ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ หนองจอก

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ หนองจอก

แชร์

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ หนองจอก ย?

30/05/2026

วิธีดูแลตัวเองหลังโดนฝน

ข้อที่ 1 รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกฝนออก

ขั้นตอนแรกหลังจากโดนฝนเลยก็คือรีบถอดเสื้อผ้าไปซักหรืออาจจะเอาไปผึ่งให้แห้งก่อนนั่นเองค่ะ วิธีการนี้ดูเป็นอะไรที่เบสิคมาก ๆ ใคร ๆ ก็ทำนะคะ แต่ว่ามีหลายคนเลยที่เปียกฝนแล้วไม่ยอมรีบเปลี่ยนเสื้อหรือถอดเสื้อออก การทำแบบนี้อาจจะทำให้เราเป็นโรคปอดบวม เป็นไข้ เป็นหวัดหรืออาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนังได้ เนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาต้องโดนอากาศ มลภาวะในอากาศแล้วมาหยดลงบนตัวเรา การที่เรายังใส่เสื้อพวกนี้ไม่ยอมรีบถอด ก็อาจจะทำให้เชื้อโรค แบคทีเรียมันเล่นงานให้ป่วยได้นะคะ รู้แบบนี้แล้วใครสะดวกซักก็ซักเลยนะคะ แต่ถ้าใครยังไม่สะดวกก็ผึ่งให้แห้งหน่อยแล้วตอนที่ว่างก็ค่อยมาซัก อย่าเอาผ้าเปียกไปกอง ๆ รวมกันนะคะ ไม่งั้นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราจะถามหาได้

ข้อที่ 2 รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

หลังจากถอดเสื้อผ้าออกแล้วเราก็ต้องไปอาบน้ำต่อเลยค่ะ สิ่งนี้ก็สำคัญมาก ๆ นะคะ อย่างที่บอกไปว่าฝนที่ตกลงมามันไม่ได้สะอาด อาจจะเก็บเอาพวกมลภาวะ เชื้อโรคต่าง ๆ แล้วมาหยดลงบนผิวเรา แม้ว่าจะไม่โดนฝนตรง ๆ เพราะมีเสื้อผ้าคอยซับน้ำไว้แต่มันก็โดนผิวเราอยู่ดีนะคะ ไหนจะจุดซ่อนเร้นที่อาจจะอับชื้นหรืออาจจะได้รับเชื้อโรคจนติดเชื้อได้ด้วย ดังนั้นเราจะต้องอาบน้ำด้วยการใช้สบู่ในการทำความสะอาดผิว ซึ่งเดี๋ยวนี้เขามีสูตรทำความสะอาดล้ำลึกถึงขั้นขจัดฝุ่น P.M 2.5 ได้ด้วยนะคะ เลือกสูตรที่เหมาะกับผิวและการใช้งานได้เลย

ข้อที่ 3 สระผมให้สะอาดแม้โดนแค่ละอองฝน

นอกจากอาบน้ำถูสบู่ให้ผิวสะอาดแถมหอมฉุยแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญม้ากกก~ ก็คือการสระผมนะคะ แม้ว่าบางคนอาจจะใส่เสื้อกันฝนหรือกางร่มแล้ว แต่ละอองฝนก็ยังมีกระเด็นหรือมีมาโดนผมแน่ ๆ เป็นแบบนี้ก็ต้องสระผมนะคะ เหตุผลเหมือนเดิมเลยค่ะ ฝนไม่ได้สะอาดถ้าไม่ทำความสะอาดมันก็จะติดอยู่บนนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วอาจจะทำให้เราได้รับเชื้อโรคทางใดทางหนึ่งได้ด้วย ยิ่งคนที่โดนฝนตรง ๆ แบบหัวเปียกเป็นลูกหมาแล้วต้องสระผมเลยนะคะ เพราะนอกจากฝนจะไม่สะอาดทำให้เราป่วยได้แล้ว ยังมีเรื่องของอุณหภูมิร่างกายกับเม็ดฝนด้วยนะคะ อย่างที่รู้ว่าฝนตกจะค่อนข้างเย็นถ้าตกลงบนหัวเราที่มีอุณหภูมิร่างกายอุ่น ๆ แล้วทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะทำให้เป็นไข้หรือเป็นหวัดได้ ควรเป่าผมให้แห้งทันที

ข้อที่ 4 ใส่เสื้อผ้าอุ่น ๆ หรือทำร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้

