ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา

ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา

แชร์

กองการต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

Mangrove Photography Awards 27/04/2026

งานประกวดภาพถ่ายป่าชายเลนประจำปีครั้งที่ 12 ปี 2026 กลับมาอีกครั้ง

โครงการนี้เป็นความริเริ่มขององค์กร Mangrove Action Project ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกาที่ขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมของชุมชน รางวัลนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดทั้งความสำคัญและความเปราะบางของระบบนิเวศป่าชายเลนผ่านภาพถ่ายที่ทรงพลัง

ป่าชายเลนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ ซึ่งสมควรได้รับการปกป้องในระดับโลก

ขอเชิญส่งผลงานภาพถ่ายที่ดีที่สุดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นภาพสัตว์ป่า ใต้น้ำ ภูมิทัศน์ ผู้คน หรือภาพที่สะท้อนการอนุรักษ์จากพื้นที่ป่าชายเลน โดยสามารถส่งผลงานได้ใน 6 ประเภท ได้แก่

* สัตว์ป่า (Wildlife)
* ใต้น้ำ (Underwater)
* ภูมิทัศน์ (Landscape)
* ผู้คน (People)
* ภัยคุกคาม (Threats)
* เรื่องราวการอนุรักษ์ (Conservation Stories – Portfolio)

ปิดรับผลงานวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2026

➡️ www.photography.mangroveactionproject.org

Mangrove Photography Awards The Awards provide an international platform that highlights the beauty, biodiversity, and fragility of mangrove forests through visual storytelling. Enter your mangrove photos from April 1st, 2026.

14/03/2026

ทำความรู้จักกับ OECM กันค่ะ

📢 𝙊𝙉𝙀𝙋 𝙇𝙚𝙖𝙧𝙣𝙞𝙣𝙜 #23 🌱
30×30 และ OECMs : เมื่อการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของทุกคน 🌏🌱

ถ้าวันหนึ่งเราต้องอธิบายให้ลูกหลานฟังว่า ทำไมธรรมชาติรอบตัวถึงเปลี่ยนไป เราจะตอบอย่างไรว่าเราเคยทำอะไรไว้บ้าง 🤔 ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง คำว่า “การอนุรักษ์” อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ของใครบางกลุ่มอีกต่อไป แต่มันคือคำถามตรง ๆ ถึงพวกเราทุกคนว่า จะปล่อยให้ธรรมชาติค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา หรือจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในสมการอนาคตนี้ 🌿 เป้าหมาย 30×30 และแนวคิด OECMs จึงไม่ใช่เพียงกรอบนโยบายระดับโลก หากคือสัญญาณเตือนว่า การดูแลโลกใบนี้และจะใช้ประโยชน์อย่างไรให้ยั่งยืน อาจเริ่มต้นได้จากพื้นที่เล็ก ๆ ใกล้ตัว มากกว่าที่เราเคยคิด

โลกวันนี้หมุนเร็วกว่าเดิม เมืองขยาย เศรษฐกิจเติบโต การใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และสิ่งที่เพิ่มขึ้นเงียบ ๆ ควบคู่กันคือ แรงกดดันต่อธรรมชาติ 🌏 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราใช้เครื่องมือและกลไกสำคัญหลากหลาย ผ่านกฎหมาย ผ่านวิถีชุมชน และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศ แม้จะช่วยชะลอการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง เห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายส่วน แต่ด้วยความที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึงมากมาย และธรรมชาติเองก็ถูกกระทบจากแรงกดดันรอบด้านเช่นเดียวกัน
แอดจึงอยากชวนทุกท่าน มารู้จัก พื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อาจจะอยู่ในละแวกบ้านเรา ในชุมชน พื้นที่ของเอกชน พื้นที่ความเชื่อทางศาสนา หรือแม้แต่สวนเล็ก ๆ พื้นที่สีเขียวกลางเมือง 🌳 ซึ่งพื้นที่เหล่านี้สำคัญและกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การอนุรักษ์ในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้เริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้องมีกฎระเบียบบังคับเสมอไป แต่อาจเริ่มจาก “พื้นที่ของเรา แม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่มากด้วยความตั้งใจ” ที่เรามีส่วนร่วมดูแลได้จริง ซึ่งนี่คือจุดตั้งต้นของบทสนทนาใหม่ที่โลกกำลังชวนเราคิดต่อจากนี้

📌 1) 30×30 และ OECMs คืออะไร ทำไมคนทั้งโลกถึงพูดถึง?

