31/03/2026
☀️ก็แดดมันร้อน !!
คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะทนตากแดดทั้งวัน ...
🌇ไม่ใช่แค่คนเท่านั้น
เมื่อโลก 'ร้อน' กปภ. ก็ 'สะเทือน' เหมือนกันนะ
💧วิกฤตน้ำประปาในยุคโลกร้อน
จะเป็นวิกฤตอะไรบ้าง และ กปภ. ปรับตัวอย่างไร
มาร่วมกันวิเคราะห์และหาคำตอบกันได้เลยค่ะ
📚คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://cg.pwa.co.th/knowledge3
📞สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กองกำกับกิจการและความยั่งยืน โทร. 0 2551 8573
#กปภหัวใจยั่งยืน 🩵
#การประปาส่วนภูมิภาค
31/03/2026
📘กปภ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับแผนวิสาหกิจสู่อนาคตด้วยประเด็นสำคัญและตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน”
🎯 สายงานผู้ช่วยผู้ว่าการ (กำกับกิจการและความยั่งยืน) ร่วมกับกองพัฒนาทรัพยากรบุคคล จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับแผนวิสาหกิจสู่อนาคตด้วยประเด็นสำคัญและตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารประปาวิวัฒน์ กปภ. สำนักงานใหญ่
🔹โดย นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด กล่าวถึงการอบรมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ บูรณาการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนงานด้านความยั่งยืนขององค์กร เข้ากับแผนวิสาหกิจของ กปภ. ในทุกระยะ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
🔹นายอนุชา ศิริบวรเดช ผู้ช่วยผู้ว่าการ (กำกับกิจการและความยั่งยืน) กล่าวเสริมว่า โครงการนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทความยั่งยืน ต่อการกำหนดทิศทาง และความสำเร็จของแผนวิสาหกิจในระยะยาว ด้วยการจัดการประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ที่สอดคล้องกับบริบท กลยุทธ์ และความเสี่ยงองค์กร รวมถึงการออกแบบตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนและวัดผลได้ และร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานของ กปภ. ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
#กปภ
#การประปาส่วนภูมิภาค
#กปภหัวใจยั่งยืน
27/03/2026
📢 เสริมความรู้ GRC ยกระดับการทำงานสู่มาตรฐานสากล 💧🩵
💧 สายงานผู้ช่วยผู้ว่าการ (กำกับกิจการและความยั่งยืน) โดยกองกำกับกิจการและความยั่งยืน
💧 ในการนี้ นายอนุชา ศิริบวรเดช ผู้ช่วยผู้ว่าการ (กำกับกิจการและความยั่งยืน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การบูรณาการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (GRC)” ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารประปาวิวัฒน์ สำนักงานใหญ่
✨ การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการนำไปประยุกต์ใช้จริง ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ อาทิ
🔹 หลักการ Governance, Risk Management และ Compliance (GRC)
🔹 มาตรฐานการควบคุมภายใน (COSO Internal Control)
🔹 การบูรณาการการบริหารความเสี่ยงร่วมกับการกำกับดูแลกิจการ
🔹 การเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงกับผลการดำเนินงานขององค์กร
💡 พร้อมกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริงในการจัดทำ GRC Matrix ในกระบวนการหลักของ กปภ.
🎯 การอบรมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี กปภ. ให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในอนาคต
02/03/2026
💧พิธีประกาศเจตนารมณ์ “สานพลัง ฅน กปภ. สร้างมาตรฐาน มุ่งมั่น โปร่งใส เพื่อความยั่งยืน” พร้อมทั้ง ผวก.กปภ. กล่าวมอบนโยบายการบริหารงานปี 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี กปภ.