อาบน้ำ สระผม เป่าผมให้แห้งแล้วก็หาเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่เลยค่ะ อากาศช่วงหน้าฝนมักจะเย็นสบายนะคะ ถ้าไม่ทำให้ร่างกายของเราอบอุ่นมากขึ้นก็อาจจะทำให้เราป่วยได้เหมือนกันและ... ถ้าฝนตกหนักจนอากาศหนาวไม่ไหวแล้วอยากให้บ้านอุ่นขึ้น เราแนะนำให้เปิดแอร์เลยค่ะ หลายคนอาจจะเอ๊ะ? มันช่วยอะไร คือแบบนี้ค่ะ แอร์คือเครื่องปรับอากาศ ประเทศไทยบ้านเราจะชินกับการปรับให้มันอากาศเย็นแต่จริง ๆ เรามันสามารถปรับให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นได้ ด้วยการเปิดแอร์ที่อุณหภูมิสูง ๆ อาจจะเปิดสัก 27-28 องศาเซลเซียสประมาณนั้นนะคะ หรือถ้าใครไมอยากเปลืองไฟก็แนะนำว่าใส่ถุงเท้า เสื้อแขนยาว เสื้อกันหนาว กางเกงขายาวแล้วห่มผ้าหนา ๆ จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นดีขึ้น

ข้อที่ 5 ถ้ายังไม่มีอาการป่วย "ห้าม" กินยาดัก!

มาถึงข้อที่เชื่อว่าหลายคนเคยทำนะคะ นั่นก็คือ " การกินยาดัก " ใครไม่เคยถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ถ้าใครเคยขอให้รู้ไว้เลยว่าเป็นความเข้าใจผิดสุด ๆ ค่ะ คือการกินยาพารา ยาแก้แพ้อากาศเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ไม่ให้เป็นหวัดมันไม่สามารถทำได้เลยค่ะ คือยามันจะไปช่วยบรรเทาอาการที่เราเป็นให้ดีขึ้น ถ้าเราไม่ได้เป็นอะไร ยามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกันค่ะ ดังนั้นถ้าตากฝนหรือโดนฝนมาแล้วร่างกายไม่มีอะไรผิดแปลกไป ไม่ตัวร้อน ไม่ปวดหัว ไม่จาม ไม่ไอ ไม่เจ็บคอก็ไม่ต้องกินยาดักนะคะ

ข้อที่ 6 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่ายาก็คือการพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ อย่างที่เรารู้ ๆ กันนะคะว่าร่างกายเราถ้านอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและอาจจะทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้น ดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าเราโดนฝนมาก็ให้รีบนอนหรือเช็คเวลาเพื่อทำการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 - 10 ชั่วโมงนะคะ ใครนอนอิ่มแค่ไหนก็ตั้งไว้ตามนั้นเลย ถ้าเรานอนพอสมองเราก็จะปลอดโปร่ง ความจำดี ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย ๆ ด้วย รู้แบบนี้แล้วทุกคนก็พยายามอย่านอนดึกถ้าไม่จำเป็นนะคะ

ข้อที่ 7 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เพียงพอ

และที่สำคัญต้องการทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เพียงพอนั่นเองค่า สุขภาพเราจะแข็งแรงพร้อมสู้กับอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนตับแตก เดี๋ยวเย็นเพราะฝนตกหนักได้ ก็ต้องมีสุขภาพดีจากข้างในก่อนนะคะ การทานอาหารที่มีประโยชน์ก็คือการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่มัน ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยวและไม่เผ็ดเกินไป มีผักและผลไม้ทานเสริมเข้าไป แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำให้ครบ2 ลิตร ในแต่ละวันด้วยนะคะ เพราะมันจะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น สดชื่น ผิวชุ่มชื้น ขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

29/05/2026

ปลาซาบะ เทรนด์ของคนรักสุขภาพ เป็นอาหารประเภทโปรตีนที่จัดว่าเกาะกระแสของอาหารสุขภาพอันดับต้นๆ ได้ประโยชน์สูง และไม่อ้วน เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ

เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาถูก เนื้อปลามีโปรตีนสูง แคลอรี่ต่ำ เคี้ยวง่ายย่อยง่าย

ปัจจุบันคนหันมาสนใจและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น แนวโน้มการผลิตและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพจึงเพิ่มขึ้­­นตามมาอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ถือแนวคิดที่ว่า “การป้องกันดีกว่าการรักษา”

บางคนดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกาย บางคนดูแลสุขภาพโดยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์

