31/05/2026
สิ ท ธ า ร ถ ะ
-----------------------
วรรณกรรมแปลเรื่อง "สิทธารถะ" ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส (Hermann Hesse) นักเขียนรางวัลโนเบลชาวเยอรมัน
เป็นหนังสืออีกเล่มที่นักอ่านควรต้องอ่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต ยิ่งอ่านมากก็จะค่อย ๆ ซึมซับสาระต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นตามวัยเมื่อประสบการณ์ชีวิตเปลี่ยนไป
สิทธารถะ พราหมณ์หนุ่มรูปงาม ชาติตระกูลดี ต้องการรู้ว่าหนทางแห่งการพ้นทุกข์คืออะไร แม้จะมีความรู้ระดับหนึ่งก็คิดว่ายังไม่พอ จึงตัดสินใจออกจากลาพ่อแม่บ้านไปแสวงหาสัจธรรมที่ต้องการกับเพื่อนสนิทคือ โควินทะ
ทั้งคู่ใช้ชีวิตเป็นนักพรต ฝึกและปฏิบัติกิจต่าง ๆ เพื่อจะหลุดพ้น วันหนึ่งสิทธารถะและโควินทะมีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ฟังคำสอนของพระองค์ที่เมืองสาวัตถี
ภายหลังโควินทะเลือกที่จะเดินตามรอยท่าน แต่สิทธารถะกลับปฏิเสธเพราะรู้ตัวดีว่าแม้เขาจะปฏิญาณตนเป็นพุทธสาวก ก็เกรงว่าจะเป็นได้แต่เพียงเปลือกนอก เพราะเขายังมีอัตตาอยู่ เขาเดินทางต่อไปเพียงลำพัง
สิทธารถะต้องการค้นหาอะไรอีกในชีวิต ทำไมเขาปฏิเสธที่จะบวชเมื่อเจอพระพุทธเจ้า สิทธารถะและโควินทะต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ การแสวงหาสัจธรรมในชีวิต แต่แตกต่างกันที่แนวทาง คนหนึ่งสนใจในเป้าหมาย อีกคนหนึ่งสนใจว่าจะไปถึงเป้าหมายอย่างไร
ในเล่มนี้ สดใส (ผศ. สดใส ขันติวรพงศ์) ผู้แปลเลือกใช้คำบรรยายความคิดของสิทธารถะอย่างแยบยลว่า “พระพุทธองค์ทรงปล้นเรา ... ทรงช่วงชิงบางสิ่งไปจากเรา” ขณะที่อ่านถึงตรงนี้เราจะรู้สึกว่าผู้พูดไม่ได้โกรธหรือขุ่นเคืองแต่อย่างใด หากแต่รู้สึกซาบซึ้งที่ได้เรียนรู้ และตระหนักรู้ว่า พระพุทธองค์ได้สอนให้เขาเข้าใจความหมายของชีวิตที่เขาแสวงหามากกว่าเดิม
สิทธารถะยังรู้สึกด้วยว่า "...พระองค์ก็ได้ประทานบางอย่างที่ล้ำค่ากว่าให้เรา ... พระองค์ได้ประทานสิทธารถะ ตัวเราเองให้กับเรา” เดิมทีเขาคิดว่ารู้เรื่องคำสอนมากพอสมควรแล้ว แต่ไม่ใช่เลย สิ่งที่เรียนรู้ใหม่จากคำสอนของพระพุทธเจ้าทำให้เขากลายเป็นสิทธารถะคนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
--- ภาคสอง ---
สิทธารถะเดินทางเข้าเมือง เขาพบสตรีงามเมืองนางหนึ่งชื่อ กมลา ผู้ช่วยสอนศิลปะแห่งรักแก่เขา และได้แนะนำให้เขาไปพบพ่อค้าใหญ่คนหนึ่ง ผ่านไปไม่กี่ปีสิทธารถะก็กลายเป็นพ่อค้าชั้นนำ
เขาสนุกกับธุรกิจ ผู้คนรอบตัว แต่จิตใจและธรรมชาติแท้จริงของเขากลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น รู้สึกว่าตัวตนเขาอยู่ห่างไกล...
วันเวลาล่วงผ่านไป...สิทธารถะเข้าสู่วัยกลางคน มีฐานะร่ำรวย เขาใช้ชีวิตทางโลกีย์มั่วสุมการพนัน เสพสุรา เป็นนักเลงสกา ความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้น สิ่งต่าง ๆ ที่เคยเรียน การบำเพ็ญภาวนา ความทรงจำกับโควินทะค่อย ๆ ลางเลือนหายไป
ค่ำวันหนึ่งขณะเขานั่งในสวนกับกมลา เขาหวนคิดถึงบิดา โควินทะ และพระพุทธเจ้า ผู้ที่เขาไม่เคยลืมเลือน... เขาเริ่มเบื่อหน่ายชีวิต เกรงกลัวความชรา และสัมผัสได้ถึงความไร้สาระของชีวิต เขาตั้งคำถามว่าทำไมเขาจึงละทิ้งครอบครัว โควินทะ และพระพุทธเจ้ามาเพื่อสิ่งเหล่านี้
แล้วความรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดขีดนี่เองกระตุ้นให้เขาตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง และเดินทางอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน
กว่าสิทธารถะจะเอาชนะกิเลสและอุปสรรคต่าง ๆ กาลเวลาก็ล่วงเลยไปนานถึงยี่สิบปี... เขาต้องเจอทั้งการจากเป็นและจากตาย ตระหนักถึงความไม่จีรังทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิต
เฮอร์มานน์ เฮสเส เขียนภาคแรกของเรื่อง "สิทธารถะ" (ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนที่สิทธารถะแยกจากพระสมณโคดมและโควินทะ) ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒ (ค.ศ.๑๙๑๙) และภาคสองจนจบในฤดูหนาวปีเดียวกันจนถึงปี ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๐) เขากล่าวว่า เมื่อเขียนเรื่องนี้จบก็ไม่อาจเขียนหนังสือต่อไปได้สักพัก เพราะได้ถ่ายทอดประสบการณ์และทุ่มเทพลังเขียนออกมาจนหมด
แอดมินจำได้ว่าเคยอยากอ่าน "สิทธารถะ" เมื่อยังอยู่ในวัยเริ่มทำงานไม่นานเพราะใคร ๆ ก็เอ่ยถึงหนังสือเล่มนี้ แต่แล้วก็อ่านไม่จบสักที คิดว่าคงจะยังเข้าไม่ถึงและไม่สนใจปรัชญาแนวพุทธศาสนา จนมีโอกาสอ่านครั้งแรก เรื่องนี้เป็นเล่มแรกของเฮสเสที่แอดได้อ่านและก็ประทับใจมากจึงไปหาซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาลองอ่านดู ผู้แปลจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษก็ถ่ายทอดความหมายได้ดี อ่านเข้าใจง่าย ไม่มีศัพท์ปรัชญายากอย่างที่เคยคิดไว้ก่อนอ่าน
"สิทธารถะ" สำนวนแปลของอาจารย์สดใสเป็นงานเขียนที่ถ่ายทอดความคิดและความหมายที่เฮสเสต้องการสื่อสารด้วยภาษาที่งดงามอ่อนโยนเข้าใจง่าย ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถแปลได้ทุกคน แม้ใครที่อาจจะไม่ได้ศึกษาหรือรู้เรื่องปรัชญาพุทธศาสนามาก่อนเช่นคนอินเดียหรือคนไทยก็ยังจะอ่านเรื่องสิทธารถะได้ด้วยความเข้าใจอย่างดี
เรื่องนี้มีการแปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวนคือของ ฉุน ประภาวิวัฒน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ / สดใส ๒๕๒๖ / สีมน ๒๕๔๐ ปกนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๔ เมื่อปี ๒๕๖๒ โดย สนพ.เคล็ดไทย ล่าสุดมีการพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ ๑๐๑
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ
#สิทธารถะ #เฮอร์มานน์เฮสเส #สดใสขันติวรพงศ์ #วรรณกรรมแปล #ปรัชญาตะวันออก #เคล็ดไทย