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ตัวเลข “30×30” ถูกพูดถึงในเวทีสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง 🌍 แนวคิดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Convention on Biological Diversity ซึ่งกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า ทุกประเทศต้องร่วมกันปกป้องและดูแลพื้นที่บนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน ทะเลและชายฝั่ง ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573

ฟังดูเหมือนเป็นแค่ “ตัวเลข” แต่ในทางวิชาการ นี่คือหมุดหมายสำคัญของความพยายามหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 📊 เป้าหมาย 30% ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่า หากเราไม่รักษาพื้นที่ธรรมชาติในสัดส่วนที่เพียงพอ ระบบนิเวศจะไม่สามารถทำหน้าที่ค้ำจุนชีวิตมนุษย์ได้อย่างมั่นคง

คำถามจึงตามมาทันทีว่า แล้วเราจะเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์อย่างไร โดยไม่ไปกระทบวิถีชีวิตของผู้คน หรือขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นคือ อนุรักษ์ ฟื้นฟูดูแลแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ 🌱

ตรงนี้เองที่แนวคิด OECMs หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures เริ่มมีการพูดคุยและเข้ามามีบทบาทในงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมากขึ้น
OECMs ในบริบทของไทย หมายถึง “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย” อธิบายให้เข้าใจง่าย คือ พื้นที่ที่ไม่ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ แต่มีรูปแบบบริหารจัดการดูแลพื้นที่ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ 🌳

ตัวอย่างพื้นที่ที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นป่าชุมชน พื้นที่เกษตรที่จัดการอย่างยั่งยืน พื้นที่เอกชนที่ตั้งใจฟื้นฟูธรรมชาติ หรือแม้แต่พื้นที่สีเขียวในเมือง ก็สามารถมีบทบาทในระบบการอนุรักษ์ระดับประเทศได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้

OECMs จึงไม่ใช่การ “เพิ่มข้อจำกัด” ให้สังคม แต่คือ การขยายความหมายของคำว่าอนุรักษ์ ให้ครอบคลุมการดูแลธรรมชาติด้วยความตั้งใจจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบนเส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 ไปด้วยกัน 🤝

📌 2)OECMs ทางเลือกใหม่ของการอนุรักษ์ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม

เสน่ห์สำคัญของ OECMs คือการ “เปลี่ยนบทบาท” ของคำว่าการอนุรักษ์ จากเดิมที่หลายคนมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ให้กลายเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในสังคม 🌿

OECMs เปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่รูปแบบการบริหารจัดการร่วมกันหลายฝ่าย เข้ามามีบทบาทดูแลพื้นที่ตามบริบทของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกแห่ง แต่ต้องมีเป้าหมายร่วมคือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ในเชิงแนวคิด รูปแบบของ OECMs สามารถเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ บางพื้นที่มีการอนุรักษ์เป็นวัตถุประสงค์หลักอย่างชัดเจน บางพื้นที่มีการอนุรักษ์เป็นวัตถุประสงค์รองควบคู่กับกิจกรรมอื่น และบางแห่ง การอนุรักษ์อาจเป็นผลลัพธ์ที่เสริมขึ้นมาจากกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ความมั่นคง หรือการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงชื่อเรียกขานและขนาดของพื้นที่ เล็ก หรือใหญ่ แต่คือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจริงต่อธรรมชาติ และระบบการจัดการที่มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม และต่อเนื่องในระยะยาว

OECMs จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ได้มีรูปแบบเดียว และการอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในกรอบพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่หลากหลายรูปแบบ ตราบใดที่ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการดูแลอย่างแท้จริง 🌏

📌 3) ประเทศไทยไปถึงไหนแล้ว กับเส้นทาง OECMs สู่เป้าหมาย 30×30

ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อน OECMs อย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โดยมี สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดกรอบแนวทางและประสานความร่วมมือ ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง United Nations Development Programme (UNDP), International Union for Conservation of Nature (IUCN), World Wide Fund for Nature (WWF) และ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) เพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมิน กลไก/ขั้นตอนวิธีการในระดับประเทศและผลักดันพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่ OECMs อย่างเป็นระบบ 🤝🌍