มีหลายช่องทางในการเลือกรับประทานปลาซาบะ โดยสมัยนี้คนส่วนใหญ่จะเลือกรับประทาน ผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุด โดยการ สั่งอาหารออนไลน์ หรือ อาหาร Delivery จากร้าน อาหารอร่อยๆ ที่มีให้เลือกมากมาย สะอาดปลอดภัย อร่อยได้ง่ายๆ แถมยังสะดวกสบาย ประหยัดเวลา ไม่ต้องลงมือทำเอง ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่วัยทำงานได้เป็นอย่างดี

และอีกหนึ่งช่องทาง เหมาะสำหรับแม่บ้านที่ชอบเข้าครัว ทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ทั้งนี้การเลือกซื้อปลาเอง จะต้องมีวิธีเลือกซื้อ เพื่อให้ได้ ปลาที่สด และน่ารับประทาน ซึ่งปลาต้องมีลักษณะ ลูกตาต้องนูน ตาดำมีสีสดใส ส่วนของหลังมีสีน้ำเงินเป็นพื้น ส่วนท้องมีสีขาวเงิน หางปลามีสีดำ ลำตัวมีเมือกลื่นๆจับตัว เหงือกสีแดงอมชมพู ไม่มีกลิ่น และเนื้อต้องแน่น ลองใช้นิ้วกดที่กลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้วออก รอยยุบจะต้องกลับคืนสภาพเดิม เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การประกอบอาหารง่ายขึ้น เนื้อปลาไม่เปื่อย อย่าง ซาบะย่างซีอิ๊ว แกงส้มปลาซาบะ ต้มยำปลาซาบะ หรือจะเป็น ปลาซาบะย่างเกลือ กลายเป็นอาหารอันโอชะ อร่อยคุ้ม ละมุนลิ้น

ทำง่าย รับประทานง่าย และคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้
ทั้งถูกและดี ปลาซาบะ อีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสุขภาพ

27/05/2026

มะพร้าวกะทิเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ยังมีบางคนที่เข้าใจว่ามะพร้าวกะทิ คือมะพร้าวสำหรับทำน้ำกะทิ มีเนื้อที่คั้นกะทิออกมาได้ แต่ความจริงแล้ว มะพร้าวชนิดนี้ไม่มีน้ำกะทิให้คั้นออกมาได้ มีแต่เนื้อนุ่มๆ ที่หากได้ลิ้มลองแล้วต้องติดใจแน่นอน

“มะพร้าวกะทิ” คือ มะพร้าวที่มีเนื้อแก่อ่อนนุ่ม ฟู มีน้ำเหนียวข้น ตรงข้ามกับมะพร้าวทั่วไปที่เมื่อแก่แล้ว เนื้อจะแข็ง ไม่ฟู
มะพร้าวกะทิเกิดขึ้นจากอะไร ?

มะพร้าวกะทิ สามารถเกิดได้จากมะพร้าวทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าวแกงหรือมะพร้าวน้ำหอมก็ตาม แต่โอกาสเกิดขึ้นเองนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นลักษณะด้อยตามหลักพันธุศาสตร์ของเมนเดล แต่ละสวนเราอาจพบมะพร้าวกะทิเพียง 1-2 ต้นเท่านั้น
ทำไมมะพร้าวกะทิจึงมีเนื้อนิ่มฟู ?

ในเนื้อมะพร้าวจะมีคาร์โบไฮเดตรชนิด Galactomannan (กาแลคโตแมนแนน) อยู่ ซึ่งทำให้เกิดความข้นหนืด แต่สำหรับมะพร้าวทั่วไปสารชนิดนี้จะถูกเอนไซน์ Alpha-galactosidase (อัลฟา-กาแลคโตซิเดส) ทำให้แปรเปลี่ยนชนิดไป เมื่อมะพร้าวแก่ขึ้นเนื้อจึงแข็งจับตัวกันอยู่แยกส่วนกับน้ำ ทำให้น้ำมะพร้าวทั่วไปใสสะอาด ไม่เหนียวข้น
ส่วนมะพร้าวกะทินั้น ไม่มีเอนไซน์ชนิดนี้ ทำให้ Galactomannan (กาแลคโตแมนแนน) ยังคงมีอยู่ในมะพร้าวลูกนั้น แม้ว่ามะพร้าวจะแก่แล้ว เนื้อมะพร้าวก็จะฟูอ่อนนิ่ม ส่วนน้ำนั้นเหนียวข้น
คุณสมบัติของ Galactomannan (กาแลคโตแมนแนน)

Galactomannan มีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าโมเลกุลของน้ำ จึงไม่ละลายน้ำ แต่กระจายตัวอยู่ในน้ำเย็นได้ดี ทำให้น้ำเหนียวหนืด ซึ่งใช้เป็นสารเพิ่มความข้นหนืด (thickening agent) สารเพิ่มความคงตัว (stabilizing agent) สารนี้ทำให้น้ำกับน้ำมันผสมเข้ากันโดยไม่แยกตัว และเป็นสารก่อให้เกิดเจล (gelling agent) ได้
วิธีสังเกตมะพร้าวกะทิ

