เส้นทาง

People's Culture ปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน
"สร้างวัฒนธรรมสากล สร้างคนด้วยศิลปะ"

ซีรีส์รีเมกเกาหลีเรื่อง Doctor X: Mafia in White ครองอันดับ 1 ชาร์ตซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของ Netflix ทั่วโลกติดต่อกัน...
28/10/2026

ซีรีส์รีเมกเกาหลีเรื่อง Doctor X: Mafia in White ครองอันดับ 1 ชาร์ตซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของ Netflix ทั่วโลกติดต่อกันสองสัปดาห์ แต่ล่าสุดกลับเป็นที่พูดถึงด้วยเรื่องที่ไกลกว่าเรตติ้ง เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์ของรัฐสภาเกาหลีใต้ ขอให้ตรวจสอบการผลิตและระงับการออกอากาศ เพราะการนำเสนอเหตุการณ์ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารที่ควังจูเมื่อปี ค.ศ. 1980
ปมของประเด็นร้อนนี้อยู่ที่ตอนที่ 6 ซึ่งตัวเอกต้องผ่าตัดเอากระสุนที่ฝังอยู่ในสมองของคนไข้มานาน 46 ปี เป็นบาดแผลจากการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ควังจู ในตอนดังกล่าวมีฉากย้อนกลับไปยังกวางจูปี 1980 ทั้งแก๊สน้ำตาและกระสุนที่พุ่งเข้าใส่ประชาชนธรรมดา
เหตุผลของผู้ยื่นคำร้องคือ เรื่องการเมืองไม่ควรเข้ามาอยู่ในละครการแพทย์ และเนื้อหาส่วนนี้ไม่มีในต้นฉบับญี่ปุ่น จึงอาจสะท้อนวาระทางการเมือง เมื่อเสียงวิจารณ์ดังขึ้น หัวหน้าผู้ผลิตซีรีส์โพสต์โปสเตอร์ลงโซเชียลมีเดียพร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า “no fear” โดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เส้นเรื่องควังจูเป็นสิ่งที่ทีมผู้สร้างฝั่งเกาหลีเลือกเติมเข้ามาเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะในแวดวงภาพยนตร์ละซีรีส์ การนำโครงเรื่องเดิมมาต่อเติมให้เข้ากับบริบทของสังคมตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างชอบธรรม เรื่องราวของศัลยแพทย์ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับความฉ้อฉล ย่อมมีเหตุผลเต็มที่ที่จะถามว่าบาดแผลของสังคมมีหน้าตาอย่างไร
กระสุนที่ฝังอยู่ในศีรษะมา 46 ปี เป็นภาพแทนที่ตรงที่สุดของประวัติศาสตร์ มันไม่ได้อยู่แค่เพียงแต่ในหนังสือ แต่ยังคงอยู่ในร่างกายของผู้คนและของชาติ และอาจอักเสบขึ้นมาได้ทุกเมื่อ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ปี 1980 จำเป็นต้องรู้ว่าความทรงจำของสังคมเป็นสมบัติของพวกเขาด้วยเช่นกัน ภาพยนตร์และละครเข้าถึงพวกเขาได้ ในแบบที่ตำราเรียนและพิธีรำลึกทำไม่ได้ การถอดสิ่งบันเทิงเหล่านี้ออกจากหน้าจอ จึงไม่ได้ช่วยลบบาดแผลออกจากความทรงจำของสังคม
การแบนและการเซ็นเซอร์ไม่เคยทำให้ข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์จบลง แต่มักทำให้งานที่ถูกแบนได้รับความสนใจมากกว่าเดิม ทางออกที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้พูดถึงได้มากขึ้น ให้นักวิจารณ์ได้วิจารณ์ ให้นักประวัติศาสตร์ได้ตีความ และให้ผู้ชมตัดสินใจเอง สังคมที่ไว้ใจพลเมืองว่าคิดเองได้ ย่อมมีความสัมพันธ์กับอดีตที่แนบแน่นกว่าสังคมที่ผู้มีอำนาจกำหนดว่าควรคิดอะไร
ข้อถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลย ประวัติศาสตร์ของเราตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 ไปจนถึงพฤษภาคม 2553 มักถูกบอกเล่าอย่างผ่านๆ จงใจไม่ลงรายละเอียดในห้องเรียน ครูบาอาจารย์ที่พยายามเล่าเรื่องเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา กลับเจอแรงต้านจากผู้บริหารขององค์กร ทั้งที่สังคมก้าวหน้าควรเปิดพื้นที่ในการตีความประวัติศาสตร์ และผู้คนต้องมีอิสระในการตัดสินการตีความนั้น
พวกเราในฐานะคนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ยังหวังว่าสังคมไทยจะก้าวไปถึงวันที่ทุกคนมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและตีความประวัติศาสตร์ รวมถึงสามารถถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ได้ แม้จะมีจุดยืนหรือความเห็นที่แตกต่างกัน

