรับปรุงร่างกฎหมายของพรรคให้สะท้อนมุมมองที่แตกต่างหลากหลายในสังคมก่อนที่จะเสนอร่างต่อสภาฯ ในอนาคต
ทั้งหมดคือเรื่องที่พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนเพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ เคารพในสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิ์และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
ด้านณัฐยากล่าวถึงการที่ประเทศไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ว่าพรรคประชาชนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นเจ้าภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาค กระบวนการเสนอตัวครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อคืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่ม LGBTQIA+ โดยเฉพาะการปรับปรุงมิติข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้เราอยากเห็นการกระจายโอกาสและการมีส่วนร่วมไปยังระดับภูมิภาค เพราะการสนับสนุนให้เกิดงาน World Pride ในจังหวัดต่างๆ ที่มีความพร้อม เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความเสมอภาคระหว่างเพศและการโอบรับความหลากหลายทางเพศ เป็นวาระที่สังคมไทยตระหนักและให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่วงกว้าง ไม่ผูกขาดหรือกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางเท่านั้น
29/05/2026
[ รัฐบาลยุคนี้ โครงการก่อสร้างถล่มหลายแห่ง คนเสียชีวิตนับร้อย นายกฯ โทษทุกอย่าง “ยกเว้นผู้รับเหมา” ]
วันนี้ (29 พ.ค.) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายเปิดญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและตรวจสอบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีปัญหาหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งนำเสนอโดยพรรคประชาชน
ศุภณัฐไล่เรียงเหตุการณ์ความล้มเหลวจากการก่อสร้างโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ในรอบ 1 ปี ทำคนเสียชีวิตไปแล้ว 130 ราย บาดเจ็บอีกเพียบ ผลสอบสวนก็ล่าช้า ป่านนี้ยังไม่ขึ้นแบล็คลิสต์ รออะไรอยู่?
ศุภณัฐกล่าวว่า แม้หลายโครงการเริ่มที่จะมีการแถลงถึงสาเหตุและผลของการสอบสวนแล้ว แต่หลายโครงการก็ยังไม่มีรายงานฉบับเต็มที่เปิดให้กับสาธารณชน เป็นเพียงแค่หน่วยงานและคณะกรรมการออกมาแถลงข่าวให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น
ยังไม่มีการตรวจสอบว่าได้มีการเก็บข้อมูลครบถ้วนหรือไม่อย่างไร และสุดท้ายหากรายงานเหล่านี้เมื่อขึ้นสู่ชั้นศาลแล้วปรากฏว่าตรวจสอบได้ไม่ดีพอ หลายบริษัทก็อาจจะหลุดคดี ไม่ต้องรับผิดชอบ หรือรับผิดชอบน้อยกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น
หลายโครงการใช้เวลาระหว่าง 2-4 เดือน แต่ในบางเหตุการณ์ เช่น เหตุหลุมยุบที่หน้า รพ.วชิระ (โครงการโดยบริษัทชิโน-ไทย และ ช. การช่าง) ผ่านไป 8 เดือนแล้วก็ยังไม่มีการแถลงผลการสอบสวน จากข่าวที่ได้ยินมาคาดได้ว่าผลการสอบสวนจะโทษทุกอย่างยกเว้นผู้รับเหมา
แม้นายกรัฐมนตรีจะเคยแถลงในสภาว่าจะไม่เอื้อกับบริษัทซิโน-ไทย และพร้อมช่วยกระทืบหากผิดจริง และจะให้การตั้งคณะกรรมการโดยกระทรวงคมนาคมเป็นอิสระในการตรวจสอบ แต่เมื่อดูรายชื่อคณะกรรมการกลับพบว่ามีสัดส่วนของคนนอกน้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการอื่นที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแบบเดียวกัน
[ ในรอบ 1 ปี โครงการที่ก่อสร้างโดย บ. อิตาเลียน-ไทย มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 130 ราย ]
ย้อนไปถึงเหตุเครนถล่มที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวว่าสั่งให้ยกเลิกสัญญาแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้มีการยกเลิกสัญญากับ บ.อิตาเลียน-ไทย แต่อย่างไร และย่อมแปลว่าไม่ได้มีการขึ้นแบล็คลิสต์ หมายความว่าบริษัทที่ดำเนินการก่อสร้างที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 130 ราย ยังคงมีสิทธิประมูลงานโครงการก่อสร้างของภาครัฐได้ทุกโครงการในประเทศไทย