💧นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นประธานในพิธีประกาศเจตนารมณ์ "สานพลัง ฅน กปภ. สร้างมาตรฐาน : มุ่งมั่น โปร่งใส เพื่อความยั่งยืน" ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารประปาวิวัฒน์ กปภ.สนญ. เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อมอบนโยบายการบริหารงานประจำปี 2569 ให้แก่คณะผู้บริหารและผู้จัดการสาขาทั่วประเทศ (234 สาขา) โดยมุ่งเน้นนโยบาย "PWA FIRST" ที่ครอบคลุมทั้งการบริหารการเงินเชิงรุก การสร้างภาคีเครือข่ายในการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ การเร่งลดน้ำสูญเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ พร้อมนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมดิจิทัลมายกระดับการบริการประชาชนให้เข้าถึงน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้เพื่อการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและโปร่งใส ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจในปีที่ 47 ของ กปภ.
#กปภ #น้ำประปาสะอาด #ธรรมาภิบาล
20/01/2026
⏭️Double Materiality คืออะไร?
⏭️มีความสำคัญกับฅน กปภ. อย่างไร ?
มาหาคำตอบได้ที่นี่เลยค่ะ
🩵เพราะ กปภ. จะยั่งยืนได้
ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนนึง
แต่คือเรื่องที่ ฅน กปภ. ทุกคน
ต้องมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานให้ครบรอบด้าน
ทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน
📚อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://cg.pwa.co.th/knowledge3
📞สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กองกำกับกิจการและความยั่งยืน โทร. 0 2551 8573
#กปภหัวใจยั่งยืน 🩵
#การประปาส่วนภูมิภาค
19/01/2026
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น แม้เพียงน้อยนิด
แต่ส่งผลถึงความเสียหายของโลกที่ไม่อาจย้อนคืน
🌍🔥
💡 ทำไมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแค่ 1.5°C ถึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่นักสิ่งแวดล้อมอ้างอิงไปวันๆ แต่คือ เส้นแบ่งความอยู่รอด ของมนุษยชาติ
หลายครั้งที่เราเห็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเช่น 1.5°C, 2°C หรือ 4°C เราอาจรู้สึกว่าความแตกต่างเพียงแค่ร้อนนิดหน่อยแค่เล็กน้อย แต่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และภูมิอากาศวิทยา การเพิมขึ้นเพียงนิดเดียว หมายความถึง ความเสียหายของโลกที่ไม่อาจย้อนคืน
ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า ทุกเศษเสี้ยวขององศาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับทวีคูณ ดังนี้ครับ:
🔥 1. ภัยแล้งและไฟป่าที่รุนแรงขึ้น : อุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงแค่อากาศร้อน แต่หมายถึงระยะเวลาของภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น และพื้นที่ไฟป่าที่ขยายวงกว้างมากขึ้น สิ่งนี้กระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก
🌾 2. ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร : เมื่อโลกเดือด (ร้อนถาวร) ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวเจ้า จะได้รับผลกระทบ ซึ่งจะผลักดันให้ประชากรหลายล้านคนเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหาร และทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องถดถอย
🌊 3. ระดับน้ำทะเลและเมืองชายฝั่ง : ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามอุณหภูมิโลก ในระยะยาวเราอาจเห็นระดับน้ำสูงขึ้นตั้งแต่ 48 ซม. ไปจนถึงกว่า 7 เมตร ซึ่งหมายถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ และต้นทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันเมือง
🌱 4. การล่มสลายของระบบนิเวศ : แนวปะการัง ซึ่งเปรียบเสมือนป่าฝนของมหาสมุทร มีโอกาสลดลงถึง 70–90% หากอุณหภูมิแตะ 1.5°C และอาจสูญสิ้นไปเกือบทั้งหมดหากอุณหภูมิสูงกว่านั้น รวมถึงการเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์
📌 บทสรุปสำหรับภาคธุรกิจและสังคม: เป้าหมาย 1.5°C จึงไม่ใช่แค่ เลขอะไรก็ได้ของนักสิ่งแวดล้อม แต่คือ เกณฑ์ความอยู่รอดของโลกนั้นเอง
Credit Picture: IPCC
25/12/2025
💸💸
10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568
ผลกระทบและสิ่งที่ควรไปต่อในปี 2569
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ชวนสังคมทบทวนผลกระทบจากการโกงกินแผ่นดินกันเป็น “เครือข่าย” ครอบคลุมทุกวงการผ่าน “10 ข่าวคอร์รัปชันแห่งปี 2568” จับตา “3 กรณีใหญ่ 6 เรื่องร้อน” ที่จ่อคิวรอพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมและหลักนิติรัฐไทย พร้อมฝากความหวังไว้กับ “เลือกตั้งใหม่” ทั้ง “อบต.-สส.” ใช้ 1 สิทธิ์ที่มีไม่เอาคนโกง
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรฯ กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งการ “โกงเป็นเครือข่าย” มีหลายเหตุการณ์ที่นักการเมืองและชนชั้นนำได้กระทำเรื่องผิดความคาดหวังของสังคมอย่างไม่เกรงกลัวใคร ไม่สนใจจริยธรรม ขณะที่ ส.ว. และกรรมการองค์กรอิสระฯ จำนวนมากกลายเป็นภาระของบ้านเมือง จนการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเรื่องยาก ฉุดรั้งนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ดังกรณี 10 ข่าวคอร์รัปชัน ต่อไปนี้
1. อาคาร สตง. ถล่ม คอร์รัปชันที่ทำให้คนตายมากถึง 86 คน เสียหายกว่า 2 พันล้านบาท แต่ไม่ปรากฏตัวคนบงการและสาเหตุที่ตึกถล่มอย่างแท้จริง เพราะรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการถูกปกปิดอยู่ในลิ้นชักของ ป.ป.ช. และรัฐบาล นำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย และการประเมิน ITA โดย ป.ป.ช. ว่าเชื่อถือได้เพียงใด
2. วงการสงฆ์ เกิดวิกฤต “ศรัทธาและความไว้วางใจ” หลังปรากฏข่าวพระระดับเจ้าคุณหลายรูปโกงเงินวัด เฉพาะกรณีสีกากอล์ฟ มีมากถึง 13 ราย ในห้วงเวลา 3 ปีที่ตรวจสอบมีความเสียหายราว 385 ล้านบาท พฤติกรรมโกงเงินโกงศรัทธาสาธุชนยังถูกแฉต่อเนื่องถึงพระชื่อดังอื่น เช่น ข่าวพระอลงกต และอีก 181 ราย ที่ตำรวจสอบสวนกลางปูพรมไล่จับ
3. การยึดและอายัดทรัพย์ 3 เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้านบาท มีชื่อที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยรัฐบาล และ ป.ป.ง. คือ “ยิม เลียก - เบน สมิธ - ก๊ก อาน และ เฉิน จื้อ” แต่ที่สะกิดใจสังคมมากคือข่าวและภาพถ่ายของคนดังที่ปรากฏสู่สังคมต่อเนื่องว่าพวกเขาเกี่ยวข้องได้เสียกันขนาดไหนเรื่องนี้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง “ส่วยสินบนของตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย กับเครือข่ายทุนเทาระดับโลก” ที่ครอบงำอำนาจรัฐ จนสร้างความเดือดร้อนแก่คนไทยถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ท่ามกลางกลไกตรวจสอบของรัฐที่อ่อนแอ เลือกปฏิบัติ เต็มไปด้วยความลับ แต่พร้อมจะเล่นงานใครก็ตามที่คิดจะเปิดโปง
4. รพ.ทหารผ่านศึก ถูกเปิดโปงการขบวนการทุจริตยาที่ทำมานาน 7 ปี มีหมอและผู้ร่วมขบวนการกว่า 20 คน สร้างความเสียหายราว 80 ล้านบาท ถูกเปิดโปงโดยหญิง “ผู้กล้า” ที่สละเวลาสองปีในการสืบสาวข้อมูล การทุจริตยายังถูกแฉซ้ำด้วยข่าวของหมอตำรวจหรือหมอแอร์ค้ายาเสียสาว และข่าวหมอทหารฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปลอมให้คนไข้ การคดโกงในโรงพยาบาลที่เกิดขึ้นทั่วไปมายาวนาน จนกระทบต่อคุณภาพการให้บริการระบบบัตรทองและ 30 บาทรักษาทุกโรค และโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากกำลังขาดเงินหมุนเวียน
5. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนแรกที่ติดคุกจริง หลังติดคุกทิพย์เป็นเวลานานโดยอาศัย “ขบวนการบิดเบือนกฎหมายและความจริง” ด้วยนักการเมืองร่วมกับบางคนในกรมราชทัณฑ์และหมอในโรงพยาบาลตำรวจ จนกระทั่งมีการพิสูจน์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่นำไปสู่คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องและบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ ได้ทำลายความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทยในสายตานานาชาติและสังคมไทย
6. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมพวกกว่า 200 นาย ถูกคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ข้อหารับเงินจากขบวนการส่วยเว็บพนันออนไลน์ นับเป็นข่าวมัวหมองที่สุดของวงการตำรวจในรอบปี จนเกิดคำถามว่า “แล้วประชาชนจะพึ่งใคร?” เมื่อความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน ความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างมั่นคง ปลอดภัยของผู้คนย่อมเสื่อมลงไปเช่นกัน
7. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาผู้แทน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่ง เพราะ “ทำผิดรัฐธรรมนูญ” จากการเสนองบประมาณโครงการที่มีลักษณะเป็นการจัดงบ เพื่อลงพื้นที่ตัวเอง เข้าข่ายมีส่วนได้เสียในใช้งบประมาณมูลค่า 443 ล้านบาท ในปี 2568พฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องปรกติของรัฐสภาไทย เพียงแต่ไม่ถูกเปิดเผยและเป็นคดี ทำให้งบประมาณกระจุกตัวในพื้นที่ของนักการเมืองบางคน สร้างความไม่เป็นธรรมแก่คนไทยทั้งประเทศ
8. สำนักงานประกันสังคม กับข่าวฉาวในการจัดทำปฏิทินปีละ 50 ล้านบาท ซื้อตึกเก่า 7 พันล้านบาท แพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว จ้างทำแอปพลิเคชันแพงเว่อร์มูลค่า 850 ล้านบาท และที่ลืมไม่ได้คือ ความพยายามขาย “หุ้นบางจาก” ให้กับบริษัท ชาเตอร์ กรุ๊ป จนตกเป็นข่าวอื้อฉาวอย่าลืมว่า ความมั่นคงและทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของสำนักงานประกันสังคม คือหลักประกันในชีวิตและสุขภาพของประชาชนกว่า 24.8 ล้านคนที่ควักเงินจ่ายคนละ 750 บาทต่อเดือน
9. ห้องลับในเรือนจำ เพื่อบริการนักโทษ VVIP ตามบงการของ ผบ. เรือนจำ ข่าวนี้ตอกย้ำอีกครั้งว่าเรือนจำว่าแทบทุกแห่งเต็มไปด้วยการ “โกงเงินหลวง” และ “รับส่วยสินบนจากนักโทษ” เพื่อสิทธิพิเศษ ที่ใครๆ ก็รู้ แต่ผู้มีอำนาจต่างช่วยกันปฏิเสธตลอดมา เช่น เลื่อนชั้นนักโทษ ย้ายเข้าโรงพยาบาลทั้งที่ไม่ป่วยจริง ทุจริตค่าอาหาร การก่อสร้าง ฯลฯ
10. 3 ป. จับสด เจ้าหน้าที่รัฐเก็บส่วย/รับสินบน/รีดไถ/โกงหลวง ผลงานหลายสิบคดีที่เกิดขึ้นได้สะท้อนถึงความละโมบไม่เกรงกลัวกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น จับนักการเมืองท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลบุกรุกป่า พระชั้นผู้ใหญ่โกงเงินวัด เป็นต้น ดังนั้นการจับสดจึงเป็นก้าวใหม่ของความร่วมมือระหว่างตำรวจ ป.ป.ป., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ที่คนไทยขอปรบมือให้
ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันยังกล่าวต่อไปว่า ตลอดปี 2568 ยังปรากฏข่าวที่น่าเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติว่าจะเดินต่อไปอย่างไร? ประกอบด้วย เรื่องแรก การปล่อยผีสองคดีสินบนข้ามชาติ คือ คดีสวนปาล์มที่อินโดนีเซียและคดีสินบนโรลล์ รอยส์ ใน ปตท. อีกคดีดังคือคดีฮั้วประมูลสร้างโรงพักทั่วประเทศ 6 พันล้านบาท ทั้งหมดนี้เอาผิดผู้บงการไม่ได้เลย