หากมองจากตัวเลขประมาณการ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่คุ้มครองบนบกประมาณร้อยละ 22.12 และเมื่อรวมพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็น OECMs สัดส่วนนี้จะขยับเพิ่มเป็นร้อยละ 24.22 ส่วนพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเดิมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 มีโอกาสขยับไปสู่กว่าร้อยละ 21 หากสามารถขับเคลื่อน OECMs ได้อย่างเต็มศักยภาพ 📊

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และไม่ได้เป็นเพียงภาพฝันในเชิงนโยบาย แต่กำลังค่อย ๆ ขยับผ่านการทำงานจริงในพื้นที่นำร่องหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ ระยอง, ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ, ชุมชนคลองขนมจีน พระนครศรีอยุธยา, อ่าง 70 ไร่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย และชีวพนาเวศ ฉะเชิงเทรา 🌳

พื้นที่เหล่านี้กำลังพิสูจน์ว่า OECMs ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่คือกระบวนการลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในบริบทที่หลากหลาย และกำลังกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 อย่างเป็นรูปธรรม

📌 4) OECMs มากกว่าการอนุรักษ์ คือโอกาสของสังคม เศรษฐกิจ และอนาคต

เมื่อพูดถึง OECMs หลายคนอาจนึกถึงเรื่องธรรมชาติเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง แนวคิดนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะต่อระบบนิเวศเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว 🌏

เมื่อพื้นที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เพิ่มมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพ 🌿 ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจสามารถยกระดับบทบาทด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติ

ในระดับประเทศ การมีพื้นที่ที่เข้าข่าย OECMs เพิ่มขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งทุนและความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลกได้มากขึ้น ที่สำคัญที่สุด ระบบนิเวศที่ได้รับการดูแลยังคงทำหน้าที่พื้นฐานที่หล่อเลี้ยงสังคม ทั้งการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งกักเก็บคาร์บอน ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

ในระยะยาว OECMs จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านการอนุรักษ์ แต่คือ “พื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม” ที่ทำให้คำว่าการดูแลธรรมชาติไม่ใช่ภาระของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของสังคม 🤝 เพราะเป้าหมาย 30×30 จะไม่มีวันสำเร็จ หากธรรมชาติถูกทิ้งไว้ให้ใครบางคนดูแลเพียงลำพัง แต่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเริ่มมองเห็นคุณค่าของพื้นที่รอบตัว และลุกขึ้นมาดูแล “พื้นที่ของเรา” ไปพร้อมกัน

หากอยากทำความเข้าใจรายละเอียดมากขึ้น สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้ 🔗
https://chm-thai.onep.go.th/?page_id=13705

หรือติดต่อ กลุ่มงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไก กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
☎️ เบอร์โทรศัพท์: 0 2265 6560
📧 E-mail: [email protected]

ท้ายที่สุดแล้ว 30×30 และ OECMs ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเชิงตัวเลขหรือถ้อยคำในเวทีนานาชาติ หากคือทิศทางใหม่ของการทำงานด้านความหลกาหลายทางชีวภาพที่ตั้งคำถามกับเราทุกคนว่า จะเติบโตอย่างไรโดยไม่ทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลัง 🌱 ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ แต่คือการรักษาระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสังคมในระยะยาว และย้ำให้เห็นว่า “ประชาชน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ หากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคต

บทสนทนานี้จึงยังไม่จบ เพราะในตอนต่อไปของ Onep Learning เราจะพาไปทำความเข้าใจกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้ลึกขึ้น 🌍 ว่าประเทศไทยมีพันธกรณีอะไร และทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกลับมาสู่ชีวิตของพวกเราอย่างไรบ้าง เพื่อให้การดูแลธรรมชาติไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตระหนักร่วมที่เริ่มต้นได้จากวันนี้นั่นเองครับ 🌿
#สผ #ทสหนึ่งเดียว

12/02/2026

The theme of the International Day of Women and Girls in Science (IDWGIS) 2026 is “Synergizing AI, Social Science, STEM and Finance: Building Inclusive Futures for Women and Girls.”

Women continue to be underrepresented in scientific research worldwide. In 2022, just 31.1% of researchers were women, highlighting persistent gender gaps in the field.

Closing this gap is essential. From monitoring wetland ecosystems using technology to advancing hydrological research, social science insights and sustainable financing mechanisms, women scientists play a critical role in delivering innovative, evidence-based solutions.