ที่หนักไปกว่านั้น คือกรณีการบังคับใช้สมุดพกผู้รับเหมา ที่มีการพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2567 มีการเลื่อนมาตลอด และล่าสุดเมื่อเกิดเหตุการณ์เครนถล่มที่ อ.สีคิ้ว นายกรัฐมนตรีระบุเองว่าจะเสร็จไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่จนถึงวันนี้ระเบียบกำกับสมุดพกผู้รับเหมาก็ยังไม่เสร็จ หมายความว่าจะยังไม่มีการดำเนินการใช้จริง
รัฐบาลโฆษณาไว้แต่ยังทำไม่เสร็จสักอย่าง สิ่งที่ต้องคิดถึงมากกว่าสมุดพกผู้รับเหมา คือการมองกระบวนการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างในลักษณะต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
[ 1. ในมิติของต้นน้ำ ]
เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการออกแบบสัญญา มีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงการคัดกรองและการปรับสัญญาให้มีความรัดกุม, จัดทำ company profile เพื่อเก็บข้อมูลแต่ละโครงการที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ
ไม่ใช่แค่กับรัฐเท่านั้น แต่รวมถึงเอกชนด้วย ว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในจุดไหนบ้าง, การแก้ระเบียบในการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมา ที่ปัจจุบันยังคงมีการกำหนดในแบบที่เคยทำมาในอดีตเพื่อกีดกันไม่ให้หลายบริษัทได้ขึ้นชั้นผู้รับเหมาอยู่เลย
ต้องมีการปรับมูลค่าผลงานให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น, การขึ้นทะเบียนผู้รับเหมางานก่อสร้างอาคาร, การเพิ่มงบประมาณความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่, ต้องมีการปรับสัญญาการก่อสร้างและอ้างอิงกับรูปแบบสัญญาสากล, โครงการก่อสร้างของรัฐควรต้องมีการแจ้งและส่งแบบให้ท้องถิ่น
และสุดท้ายต้องวิธีการจัดการอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐแทบจะทุกโครงการทำงานช้าหมด และกระทบสภาพคล่องผู้รับเหมาจนต้องหาทางลดคุณภาพเพื่อความอยู่รอด
[ 2. ในมิติของกลางน้ำ ]
คือการกำกับการก่อสร้าง คน และวิชาชีพ ควรมีการจัดทำ construction map ที่จะสามารถทำให้เห็นข้อมูล ว่าโครงการก่อสร้างทั้งประเทศในปัจจุบันมีทั้งหมดกี่จุด ทำให้ข้อมูลของทุกโครงการก่อสร้างของทุกหน่วยงานมาอยู่รวมกัน
และสามารถติดตามได้ทุกโครงการทั้งประเทศ ไปถึงการจัดทำระบบติดตามไซต์งานก่อสร้างได้ทั้งหมด, การปรับคู่มืองานก่อสร้าง ที่แต่ละหน่วยงานมีคู่มือแยกกันไปเป็นของตัวเอง ทั้งที่มาตรฐานควรสร้างแบบเดียวกัน
การขึ้นบัญชีดำและระบบสมุดพกผู้รับเหมา, การตั้งคณะกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการปล่อยให้กระทรวงที่กำกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนเอง เปลี่ยนให้เป็นคณะกรรมการอิสระกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมาตรวจสอบ, การกำกับคนให้ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย วิศวกรหลายคนทุกวันนี้รับงานซ้อนหลายงานในเวลาเดียวกัน
จนบางโครงการวิศวกรไม่ได้เข้าไซต์งาน และสุดท้ายคือการฝึกทักษะคนงาน บางไซต์งานรับคนงานเข้ามาแล้วก็ให้ทำงานทันที โดยที่หลายคนไม่เคยทำงานในด้านนั้นมาก่อน
[ 3. ในมิติของปลายน้ำ ]
ควรต้องมีการถอดบทเรียนและหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบฟีดแบ็คจากการร้องเรียนโครงการโดยประชาชน, จัดทำศูนย์รวบรวมข้อมูลอุบัติเหตุโครงการก่อสร้างอย่างจริงจัง
ถอดบทเรียนและนำเสนอนโยบายโครงการก่อสร้าง ทั้งระบบวิธีการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง วิธีคู่มือ มาตรฐานต่างๆ ที่ที่ผ่านมาแทบจะเหมือนเดิมตลอด โดยไม่เคยมีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทั้งที่งบประมาณในการก่อสร้างของประเทศไทย มีสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาทุกภาคส่วนที่มีการลงทุนของภาครัฐ
สุดท้ายคือการแก้ปัญหาการทุจริตในโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ผู้รับเหมาถูกทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการตบทรัพย์จนต้องลดคุณภาพ จ่ายสินบนให้ผู้คุมงาน ผู้คุมงานก็ผ่านโครงการให้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องแบบนี้อย่างจริงจัง บางที่มีโครงการที่ต้องสร้างสะพานปูน แต่ผู้รับเหมากลับเอาไม้มาสอดไส้สร้างสะพาน โดยที่คนคุมงาน คนตรวจรับงานไม่รู้หรือปล่อยผ่าน เป็นต้น