29/05/2026
แ ล ไ ป ข้ า ง ห น้ า (ภาคมัชฌิมวัย)
-----------------------------------------------------
"แลไปข้างหน้า" ของศรีบูรพา ใน 'ภาคมัชฌิมวัย' บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครและสถานการณ์สังคมและการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น จันทาและเพื่อน ๆ ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มและจบมัธยม ๘ เริ่มค้นหาอุดมการณ์ และเรียนรู้ถึงสิทธิเสรีภาพของตนในฐานะประชาชน ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงการปกครองปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปี พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๗๔ ต่อกับช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เรื่องเปิดฉากในเช้าตรู่ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เมื่อเกิดเหตุทางการเมือง ขณะที่คนทั่วไปในสังคมก็ต้องเผชิญกับความผันแปรของการดำเนินชีวิตประจำวัน ข้าวของราคาแพง และขาดแคลนเนื่องจากเศรษฐกิจโลกด้วย ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญนี้เป็นทั้งความหวังครั้งใหม่ และความผิดหวังครั้งใหญ่แก่คนบางกลุ่ม เช่นผู้ที่เคยมีสถานภาพทางสังคมสูง และข้าราชการส่วนหนึ่งรวมทั้งพระยาอภิบาลธานีต่างได้รับผลกระทบเพราะถูกปลดออกจากราชการ
จันทานั้นเรียนจบแล้วก็ได้เข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย นิทัศน์ทำงานเป็นครูในโรงเรียนเทเวศน์รังสฤษฎ์ และเพื่อนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไป บางคนที่เป็นลูกขุนนางก็ไปเรียนต่อต่างปประเทศ ต่อมาจันทาและนิทัศน์ได้เรียนด้านกฎหมายเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองที่เป็นสถาบันการศึกษาแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดเพื่อให้คนทั่วไปมีโอกาสรับการศึกษามากขึ้น
จันทารู้สึกกังวลว่าเขาจะได้รับผลกระทบจากการเคยอาศัยอยู่กับพระยาอภิบาลฯ เพราะอำนาจและบารมีท่านก็ลดน้อยลงไป คฤหาสน์ที่เคยใหญ่โตเริ่มเงียบเหงา ผู้อยู่อาศัยบางคนเริ่มโยกย้ายออกไป... จันทาเป็นตัวแทนของหนุ่มสาวในยุคนั้นที่อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่สนใจใคร่รู้
ส่วนเซ้งนั้นยังคงเป็นเสาหลักให้ครอบครัวทำงานรับซ่อมนาฬิกาเพื่อส่งน้องๆ เรียนจนจบและขวนขวายไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมภาคค่ำ ด้วยความรักในงานเขียนและการอ่านหนังสือต่อมาเซ้งได้ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ 'ประชามติ' และภายหลังเขาตัดสินใจเลิกอาชีพรับซ่อมนาฬิกา เซ้งยังคงติดต่อนิทัศน์และเขียนจดหมายไปหานิทัศน์เมื่อเขาได้ทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ
ต่อมาเมื่อเรียนจบกฎหมายแล้วจันทาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยอัยการที่จังหวัดศรีสะเกษ และแต่งงานกับน้องสาวนิทัศน์ จันทายังคงติดต่อกับครูในวัยเด็กของเขาด้วย...ภายหบังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เหตุการณ์บ้านเมืองยังคงไม่สงบนิ่ง เขาสงสัยว่าทำไมการรวมตัวกันของคนที่มีอำนาจและมีการศึกษาสูงเพื่อกระทำการบางอย่างให้สังคมกลับกลายเป็นการก่อปัญหาแก่สังคมมากกว่าสามัญชนทั่วไป
ครูของจันทาที่โรงเรียนเทเวศน์รังสฤษฎ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะราษฎรก็อธิบายเรื่องนี้แก่จันทาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องใหม่ว่า
“วิชาความรู้ที่บุคคลมีอยู่นั้น ไม่ว่าจะมากมายสักเท่าใด จะไม่ทำให้เขามีความคิดที่ถูกต้องขึ้นมาได้ และก็จะไม่ทำให้เขาเป็นประโยชน์แก่ชนส่วนมากได้ หากเขาพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมนุมชน โดยถือเอาการได้เสียเป็นส่วนตัว และความรู้สึกส่วนตัวของเขาซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของชนส่วนมากเป็นหลักในการพิจารณา ความคิดที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อชุมนุมชนนั้น จะต้องเป็นความคิดที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนส่วนมาก เพราะฉะนั้น คนขอทาน หรือกรรมกรที่อดโซ จึงอาจมีความคิดที่วิเศษยิ่งกว่าผู้มีอำนาจวาสนาซึ่งคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวของเขา”(น.๒๗๒)
เหตุการณ์ใน "แลไปข้างหน้า" ภาคมัชฌิมวัยยังครอบคลุมช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อกองทหารญี่ปุ่นต้องการเคลื่อนทัพผ่านประเทศไทยในช่วงปลายปี ๒๔๘๔ และรัฐบาลไทยในเวลานั้นรับข้อตกลง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนทุกระดับชั้น รวมทั้งนักการเมืองและนักหนังสือพิมพ์จำนวนหนึ่งก็เขียนบทความเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความเห็นต่าง จึงทำให้รัฐบาลจับกุมพวกเขา ซึ่งรวมทั้งเซ้งด้วย แต่น่าเสียดายว่านวนิยายเรื่องนี้ไม่มีตอนจบที่สมบูรณ์ ผู้อ่านต้องคาดเดาเองว่าชีวิตเซ้งควรเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งก็สะท้อนภาพชีวิตของผู้แต่งเองด้วย
"แลไปข้างหน้า" ไม่เพียงสะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมไทย การเติบโตทางความคิดของหนุ่มสาวและสามัญชนรุ่นใหม่ในยุคนั้น แต่ยังสื่อถึงการแสวงหาประชาธิปไตยที่เริ่มขึ้นและส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนทุกชนชั้น รวมทั้งเสรีภาพในการกล้าแสดงออกทางความคิดที่ถูกต้อง เช่นกรณีของเซ้งที่เขียนบทความต่อต้านรัฐบาลจนถูกหมายจับในตอนท้าย
เมื่ออ่าน "แลไปข้างหน้า" จนจบทั้งสองภาคแอดก็ยังรู้สึกเสียดายที่เนื้อหายังไม่จบดี และสนใจอยากรู้ว่าผู้เขียนตั้งใจจะจบเรื่องราวอย่างไร และตัวละครหลักโดยเฉพาะครูที่หวนนึกถึงลูกศิษย์ในวัยชรา และเซ้งจะมีชีวิตอย่างไรต่อ...