🌴🥥 พลิกทุนวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุราษฎร์ ด้วยพลังของพวกเราทุกคน ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสนุกสนาน และเต็มไปด้วยพลังสร้างสร...
27/10/2026

🌴🥥 พลิกทุนวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุราษฎร์ ด้วยพลังของพวกเราทุกคน

ผ่านพ้นไปแล้วอย่างสนุกสนาน และเต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ กับงานเสวนาและเวิร์คชอป Surat Creative Unlocked ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยพวกเรา ปีกวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พรรคประชาชน ไปร่วมกิจกรรมนี้ด้วย

🧡 สส. นัท ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ชวนมองทะลุซอฟต์พาวเวอร์รัฐบาล สู่การขับเคลื่อนนโยบายศิลปวัฒนธรรม ภาพยนตร์ หนังสือ และเกม คู่ขนานกันทั้งในและนอกสภา เพื่อให้เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมาย

🧡 นิ้ง อรวรา คงไพบูลย์ พาไปสำรวจคำถามชวนคิด "ใครคือเจ้าของวัฒนธรรม?" ถอดบทเรียนการปกป้องอัตลักษณ์และสิทธิทางวัฒนธรรมจากชนเผ่าเมารีนิวซีแลนด์

🧡 ปลายฝน ปินดา ปุโรทกานนท์ ชวนวิเคราะห์บทเรียนความเหลื่อมล้ำจากอิตาลีตอนใต้ สู่การออกแบบยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ของไทย เพื่อให้รายได้กระจายถึงมือคนสุราษฎร์ได้จริง

🧡 ไปป์ ฆนัท นาคถนอมทรัพย์ ชี้เป้า "คอขวด" เชิงโครงสร้างทั้งเรื่องกฎหมาย งบประมาณ และระบบราชการ ต้องคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการ

🥚🍳 Workshop "โมเดลไข่เค็มไชยา" เราชวนทุกคนแบ่งกลุ่มเพื่อระดมสมองออกแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ตอบโจทย์ 3 ข้อ

1⃣ไข่แดง: สินค้าและบริการสร้างสรรค์ในท้องถิ่น
2⃣ ไข่ขาว: ออกแบบกลไกท้องถิ่นใหม่ ในฐานะหน่วยงานที่ใกล้ตัวเราที่สุด
3⃣ ดินจอมปลวก: กฎหมายและระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคและต้องเอาออกไปไข่แดงของเราถึงจะสดใสสวยงาม

เพื่อเตรียมดันของดีสุราษฎร์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมพุมเรียง ไข่เค็มไชยา ประเพณีชักพระ หรือมะพร้าวสมุย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและไปต่อในเวทีสากล

ขอบคุณทีมพรรคประชาชนสุราษฎร์ธานี และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยนพลังความคิดกันในวันนั้น มาร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตจากรากฐานไปด้วยกัน ✊🎨

ค่ำวันที่ 25 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นของบราซิล ช่วงแรกของการนับคะแนนเลือกตั้งรอบที่สอง หน้าจอโทรทัศน์และเว็บไซต์ข่าวต่างรา...
26/10/2026

ค่ำวันที่ 25 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นของบราซิล ช่วงแรกของการนับคะแนนเลือกตั้งรอบที่สอง หน้าจอโทรทัศน์และเว็บไซต์ข่าวต่างรายงานผลไปในทิศทางเดียวกัน ฟลาวิโอ นักการเมืองซีกขวาจัด มีคะแนนนำอยู่

ถ้าคุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องความเท่าเทียม เชื่อในประชาธิปไตย และอยากเห็นรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาคงเป็นช่วงเวลาที่สิ้นหวังและท้อแท้พอสมควร

พวกเราฝ่ายก้าวหน้านั่งมองปรากฏการณ์ “ขวาหัน” ที่พัดผ่านไปทั่วโลก ราวกับคลื่นลมที่ไม่มีวันหยุดยั้ง ผู้สมัครที่ได้รับการหนุนหลังอย่างเป็นทางการจากโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะติดๆ กันทั้งในโคลอมเบีย อาร์เจนตินา และเปรู นักวิเคราะห์หลายคนเริ่มออกมาชี้ว่าบราซิลนี่แหละที่จะเป็นโดมิโนตัวต่อไป

และเมื่อผลการเลือกตั้งรอบแรกออกมา ความหวาดกลัวนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นจริงทุกประการ ฟลาวิโอ โบลโซนารู กวาดไปได้ 47.03% นำหน้าลูลาที่ทำได้ 45.16% แถมพรรค PL ของตระกูลโบลโซนารู ยังกวาดที่นั่งในวุฒิสภาเพิ่มจาก 9 เป็น 28 ที่นั่ง กลายเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดในสภาสูงอย่างเด็ดขาด

ช่วงเริ่มนับคะแนนนเมื่อคืนนี้ ความรู้สึกเดิมๆ แล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ... ความรู้สึกที่ว่า "เรากำลังจะแพ้อีกแล้ว" แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลขค่อยๆ ขยับ ลูล่าเริ่มขยับไล่ขึ้นมา ทีละเปอร์เซ็นต์ ทีละแสนเสียง จนกระทั่งปิดฉากลงด้วยคะแนน 51.8% ต่อ 48.2% ห่างกันราวๆ 4 ล้านเสียง

นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่มันคือสถิติที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองบราซิล เพราะนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989 ที่ผู้สมัครซึ่ง "แพ้ในรอบแรก" สามารถพลิกกลับมาชนะได้อย่างสมบูรณ์แบบในรอบสอง ทั้งๆ ที่โพลชุดสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งพากันประสานเสียงว่าฟลาวิโอจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน

ทุกสำนัก ทุกทฤษฎี ทุกเครื่องมือที่ควรจะทำนายอนาคตได้ พากันล้มเหลวและทายผิดพลาดกันหมด เพียงเพราะผู้คนจำนวนมากไม่ได้ออกไปลงคะแนนในรอบแรก แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่สองพวกเขาต่างพากันออกมาโหวตเพื่อเปลี่ยนอนาคตประเทศ

ตลอดหลายปีมานี้ มีคนพยายามสร้างภาพจำว่า "คลื่นขวาใหม่" คือสัจธรรมของการเมืองในยุคนี้ พูดเหมือนกับว่าผู้คนบนโลกใบนี้ได้เปลี่ยนความเชื่อพื้นฐานไปหมดแล้ว และไม่มีวันหวนกลับมามองความคิดแบบก้าวหน้าอีกต่อไป

แต่บราซิลเพิ่งจะตบหน้าทฤษฎีนั้นอย่างแรง ชายวัย 80 ปีที่ใครๆ ต่างพากันปรามาสว่าพ้นยุคสมัยไปแล้ว ยังคงสามารถกลับมาชนะการเลือกตั้งในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาได้จริงๆ

เขาผ่านทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุดของชีวิตมาแล้ว เคยทั้งชนะการเลือกตั้ง และเคยถูกจำคุกอยู่เกือบสองปีในคดีที่เจ้าตัวยืนยันมาตลอดว่ามีเบื้องหลังทางการเมือง แถมรอบนี้ต้องบากหน้ากลับมาลงเลือกตั้งท่ามกลางเสียงนินทาและคำดูถูกว่าอายุมากเกินกว่าจะทำอะไรได้

สิ่งที่ฝ่ายก้าวหน้ามักจะลืมกันอยู่เสมอก็คือ การเมืองในระบบประชาธิปไตยไม่ได้ตัดสินกันในเกมเดียว แต่มันคือ "เกมยาว" ที่มีพื้นที่ให้คนที่ยังคงยืนหยัดอยู่ในสนาม มากกว่าคนที่ยอมแพ้และเดินออกจากสนามไปก่อน

ทุกครั้งที่ฝ่ายก้าวหน้าแพ้เลือกตั้ง แล้วเรายังคงเดินหน้าต่อ มันคือการเปิดโอกาสให้ "ความคิดแบบก้าวหน้า" ได้ค่อยๆ ซึมลึก ลงหลักปักฐานอยู่ในจิตใจของผู้คนทีละเล็กทีละน้อย เพื่อรอวันเติบโต

แล้วอะไรคือสิ่งที่พลิกเกมให้ลูล่ากลับมาชนะได้?