29/05/2026
[ นับถอยหลัง 28 มิถุนา เลือกตั้งนายกและ ส.ม. เมืองพัทยา ถึงเวลาพัทยาเพื่อทุกคน ]
อีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น จะถึงการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา (ส.ม.) ซึ่งครั้งนี้พรรคประชาชนส่งผู้สมัครแบบฟูลทีม พร้อมเปลี่ยนพัทยาเป็น “เมืองเพื่อทุกคน”
ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาของเรา จะเข้าไปบริหารงบประมาณปีละกว่า 2,400 ล้านบาท ผลักดัน 37 นโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพัทยาทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ทำให้เมืองพัทยาพัฒนาทัดเทียมเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
ผู้สมัคร ส.ม. ของเรา จะเข้าไปออกข้อบัญญัติเพื่อแก้ไขปัญหาของคนพัทยาอย่างตรงจุด ออกร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้การใช้จ่ายเงินภาษีทุกบาทของคนพัทยาเป็นไปอย่างคุ้มค่าและโปร่งใส
โดยการเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ พรรคประชาชนส่ง “วัฒน์” อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร เบอร์ 1 เป็นผู้สมัครนายกเมืองพัทยา และส่งผู้สมัคร ส.ม. ครบทั้ง 4 เขต รวม 24 คน
ในวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเข้าคูหา กา "บัตรสองใบ"
1. ตำแหน่งนายกเมืองพัทยา (บัตรสีเขียว) เลือก “วัฒน์ อิทธิวัฒน์” เบอร์ 1
2. ตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองพัทยา หรือ ส.ม. (บัตรสีชมพู) เลือก 6 เบอร์จากพรรคประชาชน ยกทีม
สำหรับรายชื่อและเบอร์ของผู้สมัคร ส.ม. จากพรรคประชาชนมีดังนี้
📌 เขต 1
สันติ ทองสุข (ต๊อบ) เบอร์ 8
นภนต์ ทิมกระจ่าง (เบส) เบอร์ 9
รณเชษฐ์ ปิ่นเพชร (ปอ) เบอร์ 10
ไววิทย์ ชวลิตนิติธรรม (วิทย์) เบอร์ 11
นันท์ทัพพ์ สุรพัชรกุล (แบงค์) เบอร์ 12
อัมรินทร์ บริบูรณ์นาคม (โก๋) เบอร์ 13
📌 เขต 2
อินทโชติ แสนกุดเลาะ (โทน) เบอร์ 7
พัชรกฤช วิริยะยุทธ (เต้) เบอร์ 8
สุมาลี มีเงิน (ต้อย) เบอร์ 9
มาตุภูมิ รุ่งโรจน์ (ไนท์) เบอร์ 10
อรรถพล ชมภูทอง (อ้น) เบอร์ 11
ราชัย ปาทาน (อาลี) เบอร์ 12
📌 เขต 3
รณชัช ด่านเจ้าแดง (ชัช) เบอร์ 7
อุดร สอนใต้ (ดร) เบอร์ 8
ชาติชาย พันธ์แสง (ปู) เบอร์ 9
ธงไชย สุขโขใจ (โน้ต) เบอร์ 10
นุสรา เจ๊ะหมัด (ดา) เบอร์ 11
จารุษพงศ์ ศรีปาน (หนึ่ง) เบอร์ 12
📌 เขต 4
ธีรธรรม คำพา (ธรรม) เบอร์ 7
ปนต สมบุญ (แป๋ง) เบอร์ 8
พรรณีย์ รัตนเหลี่ยม (เก่ง) เบอร์ 9
วาณิชย์ กันดิษฐ์ (บอย) เบอร์ 10
ธนวัฒน์ จันดาว (เบนซ์) เบอร์ 11
เสนีย์ ค้าขาย (ต้น) เบอร์ 12
28 มิถุนา เข้าคูหาเลือกพรรคประชาชนยกทีม พัทยาเปลี่ยนแน่นอน
#ถึงเวลาพัทยาเพื่อทุกคน #อิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร #วัฒน์พัทยา
28/05/2026
[ Land Bridge: รัฐบาลวางผลประโยชน์ของนายทุนลง แล้วสร้างโอกาสการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของคนภาคใต้อย่างยั่งยืน ]
วันนี้ (28 พ.ค.) ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอญัตติ “การพัฒนาภาคใต้ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ภคมนกล่าวว่า ทุกครั้งที่รัฐบาลพูดถึงการพัฒนาภาคใต้ มักหนีไม่พ้นการขายฝันผ่านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่รัฐบาลผลักดัน “แลนด์บริดจ์” ในฐานะเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ ทั้งที่โครงการนี้เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ปี 2562
ตนไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ประชาชนต้องรู้ความจริงทั้งหมด เพราะรัฐบาลไม่เคยพูดให้ชัดว่า ก่อนเกิดแลนด์บริดจ์ จะต้องมี พ.ร.บ. SEC หรือกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการพิเศษในการยกเว้นกฎหมายหลายฉบับ อนุมัติสัมปทานที่ดินระยะยาว และเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือครองผลประโยชน์จำนวนมาก