แต่แม้ท่านจะแต่งนวนิยายเรื่อง "แลไปข้างหน้า" ค้างไว้และไม่จบอย่างสมบูรณ์เนื่องจากถึงแก่อนิจกรรมขณะที่ยังพำนักอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน นวนิยายเล่มนี้ก็ยังสื่อให้ผู้อ่านเห็น 'ความหวัง' ตามชื่อเรื่องได้อย่างน่าประทับใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมที่ค่อยๆ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ เรื่อยมาจนสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชทำให้เราเห็นความสำคัญของการพัฒนาสังคมและมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีผลอย่างลึกซึ้งต่อการตื่นตัวของคนไทยในเรื่อง 'อำนาจอธิปไตย' และ 'เสรีภาพ'
ศรีบูรพาเป็นนามปากกาของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ท่านเป็นทั้งนักเขียน นักคิด และนักหนังสือพิมพ์ คนสำคัญในสังคมไทย ท่านได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ว่าเป็นบุคคลดีเด่น และมีผลงานวรรณกรรมส่งเสริมเสรีภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘
ท่านเป็นเจ้าของวาทะ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” นวนิยายเรื่อง "แลไปข้างหน้า" ยังได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน ๑๐๐ หนังสือดีที่คนไทยควรอ่านอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #ศรีบูรพา #แลไปข้างหน้า #กุหลาบสายประดิษฐ์ #นวนิยาย #ประวัติศาสตร์สังคมไทย #ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ #การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง
27/05/2026
แ ล ไ ป ข้ า ง ห น้ า (ภาคปฐมวัย)
---------------------------------------------------
หากเอ่ยชื่อวรรณกรรมที่โดดเด่นสักเรื่องของ #ศรีบูรพา เชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะนึกถึงนวนิยายอมตะเรื่อง "ข้างหลังภาพ" วันนี้แอดจะขอเอ่ยถึงเรื่อง " #แลไปข้างหน้า" ซึ่งแม้ไม่ใช่นิยายที่นักอ่านชื่นชอบมากที่สุด แต่ได้รับการยอมรับชื่นชมว่าเป็นงานเขียนที่ดีที่สุดในผลงานทั้งหมดของศรีบูรพา และก็เป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายในชีวิตนักประพันธ์ของท่านด้วย
"แลไปข้างหน้า" ทรงคุณค่าทั้งการใช้ภาษาที่สละสลวย การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตและการเติบโตทางความคิดของตัวละครอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสะท้อนสภาพสังคมไทยในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อด้านการศึกษา สังคม และการเมืองไทยก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้อย่างน่าติดตามตลอดเรื่อง
ศรีบูรพาแต่งเรื่อง "แลไปข้างหน้า" ขณะที่อยู่ในเรือนจำภายหลังเหตุการณ์กบฏสันติภาพในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านแต่ง ไว้สองภาคคือ ‘ภาคปฐมวัย’ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ‘ภาคมัชฌิมวัย’ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เขียนตอนจบไว้เนื่องจากมีภารกิจต้องเดินทางไปเยือนต่างประเทศตามคำเชิญจากสมาคมวัฒนธรรมของประเทศสหภาพสาธารณัฐโซเวียตรัสเซีย
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ศรีบูรพาก็ต้องเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนในนามหัวหน้าคณะวัฒนธรรม และช่วงเดียวกันนี้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กระทำรัฐประหารมีนักการเมืองและนักเขียนจำนวนมากถูกจับขังคุก ศรีบูรพาจึงขอลี้ภัยทางการเมืองอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี ๒๕๑๗
เรื่อง "แลไปข้างหน้า" เปิดฉากเอ่ยถึงมุมมองและความคิดของครูท่านหนึ่งที่ได้ย้อนรำลึกความทรงจำถึงลูกศิษย์ในชีวิตที่ผ่านมา ในความคิดคำนึงของครู เคยสอนลูกศิษย์เมื่อยังหนุ่มๆ จนอายุเข้าวัยหกสิบปีเศษ ครูเอ่ยถึง ความสำคัญและพลังของ 'กาลเวลา' ที่แม้จะล่วงเลยไปกลับมีอำนาจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตทุกคน และกาลเวลาในช่วงจังหวะชีวิตหกสิบปีเศษของครูก็คลอบคลุมเหตุการณ์ต่างๆ มากมายด้วย
ลูกศิษย์คนหนึ่งที่ครูเคยสอนคือตัวเอกชื่อ จันทา โนนดินแดง เด็กชายวัยสิบหกปีชาวเมืองขุขันธ์ เป็นเด็กวัดที่มีโอกาสเข้าไปอาศัยในบ้านพระยาอภิบาลราชธานี และเข้าเรียนในโรงเรียนเทเวศร์รังสฤษดิ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับลูกหลานเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการชั้นสูง และผู้มีฐานะทางสังคมดี
เรื่องราวของ "แลไปข้างหน้า" ต่อจากนี้ผู้เขียนใช้การบรรยายผ่านความคิดความรู้สึกของจันทาเป็นหลัก วันแรกที่จันทาไปโรงเรียนชั้นมัธยม ๔ เขานั่งเกร็งไปในรถข้างๆ คนขับตลอด ขณะที่วัชรินทร์ ลูกชายพระยาอภิบาลราชธานีนั่งอยู่เบาะหลัง
จันทาอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองเข้าไปอยู่ใน 'หมู่หงส์' จริงๆ เช่นที่คนขับรถเอ่ยกับเขาว่า "...อ้ายจันมึงรู้ไหมมึงได้เข้าไปในหมู่หงส์กับเขาแล้ว...โรงเรียนที่มึงเข้าไปเรียนนี่นะ เป็นโรงเรียนที่พวกผู้ดีมีตระกูลและพวกเจ้านายท่านไปเรียนกัน... แล้วมึงอย่าเหลิงอย่าลืมว่ามึงเป็นกา... เป็นผู้น้อยค่อยก้มประนมกร" (น.๑๗)
ที่นี่แตกต่างจากโรงเรียนวัดของเขาราวฟ้ากับดินอย่างเห็นได้ชัด จันทาเคยชินกับการเดินเท้าเปล่าเสมอ...ไม่เคยใส่รองเท้าเลย เขาจึงยังไม่คุ้นเคยกับการใส่รองเท้าเมื่อมาโรงเรียน และมองดูเพื่อน ๆ สวมรองเท้าเตะลูกบอลอย่างคล่องแคล่วด้วยความแปลกใจ ผู้เขียนบรรยายความรู้สึกนี้อย่างที่เราจินตนาการตามได้ด้วย
"...นักเรียนที่โรงเรียนเก่าของเขาก็เดินตีนเปล่าทุกคน เท้าของเขาเหล่านั้นเหยียบลงไปบนพื้นที่วาววามด้วยเปลวแดด โดยไม่รู้สึกความแตกต่างเมื่อเหยียบลงไปบนพื้นสนามเวลาร่มรื่น แต่ที่โรงเรียนรังสฤษดิ์นั้นมีกฎเกณฑ์ว่านักเรียนต้องสวมรองเท้า และเขาก็ได้สวมมันเป็นครั้งแรกในชีวิต" (น.๔๑-๔๒)
จันทาเข้าโรงเรียนเดียวกับวัชรินทร์ ลูกชายของท่านเจ้าคุณอภิบาลฯ แต่แท้จริงแล้วนั้นเจ้าคุณรับจันทามาเพื่อเป็นคนใช้ หรือบ่าวช่วยดูแลูกชาย เมื่ออยู่ที่คฤหาสน์ใหญ่หรือ 'บ้านปราสาท' ของท่านเจ้าคุณ ที่พักของเขาคือห้องเก็บของติดกับโรงรถยนต์ของบ้านท่านเจ้าคุณ เขาต้องทนกับกลิ่นน้ำมันจากรถ ทำสวน ขัดล้างสระว่ายน้ำ และทำงานบ้านต่างๆ
เมื่อเข้าไปเรียนที่นี่ จันทาต้องเจียมเนื้อเจียมตัวว่า ตนเองเป็นเด็กยากจนมาจากบ้านนอก นิทัศน์เป็นเพื่อนคนแรกที่ทักทายเขา แม้ไม่ใช่ลูกขุนนาง แต่มีพ่อเป็นเสมียนบริษัท พ่อป่วยเป็นอัมพาต แต่พ่อพอมีเงินเก็บทำให้แม่เปิดร้านขายของชำ แต่พี่สาวและน้องสาวของนิทัศน์ไม่ได้เรียนต่อ แม่ของนิทัศน์เห็นคุณค่าการศึกษาเพราะเรียนรู้จากชีวิตว่า คนที่มีการศึกษาจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ไม่เดือดร้อนทุกข์ยากเหมือนคนที่ขาดการศึกษา
ที่โรงเรียนนี้จันทายังได้รู้จักเพื่อนอีกคนที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทคือ เซ้งซึ่งเป็นเด็กฉลาด เรียนดี เก่งคำนวณ พ่อของเซ้งเป็นคนเชื้อสายจีนเปิดร้านซ่อมนาฬิกา เซ้งรักการอ่านหนังสือ และมีน้ำใจกับเพื่อนๆ แต่เมื่อเรียนจบชั้นมัธยม ๕ พ่อของเซ้งเสียชีวิต เขาจึงต้องลาออกไปช่วยหารายได้ รับซ่อมนาฬิกาแทนพ่อเพราะเป็นลูกชายคนโต จันทาและเพื่อนอีกหลายคนต่างร้องไห้เมื่อเซ้งต้องลาออกจากโรงเรียน
"แลไปข้างหน้า" เป็นผลงานที่มีคุณค่าด้านภาษาและการใช้ถ้อยคำบรรยายในการสื่อสารและถ่ายทอดความคิดของผู้เขียนผ่านตัวละครอย่างน่าประทับใจ เช่นฉากที่ศรีบูรพาเปิดเรื่องในบทแรกโดยเอ่ยถึงครูของจันทาในวัยเด็ก ครูหวนคิดคำนึงถึงอานุภาพของ ‘กาลเวลา’ ซึ่งผู้เขียนใช้คำบรรยายอย่างเห็นภาพว่า
“ในยามนั้นครูไม่รู้สึกว่า กาลเวลาเป็นนามธรรมเลย ครูแลเห็นมันเป็นสิ่งที่มีตัวตนอย่างเด่นชัด... มันเคลื่อนไหว มันเดิน มันวิ่ง มันแย้มยิ้ม มันตะคอก มันต้อนรับ มันขับไล่ มันสร้างสรรค์ แและมันทำลาย! ... มันมีอานุภาพเกรียงไกร มันเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งแต่เล็กที่สุดไปจนถึงใหญ่ที่สุด ตั้งแต่อ่อนที่สุดไปจนถึงแข็งที่สุด ภูเขาและมหาสมุทรก็ไม่อาจต้านทานอานุภาพของมันได้
"จักรวรรดิโรมันอันเรืองเดชก็ย่อยยับไป ความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจที่ล่วงมาจากฟ้าของสันตะปาปา และของจักรพรรดิและพระราชาก็แตกดับไป สากลโลกไม่อาจยืนหยัดต่อต้านอำนาจการเปลี่ยนแปลงของมัน มันกวาดล้างระบบสังคมและสถาบัน ตลอดจนขนบประเพณี ที่อวดอ้างว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้มามากต่อมาก กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดก็สยบหัวลงแทบเท้าของมัน เช่นเดียวกับที่ความรักอันหวานฉ่ำที่สุดได้พ่ายแพ้มันมาแล้ว...” (น. ๑๗)
ฉากที่ใช้ก็สะท้อนสภาพการศึกษาและความเหลื่อมล้ำในสังคมเห็นได้จากการศึกษาที่โรงเรียนเทเวศร์รังสฤษดิ์ ซึ่งนั้นแท้จริงแล้วเป็นเหมือนภาพจำลองของโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ศรีบูรพาเคยเล่าเรียนจนจบมัธยม ๘ และมีโอกาสเรียนร่วมชั้นกับหม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ และยศ วัชรเสถียร อดีตนักหนังสือพิมพ์รุ่นน้องด้วย ที่สามัญชนเริ่มได้รับโอกาสให้เรียนร่วมกับลูกเจ้าคุณมูลนายได้ในช่วงก่อนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ใน 'ภาคปฐมวัย' นี้เราได้ติดตามชีวิตและการเติบโตของจันทา โนนดินแดง ซึ่งสะท้อนความหวัง อุดมคติ และการค้นหาความหมายของชีวิตในสังคมที่กำลังปรับเปลี่ยน ศรีบูรพาสร้างตัวละคร จันทา ให้เป็นตัวแทนลูกชายชาวนาจากอีสานคือ อำเภอขุขันธ์ ที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนหนังสือในเมือง เขาต้องปรับตัวและอดทนเมื่อต้องเผชิญความยากลำบากและความอยุติธรรมทางชนชั้นทั้งที่คฤหาสน์ของท่านเจ้าคุณ และในโรงเรียนเมื่อได้รู้จักเพื่อนๆ หลากหลายชนชั้น
อย่างไรก็ตามจันทาก็รักโรงเรียนแห่งนี้ แม้จะอยู่ท่ามกลางเด็กจากชนชั้นสูง แต่บรรยากาศในโรงเรียนยังทำให้เขาอบอุ่นใจเพราะมิตรภาพของเพื่อนและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วย
ผู้อ่านจะได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดขึ้น รวมทั้งความคิดและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเขา เมื่อเริ่มตั้งคำถามต่อสังคมเมื่อเขาจบมัธยม ๘ และมีโอกาสเข้ารับราชการและเรียนต่อด้านกฎหมายระดับสูงขึ้นท่ามกลางบริบทสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปใน 'ภาคมัชฌิมวัย'
ศรีบูรพา เป็นนามปากกาของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ผู้ได้รับการประกาศยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ว่าเป็นบุคคลดีเด่น และมีผลงานวรรณกรรมส่งเสริมเสรีภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และเป็นเจ้าของวาทะ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”
นวนิยายเรื่อง "แลไปข้างหน้า" ยังได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน ๑๐๐ หนังสือดีที่คนไทยควรอ่านอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจากวิกีพีเดีย
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #ศรีบูรพา #แลไปข้างหน้า #กุหลาบสายประดิษฐ์ #นวนิยาย #ประวัติศาสตร์สังคมไทย #ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ #การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง
23/05/2026
นลิดา ครูที่ชอบอ่านนิยายเกาหลีและไม่สนใจอ่านอะไรซ้ำสอง เพิ่งเปลี่ยนความคิดเมื่อได้อ่านนิยายดีๆ ในร้านหนังสือใกล้บ้าน เธออยากให้ลูกศิษย์วัยมัธยมต้นของเธอที่เดิมไม่ค่อยสนใจหนังสือเพราะอ่านไม่ค่อยออกและไม่มีเงินซื้อได้ลองหัดอ่าน
เธอแวะไปหาแต่ละคนที่บ้าน และมอบหนังสือให้โดยบอกว่าไม่ต้องรีบอ่าน แต่ขอให้อ่านแล้วมาคุยกัน เช่น สมพลไม่เคยอ่านอะไรจบ ขณะที่เอมอรพบว่ามันเล่มหนา เธอทอดใจแต่ก็พกมันไว้ในกระเป๋า สุนิสา (ปิ้งไก่) เด็กหญิงอีกคนไม่สนใจอ่านเพราะไม่มีผลต่อคะแนน และอิ่มอุ่นก็ไม่ค่อยชอบอ่านอะไรเลย
แต่ภายหลังเมื่อเด็ก ๆ อ่านจบและเอาหนังสือมาคืน นลิดาให้แต่ละคนแสดงความเห็นต่อเรื่องที่ได้อ่านว่าคิดอย่างไร สนุกไหม
"มันคืออะไร เอมอร" นลิดาถาม
“มันเป็นนิยายชีวิตค่ะครู” แหม่มเอมตอบอย่างมั่นใจ
นลิดาพยักหน้า แล้วหันไปทางปิ้งไก่
"เธอล่ะ สุนิสา"
"หนูก็ตอบเหมือนเอมอรค่ะ" ปิ้งไก่ “เป็นนิยายชีวิต"
นลิดาไม่ได้บอกว่าคำตอบที่ให้มาผิดหรือถูก... ถามคนถัดไป
อิ่มอุ่นค่อยๆ เงยหน้าตอบว่า “หนูว่ามันเป็นนิยายตลกค่ะ”
สมพลยิ้มหลอค้างอยู่นาน แต่คำตอบของเขาทำให้นลิดาพยักหน้ายิ้ม ๆ
“มันเป็นนิยายรักครับครู” นลิดายิ้มไม่ใช่เพราะพึงใจกับคำตอบของสมพล แต่เธอเรียนรู้ว่า
“หนังสือเล่มหนึ่งเมื่อเป็นของคนอ่านมันก็ต้องเป็นอย่างที่คนอ่านมองเห็น ไม่เพียงครูภาษาไทยอย่างเธอที่ไม่อาจตีกรอบ แม้แต่คนแต่งก็เผด็จการให้คนอื่นคิดตามและมองเห็นอย่างที่เขาต้องการสื่อไม่ได้” (น. ๑๕๕)
- - - จากเรื่อง "ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก" ของ ประชาคม ลุนาชัย - - -
22/05/2026
ร อ ย อิ น ท ร์
-----------------------
หากจะรัก รักนั้น ต้องทั้งหมด
เกียรติยศ ฤาชีวิต ปลิดให้ได้
ถึงโลกจะ มหาศาล ค่าปานใด
จะวางไว้ ในอุ้งหัตถ์ 'รักนิรันดร์'
(น. ๔๒๓)
เรื่อง "รอยอินทร์" ของโรสลาเลน เป็นภาคสองที่มีเรื่องราวต่อเนื่องจาก “โสมส่องแสง” ซึ่งผู้อ่านคลิกไปอ่านย้อนหลังได้ที่นี่ค่ะ
https://www.facebook.com/share/p/1A6hdfFmu6/
"รอยอินทร์" เล่าเรื่องการรบของเวียงสรองที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากเจ้ารอยอินทร์ลำราช (หรือเจ้ารอย) พระเชษฐาของเจ้านางรอยคำ (เจ้าจ้อย) แล้วยังมี 'มิรา' ตัวเอกหญิงที่เป็นพี่ของภูริต เธอใช้ชีวิตเดินทางไปเกือบทั่วโลก เพราะทำงานให้องค์การกาชาดสากล เมื่อเธอลาพักร้อน เขาจึงชวนเธอไปเวียงสรอง ...จากที่ไม่เคยรู้ว่าเกิดสงครามในเวียงสรองเมืองชายแดนติดไทย มิราเริ่มคิดหาหนทางช่วยระดมความช่วยเหลือให้เด็ก ผู้หญิง และคนเจ็บในค่ายของเวียงสรอง
เธอได้เจอเจ้ารอยอินทร์มาก่อนในงานเลี้ยงทางการทูตขององค์กรระหว่างประเทศ ที่นี่เธอได้เห็นเขาในอีกบทบาทแต่งชุดพรางของทหาร มีความเป็นผู้นำ ดุดันเข็มแข็ง มากกว่าเพียงภาพของหนุ่มหล่อที่ดูสำอางในงานเลี้ยง ทำให้เธอค่อย ๆ รู้สึกศรัทธาเขาทีละน้อย
ในเรื่อง "รอยอินทร์" การต่อสู้เพื่อกู้ชาติ และสงครามยังดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดมากขึ้น บทบาทและงานของมิราสะท้อนให้เห็นการทำงานขององค์การกาชาดสากลที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมืองใด ๆ แต่จะเน้นด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้อพยพทั้งเด็ก ผู้หญิง.คนชรา และผู้บาดเจ็บในสภาวะสงครามทั่วโลก มิราเกลียดสงครามเพราะมันไม่เคยมีใครชนะอย่างแท้จริง
ผู้อ่านของโรสลาเลนจะเห็นได้ว่าท่านไม่เพียงสร้างพล็อตเรื่องได้อย่างน่าติดตามเท่านั้น สำนวนภาษายังใช้ถ้อยคำคมคาย เช่นฉากที่ทั้งคู่คุยกันเมื่อเวียงสรองบุกเข้าไปในพื้นที่ของคู่ต่อสู้ได้ชัยชนะอีกครั้ง เธอรับรู้และตอบว่า
"ค่ะ... แล้วเราก็ได้ลูกกำพร้าเพิ่มจาก... สามศพด้วย"
"ครับ... เราได้แผ่นดินเกิดของเราคืนมาอีกเนินหนึ่ง ในวันข้างหน้าเด็กกำพร้าจะกลายเป็นผู้ใหญ่ เขาอาจจะจูงลูกมาชี้ให้ดูเนินนั้น แล้วบอกว่าแผ่นดินตรงนั้นไงลูกที่ ปู่ ตา เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเอาคืนมาให้แก่เวียงสรอง คนอิสระมักไม่ค่อยเข้าใจ ชีวิตทาสที่มีลมหายใจเจ็บปวดยิ่งกว่าความตาย... ผมกับจ้อยก็... ลูกกำพร้า... วันหน้าอาจจะถึงคราวผม... เหลือแต่จ้อย" (น. ๖๑)
เจ้ารอยอินทร์ต้องเข้าร่วมในการเจรจาต่อรองทางการทูตกับประเทศมหาอำนาจเพื่อให้การแทรกแซงทางการเมืองในเวียงสรองยุติ และยังต้องใช้ยุทธวิธีทางการข่าวช่วยเพื่อให้ประชาคมโลกได้รับรู้สถานการณ์ แต่การเจรจาก็ใช่จะช่วยได้ เวียงสรองจะต้องเผชิญกับการรบครั้งใหม่ทันทีเมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง...
เมื่อมิรารับรู้ว่าสงครามจะรุนแรงขึ้น คณะทำงานและหน่วยแพทย์กาชาดฯ ต้องถอนตัวออกภายในเวลาอันสั้น เธอก็ตัดสินใจด้วยว่าจะเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ เพราะเธอได้สัมผัสใกล้ชิด เธอเข้าใจ เห็นใจ และผูกผันอย่างลึกซึ้งทั้งกับเจ้ารอยอินทร์ เจ้านางน้อย และชาวเวียงสรอง
เมื่อเธอบอกว่าเธอจะไม่ไปไหนจะอยู่ช่วยเวียงสรอง... ทั้งเจ้ารอยอินทร์และเจ้านางน้อยแทบไม่เชื่อ เพราะเท่ากับมิรายอมจะละทิ้งความก้าวหน้าในอนาคต เจ้ารอยนึกถึงชื่อ "มิรา" ที่แปลว่า มหาสมุทร จิตใจเธองดงามดังมหาสมุทรและกว้างขวางหาขอบเขตมิได้
อีกฉากหนึ่งที่ผู้เขียนบรรยายความมุ่งมั่นและศรัทธาที่มีต่อกันเมื่อเจ้ารอยอินทร์และมิรา มองสบตากันขณะเจ้ารอยอินทร์แบมือออก มิรามอง... นิ่งนิดเดียวแล้ววางมือลงในหัตถ์ของเจ้ารอย มือทั้งสองเกาะกุมกัน เจ้ารอยอินทร์ตรัสว่า
"คุณแน่ใจได้...สิ่งใดที่ผมกำไว้ในมือ ไม่เคยยอมปล่อย"
"และสิ่งใดที่ฉันวางใจ ก็จะให้ความวางใจ ตลอดไป" (น. ๔๑๙)
ตลอดเรื่องนี้ ผู้เขียนไม่เพียงแต่เอ่ยถึงสงคราม แต่ยังสอดแทรกบทสนทนาที่ทำให้เราสนุก และหัวเราะกับความกะล่อนของเจ้ารอยอินทร์ด้วย บทท้ายๆ เรื่องจะยิ่งเข้มข้นจนผู้อ่านต้องน้ำตาซึมและอาจจะเสียน้ำตาก่อนอ่านจบก็ได้ค่ะ โรสลาเลนแต่งให้มิราเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยว จิตใจเข้มแข็งจนที่ได้รับฉายาว่า "กุหลาบหิน" แต่เธอเองก็ยังอ่อนไหวเมื่อการต่อสู้ของเวียงสรองเกือบจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้... และเจ้ารอยอินทร์บาดเจ็บ
หากอ่านเรื่อง "รอยอินทร์" จบแล้วลองนึกถึงสถานการณ์ข่าวที่เห็นจากสงครามต่างๆ ทั้งกรณีรัสเซียและยูเครน อืสราเอลและฮาร์มาส และเมียนมา เราก็พอจะเห็นแนวทางการเมือง การทูต และการข่าวที่แต่ละฝ่ายและประเทศที่เกี่ยวข้องต้องนำมาใช้ร่วมกันเลยทีเดียว นิยายเรื่องนี้ของโรสลาเลนจึงยังคงน่าอ่านแม้ผู้เขียนจะแต่งไว้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ตาม
ผลงานเขียนของโรสลาเลนยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าอ่าน เช่น ทวิภพ, พิษสวาท, สิ้นสวาท, สายสัมพันธ์, ค่าของคน, มาลาเค, บัลลังก์เงา ฯลฯ
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #รอยอินทร์ #โรสลาเลน #คุณหญิงวิมลศิริไพบูลย์ #เวียงสรอง #สงครามและความรัก #การสงคราม #ความขัดแย้งทางการเมือง #ความรักแผ่นดินเกิด #การกอบกู้ชาติ
19/05/2026
โ ส ม ส่ อ ง แ ส ง
-----------------------------
"เรื่องคู่ควรกับเรื่องรักต่างกัน... เหมือนหน้าที่กับความรับผิดชอบ คนเรามีหน้าที่ต้องมีความรับผิดและชอบ แต่บางคนไม่ยอมรับผิดชอบ แล้วบางคนก็เข้าไปรับผิดชอบโดยไม่มีหน้าที่ ถ้าริตจะรักใครก็รัก เรื่องคู่ควรหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้ามันขัดข้อง เราก็รักฝ่ายเดียวก็ได้ ความรักเป็นความสุข... ไม่ใช่ความทุกข์ แต่ต้องรักโดยไม่หวังผลตอบแทน" (น. ๔๕๐)
เชื่อว่าใครที่เคยอ่านนวนิยายเรื่อง "โสมส่องแสง" ของโรสลาเรน ต่างก็ยังคงซาบซึ้งตรึงใจนวนิยายรักที่ผสมประวัติศาสตร์การเมือง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนเรื่องผลกระทบของสงคราม แต่ยังสื่อให้เห็นความรักในแผ่นดินเกิด และความรักของเพื่อนและพี่น้องอย่างงดงาม
โรสลาเลน เป็นนามปากกาของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือ ทมยันตี เจ้าของผลงานอมตะหลากหลายแนวเช่น 'ในฝัน' 'พิษสวาท' 'พี่เลี้ยง' 'ทวิภพ' 'ร่มฉัตร' ฯลฯ
ฉากหลังของเรื่อง "โสมส่องแสง" เกิดขึ้นในประเทศสมมติแถบชายแดนไทย-ลาว-พม่า คือ เวียงสรอง ซึ่งเกิดการรัฐประหารภายในประเทศโดยกลุ่มทหาร เป็นเมืองอยู่ติดชายแดนไทยโดยมีแม่น้ำโขงขั้นกลาง
เรื่องเล่าถึง "เจ้ารอยอินทร์" และ "เจ้านางรอยคำ" (เจ้านางน้อยหรือเจ้าจ้อย) ที่ช่วยกันรวบรวมชาวเมืองที่ยังจงรักภักดีเพื่อกู้ชาติหลังจากเจ้าหลวงพระราชบิดาได้ถูกสังหารเพราะคนใกล้ชิดร่วมมือกับต่างชาติที่ต้องการจะโค่นล้มระบบการปกครอง และยกตัวเองขึ้นเป็นใหญ่
เจ้านางน้อยพยายามจะพาพ่อหนีไปสมทบกับเจ้าพี่รอยอินทร์ที่ชายแดน แต่พ่อของเธอไม่ยอมหนี เธอจึงปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อหนีการตามล่า ก่อนออกจากเมืองก็รับรู้ข่าวว่าเจ้าหลวงสิ้นแล้ว ต่อมาเธอก็ได้พบ “ภูริต” ทหารไทยที่ไปช่วยเวียงสรองกู้ชาติ เขามาเพื่อช่วยเจ้าหลวงแต่มาไม่ทัน และบาดเจ็บจากการตามล่าของฝ่ายตรงข้ามด้วย
เขาถูกชะตากับเจ้านางน้อยด้วยเห็นเป็นเด็กผู้ชาย จึงเรียกเธอว่า “เจ้าจ้อย” โดยไม่รู้ว่าเธอคือใคร เจ้าจ้อยได้ช่วยเหลือดูแลเขายามบาดเจ็บ หลังจากนั้นทั้งสองก็หาทางกลับไปชายแดนเพื่อไปสมทบกับเจ้ารอยอินทร์ เมื่อถึงเวียงสรองไม่นาน ภูริตจึงรู้ว่าเจ้าจ้อยคือใคร แต่เขายังคงอยากให้เธอเป็น “เจ้าจ้อย” เช่นเดิม
เจ้ารอยอินทร์และภูริตเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เคยร่วมกิน ร่วมนอน และร่วมฝึกทหารจนรู้ใจกันเป็นอย่างดี ช่วงที่ได้มารวมตัวกับกองกำลังของเจ้ารอยอินทร์นี้เองภูริตจึงเห็นความเป็นเจ้านางรอยคำ ผู้ที่เขารู้สึกว่ามีบทบาทและภารกิจที่สำคัญต่อเวียงสรองไม่น้อยกว่าเจ้ารอยอินทร์
นอกจากเนื้อหาของสงครามและการสู้รบ โรสลาเลนยังสอดแทรกบทสนทนาของตัวละครที่สื่ออารมณ์ขำระหว่างภูริต เจ้าจ้อย เจ้าพงษ์ พลทหารคนสนิท เจ้าดำหมาน้อย และครอบครัวเป็นระยะ ๆ
แม้พล็อตเรื่อง "โสมส่องแสง" จะมีเนื้อหาที่ผู้เขียนสร้างขึ้นตามจิตนาการ แต่ก็มีความสมจริงในด้านความคิดของตัวละครต่อเรื่องสงคราม ความรักในแผ่นดินเกิด และการฆ่าล้างแค้น ภูริตพูดเป็นเชิงสอนเจ้าจ้อยเพื่อให้รู้สึกสบายใจเรื่องที่ต้องกำจัดคนที่ทำร้ายพระราชบิดาอย่างโหดเหี้ยมว่า
"การฆ่าชนิดไหนก็บาปทั้งนั้นแหละจ้อย การฆ่ากันในสนามรบก็เป็นบาป หากเราก็ได้บุญบางส่วน คือรบเพื่อแผ่นดินทำให้คนอื่นมีความสุข ทำให้คนอีกมากรอดตาย แต่คนบางคนบาปหลายชั้น เพราะฆ่าคน ทำลายแผ่นดินเกิด ทำให้คนส่วนมากเกิดทุกข์ คนอย่างนี้ต้องตาย การบาปเพราะฆ่าคนบาปไม่หนักหนาหรอก... คนที่จะเป็นเจ้าหลวงได้ต้องทำให้คนหมู่ใหญ่รู้ว่า เจ้าหลวงของเขาเข้มแข็ง ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ผลประโยชน์แห่งแผ่นดินมาก่อนตัวเอง..."(น.๔๑๑)
ภูริตค่อย ๆ ผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อเจ้านางน้อย แต่เขารู้สถานะตัวเองในฐานะทหารคนหนึ่ง จึงพยายามวางตัวที่จะไม่สนิทสนมกับเจ้านางน้อยมากไป เขาไม่คาดหวังว่าจะได้ความรักตอบแทนและพร้อมจะร่วมกอบกู้แผ่นดินร่วมกับเจ้ารอยและเจ้านางน้อย เพื่อชาวเวียงสรอง...
สำหรับเขา แม้เวียงสรองจะไม่ใช่แผ่นดินแม่ แต่เขาก็ผูกผันและรักทั้งเจ้ารอยอินทร์ในฐานะเพื่อนสนิทครั้งวัยเยาว์ และเจ้ารอยคำพระชนิษฐาที่ฝ่าฝันเอาชีวิตรอดมาด้วยกัน เขาบอกเจ้านางอ้อม ๆ ว่าเขารู้สึกต่อเธออย่างไรว่า "...จ้อยยังเด็ก ต้องโตกว่านี้จึงเข้าใจคำว่า ความรัก เรายังมีงานต้องทำด้วยกันมากมาย เราจะไม่ทิ้งกัน พี่ของจ้อยไม่ไปไหนหรอก ถ้าจ้อยต้องการพี่ จะพบพี่เสมอ..." (น.๕๑๘)
ผู้อ่านที่เคยชอบผลงานของโรสลาเลนเช่นเรื่อง " ในฝัน" น่าจะประทับใจเรื่องนี้ไมน้อยด้วย "โสมส่องแสง" เป็นภาคแรกของนวนิยายชุดนี้ เราจะได้ติดตามความเป็นไปของเวียงสรองต่อใน" รอยอินทร์" ว่า เจ้าหลวง เจ้านางน้อย และภูริตจะช่วยกันกู้ชาติได้ไหม
"โสมส่องแสง" มีการตีพิมพ์มากถึงเจ็ดครั้ง ถึงแม้จะเป็นงานเขียนที่มีอายุนานกว่า ๓๐ ปี นับตั้งแต่มีการพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ ก็ตามผู้อ่านส่วนใหญ่ยังคงรักนิยายเรื่องนี้ ปกของเล่มนี้เป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อ ๒๕๕๐ โดย สนพ. บ้านวรรณกรรม บริษัทยูม่าก็เคยนำไปสร้างเป็นละครทีวีทางช่อง ๓ เมื่อปี ๒๕๓๗ ที่ผู้ชมต่างประทับใจกันมานานจนถึงวันนี้ไม่น้อยกว่าเนื้อหาในหนังสือนิยาย
#อ่านอักครั้งก็ยังชอบ #โสมส่องแสง #โรสลาเรน #คุณหญิงวิมลศิริไพบูลย์ #นวนิยาย #ความรักชาติ #รักระหว่างรบ #สำนักพิมพ์บ้านวรรณกรรม
16/05/2026
ขอร่วมรำลึกถึงศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต
ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส
เป็นปูชนียบุคคลผู้วางรากฐานและพัฒนางานบรรณารักษศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่ระดับนานาชาติ ผลงานสำคัญของท่านคือ จัดตั้ง “สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย” ท่านเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และเป็นผู้ริเริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในหอสมุดแห่งชาติเพื่อจัดทำบรรณานุกรมแห่งชาติ (National Bibliography) เป็นหอสมุดแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
ท่านยังเป็นผู้ที่ริเริ่มในการนำเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN) มาใช้และร่วมก่อตั้งสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนแรก และยังเคยได้รับรางวัลนราธิป จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๔๖
รวมถึงรางวัลสุรินทราชา ประจำปี ๒๕๕๐ จากสมาคมนักแปลและล่ามฯ อีกด้วย
ศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๔๖๕ ที่ตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นธิดาคนที่ ๖ ของว่าที่อำมาตย์ตรีขุนพิทักษ์ประชารมย์ (อัศว์ ลีละหุต) และนางพิทักษ์ประชารมย์ (ส้มกิ้น ลีละหุต) มีพี่น้องรวม ๑๐ คน
ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กำหนดให้สตรีมีชื่อ ๒ พยางค์ ดังนั้น จากนามเดิมว่า “แม้น” จึงเป็น “แม้นมาส” และเหตุที่ใช้พยัญชนะ ส สะกด เพราะพยัญชนะ ศ และ ษ ถูกตัดออกจากพยัญชนะไทยในสมัยนั้น เพื่อให้เขียนได้ง่ายขึ้น
ท่านจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จเป็นอักษรศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ ๘ และได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโทวิชาบรรณารักษศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓
ในระหว่างปิดเทอมภาคฤดูร้อน ได้ฝึกงานในห้องสมุดสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยมิชิแกน เพื่อหาประสบการณ์ในการทำงานห้องสมุดทุก ๆ ด้านซึ่งขณะนั้นมีคนไทยเพียงคนเดียวที่ไปศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ได้รับทุนอบรมระยะสั้น จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ให้เข้าอบรมวิธีสอนวิชาบรรณารักษศาสตร์ เป็นระยะเวลา ๖ เดือน ในโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์ ประเทศเดนมาร์ก
เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้วท่านได้เริ่มทำงานเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนภาษาอังกฤษในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ ๑ ปี จากนั้นจึงไปทำงานหนังสือพิมพ์ประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์นิกรรายวัน (พ.ศ. ๒๔๘๘ - ๒๔๙๒) ต่อมาได้เข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติ เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๒ และยังเคยเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร รับผิดชอบงานบริหารและดูแลงานด้านห้องสมุด ด้านจดหมายเหตุ และด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี ๒๕๑๙
ศาสตราจารย์พิเศษคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ยังเป็นผู้แปลวรรณกรรมเรื่อง วิมานลอย" (Gone with the Wind) นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ชิ้นเอกของอเมริกา ประพันธ์ผลงานของ มาร์กาเร็ต มิตเชล (Margaret Mitchell) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๓๖ และคว้ารางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) โดยใช้นามปากกาว่า รอย โรจนานนท์ ฉบับภาษาไทยตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ของคุรุสภา ปัจจุบันตีพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์แสงดาว และยังมีผลงานและอีกมากมายในนามปากกาอื่นๆ อีกด้วย เช่น 'โรจนากร' 'ม.ลีละหุต' 'มนัสนันท์' และ 'กันย์' คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมผลงานของท่านได้ที่นี่
https://www.facebook.com/share/p/18w691qGcB/
ขอร่วมไว้อาลัยการจากไปของศาสตราจารย์พิเศษ คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ท่านเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ สิริอายุ ๑๐๓ ปี
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก #หอประวัติจุฬาฯ
14/05/2026
ข้าพเจ้า "รัก" คำว่า "คิดถึง"
และมักจะ "คิดถึง" คำว่า "รัก"
จากหนังสือเรื่อง "คิดถึงทุกปี" ของ บินหลา สันกาลาคีรี
12/05/2026
ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้
-----------------------------------------------
คุณยังชอบอ่านหนังสือเล่มจริง ๆ กันไหม และยังคงอ่านหนังสือทุกวันหรือไม่? แอดเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อ่านหนังสือเล่มน้อยลง แต่ทุกคนอ่านสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการอ่านผ่านสื่อโซเชียลมากกว่า เพียงแต่ว่าอ่านอะไรที่เป็นประโยชน์ไหม
หนังสือ “ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้” ของทาคาชิ ไซโต ศาสตรจารย์ด้านอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเมจิ ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการศึกษาทฤษฎีกายภาพและการสื่อสาร ซึ่งแปลโดย กมลวรรณ เพ็ญอร่าม วิเคราะห์ว่า ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอาจมีเป็นประโยชน์ แต่ก็ไม่มากเท่าข้อมูลและสาระที่เราจะได้จากการอ่านหนังสือที่เป็นเล่มจริง ๆ เพราะการอ่านหนังสือเล่มนั้นเราจำเป็นต้องใช้ประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ เช่น
• ประสาททางผิวหนังในการสัมผัสหนังสือขณะอ่าน
• ประสาททางสายตาในการอ่านตัวอักษรทีละคำแต่ละบรรทัด และ
• ประสาททางสมองในการค่อยๆ ซึมซับข้อมูลผ่านความคิด วิเคราะห์และ ความเข้าใจ
ดังนั้น การอ่านหนังสือเล่มจึงช่วยให้ผู้อ่านได้ฝึกทักษะต่าง ๆ เพื่อประมวลความคิดและได้รับประสบการณ์จากหนังสือเล่มนั้นมากกว่าการเลื่อนหน้าจอขณะอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เรามักจะอ่านให้จบ ๆ และเปลี่ยนหน้าจอเพื่อไปอ่านสิ่งอื่นต่อไปเช่นที่เราทำกันจนเป็นปกติทั้งในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ยูทูป ฯลฯ
ถ้าผู้อ่านเลือกอ่านข้อความหรือคลิปที่มีมุมมองชีวิตที่ดีก็ยังจะได้ประโยชน์และข้อคิดที่ดีได้ แม้แต่รายการบันเทิงช่องต่างๆ ในทีวีถ้าไม่ดูเพียงผ่อนคลายก็ยังได้สาระที่ดีเพราะบางรายการก็มีคุณค่าในการเปิดดู
ผู้เขียนตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมเราจึงต้องอ่านหนังสือในยุคสมัยนี้ เราควรจะอ่านอะไร และอ่านอย่างไรดี?
จริงๆ แล้วหนังสือทุกประเภทล้วนให้ประโยชน์แก่เราทั้งนั้น เช่น นิทานช่วยสร้างจินตนาการ นิยายทำให้เราเข้าใจสภาพสังคมและเรียนรู้ชีวิตและความคิดต่าง ๆ ผ่านตัวละคร ได้ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เราสัมผัสด้วยตนเองไม่ได้ และแม้แต่หนังสือแนวเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก็ช่วยเปิดโลกทัศน์ด้านความรู้ที่ทันสมัยขึ้น สรุปว่าหนังสือทุกเล่มช่วยเสริมสร้างหล่อหลอมให้เรามีความเป็นมนุษย์อย่างมีคุณค่ายิ่งขึ้น
เนื้อหาในหนังสือ “ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้” แบ่งเป็น ๗ บทคือ
• บทที่ 1 ความหมายของ "ความลึกซึ้ง" ที่มีแต่คนอ่านหนังสือเท่านั้นสามารถเข้าถึงได้
• บทที่ 2 ในเมื่อมีทั้งการอ่านที่ทำให้คนเราละเอียดลึกซึ้งขึ้นและทำให้ตื้นเขินลงควรจะอ่านอะไรและอ่านอย่างไรดี
• บทที่ 3 วิธีอ่านหนังสือเพิ่มพลังความคิดให้ล้ำลึกขึ้น
• บทที่ 4 วิธีอ่านหนังสือเพิ่มความรู้ให้ล้ำลึกขึ้น
• บทที่ 5 วิธีอ่านหนังสือให้มีวิสัยทัศน์ล้ำลึกขึ้น
• บทที่ 6 วิธีอ่านหนังสือให้ชีวิตล้ำลึกขึ้น
• บทที่ 7 วิธีอ่านหนังสือที่อ่านยาก
การอ่านหนังสืออย่างมีคุณค่าได้สาระและประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อคนอ่านนั้นมีเทคนิกที่ลึกซึ้งที่เราอาจจะยังไม่รู้ดีพอ แอดเห็นด้วยกับผู้เขียนว่า ไม่มีใครไม่ชอบการอ่าน และเราก็ไม่ได้ขี้เกียจอ่านหนังสือ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านหนังสืออย่างไรมากกว่า
การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟน เรามักใช้เวลาเพียงสั้น ๆ อ่านผ่านๆ เพื่อไปอ่านอย่างอื่นต่อ สายตาเราจะเลื่อนไปหาสิ่งที่น่าสนใจกว่าเช่นรูปภาพ หรือข้อความสั้น ๆ เวลาที่ใช้อ่านแต่ละข้อความหรือเรื่องจึงสั้นลง แล้วเราก็ไม่ได้เก็บมาคิดตาม ทาคาชิวิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้งว่า
“อินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนท้องทะเลที่คนส่วนใหญ่มาเพื่อเดินเก็บเปลือกหอยบริเวณชายหาดน้ำตื้นเท่านั้น ไม่มีใครดำดิ่งไปยังส่วนที่ลึกจริง ๆ แต่หากได้ดำดิ่งลงไป ณ จุดนั้น คุณอาจจะได้พบสัตว์ทะเลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และอาจได้เห็นโลกในมุมที่ไม่รู้จักมากขึ้นด้วยซ้ำ แม้เราจะยืนมองท้องทะเลเดียวกัน ทว่าแต่ละคนก็เลือกทำสิ่งที่แตกต่างกันไป” (น.๓)
ผู้เขียนหนังสือ “ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้” บอกว่าการอ่านช่วยให้คนเราเกิด “ความละเอียดลึกซึ้ง” เขาเปรียบว่า การเดินเล่นชายหาดไม่ดีเท่าการดำดิ่งสู้น้ำลึก ซึ่งนั่นไม่ใช่เพียงการอ่านบทความที่เปิดขึ้นมาหน้าแรกให้จบแต่อ่านหน้าอื่น ๆ ที่เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มด้วย “... ทว่าแต่ละคนจะดำดิ่งได้ลึกไปถึงตรงไหน เรื่องนี้ถือเป็นความแตกต่างเฉพาะบุคคล ... แต่หากต้องการความรู้มากกว่านั้น คุณก็จำเป็นต้องมีทักษะในการดำดิ่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า “ทักษะในการดำดิ่ง” ก็สามารถขัดเกลาได้ด้วยการอ่านหนังสือ” (น.๑๙-๒๐)
การอ่านรีวิวหนังสือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดความคิดอย่างลึกซึ้ง แต่การคิดสะระตะไปเองคนเดียวนั้นไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์มากนัก ผู้เขียนย้ำว่า เมื่อมีใครแสดงความคิดต่างจากเรา เราก็ต้องทบทวนหรือลองใช้ความคิดเผื่อถกหรือตอบโต้ประเด็นนั้น ๆ เป็นวิธีที่ช่วยให้เกิด “การสะเทือนความคิด” ซึ่งจำเป็นเพราะการรับรู้สิ่งที่สามารถกระตุ้นความคิดจะช่วยให้ความคิดของเรามีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น
โสคลาติสและเพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก ก็ให้ความสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแตกต่างจากการพูดคุยธรรมดา อาจช่วยเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ และมีผลช่วยเปลี่ยนความเชื่อเดิมที่เรามี คำกล่าวของโสคลาติสที่ว่า “ฉันรู้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเลย” นั้นก็เกิดจากการตระหนักรู้ที่เขาคิดว่าตัวเองรู้ดี แต่จริง ๆแล้วไม่ได้รู้อะไรเลย
การอ่านรีวิวก็ช่วยกระตุ้นความคิด แม้เราจะไม่ได้แลกเปลี่ยนความคิด แต่หากได้อ่านรีวิวของคนที่คิดคล้ายกัน คุณก็ยังจะรู้สึกว่า นี่เหมือนที่เราคิดเลย หรือบางทีเราอาจจะพบรีวิวจากคนที่อ่านหนังสืออย่างละเอียดลึกซึ้ง อ่านแล้วก็ช่วยกระตุ้นให้คุณคิดและอาจจะไปพูดคุยกับใครต่อได้ด้วย การอ่านรีวิวและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นดีกว่าการอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวไปเรื่อย ๆ
“ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้” ซึ่งแปลโดย กมลวรรณ เพ็ญอร่าม ไม่เพียงช่วยแนะนำวิธีการอ่านหนังสือสำหรับคนที่อยากเริ่มอ่านหนังสือสักเล่ม แต่ยังบอกแนวทางให้คนที่ชอบอ่านแต่ไม่มีเวลามากนัก หรือคนที่ชอบดูสื่อโซเชียล วีดีโอหรือคลิปบ่อย ๆ ว่าคุณต้องอ่านหนังสือควบคู่ไปกับการเสพสื่ออื่นด้วย เพราะการอ่านหนังสือยังจำเป็นในการเสริมประสบการณ์ต่าง ๆ และฝึกการคิดอย่างลึกซึ้ง
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #ทาคาชิโซโต #ความลับที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้
#กมลวรรณเพ็ญอร่าม