22/02/2023
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
24. เรื่อง สรุปมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2566 (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566)
1. เห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 4 วงเงินรวมทั้งสิ้น 7,643,857,284.15 บาท และเห็นชอบค่าบริหารจัดการโครงการ จำนวน 77,000,000 บาท โดยให้การยางแห่งประเทศไทย เสนอขอรับจัดสรรจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ 2566
2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ ระยะที่ 2 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการของโครงการ 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ โดยมีระยะเวลาในการชดเชยดอกเบี้ย ตามโครงการฯ 1 ปี แต่ระยะเวลาชดเชยไม่เกินระยะเวลาดำเนินโครงการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงิน 604 ล้านบาท แบ่งเป็น
2.1 งบประมาณชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปีจำนวนไม่เกิน 600 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 20,000 ล้านบาท
2.2 งบประมาณค่าบริหารโครงการ 4 ล้านบาท
3. อนุมัติแผนปฏิบัติการด้านยางพารา พ.ศ. 2566-2580 ระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2566-2580)โดยให้ใช้ชื่อ “แผนปฏิบัติการด้านยางพารา พ.ศ. 2566-2580” มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย ปรับเนื้อหาสาระให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน
4. หลักเกณฑ์กำหนดอัตราภาษีที่ดินในการประกอบเกษตรกรรมสวนยางพาราตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง พ.ศ. 2562 มอบหมายการยางแห่งประเทศไทยหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้และรายงานให้ กนย. ทราบต่อไป
5. การประกาศต้นยางพันธุ์ดีตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มอบหมายการยางแห่งประเทศไทยหารือกับกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้และรายงานให้ กนย. ทราบต่อไป
6. รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา บังคับใช้กฎหมายห้ามใช้ถุงมือยางลาเท็กซ์ในกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร และกลุ่มการให้บริการทางการแพทย์ มอบหมายการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยเร่งด่วนและรายงานให้ กนย. ทราบต่อไป
7. การตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการสวนยางยั่งยืน มอบหมายการยางแห่งประเทศไทย พิจารณาดำเนินการทบทวนองค์ประกอบคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราที่เกี่ยวข้องกับสวนยางยั่งยืนที่มีอยู่เดิมก่อนที่จะจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการสวนยางยั่งยืนไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน
28. เรื่อง ขอรับความอนุเคราะห์ในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,500,755,595 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดการหนี้ของเกษตรกร โดยเบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป
สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใช้จ่ายจากเงินสะสมคงเหลือของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้จัดทำแผนปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณพร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อเสนอขอรับ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป โดยคำนึกถึงศักยภาพ ความสามารถในการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณตามภารกิจเท่าที่จำเป็น รวมทั้งประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16/02/2023
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
*** เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 6/2565 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้
การเยียวยาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม -30 พฤศจิกายน 2565 จนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จำนวน 66 จังหวัด และอยู่ระหว่างดำเนินการ จำนวน 3 จังหวัด (จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และนครศรีธรรมราช)
ด้านพืช ให้ความช่วยเหลือแล้ว 7,296 ราย พื้นที่ 35,880 ไร่ วงเงิน 63.40 ล้านบาท
ด้านประมง ให้ความช่วยเหลือแล้ว 3,775 ราย พื้นที่ 5,273 ไร่ วงเงิน 33.95 ล้านบาท
ด้านปศุสัตว์ ให้ความช่วยเหลือแล้ว 38 ราย ช่วยเหลือสัตว์ตายและสูญหาย 179,377 ตัว
คิดเป็นเงิน 420,000 บาท
ข้อเสนอแนะ/มติที่ประชุม
1. ควรประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกรและทุกภาคส่วนให้เข้าใจถึงความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร ทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์รวมถึงเงื่อนไขจำเป็นในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ [กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)]
2. ควรนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการตรวจสอบยืนยันความเสียหายจากภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อลดระยะเวลาและข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรในการสำรวจตรวจสอบความเสียหาย (กษ.)
*** เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 (COP 27) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์
ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการภายใต้กรอบ UNFCCC เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในการประชุม COP 27 ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 ณ เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ มีประเด็นที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
1. จัดทำ/ปรับปรุงนโยบาย แผน มาตรการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานในการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบเวลาร่วมในการดำเนินงานตาม NDC
2. จัดทำนโยบาย แผน มาตรการ และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกลไกระหว่างประเทศวอร์ซอด้านการสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. การเผยแพร่ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
*** เรื่อง ขออนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ระหว่างกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และกรมประมง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมายระหว่างกรมประมง กษ. แห่งราชอาณาจักรไทย และกรมประมง กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
3. อนุมัติให้อธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมายเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
4. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ (ตามข้อ 3)
[สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม) ประสงค์ให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างการประชุมคณะทำงานร่วมกลุ่มย่อยด้านการประมงระหว่างไทยและเวียดนาม ครั้งที่ 7 ซึ่งเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงต้นปี 2566 ซึ่งคาดว่าประมาณดือนมีนาคม 2566)]
วัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำการประมงผิดกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลเรือประมงรุกล้ำน่านน้ำ ข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับและใบรับรองการจับสัตว์น้ำเพื่อไม่ให้มีสินค้าประมงจากการทำการประมงผิดกฎหมายเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นระยะเวลา 5 ปี และอาจต่ออายุได้อีก 5 ปี ตามที่คู่ภาคียอมรับร่วมกันล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน ก่อนวันที่บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะสิ้นสุด ทั้งนี้หากมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ แต่ละฝ่ายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และไม่ถือเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
การจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมาในครั้งนี้นั้น จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในการมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีที่เกี่ยวกับการป้องกันและขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งเสริมสร้างบทบาทที่เข้มแข็งขององค์กรของไทยในการจัดการประมงในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค
*** เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมชุดใหม่ จำนวน 9 คน ดังนี้
1. นายประพันธ์ เทียนวิหาร ผู้แทนเกษตรกร
2. นายเด่นณรงศ์ ธรรมมา ผู้แทนเกษตรกร
3. นายบุญช่วย มหิวรรณ ผู้แทนเกษตรกร
4. นายสมศักดิ์ ป้องปัญจมิตร ผู้แทนเกษตรกร
5. นายตระกูล สว่างอารมย์ ผู้แทนเกษตรกร
6. นายฉลองชาติ ยังปักษี ผู้แทนเกษตรกร
7. นายปราณพงษ์ ติลภัทร ผู้ทรงคุณวุฒิ
8. นายธนู มีแสงเงิน ผู้ทรงคุณวุฒิ
9. นางวรรณนภา บุญสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
08/02/2023
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (7 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
เรื่อง การลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม [ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนอสังหาริมทรัพย์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม]
ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สำหรับการบริหารจัดการที่ดินของ ส.ป.ก. เกี่ยวกับค่าจดทะเบียนการโอนและนิติกรรม การโอนอสังหาริมทรัพย์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากร้อยละ 1 เหลืออัตราร้อยละ 0.01 ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ในกรณีดังนี้
1. การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของที่ดินโอนให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ในส่วนที่เจ้าของที่ดินมีหน้าที่ต้องชำระ
2. การโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก. โอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เกษตรกรหรือผู้เช่าซื้อที่ดิน ในส่วนของเกษตรกรผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระ
เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยปี 2565
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ให้ กษ. โดยกรมชลประทานใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รายละเอียดดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 เพื่อซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคาร และระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีสภาพพร้อมใช้งาน และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้
1.2 เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพื่อกิจกรรมอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. แผนงานโครงการ กรมชลประทานขอใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,092.72 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี เพื่อให้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซม/ปรับปรุงอาคารชลประทานที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากอุทกภัยปี 2565 รวม 1,167 รายการ
3. ผลลัพธ์ของโครงการ กรมชลประทานจะมีอาคารชลประทาน จำนวน 1,167 รายการ ที่มีสภาพพร้อมใช้งาน สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
03/02/2023
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 31 มกราคม 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (31 มกราคม 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ สันติไมตรี (หลังนอก) ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
9. เรื่อง ขอขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ (โครงการฯ) จากเดิม สิ้นสุดปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็น สิ้นสุดปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ตามปริมาณงานที่ยังเหลือ และตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
วัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าข้าว รักษาสภาพแวดล้อมและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการรักษาสุขภาพยิ่งขึ้น
เป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ได้พื้นที่ 1 ล้านไร่ ในปี 2564
รายละเอียดการดำเนินงาน
1. กษ. โดยกรมการข้าว สนับสนุนเงินอุดหนุนแก่เกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนด ไม่เกินรายละ 15 ไร่ เพื่อชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ แบ่งการจ่ายเงินเป็น 3 ระยะ ต่อเนื่อง 3 ปี ได้แก่
1.1 ระยะเตรียมความพร้อม (T1) สนับสนุนเงินอุดหนุนไร่ละ 2,000 บาท
1.2 ระยะปรับเปลี่ยน (T2) สนับสนุนเงินอุดหนุนไร่ละ 3,000 บาท
1.3 ระยะการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ (Organic Thailand) (T3) สนับสนุนเงินอุดหนุนไร่ละ 4,000 บาท
2. โครงการฯ มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 แต่เนื่องจากการผลิตข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ของทุกปี การตรวจประเมินที่เกี่ยวข้อง (เช่น การตรวจกระบวนการผลิต การตรวจสิทธิเกษตรกร และตรวจปประเมินเพื่ออนุมัติเงินอุดหนุน) จึงแล้วเสร็จข้ามปีงบประมาณ ในการตรวจประเมินจริงต้องใช้ระยะเวลามากกว่าแผนที่วางไว้ เนื่องจากปัญหาหลายประการ เช่น เกษตรกรเสียชีวิตระหว่างโครงการฯ หรือมีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ร่วมโครงการฯ การขาดแคลนบุคลากรในการดำเนินการ หรือการได้รับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปีไม่เพียงพอ
3. กษ. มีแผนจะใช้งบประมาณปี 2566 ในการอุดหนุน (เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวคือ เกษตรขั้น T3 ในปี 2564 ที่เข้าร่วมโครงการฯ ขั้น T1 ในปี 2562) ทั้งนี้ เนื่องจากกรมการข้าวได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2566 ไม่เพียงพอ (ได้รับการจัดสรร 450 ล้านบาท ยังขาดอีก 1,044.44 ล้านบาท) จึงจะดำเนินการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในช่วงไตรมาส 3 ต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่การประเมินเพื่ออนุมัติเงินอุดหนุนเสร็จสิ้น (กษ. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไม่เป็นทางการว่า ปัจจุบันกรมการข้าวอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจประเมินผลผลิตและสิทธิของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2566)
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
20/01/2023
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 17 มกราคม 2566
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (17 มกราคม 2566) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พ.ศ. ....
กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ในการก่อสร้างทำนบดิน อาคารหัวงาน และอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบอื่น ตามโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา มีกำหนดใช้บังคับ 3 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืน ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
12. เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับเคลื่อนด้วยระบบไฮดรอลิค
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 395.50 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค รวม 2 รายการ จำนวน 25 เครื่อง ดังนี้
1. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค ขนาด 30 นิ้ว จำนวน 15 เครื่อง งบประมาณ 176.70 ล้านบาท
2. เครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่เร็วขับด้วยระบบไฮดรอลิค ขนาด 42 นิ้ว จำนวน 10 เครื่อง งบประมาณ 218.80 ล้านบาท
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนการป้องกันบรรเทาและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ อุทกภัย ภัยแล้ง หรือภัยอื่น ๆ อันเกิดจากน้ำ
2. เพื่อให้มีเครื่องสูบน้ำที่เพียงพอพร้อมปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมชลประทาน
13. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน (โครงการฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 7 ปี (ปีงบประมาณ 2567 - 2573) กรอบวงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 6,200 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีปริมาณฝนตกในพื้นที่อยู่ในเกณฑ์สูง จึงเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากในฤดูฝนเป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้จึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ในปี 2555 องค์การบริหารส่วนตำบลผาทองจึงขอรับการสนับสนุนโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิพร้อมระบบส่งน้ำจากกรมชลประทาน กษ. ซึ่งกรมชลประทานได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โครงการดังกล่าวและเห็นว่าสามารถพัฒนาโครงการเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่นน้ำน่านตอนบนได้
โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จังหวัดน่าน มีรายละเอียดดังนี้
วัตถุประสงค์ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภคของประชาชนในฤดูแล้ง ตลอดจนช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน รวมถึงสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดได้
องค์ประกอบโครงการ
1. เขื่อนชนิดหินถมแกนดินเหนียว ความจุ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวเขื่อน 845 เมตร ความสูงเขื่อน 81.5 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 12 เมตร พร้อมอาคารประกอบ (เช่น อาคารส่งน้ำ อาคารทางระบายน้ำล้น)
2. ระบบชลประทานแบบท่อส่งน้ำและคลองส่งน้ำดาดคอนกรีตยาว ความยาวรวม 88.133 กิโลเมตร
ที่ตั้งโครงการฯ บริเวณบ้านวังผา หมู่ที่ 2 ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติน้ำยาวและป่าน้ำสวด จำนวน 1,733 ไร่ 84 ตารางวา
โครงการฯ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 35,558 ไร่ (พื้นที่ชลประทานเดิม 19,558 ไร่ และพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 16,000 ไร่) ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลผาทอง ตำบลผาตอ ตำบลป่าคา ตำบลแสงทอง ตำบลศรีภูมิ ตำบลริม ตำบลตาลชุม และเทศบาลตำบลท่าวังผา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 6,305 ครัวเรือน)
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
09/11/2022
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2565
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2565) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
11. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อการรับรองเอกสารร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-จีนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 40 และครั้งที่ 41 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-จีนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. ให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-จีนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร
สาระสำคัญ
การกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน โดยการส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับภูมิภาค เสริมสร้างการสื่อสารด้านนโยบาย การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือเพื่อสร้างระบบอาหารเกษตรที่มีประสิทธิภาพครอบคลุม ยืดหยุ่นและยั่งยืน ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับร่างแถลงการณ์ฯ เรียบร้อยแล้ว
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
07/10/2022
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2565
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (5 ตุลาคม 2565) เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรเป็นมาตรฐานบังคับ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ เศรษฐกิจ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เลขที่ มกษ. 6403 – 2565 ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นมาตรฐานบังคับ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรให้แก่ผู้ประกอบการที่เลี้ยงสุกรขุน เช่น
- สถานที่ตั้งของฟาร์มต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเส้นทางคมนาคมที่สามารถขนส่งสุกร อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวก
- ไม่อยู่ในบริเวณน้ำท่วมขังได้ มีแหล่งน้ำที่สะอาดและใช้เพียงพอ มีพื้นที่ขนาดเพียงพอและเหมาะสมในการเลี้ยงสุกร
- ไม่หนาแน่นจนก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์
- มีคู่มือการจัดการฟาร์มที่แสดงให้เห็นรายละเอียดการปฏิบัติงานที่สำคัญภายในฟาร์ม (เช่น การเตรียมโรงเรือนก่อนนำสุกรเข้าเลี้ยง การทำความสะอาดและบำรุงรักษาโรงเรือน และอุปกรณ์ การควบคุมสัตว์พาหะ)
- มีมาตรการป้องกันโรคที่อาจมากับสุกรรุ่นใหม่ที่นำเข้าฟาร์ม มีระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น โดยกำหนดวันใช้บังคับตามขนาดและประเภทของฟาร์มสุกร ดังนี้ (ร่างข้อ 1 และร่างข้อ 2)
1.1 ฟาร์มขนาดกลาง คือ เลี้ยงสุกรขุน จำนวนตั้งแต่ 500 – 1,499 ตัว และ เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 95 – 119 ตัว ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
1.2 ฟาร์มขนาดใหญ่ คือ เลี้ยงสุกรขุน จำนวนตั้งแต่ 1,500 ตัวขึ้นไป และ เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 120 ตัวขึ้นไป ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
** กฎกระทรวงนี้ไม่ใช่บังคับแก่ฟาร์มสุกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงระบบปศุสัตว์อินทรีย์และหมูหลุมที่รับรองโดยกรมปศุสัตว์
2. กำหนดให้ผู้ประกอบการที่เลี้ยงสุกรขุน จำนวนตั้งแต่ 1 – 499 ตัว และเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ ตั้งแต่ 1 – 94 ตัว (ฟาร์มขนาดเล็ก) สามารถขอรับการตรวจสอบและขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เลขที่ มกษ. 6403 – 2565 จากผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานได้ (ร่างข้อ 3)
3. กำหนดให้ใบรับรองที่ผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานได้ออกไว้ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ก่อนวันที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร
สำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรเป็นมาตรฐานบังคับฯ ดังกล่าวนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ต่อไปจนกว่าใบรับรองนั้นจะสิ้นอายุ หรือถูกเพิกถอนหรือมีการขอยกเลิก (ร่างข้อ 4)
28. เรื่อง การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2565 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2566
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
30/09/2022
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 27 กันยายน 2565
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (27 กันยายน 2565) เวลา 09.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
5. เรื่อง ตัวชี้วัดขับเคลื่อนการบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตัวชี้วัดขับเคลื่อนการบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้
ในการประชุมครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2565 ได้มีมติเห็นชอบ Joint KPIs ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ใน 3 ประเด็น (1) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (2) การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบ) และ (3) การท่องเที่ยว (รายได้จากการท่องเที่ยว)
1. การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 18 การเติบโตอย่างยั่งยืนประเด็นย่อย 18.3 การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ
เป้าหมาย : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยลดลง
1.1 นโยบายด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ชื่อตัวชี้วัด
- การประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก
- การป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม
- การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 – 2580 (แผนพลังงานชาติ) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงาน
2. ความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561 - 2580) ยุทธศาสตร์ด้านที่ 1 การจัดการ น้ำอุปโภค บริโภค รวมทั้งแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 19 การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ประเด็นย่อย 19.1 การพัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
เป้าหมาย : ระดับความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากระดับ 3 ให้เป็นระดับ 4
2.1 การเข้าถึงน้ำอุปโภค/บริโภคอย่างเพียงพอได้มาตรฐาน ชื่อตัวชี้วัด
- ปริมาณน้ำที่จัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค
- ความสำเร็จในการเสริมสร้างศักยภาพ อปท. ในการประเมินคุณภาพระบบประปาหมู่บ้าน
- ผลสำเร็จของการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค
- จำนวน อปท. ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
- ร้อยละคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านได้มาตรฐานตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้
- ความสำเร็จของการจัดทำแผนขับเคลื่อนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค
3. รายได้จากการท่องเที่ยว มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น 5 การท่องเที่ยว
เป้าหมาย : รายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น
3.1 การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า บริการและแหล่งท่องเที่ยว ชื่อตัวชีวัด
- ร้อยละของรายได้ที่เพิ่มขึ้นของวิสาหกิจชุมชนที่ประกอบกิจกรรมด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร
- จำนวนแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่ขอรับรองมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว
- จำนวนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีได้รับการพัฒนาศักยภาพและพร้อมสู่การเป็นเส้นทางท่องเที่ยว
- รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งเสริม สนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
- จำนวนเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม
31. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 12 (The Twelfth Ministerial Conference of World Trade Organization: MC12) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-17 มิถุนายน 2565 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส สรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ดังนี้
1. ข้อตัดสินใจรัฐมนตรี เรื่อง ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง
ห้ามประเทศสมาชิกให้การอุดหนุน (1) เรือประมงหรือผู้ประกอบการประมงหลังจากถูกตัดสินว่ามีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) (2) การทำประมงในกลุ่มสัตว์น้ำที่ถูกจับมากเกินควร ยกเว้นประเทศสมาชิกที่มีการอุดหนุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และ (3) พื้นที่ทะเลหลวงที่ไม่มีหน่วยงานควบคุมดูแล/เรือประมงที่ไม่ได้ชักธงของรัฐที่ให้การอุดหนุน
การดำเนินงาน เจรจาต่อในประเด็นสำคัญของบทบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อให้ความตกลงมีความครอบคลุมมากขึ้น
2. ปฏิญญาว่าด้วยการตอบสนองฉุกเฉินต่อความไม่มั่นคงทางอาหาร
ประเทศสมาชิกจะทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและปรับปรุงกลไกตลาดโลกของสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรให้มีความยืดหยุ่นและการมีมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางอาหารจะต้องทำให้เกิดความบิดเบือนทางการค้าน้อยที่สุด
การดำเนินงาน จัดทำแผนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากแผนการปฏิรูปประเทศพัฒนาน้อยที่สุดและประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าอาหารเป็นหลัก
3. ข้อตัดสินใจรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเว้นการใช้มาตรการห้ามหรือจำกัดการส่งออกที่จัดซื้อโดยโครงการอาหารโลก
การดำเนินงาน ไม่บังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกหรือจำกัดการส่งออกสินค้าอาหารเพื่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ที่จัดซื้อโดยโครงการอาหารโลก เว้นแต่การใช้มาตรการเป็นการชั่วคราวเพื่อรับมือกับวิกฤตขาดแคลนด้านอาหาร
4. ปฏิญญารัฐมนตรี เรื่อง สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช
การดำเนินงาน จัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงว่าด้วยการบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เช่น การสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารโลกและระบบอาหารที่มีความยั่งยืน การสนับสนุนการใช้มาตรฐาน แนวทางปฏิบัติ และคำแนะนำที่พัฒนาโดยองค์การมาตรฐานระหว่างประเทศที่สอดคล้องกัน
44. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ สับเปลี่ยนหมุนเวียน และตำแหน่งที่จะว่าง ดังนี้
นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมปศุสัตว์
นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน
นายประกอบ เผ่าพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม
นายอภัย สุทธิสังข์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
นายสุรเดช สมิเปรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
23/09/2022
สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรี
วันอังคารที่ 20 กันยายน 2565
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
-------------------------------------------
วันนี้ (20 กันยายน 2565) เวลา 09.00 น. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้
เรื่อง ขออนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ระยะที่ 2
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
เรื่องที่ 1. อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ระยะที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้
วัตถุประสงค์
1. เพื่อบริหารจัดการกองเรือประมงพาณิชย์ โดยรักษาความสมดุลของจำนวนเรือประมงพาณิชย์กับปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน
2. เพื่อชดเชยเยียวยาและบรรเทาผลกระทบให้กับเจ้าของเรือประมงจากมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายของภาครัฐ
3. เพื่อให้ชาวประมงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพทำการประมงได้มีโอกาสประกอบอาชีพอื่น
4. เพื่อนำเรือที่ได้รับค่าชดเชยเยียวยาออกนอกระบบอย่างถาวร
เป้าหมาย
เรือประมงกลุ่มที่เหลือจากการชดเชยเยียวยาในระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) ที่ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบและพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย คณะทำงานตรวจสอบประวัติ ความถูกต้อง และคุณสมบัติ เรือประมงและเจ้าของเรือและคณะทำงานประเมินราคาเรือประมง ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิดตามกฎหมาย และผ่านการประเมินราคาค่าชดเชย จำนวน 59 ลำ
วิธีดำเนินงาน
คณะทำงานจ่ายเงินเยียวยาเรือประมง โดยกรมประมงดำเนินการจ่ายเงินค่าชดเชย โดยนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของรัฐให้แก่เจ้าของเรือประมงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ดังนี้
1) งวดที่ 1 จ่ายเงินจำนวนร้อยละ 30 ของจำนวนเงินค่าชดเชย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแยกชิ้นส่วนเรือหรือทำลายเรือประมง
2) งวดที่ 2 จ่ายเงินจำนวนร้อยละ 70 ของจำนวนเงินค่าชดเชย หลังจากเจ้าของเรือประมงได้ดำเนินการแยกชิ้นส่วนเสร็จหรือทำลายเรือประมงเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี (งบประมาณปี 2565)
งบประมาณ
งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง จำนวน 59 ลำ งบประมาณ 287.18 ล้านบาท โดยขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (การจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวไม่ได้ใช้อัตราการชดเชยแบบคงที่ โดยเรือแต่ละลำได้รับการชดเชยตามราคาประเมิน ซึ่งผ่านการเห็นชอบของคณะทำงานประเมินราคาเรือประมงภายใต้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายแล้ว)
หน่วยงานรับผิดชอบ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
เรื่องที่ 2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการโครงการ โดยมีงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการชดเชยเรือประมง จำนวน 59 ลำ เป็นเงิน 287.18 ล้านบาท โดยขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร บางส่วน เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุบลราชธานี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ 0 งาน 51 ตารางวา เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำห้วยบอนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุบลราชธานี
โดยโครงการฯ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 บ้านน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำด้านอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมของราษฎร โดยโครงการฯ เก็บกักน้ำได้ 6.015 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกในฤดูฝน ประมาณ 5,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จำนวน 9 หมู่บ้านของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในเขตอีสานตอนล่างบริเวณชายแดน ไทย - กัมพูชา มีแผนการดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 - 2567 วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 840 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2567 ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างมีผลการดำเนินงานทั้งโครงการ ร้อยละ 18 โดยได้ก่อสร้างถนนทางเข้าโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบ ส่วนการก่อสร้างระบบส่งน้ำ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมทบทวนแบบก่อสร้างคลองส่งน้ำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินของเกษตรกรในปัจจุบัน
เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
แต่งตั้ง นายวัชระ เสือดี วิศวกรชลประทานเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) (วิศวกรชลประทานทรงคุณวุฒิ) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
------------------------------------------
เรียบเรียงโดย
กลุ่มยุทธศาสตร์และข้อมูลประชาสัมพันธ์
กองเกษตรสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์