“รัฐบาลพูดถึงเงินลงทุนมหาศาล แต่ไม่เคยตอบว่า สุดท้ายผลประโยชน์จะตกอยู่กับใคร คนในพื้นที่ ทุนใหญ่ หรือทุนต่างชาติ”
[ กว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า มีใครอยู่เบื้องหลัง ]
ภคมนกล่าวว่า หลังจากที่ตนลงพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง พบการกว้านซื้อที่ดินอย่างหนักจากนายทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่แหลมลิ่ว ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านอุตสาหกรรมและท่าเรือ พร้อมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุนกับอำนาจรัฐ
“ขนาดกฎหมายยังไม่ถูกบังคับใช้ แต่นายทุนเดินเกมล่วงหน้าไปแล้ว”
ภคมนกล่าวว่า นายทุนบางรายเข้าซื้อที่ดินทั้งที่ยังไม่มีโฉนด เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถออกเอกสารสิทธิได้ในอนาคต อีกทั้งยังมีกรณีประชาชนถูกกดดันให้ขายที่ดิน ก่อนต้องกลับมาเช่าที่ดินของตัวเองอยู่
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐว่า มีใครคอยอำนวยความสะดวกให้กับการกว้านซื้อที่ดินหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบอย่างจริงจัง
[ รัฐแยกรับฟังความเห็นรายโครงการ ทำประชาชนไม่เห็นผลกระทบแลนด์บริดจ์อย่างรอบด้าน ]
ภคมนตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกำลัง “เล่นแร่แปรธาตุ” ด้วยการแยกโครงการรถไฟ ถนน และมอเตอร์เวย์ ออกจากชื่อแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเดียวกัน ทำให้ประชาชนไม่เห็นภาพรวมของผลกระทบทั้งหมด
โดยยกตัวอย่างการรับฟังความคิดเห็นโครงการรถไฟชุมพร-ระนอง และมอเตอร์เวย์ MR8 ที่ไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของแลนด์บริดจ์ ทั้งที่โครงการทั้งหมดเชื่อมโยงกัน
“รัฐบาลเอาความหวังเรื่องถนน รถไฟ และการพัฒนา มาใช้เป็นเล่ห์กลในการสอบถามประชาชน”
[ ภาคใต้มีทางเลือกพัฒนามากกว่าแลนด์บริดจ์ การพัฒนาไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุน แต่ต้องทำให้คนใต้มีรายได้ที่เป็นธรรม ]
ภคมนเสนอว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับแลนด์บริดจ์เพียงทางเดียว แต่ยังสามารถต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ได้อีกมาก ทั้งพลังงานสะอาด การพัฒนาท่าเรือระนอง ท่าเรือสงขลา รวมถึงการเชื่อมระบบรางกับมาเลเซีย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้โดยไม่ต้องแลกกับทรัพยากรและที่ดินของประชาชน
“การพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือเมกะโปรเจกต์ แต่ต้องทำให้คนใต้มีรายได้ที่เป็นธรรม มีที่ดินทำกิน มีโอกาสเติบโตในบ้านเกิดของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี”
28/05/2026
[ พบความบังเอิญที่แปลกประหลาดเพียบ! จาก ‘โครงการ TH-AI Passport’ มีมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท! ]
โครงการ TH - AI Passport อยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้
สัปดาห์ที่ผ่านมา ในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาชี้แจงโครงการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระบุว่าการคำนวณจำนวนผู้ใช้และมูลค่าของโครงการนี้ มาจากการที่หลายปีที่ผ่านมากองทุนนี้มีเงินเหลือรวมกันราว 1,500-1,600 ล้านบาท วิธีการคำนวณคือหากต้องการแจก AI ให้คนไทยใช้ ราคาเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 300 บาท ก็นำ 300 บาทหาร 1,500 ล้านบาท จะได้ตัวเลข 5 ล้านคนพอดี
ภาวุธกล่าวต่อไปว่ากลายเป็นว่าที่มาของโครงการนี้ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทย ขณะที่วันนี้ AI ส่วนใหญ่เปิดให้ใช้งานฟรี โครงการนี้เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนฯ โดยที่ สดช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว เป็นผู้ของบประมาณสำหรับโครงการดังกล่าวเองด้วย เหมือนกับว่าเป็นคนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง
[ โครงการนี้มีทั้งความประหลาดและเรื่องบังเอิญที่มากเกินไป ]