ถ้าย้อนกลับไปดูรอบแรก เหตุผลที่ลูล่าแพ้ ไม่ใช่เพราะผลงานเศรษฐกิจแย่ทั้งหมด ในความเป็นจริง อัตราการว่างงานในเวลานั้นต่ำ และอัตราเงินเฟ้อก็เริ่มชะลอตัวลงแล้วด้วยซ้ำ แต่ความไม่พอใจในค่าครองชีพที่ยังคงสูงลิ่ว ได้กลายเป็นกำแพงบดบังไม่ให้ประชาชนรับรู้ถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกโจมตีว่า ลูล่านั้นอ่อนข้อให้กับปัญหาอาชญากรรม

สิ่งที่พลิกสถานการณ์ในรอบสอง คือ การกลับไปพูดคุยกับผู้คนที่กำลังเหนื่อยล้ากับค่าครองชีพ มันคือการทำงานหนักเพื่อระดมคนที่เคย "งดออกเสียง" ในรอบแรก ให้เห็นความสำคัญและยอมออกจากบ้านมาเข้าคูหา มันคือการตั้งโจทย์และวางตัวเลือกให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดว่า นี่คือการเลือกอนาคตของประเทศ ไม่ใช่แค่การออกไปลงโทษรัฐบาลเดิม

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ของลูล่า คือ ประชาชนเกือบ "ครึ่งประเทศ" ลงคะแนนเลือกอีกฝ่าย ผู้คนที่กังวลเรื่องอาชญากรรม และคนที่กลัวเรื่องค่าครองชีพจนต้องเลือกฝ่ายขวา พวกเขาต่างมีเหตุผลในมุมของเขาเองที่จะรู้สึกแบบนั้น

ถ้าอยากจะรักษาชัยชนะนี้ให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า สามารถทำให้เศรษฐกิจและชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้จริง เพราะถ้าทำไม่ได้... ผู้คนที่ยอมเปิดใจและให้โอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนใจกลับไปเลือกอีกฝ่ายได้เสมอในการเลือกตั้งครั้งหน้า

บราซิลไม่ได้ให้สูตรสำเร็จที่เอามาใช้กับไทยได้ทันที บริบทการเมืองของสองประเทศต่างกัน แต่สิ่งที่เอามาปรับใช้ได้คือบทเรียน 3 ข้อ

ข้อแรก การเมืองประชาธิปไตยเป็นเกมยาว กระแสธารความคิดก้าวหน้าในสังคมไทยไม่ได้หายไปเพราะแพ้การเลือกตั้งหนึ่งครั้ง แต่มันค่อยๆ ซึมลงไปในใจผู้คน และรอวันที่คนที่ยังคงยืนอยู่ในสนามมารับช่วงต่อ

ข้อสอง ชัยชนะไม่ได้มาจากการอธิบายให้คนเข้าใจอุดมการณ์มากขึ้น แต่มาจากการกลับไปฟังคนที่เหนื่อยล้ากับปัญหาทางเศรษฐกิจ และตอบให้ได้ว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาที่คนหาเช้ากินค่ำต้องดิ้นรนหาคำตอบกันเอาเองในทุกวัน

ข้อสาม คนที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่คือคนที่ยังไม่เห็นว่าการเมืองเกี่ยวกับชีวิตเขาตรงไหน และนี่คือจุดที่ศิลปะและวัฒนธรรมทำงานได้ดีที่สุด เพราะสามารถทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และมีที่ทางให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ

โจทย์ของฝ่ายก้าวหน้าไทยที่ต้องแก้ให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่ใช่แค่เราจะชนะได้ยังไง แต่ต้องคิดต่อไปว่าเราจะยังยืนหยัดอยู่ในสนามต่อไปได้นานแค่ไหน และเราพร้อมจะเปิดพื้นที่ให้กับผู้คนที่ยังไม่เคยเข้ามาได้หรือไม่

18/10/2026

คลิปบรรยากาศงาน "ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1" มาแล้ว 🎥✨ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และประเด็นแลกเปลี่ยนเรื่องวงการหนังสือแบบเข้มข้น 🔥 ขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่มาร่วมสร้าง Community การอ่านไปด้วยกัน 📚💖

ผ่านพ้นไปแล้วด้วยความอบอุ่นและประทับใจกับงาน "ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1" 📖"ปราปต์: วายขม รักหม่น สืบสวนสะท้อนความจริง" บรรย...
18/10/2026