สังเกตง่ายๆที่การฟังเสียน้ำ หากเขย่ามะพร้าวลูกนั้นแล้วไม่มีเสียงคลอนน้ำ มะพร้าวลูกนั้นก็มีโอกาสเป็นกะทิสูงมาก

26/05/2026

คะน้า เป็นผักตระกูลกะหล่ำปลี มีก้านและใบสีเขียว สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและปรุงสุก มีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ไฟเบอร์ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน แร่ธาตุ ซึ่งอาจช่วยควบคุมความดันโลหิต มีกากใยช่วยเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ส่งเสริมสุขภาพกระดูกและผิว ป้องกันความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานคะน้าในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพในระยะยาว
คุณค่าทางโภชนาการของคะน้า
คะน้าต้มสุก 1 ถ้วย (ประมาณ 118 กรัม) ให้พลังงาน 42.5 กิโลแคลอรี่ และมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
• คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม
• ไฟเบอร์ 4.7 กรัม
• โปรตีน 3.5 กรัม
• แคลเซียม 177 มิลลิกรัม
• แมกนีเซียม 29.5 มิลลิกรัม
• ฟอสฟอรัส 49.6 มิลลิกรัม
• โพแทสเซียม 170 มิลลิกรัม
• โซเดียม 18.9 มิลลิกรัม
• วิตามินซี 21 มิลลิกรัม
• วิตามินเค 494 ไมโครกรัม
• วิตามินเอ 172 ไมโครกรัม
• เบต้าแคโรทีน 2,040 ไมโครกรัม
• ลูทีนและซีแซนทีน 5,880 ไมโครกรัม
นอกจากนี้ คะน้ายังมีสังกะสี ทองแดง เหล็ก แมงกานิส เบทาอีน วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟีนอล (Phenols) โพลีฟีนอล (Polyphenols) และกรดอัลฟาไลโปอิก (Alpha-lipoic acid) ซึ่งช่วยลดภาวะเครียดจากกระบวนการออกซิเดชัน (Oxidative stress) ที่เกิดจากอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์และเนื้อเยื่อ ทำให้โมเลกุลของดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงไป จนอาจส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพก่อนวัย และนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้
ปริมาณของคะน้าที่ควรรับประทาน
ผักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในมื้ออาหาร ควรรับประทานผักให้หลากหลายอย่างน้อย 400-500 กรัม/วัน เพื่อให้ได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ปริมาณพลังงานและสารอาหารในผักแต่ละชนิดอาจไม่เท่ากัน ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับชนิดของผัก ปริมาณที่บริโภค และวิธีในการประกอบอาหาร เช่น คะน้าต้มสุก 1 ถ้วย ให้ปริมาณวิตามินเอประมาณ 20% วิตามินมินซีมากกว่า 23% แคลเซียมประมาณ 15–18% และฟอสฟอรัสประมาณ 7% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ประโยชน์ของผักคะน้า
1. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด คะน้ามีโพแทสเซียมที่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ในคะน้ายังอาจช่วยลดระดับไขมันเลวในเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยปรับสมดุลของคอเลสเตอรอลรวมด้วย
2. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ จากงานวิจัย Antioxidants and diabetes ที่เผยแพร่ในวารสาร Indian Journal of Endocrinology and Metabolism เมื่อปีค.ศ. 2012 พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ ซึ่งในผักคะน้าประกอบด้วยวิตามินซีและกรดอัลฟาไลโนเลนิก (Alpha-linolenic acid) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ยังอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย
3. ลดความเสี่ยงมะเร็ง ผักใบเขียวมีคลอโรฟิลล์ที่ช่วยป้องกันการดูดซึมเอเทอโรไซคลิกเอมีน (Heterocyclic amines) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ได้จากเนื้อสัตว์ที่ย่างด้วยไฟแรง หรือย่างจนไหม้เกรียม และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียม และสารต้านอนุมูลอิสระในคะน้ายังอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยเฉพาะไฟเบอร์ที่อาจลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
4. เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร คะน้าเป็นผักฉ่ำน้ำและมีไฟเบอร์สูง จึงส่งผลดีต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก และโรคทางเดินอาหารบางชนิด
5. ส่งเสริมสุขภาพผมและผิว คะน้าอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการบำรุงรักษาเนื้อเยื่อ รวมทั้งสุขภาพผิวและเส้นผม อีกทั้งคะน้ายังมีวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างและรักษาคอลลาเจนที่จำเป็นต่อผิวหนัง ผม และกระดูก
6. ส่งเสริมสุขภาพตา คะน้าอุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน และสังกะสี ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสุขภาพตา และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาเสื่อมสภาพตามวัย ทั้งยังอาจช่วยป้องปัญหาต้อกระจก ต้อหิน ได้อีกด้วย
7. ส่งเสริมสุขภาพกระดูก แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผักคะน้ามีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก และการรับประทานวิตามินเคอาจช่วยป้องกันกระดูกแตกหักง่าย
ความเสี่ยงในการบริโภคผักคะน้า
แม้คะน้าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ แต่การรับประทานคะน้าก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนี้
• ผักคะน้าตามท้องตลาดอาจเสี่ยงปนเปื้อนยาฆ่าแมลง จึงควรล้างผักคะน้าให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ด้วยวิธีล้างผักแบบน้ำไหลผ่านประมาณ 2 นาที หรือล้างผักด้วยด่างทับทิมประมาณ 4-5 เกล็ดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่คะน้าทิ้งไว้ 10 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด
• หากรับประทานผักคะน้ามากเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Underactive thyroid) ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อปรับปริมาณการรับประทานผักคะน้าให้เหมาะสม
• ผู้ที่เป็นโรคไตอาจต้องจำกัดการรับประทานคะน้า เนื่องจากคะน้ามีโพแทสเซียมสูง และหากรับประทานโพแทสเซียมมากเกินไปอาจส่งผลให้ไตทำงานหนัก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
• ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Blood thinners) เช่น คูมาดิน (Coumadin) วาร์ฟาริน (Warfarin) อาจต้องจำกัดการรับประทานผักคะน้า เนื่องจากคะน้ามีวิตามินเคที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของยาได้

