01/06/2026
ข้าราชการซื้อสลากกินแบ่ง ผิดวินัยไหม?
วันหวยออกแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า “ข้าราชการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ไหม ผิดวินัยหรือเปล่า?”
โดยหลักแล้ว สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันที่กฎหมายอนุญาต เพราะออกตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ซึ่งถือว่าได้รับอนุญาตตามกฎหมายการพนันแล้ว
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ค่ะ
แม้จะเป็นการพนันที่ได้รับอนุญาตแล้ว แต่ถ้าผู้เล่นเป็น
- เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ปราบปรามการพนันโดยตรง หรือ
- เป็น ครู หรือ
- เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการวัฒนธรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งที่หน่วยงานมีข้อห้ามไว้เป็นพิเศษ ก็อาจถูกพิจารณาทางวินัยได้หนักกว่าข้าราชการทั่วไป
ส่วนข้าราชการอื่น ๆ หากซื้อสลากตามปกติ ไม่ได้หมกมุ่นจนกระทบงานหรือทำให้ราชการเสียหาย โดยทั่วไปก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรงค่ะ
ที่มา:
1. พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
2. พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517
3. หนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น.ว. 208/2496 ลงวันที่ 3 กันยายน 2496 เรื่อง. แนวทางการลงโทษข้าราชการเล่นการพนันและเสพสุรา
01/06/2026
ความรักที่เริ่มจากงาน และค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน
“เราเริ่มรู้จักกันจากการทำงานค่ะ” อัยดีย์เล่าพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
ในตอนนั้น อัยดีย์ทำงานด้านพิธีการทูต จึงต้องประสานงานกับหน้าห้องของประธานรัฐสภา และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งและคนที่สอง ในวาระงานที่เกี่ยวข้องกับด้านต่างประเทศอยู่เสมอ ส่วนปุ๊กในเวลานั้นทำงานเป็นหน้าห้องของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำให้ทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกัน ประสานงานกัน และค่อย ๆ รู้จักกันผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ของงานในแต่ละวัน
“ตอนแรกก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันปกติค่ะ คุยกันเรื่องงาน ประสานงานกันตามหน้าที่ แต่พอได้คุยกันมากขึ้น เราเริ่มเห็นว่าทัศนคติ การใช้ชีวิต ความชอบ หรือแม้แต่บางอย่างที่ไม่ชอบก็ใกล้เคียงกันมาก มันเลยค่อย ๆ กลายเป็นความสบายใจ เป็นความเข้ากันได้ แล้ววันหนึ่งก็รู้ตัวว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”
จากเพื่อนร่วมงานที่เคยเจอกันในวาระงาน กลายเป็นคนที่อยากเล่าเรื่องเล็ก ๆ ให้ฟังหลังเลิกงาน กลายเป็นคนที่สบตาแล้วเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดเยอะ และกลายเป็นคนที่อยู่ข้างกันในวันที่งานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง
อัยดีย์เป็นนักวิเทศสัมพันธ์ ส่วนปุ๊กเป็นวิทยากร แม้ลักษณะงานจะต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับพบว่าธรรมชาติของงานมีจุดร่วมสำคัญ คือ “ความไม่แน่นอนของเวลา”
“งานของเราทั้งคู่เป็นงานที่ไม่ค่อยมีเวลาตายตัวค่ะ บางวันเลิกตรงเวลา บางวันมีงานด่วน บางวันแผนที่วางไว้ก็เปลี่ยนหมดในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของรัฐสภา ทุกอย่างต้องพร้อมปรับตามสถานการณ์เสมอ”
ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ทั้งสองคนเข้าใจโลกของกันและกันมากกว่าคำอธิบายใด ๆ เพราะต่างรู้ดีว่างานบางอย่างไม่สามารถปฏิเสธ ไม่สามารถเลือกเวลา และไม่สามารถคาดเดาได้เสมอไป
“พอเราเข้าใจธรรมชาติของงานกัน ก็ไม่ค่อยมีคำถามว่า ทำไมยังไม่ว่าง ทำไมยังไม่กลับ ทำไมต้องไปทำงานตอนนี้ เพราะเรารู้ว่ามันคือหน้าที่ของเขาเหมือนที่มันคือหน้าที่ของเราเหมือนกัน ยิ่งเวลาที่มีร่วมกันน้อย เราก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเวลานั้นมากขึ้น”
สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่เรียนรู้จากกัน คือการปรับตัว และการปล่อยวาง สถานการณ์หน้างานที่เปลี่ยนตลอดเวลาอาจทำให้เหนื่อยหรือเครียดได้ง่าย แต่เมื่อกลับมาเจอคนที่เข้าใจ เพียงแค่ได้นั่งข้างกัน จับมือกันเงียบ ๆ หรือหัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ก็เหมือนความหนักใจค่อย ๆ เบาลง
“บางวันไม่ต้องพูดอะไรมากเลยค่ะ แค่เขามองมาแล้วรู้ว่าเราเหนื่อย แค่นั้นก็เป็นกำลังใจแล้ว การมีคนที่เข้าใจว่าเรากำลังผ่านอะไรอยู่ มันสำคัญมากจริง ๆ”
สำหรับปุ๊ก การทำงานในองค์กรเดียวกันมีข้อดีตรงที่ทั้งคู่เข้าใจบริบทการทำงานของกันและกัน ไม่ต้องอธิบายมาก ไม่สร้างภาระทางความรู้สึกให้กัน และรู้ว่าเวลาทำงาน ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่
“เราไม่ได้เอาบทบาทคนรักมาปนกับบทบาทการทำงานค่ะ ในที่ทำงานเราก็วางตัวตามกาลเทศะ ตามหน้าที่ และตามวาระงานนั้น ๆ มากกว่า พอเป็นงานก็ทำงาน พอเป็นเวลาส่วนตัว เราก็กลับมาเป็นคนของกันและกัน”
ปุ๊กเล่าว่า แม้สถานะจากเพื่อนร่วมงานจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคู่ชีวิต แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนคือความเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน หากมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน ก็ช่วยเหลือกันอย่างเหมาะสมเหมือนที่เคยทำมา ไม่ได้ทำให้การวางตัวในที่ทำงานยากขึ้น เพราะทั้งคู่ต่างรู้ขอบเขต รู้เวลา และรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองสำคัญอย่างไร
เมื่อพูดถึงนิยามของความสัมพันธ์ ปุ๊กนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคือความสัมพันธ์ของคนที่คิดถึงความรู้สึกของกันและกันเสมอ
“เราเอาความรักเป็นที่ตั้งค่ะ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และให้ความสำคัญกับการใส่ใจดูแลกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่ทำให้เรามาถึงวันนี้ได้ คือการคิดถึงใจเขาใจเราก่อนเสมอ พอเราเข้าใจกัน โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งก็ลดลง”
โชคดีที่ทั้งคู่เป็นคนที่พูดคุยกันได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเหนื่อย เรื่องครอบครัว หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่อาจสะสมเป็นความรู้สึกในใจ การผลัดกันเป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงการอยู่ด้วยกัน แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้กันในทุกวัน
“อย่างน้อยที่สุด การที่เรามีกันและกัน ก็ทำให้ทุกวันเป็นวันที่ดีขึ้น เขาเป็นเหมือนกำลังใจที่ทำให้เรามีแรงทำสิ่งอื่น ๆ ต่อไปได้”
ส่วนอัยดีย์บอกว่า หากต้องนิยามความสัมพันธ์นี้เป็นคำพูด อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะบางความรู้สึกก็ใหญ่เกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำได้ทั้งหมด
“เรารู้แค่ว่า การมีความรักที่ดี ทำให้เรื่องยากหลายอย่างเบาลง ไม่ว่าจะเป็นวันที่งานหนัก วันที่ต้องเจอปัญหา หรือวันที่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ การรู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น ทำให้เรามีกำลังใจเดินต่อ”
สำหรับอัยดีย์ ความรักไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการใช้ชีวิตคู่ แต่คือการที่คนคนหนึ่งค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจในทุกวัน เป็นคนที่อยากกลับไปเล่าเรื่องราวให้ฟัง เป็นคนที่อยู่ในความคิดเสมอ และเป็นคนที่ทำให้คำว่า “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงสถานที่เพียงอย่างเดียว
“มันไม่ใช่แค่เราสองคนใช้ชีวิตของใครของมันแล้วมาเจอกัน แต่มันคือการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกันจริง ๆ”
หนึ่งในความต่างสำคัญของทั้งคู่ คือพื้นฐานทางศาสนาและความเชื่อ แต่อัยดีย์และปุ๊กกลับมองว่าสิ่งนี้ไม่เคยเป็นอุปสรรคของความรักเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นพื้นที่ให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้โลกของกันและกันมากขึ้น
“เรามองว่าศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละคน เพราะฉะนั้น คนหนึ่งจะเข้าวัด ทำบุญตามวิถีพุทธ อีกคนจะปฏิบัติตามหลักของศาสนาที่ต่างออกไป ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเราต่างเคารพกันจริง ๆ”
เมื่อได้แลกเปลี่ยนกัน ทั้งคู่พบว่าหลายคำสอนในศาสนาของแต่ละคนมีแกนร่วมที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ การมีเมตตา การทำความดี การเคารพผู้อื่น และการให้เกียรติคนที่มีความเชื่อต่างจากเรา
“สุดท้ายแล้ว ศาสนาควรทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของใจ ไม่ใช่กำแพงที่กั้นคนสองคนออกจากกันค่ะ เราเลยสนับสนุนความศรัทธาของกันและกัน ให้เขาเป็นเขา และให้เราเป็นเรา”
แน่นอนว่าในชีวิตจริง ความเชื่อหรือความคุ้นเคยบางอย่างอาจไม่ตรงกันเสมอไป อัยดีย์เล่าพร้อมหัวเราะว่า เรื่องหนึ่งที่ทั้งคู่มักหยิบมาคุยกันอย่างขำ ๆ คือเรื่อง “ชาติภพ”
“ปุ๊กเชื่อว่าคนเรามีหลายชาติค่ะ เวลามีอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะพูดว่า อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนเราก็จะบอกว่า ไม่ต้องชาติที่แล้วหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มาจากสิ่งที่เราทำในชาตินี้นี่แหละ แล้วก็หัวเราะกันไป”
สำหรับทั้งคู่ ความเชื่อที่ต่างกันไม่ได้จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้งเสมอไป บางเรื่องเพียงแค่รับรู้ว่าอีกฝ่ายคิดแบบนั้น เชื่อแบบนั้น ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกันให้เหมือนกันทั้งหมด เพราะความรักไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นเรา แต่คือการหาพื้นที่ตรงกลางที่ทั้งสองคนยังเป็นตัวเองได้
“การพูดคุยกันสำคัญมากค่ะ บางเรื่องที่คนหนึ่งคิดมาก อีกคนอาจคิดไม่ถึง การคุยกันจึงเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราค่อย ๆ หาชิ้นส่วนที่พอดีกับเราสองคน แล้วต่อมันเข้าด้วยกันให้แนบสนิทที่สุด”
อีกเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือการทำให้ครอบครัวเข้าใจความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคนที่เลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ปุ๊กยอมรับว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่ทั้งคู่โชคดีที่ครอบครัวมีความรักเป็นพื้นฐาน
“เราไม่ได้บอกทุกอย่างในวันเดียวแล้วคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจทันที แต่มันเป็นการค่อย ๆ เปิดพื้นที่ ค่อย ๆ เล่าให้ครอบครัวเห็นว่าความสัมพันธ์ของเราดีต่อกันอย่างไร เราดูแลกันอย่างไร และเราจริงจังกับชีวิตคู่แค่ไหน”
การบอกเล่าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ครอบครัวค่อย ๆ เห็นความรักที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงคำอธิบาย แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง เป็นการดูแลกันในชีวิตประจำวัน เป็นความเสมอต้นเสมอปลายที่ค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจ
อัยดีย์เล่าว่า ครอบครัวไม่ได้ถึงขั้นไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับ เพียงแต่ในช่วงแรกอาจยัง “ไม่เชื่อ” ว่าความรักของ LGBTQ+ จะเป็นความรักที่จริงจังและมั่นคงได้
“อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของผู้ใหญ่ในแต่ละเจเนอเรชันค่ะ มุมมองของเขาอาจยังไม่เปิดกว้างเท่าคนรุ่นเรา สิ่งที่ยากที่สุดเลยคือการเปลี่ยนความเชื่อ เพราะความเชื่อของคนไม่ได้เปลี่ยนได้ภายในวันเดียว”
สิ่งที่ช่วยให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ คือเวลา ความจริงใจ และความสม่ำเสมอ ทั้งคู่ไม่ได้พยายามพิสูจน์ด้วยคำพูดใหญ่โต แต่พิสูจน์ด้วยการอยู่เคียงข้างกันในชีวิตจริง จับมือกันผ่านวันที่ง่ายและวันที่ยาก ทำให้ครอบครัวค่อย ๆ มองเห็นว่าความรักนี้ปลอดภัย อ่อนโยน และมั่นคงไม่ต่างจากความรักรูปแบบอื่น
“ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าความรักแบบไหนจะมั่นคง ความรักที่มั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นชายหญิง หรือเป็นเพศใด แต่ขึ้นอยู่กับคนสองคนที่เลือกจับมือกัน และก้าวผ่านทุกช่วงเวลาไปด้วยกัน”
เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่กับครอบครัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการเป็นคนรักของลูก กลายเป็นคนที่ครอบครัวเริ่มเปิดพื้นที่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน
สำหรับปุ๊ก เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกชัดเจนว่า “เราเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นแล้ว” คือวันที่ครอบครัวของอัยดีย์ยอมรับเรื่องการแต่งงาน และวันที่ปุ๊กได้ไปร่วมงานแต่งงานของพี่สาวอัยดีย์
“มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนเราไม่ได้ยืนอยู่ข้างนอกครอบครัวเขาแล้ว แต่เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวเขา”
ในขณะเดียวกัน การที่อัยดีย์เข้ากับแม่ของปุ๊กได้ ก็เป็นความสบายใจอีกแบบหนึ่ง เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้เกิดจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เวลาร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และค่อย ๆ ทำให้คำว่า “ครอบครัว” กว้างขึ้นกว่าเดิม
เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากให้สังคมเข้าใจ ปุ๊กบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่อยากให้ความรักของคู่รักเพศเดียวกันถูกมองเป็นเรื่องพิเศษหรือแปลกแยก แต่อยากให้ถูกมองเป็นเรื่องปกติของคนสองคนที่เลือกจะรัก ดูแล และใช้ชีวิตร่วมกัน
“เราไม่ได้อยากให้สังคมมองว่า นี่คือความรักของคู่รักเพศเดียวกัน แต่อยากให้มองว่า นี่คือความรักของคนสองคนที่เลือกกันและกันค่ะ ความรักไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศ แต่มันอยู่ที่การดูแลกัน ความเข้าใจกัน และการทำให้กันมีความสุข”
การทำงานในสถาบันนิติบัญญัติ ยิ่งทำให้อัยดีย์มองเรื่องสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งขึ้น
“เราเชื่ออยู่แล้วว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ แต่การทำงานที่นี่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า โลกใบนี้มีความหลากหลายมากจริง ๆ แต่ละคนอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน มีปัญหา มีข้อจำกัด และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน”
การได้ศึกษาข้อร้องเรียนของประชาชนที่ส่งมายังสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เห็นว่าผู้คนให้ความสำคัญกับสิทธิ ความเท่าเทียม และคุณภาพชีวิตมากขึ้น การรับฟังเสียงที่หลากหลายจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชน
“ตอนมีการพิจารณาเรื่องสมรสเท่าเทียม เราเชื่อว่าหลายคนก็ลุ้นไปพร้อมกันค่ะ และวันที่กฎหมายผ่าน มันทำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับสิทธิของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางการเมืองที่พยายามปรับให้สอดคล้องกับชีวิตของประชาชนจริง ๆ”
สำหรับอัยดีย์ การได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่สังคมกำลังขยับไปข้างหน้า เป็นทั้งความภูมิใจและความหวัง เพราะกฎหมายไม่ใช่เพียงตัวบทบนกระดาษ แต่คือสิ่งที่มีผลต่อชีวิต ความรัก และศักดิ์ศรีของผู้คนจริง ๆ
ท้ายที่สุด เมื่อต้องฝากข้อความถึงคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์คล้ายกัน อาจกำลังเผชิญความต่างทางศาสนา ความไม่เข้าใจจากครอบครัว หรือความกังวลว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในสังคมที่ยังไม่ได้เปิดกว้างกับทุกคน อัยดีย์นิ่งคิด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ก่อนอื่นเราอาจต้องรู้จักตัวเองก่อนค่ะ รู้ว่าเราจะใช้ชีวิตด้วยความเป็นตัวเอง ในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ให้ราบรื่นได้อย่างไร อย่าเพิ่งมองว่าความสัมพันธ์ของเราคือความแตกต่าง เพราะสุดท้ายแล้ว มันก็คือความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งในสังคม เป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่มีอยู่จริง”
เธอบอกว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเชื่อและคำนิยามที่เรามีต่อตัวเอง หากเรามองความรักของตัวเองด้วยความเคารพ เราก็จะมีพลังมากพอที่จะค่อย ๆ สื่อสารกับคนรอบข้างอย่างอ่อนโยน
“เราอาจให้คำตอบแทนทุกคนไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีบริบททางศาสนา ครอบครัว และชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่อยากบอกคือ อยากให้มีกำลังใจที่ดีต่อตัวเองก่อน อย่างน้อยที่สุด ขอให้ใจเรายังอยู่ข้างเรา แล้วเราจะค่อย ๆ พบแนวทางที่เหมาะสมกับชีวิตของเราเอง”
ระหว่างที่เล่า ทั้งสองคนหันมามองกันเป็นระยะ บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ กับความทรงจำเล็ก ๆ บางจังหวะก็นิ่งเหมือนกำลังทบทวนเส้นทางที่เดินมาด้วยกัน ความรักของอัยดีย์และปุ๊กจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนสองคนที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน แต่เป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ การเคารพกัน และการจับมือกันผ่านความต่างอย่างอ่อนโยน
เพราะท้ายที่สุด ความรักที่ดีอาจไม่ใช่ความรักที่ไม่มีอุปสรรคเลย แต่คือความรักที่ทำให้คนสองคนอยากหันหน้าเข้าหากันมากกว่าหันหลังให้กัน อยากพูดคุยมากกว่าเงียบหาย อยากเข้าใจมากกว่าเอาชนะ และอยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันในทุกวันที่โลกข้างนอกอาจไม่ง่ายนัก
สำหรับอัยดีย์และปุ๊ก ความรักจึงไม่ใช่คำประกาศที่ต้องดังที่สุด แต่คือการกระทำเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกวัน เป็นการรอ เป็นการฟัง เป็นการจับมือ เป็นการสบตา เป็นเสียงหัวเราะหลังวันที่เหนื่อยล้า และเป็นความรู้สึกเรียบง่ายว่า
ไม่ว่าวันนี้จะหนักแค่ไหน อย่างน้อยเรายังมีกันและกันอยู่ตรงนี้
#มนุษย์สภา
#คลังสารสนเทศรัฐสภา
………………………………………
- อัยดีย์ กลุ่มงานพิธีการทูต สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- ปุ๊ก กลุ่มงานประธานสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร
31/05/2026
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง สส. ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปช่วยผู้สมัครหรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไปกลั่นแกล้งให้ใครเสียเปรียบ เพราะถือว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม
ถ้าฝ่าฝืน โทษค่อนข้างหนักเลยนะ คือ
จำคุก 1–10 ปี และ
ปรับ 20,000–200,000 บาท
และศาลต้องสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเชียร์ใครส่วนตัวอาจเป็นเรื่องส่วนตัวได้ แต่ห้ามเอาตำแหน่ง หน้าที่ หรืออำนาจราชการไปช่วยหรือทำร้ายใครในการเลือกตั้งเด็ดขาดค่ะ
ที่มา: พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
อ่านพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ตามลิงก์ในคอมเมนท์ค่ะ
30/05/2026
นายอำเภอคือใคร และมีหน้าที่อะไรบ้าง
ในแต่ละอำเภอจะมี นายอำเภอ 1 คน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองของอำเภอ คอยบังคับบัญชาข้าราชการในพื้นที่ และรับผิดชอบให้งานราชการของอำเภอเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อย
นายอำเภอสังกัด กระทรวงมหาดไทย และมีอำนาจหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ดูแลให้การทำงานเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงทำตามคำสั่งหรือแนวทางจากกระทรวง กรม นายกรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย
อีกหน้าที่นึง คือ นายอำเภอต้องควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอำเภอตามกฎหมาย พูดง่าย ๆ ก็คือ นายอำเภอเป็นเหมือน “ผู้จัดการใหญ่ของงานราชการระดับอำเภอ” ที่ต้องคอยประสาน ควบคุม และดูแลให้ทุกอย่างในพื้นที่เดินไปตามระบบค่ะ
ที่มา: มาตรา 62,65 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
อ่านพระราชบัญญัติ ได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ
30/05/2026
“เราเกิดและเติบโตที่ต่างจังหวัด ในครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ชีวิตไม่ได้ลำบากจนไม่มีทางไปต่อ แต่ก็ไม่ได้สุขสบายแบบไม่ต้องพยายาม สิ่งหนึ่งที่จำได้ชัดตั้งแต่เด็กคือ ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่นอีกนิดหนึ่งเสมอ”
“ตอนมัธยมปลาย เราเคยฝันอยากเป็นพยาบาล และสอบติดพยาบาลที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่แล้ว แต่ชีวิตก็พาเราไปอีกทางหนึ่ง ตอนนั้นมีโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เปิดโอกาสให้เด็กต่างจังหวัดไปศึกษาต่อต่างประเทศ เราเลยลองสอบดู ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน แค่รู้สึกว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต แล้วเราก็ได้โอกาสนั้นจริง ๆ”
“ตอนรู้ผลดีใจมาก เหมือนโลกทั้งใบเปิดประตูให้เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่า ความพยายามอาจพาเราไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้ เราเลือกไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศรัสเซีย แต่พอไปถึงจริง ๆ ทุกอย่างไม่ได้ง่ายเลย ทั้งภาษา ระบบการเรียน และการใช้ชีวิตในต่างแดน เราต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อเตรียมภาษาและสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่มอสโก ความกดดันสูงมาก เพราะถ้าสอบไม่ติด ก็อาจต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่ประเทศไทย”
“สุดท้ายเราผ่านมันมาได้ แต่ตลอดช่วงเรียนปริญญาตรีก็ไม่ได้ผ่านไปแบบสวยงาม วิชาเรียนยาก ภาษารัสเซียก็ยาก หลายวันเราไม่ได้รู้สึกว่าเก่งหรือมั่นใจเลย แค่พยายามพาตัวเองให้รอดไปทีละวัน แต่พอมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นสอนเรามากว่า คนเราไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกอย่างก่อนถึงจะเดินต่อได้ บางครั้งเราก็ต้องเดินไปทั้งที่ยังกลัว ยังเหนื่อย และยังไม่แน่ใจนั่นแหละ”
“หลังเรียนจบปริญญาตรี เรายังอยู่ที่รัสเซียต่อ และได้ทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐรัสเซีย ในฝ่ายกงสุล ดูแลช่วยเหลือคนไทยและนักเรียนไทยในต่างแดน งานนี้เป็นเหมือนบทเรียนแรกก่อนเข้าสู่ชีวิตราชการ เพราะทำให้เราได้เห็นว่า หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่แค่ทำงานตามเอกสาร แต่คือการรับฟังปัญหาของผู้คน รอบคอบกับทุกเรื่อง และช่วยให้คนที่เดือดร้อนได้มีที่พึ่ง”
“ช่วงนั้นเราเรียนปริญญาโทไปด้วย ทำงานไปด้วย กลางวันทำงาน ตอนค่ำไปเรียน เหนื่อยมาก บางวันร่างกายแทบไม่ไหว เคยนั่งอ้วกอยู่ข้างป้ายรถเมล์ก็มี แต่เราก็บอกตัวเองว่า ‘อีกนิดเดียว’ แล้วก็พาตัวเองผ่านไปให้ได้วันต่อวัน”
“หลังจบปริญญาโท เรากลับประเทศไทย แต่ไม่ได้เข้าสู่ระบบราชการทันที เพราะทุน 1 อำเภอ 1 ทุนไม่ได้ผูกมัดให้ต้องรับราชการ เราเลยเริ่มทำงานเอกชนหลายแห่ง ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ งานนำเข้า–ส่งออก และงานโรงแรม ช่วงนั้นเปลี่ยนงานอยู่หลายครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการค้นหาตัวเอง”
“พูดตรง ๆ ว่าเป็นช่วงชีวิตที่สับสนมาก เรามีวุฒิการศึกษา มีประสบการณ์ต่างประเทศ แต่ในใจกลับรู้สึกว่ายังไม่มีหลักให้ชีวิต ยังไม่เจองานที่ตอบโจทย์ตัวเองจริง ๆ อีกอย่างคือ แม่อยากเห็นเรารับราชการ อยากเห็นลูกมีงานที่มั่นคง เป็นหลักเป็นฐาน ความคาดหวังนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เรากลับมาถามตัวเองว่า ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ เราจะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านี้อย่างไร”
“วันหนึ่งเราเปิดอินเทอร์เน็ตหางานราชการ แล้วเจอว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับสมัครนักเรียนทุน 1 อำเภอ 1 ทุน เพื่อเข้ารับราชการ ตอนนั้นพูดตรง ๆ ว่าเราแทบไม่รู้จักหน่วยงานนี้ด้วยซ้ำ คำว่า ‘รัฐสภา’ ดูเป็นเรื่องไกลตัวมาก แต่เราตัดสินใจสมัคร เพราะรู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งของชีวิต”
“เราอ่านหนังสือจริงจังมาก ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เต็ม ๆ อ่านทั้งวันทั้งคืน เพราะรู้ว่าถ้าพลาด โอกาสแบบนี้อาจไม่ได้กลับมาอีกง่าย ๆ สุดท้ายเราก็ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งนักวิเคราะห์งบประมาณปฏิบัติการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตราชการอย่างแท้จริง”
“ช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน เราดีใจมากที่ได้อยู่ในหน่วยงานที่ทำงานด้านวิชาการและงบประมาณ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง แต่ความดีใจนั้นก็มาพร้อมกับความกดดัน เพราะพอเข้ามาจริง ๆ เราพบว่าพี่ ๆ ในสำนักมีความรู้และประสบการณ์สูงมาก หลายคนเชี่ยวชาญด้านงบประมาณ การคลัง และการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างลึกซึ้ง ส่วนเราในตอนนั้นเป็นน้องใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก”
“การเขียนเอกสารวิชาการแต่ละครั้งไม่ง่ายเลย ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมาก ต้องวิเคราะห์ตัวเลข ต้องเรียบเรียงประเด็นให้คม และต้องระวังความถูกต้องของข้อมูล เพราะงานวิเคราะห์งบประมาณไม่ใช่แค่การเขียนรายงานให้เสร็จ แต่เป็นข้อมูลที่อาจถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
“พูดง่าย ๆ คือ ตัวเลขทุกตัวมีความหมาย และคำอธิบายทุกประโยคต้องรับผิดชอบได้”
“ปีแรก ๆ เราเครียดมาก หลายครั้งรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ ยังรู้ไม่พอ และกลัวว่างานจะออกมาไม่ดี แต่แทนที่จะหยุดอยู่กับความกลัว เราเลือกใช้ความกลัวนั้นเป็นแรงผลักให้พัฒนาตัวเอง อ่านมากขึ้น ฝึกเขียนมากขึ้น ถามมากขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้จากพี่ ๆ รอบตัว”
“ต่อมาเราได้รับโอกาสจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ครั้งนั้นก็ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยเหมือนเดิม แต่ต่างจากครั้งก่อนตรงที่เรามีประสบการณ์มากขึ้น มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเหนื่อยไม่ได้แปลว่าเรากำลังล้มเหลวเสมอไป บางครั้งมันแปลว่าเรากำลังเติบโต”
“ตลอดเวลาที่รับราชการในสำนักงบประมาณของรัฐสภา เราได้เรียนรู้ว่างานของเราเป็นงานเบื้องหลังที่สำคัญมาก หน้าที่หลักคือการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ วิเคราะห์งบประมาณ การเงินการคลังภาครัฐ และจัดทำข้อสังเกตเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ ทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา”
“งานนี้ต้องละเอียด ต้องรอบคอบ และต้องเป็นกลาง เพราะเมื่อรายงานฉบับหนึ่งเผยแพร่ออกไป รายงานนั้นไม่ได้เป็นเพียงเอกสารของผู้เขียน แต่เป็นข้อมูลที่อาจถูกใช้ในการอภิปราย การตั้งคำถามต่อหน่วยงาน หรือการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ”
“สิ่งที่เราภูมิใจมากที่สุด คือการได้เห็นเอกสารวิชาการที่เราจัดทำถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง เช่น รายงานการวิเคราะห์งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่กรรมาธิการงบประมาณหลายท่านนำไปใช้ประกอบการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับเรา นั่นคือความหมายของงานราชการอย่างแท้จริง”
“เราอาจไม่ได้อยู่หน้าเวที แต่ข้อมูลที่เราทำอาจช่วยให้การพิจารณางบประมาณรอบคอบขึ้น เราอาจเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ แต่ถ้าฟันเฟืองเล็ก ๆ ทำงานอย่างซื่อสัตย์และตั้งใจ ก็สามารถส่งผลต่อระบบใหญ่ได้เหมือนกัน”
“เป้าหมายของเราในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จตามหน้าที่ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นนักวิเคราะห์งบประมาณที่มีคุณภาพ มีความรู้ทางวิชาการที่ทันสมัย เข้าใจบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และสามารถผลิตงานวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐสภา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนได้จริง”
“เราอยากเห็นงานวิเคราะห์งบประมาณเป็นมากกว่าตารางตัวเลข แต่อยากให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประเทศใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เป็นธรรม และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนมากขึ้น”
“ถ้าจะฝากอะไรถึงคนที่กำลังท้อ หรือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ เราอยากบอกว่า อย่ารีบตัดสินตัวเองเร็วเกินไป ชีวิตของคนเราไม่ได้เติบโตจากวันที่สำเร็จเท่านั้น แต่เติบโตจากวันที่เหนื่อย วันที่พลาด วันที่กลัว แต่เรายังลุกขึ้นมาก้าวต่อ แม้จะไม่มีใครเห็น”
“ความอดทนสำคัญมาก ความมุมานะก็สำคัญไม่แพ้กัน และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เพราะไม่มีใครเริ่มต้นด้วยความพร้อมทั้งหมด ทุกคนต่างค่อย ๆ เรียนรู้จากงาน จากปัญหา จากคนรอบตัว และจากความผิดพลาดของตัวเอง”
“พอมองย้อนกลับไป จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เคยไม่แน่ใจว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ ทำงานในสถานทูต กลับมาค้นหาตัวเองอยู่หลายปี และสุดท้ายได้เข้ามารับราชการในรัฐสภา เราพบว่า เส้นทางชีวิตอาจไม่ได้ตรงเสมอไป แต่ทุกเส้นทางที่เดินผ่านมา ล้วนหล่อหลอมให้เราอดทนขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น และเห็นคุณค่าของโอกาสมากขึ้น”
“วันนี้เราไม่ได้อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีตำแหน่งหน้าที่ แต่อยากเป็นคนที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่นั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”
“เพราะสำหรับเรา การรับราชการไม่ใช่แค่อาชีพที่มั่นคง แต่คือโอกาสในการทำงานเพื่อส่วนรวม ด้วยความรู้ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในทุกงานที่ได้รับมอบหมาย”
#มนุษย์สภา
#คลังสารสนเทศรัฐสภา
……………………………………….
- รูปแบบการนำเสนอบทสัมภาษณ์นี้ มีแรงบันดาลใจมาจากเพจ "มนุษย์กรุงเทพฯ" ค่ะ
- นฤมล แก้วสุก นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ กลุ่มงานวิเคราะห์งบประมาณ 4 สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
30/05/2026
30 พฤษภาคม
วันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
29/05/2026
“กรม” เป็นหน่วยงานระดับหนึ่งในกระทรวง มีหน้าที่ดูแลงานราชการตามที่กฎหมายหรือกฎกระทรวงกำหนดไว้ ว่ากรมนี้ต้องรับผิดชอบเรื่องอะไรบ้าง
อธิบดี ทำหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการในกรม และต้องดูแลให้งานของกรมเดินไปตามเป้าหมาย แผนงาน และนโยบายของกระทรวง
ที่สำคัญคือ แม้อธิบดีจะมีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะของกรมตัวเอง แต่เวลาทำงานก็ต้องยึดนโยบายของคณะรัฐมนตรี และแผนการทำงานของกระทรวงควบคู่กันไปด้วย
สรุป กรมมีหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย ส่วนอธิบดีคือคนรับผิดชอบให้กรมทำงานได้จริง และต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกับกระทรวงค่ะ
ที่มา: พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
อ่านพระราชบัญญัติ ได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ
29/05/2026
เงินตอบแทนของกำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน และตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง
กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับ “เงินตอบแทนตำแหน่ง” ในอัตราที่แตกต่างกันตามหน้าที่และความรับผิดชอบค่ะ
โดย กำนัน จะได้รับเงินตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท และขั้นต่ำ 12,000 บาท
ส่วน ผู้ใหญ่บ้าน สูงสุด 13,000 บาท ขั้นต่ำ 10,000 บาท
สำหรับ แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะมีอัตราใกล้เคียงกัน คือ สูงสุด 10,000 บาท และขั้นต่ำ 6,000 บาท
ส่วนการเลื่อนขั้นเงินตอบแทน ไม่ได้เลื่อนอัตโนมัตินะคะ แต่ต้องผ่านการประเมินก่อน โดยเลื่อนได้ปีละไม่เกิน 2 ขั้น** ขั้นละ 300 บาท และสามารถเลื่อนต่อเนื่องได้ 2 ครั้ง ค่ะ
ที่มา: ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ ) พ.ศ. ๒๕๖๖
ที่มา: เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
อ่านฉบับเต็มได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