ผ่านพ้นไปแล้วด้วยความอบอุ่นและประทับใจกับงาน "ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1" 📖"ปราปต์: วายขม รักหม่น สืบสวนสะท้อนความจริง" บรรยากาศในวันนี้เป็นกันเองมากๆ

📌 สรุปประเด็นแลกเปลี่ยน

สร้างวัฒนธรรมการอ่าน: ส่งเสริมห้องสมุดชุมชน, ร้านหนังสือเช่า, ร้านหนังสืออิสระ และสำนักพิมพ์ รวมถึงการทำระบบรีวิวและการส่งต่อหนังสือเพื่อสร้างฐานนักอ่านใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษานักอ่านเดิม

การขายหนังสือ & ราคาที่เป็นธรรม: เสนอให้กำหนดราคาขาย (ทั้งหน้าร้าน - ออนไลน์) ให้เท่ากัน เพื่อป้องกันการผูกขาด และเปิดทางให้ผู้อ่านเลือกเสพเนื้อหาตามเวลาและความชอบ

สถาบันหนังสือ & กองทุนพัฒนา: เสนอให้มีกองทุนและคณะกรรมการดูแล ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือให้อยู่รอดได้

ทีมงานขอขอบคุณ คุณปราปต์ ที่มาร่วมวงเสวนาและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมา เบื้องหลังการทำงานหนังสือแต่ละเล่มแบบ No Filter ตรงไปตรงมา ช่วยปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคน 🧸✨ ขอขอบคุณ พี่เพชร และ พี่เลิศ เจ้าของสถานที่ใจดีแห่ง House of Commons (HOC) 🏡☕️ และที่สำคัญที่สุดขอบคุณ นักอ่านทุกคน ที่เดินทางมาร่วมงาน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อช่วยกันผลักดันและพัฒนาวงการหนังสือไปด้วยกัน

กิจกรรมหน้าเราจะปรับรูปแบบเป็นงาน "อ่านหนัง ฟังหนังสือ" โดยจัดดูหนังและอ่านหนังสือ สลับกันเดือนละ 1 ครั้ง เปิดพื้นที่ให้กับทุกคนร่วมได้มาพบปะ พูดคุยกันได้อย่างต่อเนื่อง 🎬📚

🎬 อ่านหนัง ฟังหนังสือ ครั้งที่ 1: วันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.

17/10/2026

ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1 กับคุณปราปต์

15/10/2026

📖 จากนิยายดัง 🧸💫 สู่การตั้งคำถามถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม ⁉

ปีกวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พรรคประชาชน ชวนทุกคนมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองการเมืองผ่านงานวรรณกรรมในกิจกรรม ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1 "ปราปต์: วายขม รักหม่น สืบสวนสะท้อนความจริง"

🗓 วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569
⏰ เวลา: 09:30 - 16:00 น.
📍 สถานที่: House of Commons (HOC)
🔗 ลงทะเบียน: https://act.peoplesparty.or.th/event/176217/

📚🔍 มาค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดไปด้วยกัน

เสียงจากกองถ่ายดังขึ้นอีกครั้ง นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นที่ผ่านมาพวกเราทำงานสองทางไปพร้อมกัน ในสภา สส....
14/10/2026

เสียงจากกองถ่ายดังขึ้นอีกครั้ง นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ที่ผ่านมาพวกเราทำงานสองทางไปพร้อมกัน ในสภา สส. จากปีกวัฒนธรรมและปีกแรงงานร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์ ฉบับพรรคประชาชน นอกสภา เราเปิดพื้นที่ให้กับ สหภาพ สมาคม และคนทำหนังรุ่นใหม่ มาบอกปัญหาจริงจากหน้างาน
ข้อสรุปเบื้องต้นจากการออกแบบมาตรฐานสัญญาจ้าง คือ กำหนดเพดานชั่วโมงทำงาน การมีเวลาพักกองระหว่างวันถ่าย (Turnaround) และมีค่าปรับหากละเมิด รวมไปถึงการกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลมาตรฐานความปลอดภัยในกองโดยเฉพาะ
เพราะแรงงานกองถ่ายคือผู้ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ตัวจริง อนาคตของวงการภาพยนตร์ไทยจะก้าวหน้าได้ ต้องเกิดจากคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนเหล่านี้
#ปีกวัฒนธรรม #แรงงานกองถ่าย

📚 เชิญมิตรรักนักอ่าน และแฟนหนังสือ “ปราปต์” ร่วมกิจกรรม Book Club ล้อมวงอ่าน และเสวนาร่วมกับคุณปราปต์ นักเขียนเจ้าของผลง...
08/10/2026

📚 เชิญมิตรรักนักอ่าน และแฟนหนังสือ “ปราปต์” ร่วมกิจกรรม Book Club ล้อมวงอ่าน และเสวนาร่วมกับคุณปราปต์ นักเขียนเจ้าของผลงานนวนิยายหลากหลายแนว ทั้งสืบสวน โรแมนติก นิยายวาย สยองขวัญ ไซไฟ และไลต์โนเวล!
พบปะคุณปราปต์ ร่วมพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ เรื่องประสบการณ์เขียน แนวคิดในการทำงาน การค้นหาไอเดีย การทำต้นฉบับหนังสือ ฯลฯ ภายใต้ผลงานตัวอย่าง เช่น
📘 คุณหมีปาฏิหาริย์
📙 ลิงพาดกลอน / อโศกสาง / ศพหกเหียน
📗 คาธ
📕 บิงโก เกมฆาตกร
📔 กาหลมหรทึก
กิจกรรม ประชาชนอ่าน ครั้งที่ 1
“ปราปต์: วายขม รักหม่น สืบสวนสะท้อนความจริง”
📍 ณ ร้านหนังสืออิสระ House of Commons (HOC)
https://maps.app.goo.gl/13WaCFaWnTdUY92SA
📆 วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เวลา 9.30-16.00 น.
ลงทะเบียนร่วมงาน
https://act.peoplesparty.or.th/event/176217/
#ปราปต์ #นิยายไทย
#อุตสาหกรรมหนังสือ

🎬 เมื่อประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ถูกทำให้เงียบในตำราเรียน “ภาพยนตร์” จึงกลายเป็นประจักษ์พยานและพื้นที่ทวงคืนความทรงจำ 📽 ปีกวั...
07/10/2026

🎬 เมื่อประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ถูกทำให้เงียบในตำราเรียน “ภาพยนตร์” จึงกลายเป็นประจักษ์พยานและพื้นที่ทวงคืนความทรงจำ
📽 ปีกวัฒนธรรมฯ ชวนติดตามภาพยนตร์ที่สะท้อนบาดแผลทางการเมืองไทย แนะนำโดย สส. นัท - ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา อีกหนึ่งกำลังสำคัญของพวกเราในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
🍿 จากความรัก ไซไฟ เรื่องผี หนังเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแค่ในฐานะการรำลึก แต่คือการตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และสิทธิในการเล่าอดีตของสังคมไทย

[ชวนดูภาพยนตร์ 5 เรื่อง สะท้อนเหตุการณ์ 6 ตุลา]
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะ “อดีต” แต่ยังเป็นบาดแผลทางการเมืองที่วนกลับมาหลอกหลอนสังคมไทย ผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่าของผู้รอดชีวิต พื้นที่รำลึก และภาพยนตร์ ธงชัย วินิจจะกูล (2568) เรียกว่าภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” (Unforgetting) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์อันอึดอัดระหว่างสังคมไทยกับเหตุการณ์ “6 ตุลาฯ” ซึ่งไม่ได้ถูกจดจำและคลี่คลายอย่างเป็นธรรม แต่ก็ไม่เคยหายไปไหน
เมื่อพื้นที่ในตำราเรียนถูกจำกัด “ภาพยนตร์” จึงกลายมาเป็นประจักษ์พยานและพื้นที่ทวงคืนความทรงจำ ภาพยนตร์จึงไม่จำเป็นต้องเล่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แบบตรงไปตรงมาเสมอไป บางเรื่องเล่าผ่านความรัก บางเรื่องผ่านไซไฟ ความฝัน หรือผี แต่ทั้งหมดชวนให้เราถามคำถามร่วมกันว่า ใครมีสิทธิเล่าประวัติศาสตร์ ความรุนแรงถูกทำให้เงียบได้อย่างไร และถ้าอดีตไม่เคยได้รับความยุติธรรม มันจะกลับมาปรากฏในปัจจุบันแบบใด ภาพยนตร์เหล่านี้อาจจัดเป็น “เรื่องเล่าเดือนตุลาชุดที่ 2” ซึ่งหมายถึงเรื่องเล่าของ “คนรุ่นหลังเดือนตุลา” ที่พยายามครุ่นคิดต่อ “คนเดือนตุลา” ตามนิยามของกนกรัตน์ เลิศชูสกุล (มติชน, 2563)
วันนี้ผมขอแนะนำ 5 ภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ครับ
1. October Sonata รักที่รอคอย (2552)
ภาพยนตร์ผลงานกำกับและเขียนบทโดย สมเกียรติ วิทุรานิช เล่าเรื่องราวความรักขนานไปกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านชีวิตของ "รวี" นักศึกษากิจกรรมทางการเมือง และ "แสงจันทร์" หญิงสาวโรงงานทอผ้าผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งทั้งสองนัดพบกัน ณ บางแสน ในวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปี โครงเรื่องใช้เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และผลกระทบหลังโศกนาฏกรรมเป็นฉากหลังสำคัญที่เข้ามาผันผวนชีวิต ความฝัน และอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ตัวภาพยนตร์จึงใช้มิติความรักและการรอคอยเป็นอุปลักษณ์ในการบันทึกและส่งผ่านบาดแผลของ "คนเดือนตุลา" ในยุคเปลี่ยนผ่าน ด้วยการมองประวัติศาสตร์จากระดับ “ชีวิตประจำวัน” ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย แสดงให้เห็นว่าความรุนแรงทางการเมืองได้ส่งผลต่อชีวิต ความฝัน และอุดมการณ์ของผู้คนในชีวิตประจำวันอย่างไร (คนมองหนัง, 2558; คนมองหนัง, 2563; อธิบดี ตั้งก้องเกียรติ, 2567)
2. เชคสเปียร์ต้องตาย - Shakespeare Must Die (2555/เผยแพร่ได้ในปี 2567)
ภาพยนตร์ดัดแปลงจาก Macbeth ของวิลเลียม เชกสเปียร์ แต่ใช้เรื่องราวการแย่งชิงอำนาจ ความหวาดระแวง และความคลั่งอำนาจ เพื่อวิพากษ์การเมืองไทยร่วมสมัย ใช้สไตล์การเล่าเรื่องแบบเว้นระยะห่างเพื่อตั้งคำถามต่อ "นิมิตและภาพหลอน" ของเผด็จการ (อมต โชติพันธุ์, 2567) ช่วงท้ายของเรื่องมีการนำภาพฟุตเทจเหตุการณ์จริงและฉากจำลองการทารุณกรรมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เช่น ฉากการใช้อาวุธและเก้าอี้พับฟาดศพ มาใช้ประกอบในเรื่อง ซึ่งถูกห้ามเผยแพร่ในปี 2555 ด้วยเหตุว่าอาจก่อให้เกิดความแตกแยก ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะเพิกถอนคำสั่งห้ามในปี 2567 (Today, 2567) กรณีนี้สะท้อนว่าการควบคุมภาพยนตร์คือการกำหนดว่าอะไรพูดได้ อะไรเห็นได้ และอดีตแบบใดที่สังคม “ควร” จดจำตามที่ผู้มีอำนาจพึงประสงค์
3. ดาวคะนอง - By the Time it Gets Dark (2559)
ผลงานของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ไม่ได้ “สร้างภาพแทน” เหตุการณ์ 6 ตุลาแบบสารคดี แต่พาเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของความทรงจำที่แตกกระจาย ภาพยนตร์ชี้ให้เห็นว่าแม้ภาพถ่ายและภาพยนตร์จะช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ภาพก็สัมพันธ์กับอำนาจ การคัดเลือก และการตีความเสมอ (Holton, 2022) ชุติมา ประกาศวุฒิสาร (2568) ได้วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นการบอกเล่าถึง 6 ตุลาฯ สำหรับคนรุ่นหลังที่ได้เปลี่ยนผ่านจากภาพเหตุการณ์ปราบปราม ไปสู่สภาวะอารมณ์ ความหลอน และแรงสะเทือนที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน ในลักษณะของ “ผี” แม้เหตุการณ์จะจบไปแล้ว แต่มันยังคงวนเวียน หลอกหลอน ภาพยนตร์ไม่ได้ให้ข้อสรุปที่ชัดเกี่ยวกับ 6 ตุลา หากแต่ทำให้ผู้ชมเผชิญกับความไม่สมบูรณ์ของความทรงจำ ความเงียบที่พูดไม่ได้ และอดีตที่ยังไม่คลี่คลาย ธงชัย วินิจจะกุล (2568) มองว่าเป็นการอุปมาว่าวิถีชีวิตปกติสามัญของคนไทยที่ลอยล่องไปกับถ้อยคำโกหกและการหลงลืม ทว่าความจริงแล้วเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ยังคงหลอมรวมและดำรงอยู่ในตัวตนของคนไทยทุกคนในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งคนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทัน
4. ตาคลี เจเนซิส - Taklee Genesis (2567)
ภาพยนตร์ไซไฟและการข้ามเวลา เชื่อมโยงบาดแผล 6 ตุลาฯ ผ่านฉากการระดมยิงใส่นักศึกษา เสียงปลุกระดมจากสถานีวิทยุยานเกราะ ภาพเด็กยืนหัวเราะใต้ต้นมะขาม และตัวละครนักศึกษาชื่อ "ก้อง" ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็นที่มีฐานทัพสหรัฐฯ มาตั้งในไทย และผลกระทบที่ทอดยาวจากอดีตสู่อนาคต ผู้กำกับ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล อธิบายว่าเขาต้องการเล่าผลที่ตกค้างหลังสงครามเวียดนาม รวมถึงร่องรอยของฐานทัพสหรัฐฯ และสงครามเย็นในประเทศไทย (Prachatai English, 2024) การวาง 6 ตุลาไว้ในเรื่องไซไฟช่วยให้เรามองเห็นว่าบาดแผลทางการเมืองมี “เวลา” ของมันเอง สิ่งที่ถูกปิดทับในอดีตอาจส่งผลต่อชีวิตผู้คนหลายรุ่น ความเชื่อมโยงระหว่าง 6 ตุลา สงครามเย็น และอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศยังสอดคล้องกับข้อเสนอของ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (2559) ที่ชวนให้มองรัฐประหาร 6 ตุลาในกรอบความขัดแย้งทางสังคม วัฒนธรรม และบริบทการเมืองยุคสงครามเย็น
5. ผีใช้ได้ค่ะ - A Useful Ghost (2568)
รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ใช้ตลกร้าย เหนือจริง และเรื่องผี เพื่อพูดถึงความรัก ชนชั้น แรงงาน มลพิษ การกดทับ และความทรงจำทางการเมือง ด้วยการร้อยเรียงสภาวะผีเข้ากับความรุนแรงโดยรัฐ ทั้งเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 และพฤษภา 2553 โดยมีตัวละครผู้นำรัฐบาลที่พยายามใช้การไล่ผีเพื่อบังคับให้ประชาชนลืมเลือนวิญญาณเหล่านั้น เมื่อความตายไม่ได้รับการอธิบาย ความสูญเสียไม่ได้รับการเยียวยา และคนมีอำนาจพยายามทำให้อดีตเงียบหาย “ผี” ก็กลายเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ยอมรับฟัง แต่ตราบใดที่คนเป็นยังคงจดจำ ผีก็จะไม่สูญหายไป และหวนกลับมาประท้วงท่ามกลางความเงียบงันในปัจจุบัน แม้รัฐจะพยายามสร้างสภาวะการลืมเลือนร่วมกัน (Collective Amnesia) ดังที่ ธงชัย วินิจจะกุล (2568) เสนอไว้ว่า อดีตที่ไม่อาจถูกทำให้ลืมอย่างสมบูรณ์จะยังปรากฏอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เสมอ สภาวะดังกล่าวเรียกว่า “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” (Unforgetting) ที่ผู้กำกับได้เลือกนำมาใช้ (Lozano, 2025)
.
ทั้ง 5 เรื่องไม่ได้แทนกันได้ และไม่ได้ต้องการให้ผู้ชม “เข้าใจ 6 ตุลา” ผ่านคำตอบชุดเดียว การดูภาพยนตร์เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการรำลึก หากเป็นการฝึกตั้งคำถามต่อความรุนแรงโดยรัฐ ต่อสิทธิในการเล่าอดีต และต่อวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ทำให้บาดแผลทางการเมืองยังไม่สามารถสมานได้ ใครเคยดูเรื่องไหนแล้ว หรือมีฉากไหนที่สะเทือนใจ มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ 👇
#นัทณพัฎน์
#พรรคประชาชน
#ธนบุรี #คลองสาน #ราษฎร์บูรณะ

ที่อยู่

Bangkean
Bang Khen
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ People's Culture โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์