24/05/2026

การดื่มน้ำวันละ 8 แก้วทำให้สุขภาพดี เป็นสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ

วันนี้ "ชีวาทัย" มีทริคในการดื่มน้ำในแต่ละวันเพื่อช่วยให้สุขภาพดี จะมีวิธีการอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

แก้วที่ 1 - ดื่มหลังตื่นนอนทันที

การดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหลังตื่นนอนทันที ก่อนอาบน้ำและก่อนอาหารเช้าอย่างน้อย 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและกระตุ้นระบบขับถ่ายได้ดียิ่งขึ้น

แก้วที่ 2 - ดื่มหลังอาหารเช้า 1 ชม.

การดื่มน้ำหลังอาหารเช้าประมาณ 1 ชม. ช่วยให้ร่างกายได้ตื่นตัวเต็มที่ พร้อมเริ่มกิจกรรมต่างๆ ของวัน และการดื่มน้ำหลังอาหารอย่างน้อย 45 -60 นาที จะไม่ขัดขวางระบบการย่อยอาหารด้วย

แก้งที่ 3 - ดื่มก่อนอาหารกลางวัน 30 นาที

ช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิว ทำให้ไม่รับประทานอาหารในปริมาณมากจนเกินไป

แก้วที่ 4 - ดื่มหลังอาหารกลางวัน 1 ชม.

ช่วยทำให้ร่างกายได้ดูดซึมสารอาหาร และเผาผลาญพลังงานได้อย่างเต็มที่

แก้วที่ 5 - ดื่มเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง

ช่วยลดอาการง่วงนอน ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวมากยิ่งขึ้น

แก้วที่ 6 - ดื่มก่อนอาหารเย็น 30 นาที

ช่วยให้รับประทานอาหารมื้อเย็นได้น้อยลง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก


แก้วที่ 7 - ดื่มหลังอาหารเย็น 1 ชม.

ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และควรดื่มก่อนอาบน้ำ

แก้วที่ 8 - ดื่มก่อนเข้านอน 2 ชม.

ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในระหว่างที่นอนหลับ และยังทำให้นอนหลับสบายและหลับสนิทมากยิ่งขึ้น

หากเราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจนติดเป็นนิสัย ก็จะช่วยปรับความสมดุลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราทำงานได้ขึ้น

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

ที่อยู่


โรงเรียนภักดีนรเศรษฐ ถนนเลียบวารี แขวงกระทุ่มลาย
Bangkok
10530

เวลาทำการ

อังคาร 08:30 - 19:30
พุธ 08:30 - 19:30
พฤหัสบดี 08:30 - 19:30
ศุกร์ 08:30 - 19:30
เสาร์ 08:30 - 19:30
อาทิตย์ 09:00 - 17:00