โครงการนี้มี #มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอี และยังเป็นโครงการที่ #อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอีเช่นเดียวกัน
ใช้เวลาตั้งแต่การประกวดราคาจนถึงการยื่นเอกสารนำเสนอเพียง 34 วันเท่านั้น ซึ่งปกติโครงการหลักพันล้านบาทไม่ใช้เวลาแค่ 34 วันแน่ๆ แต่ใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะศึกษา เก็บข้อมูล และส่งข้อมูล ความเร็วขนาดนี้จึงน่าตั้งข้อสงสัยมาก ว่าบริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามาได้มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้ล่วงหน้าว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่??
ภาวุธกล่าวต่อไปว่ายังมีเรื่องบังเอิญอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโครงการนี้
-ความบังเอิญที่ 1-
มีกลุ่มบริษัทที่มาวางราคากลางไว้ จากนั้นจึงเริ่มเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกเกิดขึ้นในทีโออาร์ มีการผูกขาดเอาไว้ และสุดท้ายก็ชนะประมูลโครงการนี้ ที่น่าตกใจคือราคาที่ชนะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดไว้ถึง 1.5%
-ความบังเอิญที่ 2-
ทีโออาร์มีการเขียนแบบล็อกสเปคเอาไว้ ว่าโครงการต้องมีการประชาสัมพันธ์สื่อจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่วันนี้มีช่องทางอื่นมากมาย และบังเอิญว่าเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไป ก็คือกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของสิทธิของหน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น
-ความบังเอิญที่ 3-
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงแพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และระบบดิจิทัลในกระทรวงศึกษาธิการ รวมกันเป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือบริษัทที่มาทำราคากลางของโครงการทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันกับที่ทำโครงการของไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต
-ความบังเอิญที่ 4-
กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการยังชนะโครงการการแข่งขันรถโมโตจีพี (MotoGP) ที่บุรีรัมย์ด้วย
สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำที่ได้รับงานกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต คือโครงการที่มีความผิดปกติและมีความบังเอิญเต็มไปหมด ทั้งทีโออาร์ที่ผิดปกติและความไม่เหมาะสมหลายประการ
รวมถึงการเร่งจบภายใน 34 วัน โดยผู้ที่ชนะโครงการคือเครือข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด คำถามคือรัฐมนตรีรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงได้อย่างไร
ช่วงท้าย ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบคำถามว่า ใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน ตนเพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์แบบไหนจากโครงการ ใครที่จะประมูลผ่านหรือได้รับงานก็มีหน้าที่ส่งมอบตามนโยบาย หากทำไม่ได้ตนก็มีหน้าที่ไปจัดการ ใครได้จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนจะต้องสนใจ
จากคำตอบดังกล่าวของไชยชนก ภาวุธชวนตั้งคำถามว่า “ถ้ามองว่าใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน มีหน้าที่เพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แบบนี้ ถ้าใครจะโกง ทางรัฐมนตรีจะไม่สนใจหรือ?
การไม่ตอบประเด็นเรื่องกลุ่มทุนหรือเครือข่ายที่เข้ามารับโครงการดังกล่าวที่มีโอกาสคอร์รัปชันได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือไม่ที่ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม การตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องของตน” มันดูเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบใช่หรือไม่
จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีการดำเนินโครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต (TH AI Passport) สำหรับคนไทย 5 ล้านคน มูลค่าโครงการ 1,621 ล้านบาท
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
28 พฤษภาคม 2569