เรื่องที่สอง ศึกเขากระโดงและคดีฮั้ว ส.ว. เป็นพฤติกรรมชัดแจ้งในการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐและข้าราชการ มาเป็นเครื่องต่อรอง ทำลายล้างทางการเมือง จนหลักนิติรัฐของไทยตกต่ำ
เรื่องที่สาม ความพยายามแก้สัญญาสัมปทานร้านค้าดิวตี้ฟรี และสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นเรื่องน่ากังขาว่า อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างผลประโยชน์ของชาติกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของพวกพ้อง กฎหมายและธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคืออะไรกันแน่ ทั้งสองโครงการจะเป็นเครื่องพิสูจน์ศักดิ์ศรีของไทยในสายตานานาชาติ
ปิดท้ายด้วยข่าวการเมืองการเลือกตั้งในรอบปี เริ่มจากวาทะดังออกสื่อของผู้ชนะเลือกตั้งเทศบาลธัญญบุรี ว่า “ชาวบ้านชอบกินหญ้าหวาน” อย่างไม่ละอายใจน่าอดสูอย่างยิ่ง และอีกปรากฏการณ์ที่ต้องจับตาว่า คนไทยตื่นตัวเพียงใดในการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไปที่จะมาถึงนี้ คือเราจะต่อต้านพวกใช้เงินสกปรกจากธุรกิจผิดกฎหมายและทุนเทา มาซื้อเสียง ซื้อตัวนักการเมือง ได้อย่างไร? หากหยุดไม่ได้คนโกงจะแปลงร่างเป็นนักการเมืองเข้าปกครองประเทศอย่างแน่นอน
“ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่า ข่าวการยึดและอายัดทรัพย์ 3 เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้านบาท ของวงการธุรกิจผิดกฎหมายพวกฟอกเงินนั้นได้สร้างผลกระทบต่อสังคมในระดับโครงสร้าง เพราะเข้าไปเชื่อมต่อผลประโยชน์กับคนหลากหลายกลุ่ม และเอื้อประโยชน์ให้เกิดทุนเทาเข้าไปบั่นทอนกลไกการเมืองและไหลลามต่อกลไกเศรษฐกิจ ท้ายที่สุดย่อมส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน” นายมานะกล่าว และในการเลือกตั้ง อบต. วันที่ 11 มกราคม และเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ขอให้คนไทยมาทำให้ 1 สิทธิ์ที่มีเป็น “1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล” เลือกคนเก่ง คนดี เข้ามาทำงานรับใช้บ้านเมือง หยุดเลือกตั้งแบบเดิมๆ ที่กาให้คนซื้อเสียง คนของบ้านใหญ่นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล คนที่มีประวัติคดโกงทำมาหากินผิดกฎหมาย
18/12/2025
🔹กปภ. ก้าวสู่ความยั่งยืนอีกขั้น กับ Solar Rooftop ระยะที่ 2 🏆
ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด เสริมความมั่นคงระบบประปาทั่วไทย
#กปภหัวใจยั่งยืน
#การประปาส่วนภูมิภาค
17/12/2025
♻️ เปลี่ยนที่ทำงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
🌱 เริ่มต้นได้ที่ “ตัวเรา”
รู้หรือไม่? แค่ปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในที่ทำงาน
ก็ช่วยสร้าง สำนักงานสีเขียว (Green Office) ได้แล้ว 💚
🔹 รู้จักเกณฑ์การประเมินสำนักงานสีเขียวทั้ง 6 หมวด
🔹 พร้อมวิธีทำแต่ละหมวดแบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย ทำได้จริง
มาเรียนรู้ไปพร้อมกัน
เพื่อเปลี่ยนที่ทำงานของเราให้ดีต่อโลก 🌍
ก่อนตกเทรนด์ความยั่งยืน
คลิกเลย 👉https://cg.pwa.co.th/data/_uploaded/file/knowledge/sus16.pdf
📞สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
กองกำกับกิจการและความยั่งยืน โทร. 0 2551 8573
#กปภหัวใจยั่งยืน 🩵
#การประปาส่วนภูมิภาค
02/12/2025
ผลการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี กปภ. ปี 2568 💧🩵
กปภ. มุ่งมั่นยกระดับองค์กรสู่ความยั่งยืนบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ผ่านระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปีนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และความทุ่มเทในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างยั่งยืน รองรับความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