Photos from ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา's post 02/02/2026

กองการต่างประเทศ ได้ร่วมจัดนิทรรศการและร่วมพิธีเปิดกิจกรรมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2569 (World Wetlands Day 2026) ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการเปิดกิจกรรม โดยในปี พ.ศ. 2569 มีการจัดกิจกรรมขึ้นภายใต้หัวข้อ “พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม: การฉลองมรดกทางวัฒนธรรม” (Wetlands and traditional knowledge: celebrating cultural heritage) ซึ่งตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธุ์ของทุกปี โดยบูธนิทรรศการของ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำเสนอเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ และการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศในพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงกิจกรรมทายเสียงนก ผ่านเกม “เสียงนี้พี่รู้”

Photos from ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา's post 02/02/2026

2 February 2026
WORLD WETLANDS DAY “Wetlands and traditional knowledge: Celebrate cultural heritage”
วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2569 “พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม: การฉลองมรดกทางวัฒนธรรม”

พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2544 ลำดับที่ 1101 ขนาดพื้นที่ 2,712 ไร่ หรือ 434 เฮกตาร์ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลโยนก ตำบลป่าสัก อำเภอเชียงแสน และตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ลักษณะเป็นบึงน้ำจืดขนาดเล็กที่มีน้ำตลอดทั้งปี เป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำย่อยเชียงแสนและทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ชุมชนได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม เป็นพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ จัดเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าความสำคัญต่อระบบนิเวศ

พิธีสืบชะตาทะเลสาบหนองบงคาย : ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด (Wise Use)
พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย หรือทะเลสาบเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีคุณค่าทั้งด้านระบบนิเวศ ทรัพยากรน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ชุมชนท้องถิ่นได้นำ ประเพณีสืบชะตาแบบล้านนาโบราณ มาประยุกต์ใช้เป็นพิธีสืบชะตาทะเลสาบ เพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ เสริมสิริมงคล และปลูกจิตสำนึกในการดูแลรักษาแหล่งน้ำร่วมกัน

พิธีสืบชะตาทะเลสาบไม่เพียงสะท้อนรากวัฒนธรรมล้านนา หากยังเป็นตัวอย่างของการผสาน ความเชื่อ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สอดคล้องกับหลักการของ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar Convention) ที่ส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด หรือ Wise Use เพื่อให้ทรัพยากรน้ำคงอยู่คู่ชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน
การดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำหนองบงคายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการสืบสานวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับน้ำ ให้ดำรงอยู่ควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน

ขอบคุณภาพจากเชียงรายโฟกัส
www.worldwetlandsday.org

Photos from ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา's post 02/02/2026

2 กุมภาพันธ์ "วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก"

วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ของทุกปีตรงกับวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wetlands Day) ถูกกำหนดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ด้วยอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ซึ่งกว่า 160 ประเทศทั่วโลกลงนามร่วมเป็นภาคีอนุสัญญานี้

วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความหลากลายทางชีวภาพและเกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์และชุมชนประชากรทางนิเวศของนกน้ำและปลา โดยในปี พ.ศ. 2569 มีการจัดกิจกรรมขึ้นภายใต้หัวข้อ “พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม: การเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม” (Wetlands and traditional knowledge: celebrating cultural heritage)

เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำขังตามธรรมชาติ แต่เป็นพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติมาแต่โบราณกาล ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่กับเราอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่มา: เว็บไซต์กรมทรัพยากรน้ำ
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

30/01/2026

ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย โดยด่วน

“เวียงหนองหล่ม” เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาด 14,091 ไร่ ตั้งอยู่ในแอ่งเชียงแสน ซึ่งได้รับการบันทึกว่ามีความสำคัญในระดับนานาชาติของประเทศไทย (An Inventory of Wetlands of International and National Importance in Thailand, พ.ศ. 2545) และอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกับหนองบงคาย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) แล้ว

พื้นที่เวียงหนองหล่มมีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบนิเวศ โดยเป็นที่ตั้งของโบราณสถาน จำนวน 53 แห่ง ในเขตเมืองโบราณโยนกนคร โยนกนาคพันธุ์ และสิงหนวัตินคร รวมทั้งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศเฉพาะตัว เป็นถิ่นอาศัยของพืชอย่างน้อย 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกไม่น้อยกว่า 200 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่อยู่ในสถานะถูกคุกคาม รวมถึงนกแสกทุ่ง ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการระบุว่า พื้นที่เวียงหนองหล่มอาจเป็นถิ่นอาศัยที่เหมาะสมแห่งสุดท้ายของชนิดพันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พื้นที่เวียงหนองหล่มกำลังถูกทำลายอย่างรุนแรง จากการขุดลอกโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ “จัดทำแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย” ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตามแผนพัฒนา 5 ด้าน งบประมาณ 3,880.85 ล้านบาท มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำ 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยขุดลอกตะกอนดินพื้นที่ประมาณ 2,500 ไร่ รวม 10.437 ล้านลูกบาศก์เมตร

กิจกรรมดังกล่าวเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณ และทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างร้ายแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหนองบงคาย ซึ่งเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันในระยะยาว

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 พบว่าโครงการขุดลอกยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องและเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามกำหนด โดยยังเหลืองานขุดลอกตามงบประมาณปี พ.ศ. 2569 อีกประมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากดำเนินการต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอย่างไม่อาจย้อนคืนได้

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายนักอนุรักษ์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาสัตว์น้ำ สัตวแพทย์ นักพฤกษศาสตร์ นักภูมินิเวศ ภูมิสถาปนิก สถาปนิกชุมชน และนักโบราณคดี ร่วมกับองค์กรอิสระด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านโปรดพิจารณา ยุติการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยด่วน และขอให้กรมชลประทานจัดให้มีการหารืออย่างเป็นทางการกับกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสม สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์ และยั่งยืนในระยะยาว

ขอแสดงความขอบคุณและนับถืออย่างสูง

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยทบทวนและป้องกันความเสียหายต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีคุณค่าอย่างยิ่งแห่งนี้ และอาจป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ ในประเทศไทยในอนาคตได้

จดหมาย ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย โดยด่วน นำส่งถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบดีกรมชลประทาน ลงวันที่ 28 มกราคม 2569 โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา

และองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ รักษ์คลองมะเดื่อ มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย สมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ (สอพ.) สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ (สปส.) สมาคมนิเวศยั่งยืน สยามเอ็นสิส Thai Climate Justice for All หน่วยปฏิบัติการวิจัยการวางแผนภูมิทัศน์เชิงสุขภาวะและชีวะสัมพันธ์ หน่วยวิจัยนกนักล่า และเวชศาสตร์อนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลุ่มใบไม้ มิตรรักบางปะกง กลุ่มรักษ์เชียงของ ทุ่งน้ำนูนีนอย บริษัท เดอะ เน็กซ์ ฟอเร็ซ จำกัด บริษัท รีฟีลด์ แล็บ จำกัด บริษัท วี ไวล์ดดิ้ง จำกัด บริษัท โปรเกรสชั่นทรีส จำกัด บริษัท ไอแอลไอ จำกัด ฟาร์มทูทรัคไทยแลนด์ บริษัท จีอินซี จำกัด สกายการ์เด้นบูลด๊อก บ้านสวนอิงอาศัย

Photos from กรมทรัพยากรน้ำ's post 19/12/2025
25/10/2025

ฟ้าสีหม่น ชนหมอง ทุกข์ครองชาติ
น้ำตาราษฎร์ รินรด สลดหล้า
ธ เสด็จฯ สู่สรวง สวรรยา
ทั่วอาณา ครวญคร่ำ ร่ำระงม

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต

๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘
สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่
ส่วนความร่วมมือและอนุสัญญา กองการต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

21/10/2025

21 ตุลาคม “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” (National Annual Tree Care Day) 🌳

วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปีนั้น นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) แล้ว ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" และใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

“วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาต้นไม้และฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ โดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ

เป้าหมายของวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติจะบรรลุได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเอง ที่ต้องเห็นคุณค่าและรักษาป่าไม้ในประเทศไทยไว้ ตามพระปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้คงอยู่และยั่งยืนสืบไป

ที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

#วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ #สมเด็จย่า #ฟื้นฟู #ป่าไม้ #เพิ่มพื้นที่สีเขียว
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
#กองการต่างประเทศ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


ชั้น 1 อาคารเต็ม สมิตินันท์ เลขที่ 61 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30