29/11/2025
มาร่วมมือกัน ก่อนจะสายเกินไป … 🌧️☔️
กรมลดโลกร้อน เผย ไทยติดอันดับ 17 เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว
เร่งยกระดับการเตือนภัย พร้อมบูรณาการมาตรการรับมือแบบองค์รวม
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผย ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลระหว่างประเทศ ช่วงระยะเวลา 30 ปี (ค.ศ. 1995–2024) พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี อยู่อันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของไทยเพิ่มสูงขึ้น
รายงานดังกล่าว ยังระบุว่า ในช่วงปี 30 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง มีประชากรได้รับผลกระทบเกือบ 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุ รวม 66% ขณะที่น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุด 48% ส่วนพายุสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด 58% หรือราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เกรนาดา ชาด ปาปัวนิวกินี ไนเจอร์ เนปาล ฟิลิปปินส์ มาลาวี เมียนมา และเวียดนาม ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี ประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ได้แก่ โดมินิกา เมียนมา และฮอนดูรัส ซึ่งกลุ่มประเทศดังกล่าว มีความสามารถในการปรับตัวต่ำกว่าประเทศอื่น
ดร.พิรุณ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไทยจะมีระดับการพัฒนาสูงกว่าประเทศรายได้ต่ำหลายประเทศ แต่ยังคงเผชิญกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความเสี่ยงในเรื่องภัยอันตรายจากฝนตกหนัก ที่มีปริมาณฝนตกหนักสูงสุดถึง 350 มิลลิเมตรต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่มากผิดปกติในรอบ 300 ปี ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสาเหตุของปริมาณฝนที่ตกหนักนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดนโยบายรัฐบาลด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และข้อ 13 ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050
ภายใต้กรอบดังกล่าว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเร่งขับเคลื่อนและบูรณาการการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานหลักทั้ง 6 สาขา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งการยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) การบริหารจัดการน้ำทั้งในเมืองและชนบท การส่งเสริมมาตรการปรับตัวด้านสาธารณสุข เกษตร และโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนการใช้แนวทางธรรมชาติในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาแนวทางการปรับตัวในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนการปรับตัว เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงและศูนย์ข้อมูลด้านการปรับตัว รวมถึงระบบการติดตามเชิงรุก การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง
อีกทั้ง พัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (CRI) ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นเครื่องมือในการวางแผนนโยบายรายพื้นที่หรือระดับจังหวัด และเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้กับทุกภาคส่วน ได้เข้าถึงข้อมูลดัชนีความเสี่ยงฯ เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับเร่งผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและประชาชนในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีความถี่และความรุนแรงที่มากขึ้นในอนาคต
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม