PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา

PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา

แชร์

ให้บริการ Full Text มากกว่าหนึ่งแสนรายการ

01/06/2026

ข้าราชการซื้อสลากกินแบ่ง ผิดวินัยไหม?

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ วันหวยออกแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า “ข้าราชการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ไหม ผิดวินัยหรือเปล่า?”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ โดยหลักแล้ว สลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันที่กฎหมายอนุญาต เพราะออกตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ซึ่งถือว่าได้รับอนุญาตตามกฎหมายการพนันแล้ว

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ค่ะ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แม้จะเป็นการพนันที่ได้รับอนุญาตแล้ว แต่ถ้าผู้เล่นเป็น
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ - เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ปราบปรามการพนันโดยตรง หรือ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ - เป็น ครู หรือ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ - เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการวัฒนธรรม รวมถึงเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งที่หน่วยงานมีข้อห้ามไว้เป็นพิเศษ ก็อาจถูกพิจารณาทางวินัยได้หนักกว่าข้าราชการทั่วไป

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ส่วนข้าราชการอื่น ๆ หากซื้อสลากตามปกติ ไม่ได้หมกมุ่นจนกระทบงานหรือทำให้ราชการเสียหาย โดยทั่วไปก็ยังไม่ถือว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรงค่ะ

ที่มา:
​ ​ ​ ​ 1. พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478
​ ​ ​ ​ 2. พระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517
​ ​ ​ ​ 3. หนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ น.ว. 208/2496 ลงวันที่ 3 กันยายน 2496 เรื่อง. แนวทางการลงโทษข้าราชการเล่นการพนันและเสพสุรา

01/06/2026

ความรักที่เริ่มจากงาน และค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราเริ่มรู้จักกันจากการทำงานค่ะ” อัยดีย์เล่าพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

ในตอนนั้น อัยดีย์ทำงานด้านพิธีการทูต จึงต้องประสานงานกับหน้าห้องของประธานรัฐสภา และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งและคนที่สอง ในวาระงานที่เกี่ยวข้องกับด้านต่างประเทศอยู่เสมอ ส่วนปุ๊กในเวลานั้นทำงานเป็นหน้าห้องของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำให้ทั้งสองคนมีโอกาสได้พบกัน ประสานงานกัน และค่อย ๆ รู้จักกันผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ของงานในแต่ละวัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ตอนแรกก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันปกติค่ะ คุยกันเรื่องงาน ประสานงานกันตามหน้าที่ แต่พอได้คุยกันมากขึ้น เราเริ่มเห็นว่าทัศนคติ การใช้ชีวิต ความชอบ หรือแม้แต่บางอย่างที่ไม่ชอบก็ใกล้เคียงกันมาก มันเลยค่อย ๆ กลายเป็นความสบายใจ เป็นความเข้ากันได้ แล้ววันหนึ่งก็รู้ตัวว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

จากเพื่อนร่วมงานที่เคยเจอกันในวาระงาน กลายเป็นคนที่อยากเล่าเรื่องเล็ก ๆ ให้ฟังหลังเลิกงาน กลายเป็นคนที่สบตาแล้วเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดเยอะ และกลายเป็นคนที่อยู่ข้างกันในวันที่งานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง

อัยดีย์เป็นนักวิเทศสัมพันธ์ ส่วนปุ๊กเป็นวิทยากร แม้ลักษณะงานจะต่างกัน แต่ทั้งคู่กลับพบว่าธรรมชาติของงานมีจุดร่วมสำคัญ คือ “ความไม่แน่นอนของเวลา”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “งานของเราทั้งคู่เป็นงานที่ไม่ค่อยมีเวลาตายตัวค่ะ บางวันเลิกตรงเวลา บางวันมีงานด่วน บางวันแผนที่วางไว้ก็เปลี่ยนหมดในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญของรัฐสภา ทุกอย่างต้องพร้อมปรับตามสถานการณ์เสมอ”

ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ทั้งสองคนเข้าใจโลกของกันและกันมากกว่าคำอธิบายใด ๆ เพราะต่างรู้ดีว่างานบางอย่างไม่สามารถปฏิเสธ ไม่สามารถเลือกเวลา และไม่สามารถคาดเดาได้เสมอไป

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “พอเราเข้าใจธรรมชาติของงานกัน ก็ไม่ค่อยมีคำถามว่า ทำไมยังไม่ว่าง ทำไมยังไม่กลับ ทำไมต้องไปทำงานตอนนี้ เพราะเรารู้ว่ามันคือหน้าที่ของเขาเหมือนที่มันคือหน้าที่ของเราเหมือนกัน ยิ่งเวลาที่มีร่วมกันน้อย เราก็ยิ่งเห็นคุณค่าของเวลานั้นมากขึ้น”

สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่เรียนรู้จากกัน คือการปรับตัว และการปล่อยวาง สถานการณ์หน้างานที่เปลี่ยนตลอดเวลาอาจทำให้เหนื่อยหรือเครียดได้ง่าย แต่เมื่อกลับมาเจอคนที่เข้าใจ เพียงแค่ได้นั่งข้างกัน จับมือกันเงียบ ๆ หรือหัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ก็เหมือนความหนักใจค่อย ๆ เบาลง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “บางวันไม่ต้องพูดอะไรมากเลยค่ะ แค่เขามองมาแล้วรู้ว่าเราเหนื่อย แค่นั้นก็เป็นกำลังใจแล้ว การมีคนที่เข้าใจว่าเรากำลังผ่านอะไรอยู่ มันสำคัญมากจริง ๆ”

สำหรับปุ๊ก การทำงานในองค์กรเดียวกันมีข้อดีตรงที่ทั้งคู่เข้าใจบริบทการทำงานของกันและกัน ไม่ต้องอธิบายมาก ไม่สร้างภาระทางความรู้สึกให้กัน และรู้ว่าเวลาทำงาน ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราไม่ได้เอาบทบาทคนรักมาปนกับบทบาทการทำงานค่ะ ในที่ทำงานเราก็วางตัวตามกาลเทศะ ตามหน้าที่ และตามวาระงานนั้น ๆ มากกว่า พอเป็นงานก็ทำงาน พอเป็นเวลาส่วนตัว เราก็กลับมาเป็นคนของกันและกัน”

ปุ๊กเล่าว่า แม้สถานะจากเพื่อนร่วมงานจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคู่ชีวิต แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนคือความเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน หากมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน ก็ช่วยเหลือกันอย่างเหมาะสมเหมือนที่เคยทำมา ไม่ได้ทำให้การวางตัวในที่ทำงานยากขึ้น เพราะทั้งคู่ต่างรู้ขอบเขต รู้เวลา และรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองสำคัญอย่างไร

เมื่อพูดถึงนิยามของความสัมพันธ์ ปุ๊กนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคือความสัมพันธ์ของคนที่คิดถึงความรู้สึกของกันและกันเสมอ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราเอาความรักเป็นที่ตั้งค่ะ ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และให้ความสำคัญกับการใส่ใจดูแลกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่ทำให้เรามาถึงวันนี้ได้ คือการคิดถึงใจเขาใจเราก่อนเสมอ พอเราเข้าใจกัน โอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งก็ลดลง”

โชคดีที่ทั้งคู่เป็นคนที่พูดคุยกันได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเหนื่อย เรื่องครอบครัว หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่อาจสะสมเป็นความรู้สึกในใจ การผลัดกันเป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงการอยู่ด้วยกัน แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้กันในทุกวัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “อย่างน้อยที่สุด การที่เรามีกันและกัน ก็ทำให้ทุกวันเป็นวันที่ดีขึ้น เขาเป็นเหมือนกำลังใจที่ทำให้เรามีแรงทำสิ่งอื่น ๆ ต่อไปได้”

ส่วนอัยดีย์บอกว่า หากต้องนิยามความสัมพันธ์นี้เป็นคำพูด อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะบางความรู้สึกก็ใหญ่เกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำได้ทั้งหมด

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เรารู้แค่ว่า การมีความรักที่ดี ทำให้เรื่องยากหลายอย่างเบาลง ไม่ว่าจะเป็นวันที่งานหนัก วันที่ต้องเจอปัญหา หรือวันที่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ การรู้ว่ามีเขาอยู่ตรงนั้น ทำให้เรามีกำลังใจเดินต่อ”

สำหรับอัยดีย์ ความรักไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการใช้ชีวิตคู่ แต่คือการที่คนคนหนึ่งค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจในทุกวัน เป็นคนที่อยากกลับไปเล่าเรื่องราวให้ฟัง เป็นคนที่อยู่ในความคิดเสมอ และเป็นคนที่ทำให้คำว่า “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงสถานที่เพียงอย่างเดียว

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “มันไม่ใช่แค่เราสองคนใช้ชีวิตของใครของมันแล้วมาเจอกัน แต่มันคือการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกันจริง ๆ”

หนึ่งในความต่างสำคัญของทั้งคู่ คือพื้นฐานทางศาสนาและความเชื่อ แต่อัยดีย์และปุ๊กกลับมองว่าสิ่งนี้ไม่เคยเป็นอุปสรรคของความรักเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นพื้นที่ให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้โลกของกันและกันมากขึ้น

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เรามองว่าศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละคน เพราะฉะนั้น คนหนึ่งจะเข้าวัด ทำบุญตามวิถีพุทธ อีกคนจะปฏิบัติตามหลักของศาสนาที่ต่างออกไป ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเราต่างเคารพกันจริง ๆ”

เมื่อได้แลกเปลี่ยนกัน ทั้งคู่พบว่าหลายคำสอนในศาสนาของแต่ละคนมีแกนร่วมที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ การมีเมตตา การทำความดี การเคารพผู้อื่น และการให้เกียรติคนที่มีความเชื่อต่างจากเรา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “สุดท้ายแล้ว ศาสนาควรทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของใจ ไม่ใช่กำแพงที่กั้นคนสองคนออกจากกันค่ะ เราเลยสนับสนุนความศรัทธาของกันและกัน ให้เขาเป็นเขา และให้เราเป็นเรา”
แน่นอนว่าในชีวิตจริง ความเชื่อหรือความคุ้นเคยบางอย่างอาจไม่ตรงกันเสมอไป อัยดีย์เล่าพร้อมหัวเราะว่า เรื่องหนึ่งที่ทั้งคู่มักหยิบมาคุยกันอย่างขำ ๆ คือเรื่อง “ชาติภพ”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ปุ๊กเชื่อว่าคนเรามีหลายชาติค่ะ เวลามีอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะพูดว่า อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนเราก็จะบอกว่า ไม่ต้องชาติที่แล้วหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มาจากสิ่งที่เราทำในชาตินี้นี่แหละ แล้วก็หัวเราะกันไป”

สำหรับทั้งคู่ ความเชื่อที่ต่างกันไม่ได้จำเป็นต้องกลายเป็นความขัดแย้งเสมอไป บางเรื่องเพียงแค่รับรู้ว่าอีกฝ่ายคิดแบบนั้น เชื่อแบบนั้น ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกันให้เหมือนกันทั้งหมด เพราะความรักไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นเรา แต่คือการหาพื้นที่ตรงกลางที่ทั้งสองคนยังเป็นตัวเองได้

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “การพูดคุยกันสำคัญมากค่ะ บางเรื่องที่คนหนึ่งคิดมาก อีกคนอาจคิดไม่ถึง การคุยกันจึงเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราค่อย ๆ หาชิ้นส่วนที่พอดีกับเราสองคน แล้วต่อมันเข้าด้วยกันให้แนบสนิทที่สุด”

อีกเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คือการทำให้ครอบครัวเข้าใจความสัมพันธ์ของผู้หญิงสองคนที่เลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ปุ๊กยอมรับว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา แต่ทั้งคู่โชคดีที่ครอบครัวมีความรักเป็นพื้นฐาน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราไม่ได้บอกทุกอย่างในวันเดียวแล้วคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจทันที แต่มันเป็นการค่อย ๆ เปิดพื้นที่ ค่อย ๆ เล่าให้ครอบครัวเห็นว่าความสัมพันธ์ของเราดีต่อกันอย่างไร เราดูแลกันอย่างไร และเราจริงจังกับชีวิตคู่แค่ไหน”

การบอกเล่าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ครอบครัวค่อย ๆ เห็นความรักที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงคำอธิบาย แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่อง เป็นการดูแลกันในชีวิตประจำวัน เป็นความเสมอต้นเสมอปลายที่ค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจ

อัยดีย์เล่าว่า ครอบครัวไม่ได้ถึงขั้นไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับ เพียงแต่ในช่วงแรกอาจยัง “ไม่เชื่อ” ว่าความรักของ LGBTQ+ จะเป็นความรักที่จริงจังและมั่นคงได้

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “อาจเป็นเพราะประสบการณ์ของผู้ใหญ่ในแต่ละเจเนอเรชันค่ะ มุมมองของเขาอาจยังไม่เปิดกว้างเท่าคนรุ่นเรา สิ่งที่ยากที่สุดเลยคือการเปลี่ยนความเชื่อ เพราะความเชื่อของคนไม่ได้เปลี่ยนได้ภายในวันเดียว”

สิ่งที่ช่วยให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ คือเวลา ความจริงใจ และความสม่ำเสมอ ทั้งคู่ไม่ได้พยายามพิสูจน์ด้วยคำพูดใหญ่โต แต่พิสูจน์ด้วยการอยู่เคียงข้างกันในชีวิตจริง จับมือกันผ่านวันที่ง่ายและวันที่ยาก ทำให้ครอบครัวค่อย ๆ มองเห็นว่าความรักนี้ปลอดภัย อ่อนโยน และมั่นคงไม่ต่างจากความรักรูปแบบอื่น

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าความรักแบบไหนจะมั่นคง ความรักที่มั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นชายหญิง หรือเป็นเพศใด แต่ขึ้นอยู่กับคนสองคนที่เลือกจับมือกัน และก้าวผ่านทุกช่วงเวลาไปด้วยกัน”

เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่กับครอบครัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการเป็นคนรักของลูก กลายเป็นคนที่ครอบครัวเริ่มเปิดพื้นที่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน

สำหรับปุ๊ก เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกชัดเจนว่า “เราเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นแล้ว” คือวันที่ครอบครัวของอัยดีย์ยอมรับเรื่องการแต่งงาน และวันที่ปุ๊กได้ไปร่วมงานแต่งงานของพี่สาวอัยดีย์

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกค่ะ เหมือนเราไม่ได้ยืนอยู่ข้างนอกครอบครัวเขาแล้ว แต่เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวเขา”

ในขณะเดียวกัน การที่อัยดีย์เข้ากับแม่ของปุ๊กได้ ก็เป็นความสบายใจอีกแบบหนึ่ง เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้เกิดจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เวลาร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน และค่อย ๆ ทำให้คำว่า “ครอบครัว” กว้างขึ้นกว่าเดิม

เมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากให้สังคมเข้าใจ ปุ๊กบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่อยากให้ความรักของคู่รักเพศเดียวกันถูกมองเป็นเรื่องพิเศษหรือแปลกแยก แต่อยากให้ถูกมองเป็นเรื่องปกติของคนสองคนที่เลือกจะรัก ดูแล และใช้ชีวิตร่วมกัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราไม่ได้อยากให้สังคมมองว่า นี่คือความรักของคู่รักเพศเดียวกัน แต่อยากให้มองว่า นี่คือความรักของคนสองคนที่เลือกกันและกันค่ะ ความรักไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพศ แต่มันอยู่ที่การดูแลกัน ความเข้าใจกัน และการทำให้กันมีความสุข”

การทำงานในสถาบันนิติบัญญัติ ยิ่งทำให้อัยดีย์มองเรื่องสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งขึ้น

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราเชื่ออยู่แล้วว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ แต่การทำงานที่นี่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า โลกใบนี้มีความหลากหลายมากจริง ๆ แต่ละคนอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน มีปัญหา มีข้อจำกัด และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน”

การได้ศึกษาข้อร้องเรียนของประชาชนที่ส่งมายังสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เห็นว่าผู้คนให้ความสำคัญกับสิทธิ ความเท่าเทียม และคุณภาพชีวิตมากขึ้น การรับฟังเสียงที่หลากหลายจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ตอนมีการพิจารณาเรื่องสมรสเท่าเทียม เราเชื่อว่าหลายคนก็ลุ้นไปพร้อมกันค่ะ และวันที่กฎหมายผ่าน มันทำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับสิทธิของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางการเมืองที่พยายามปรับให้สอดคล้องกับชีวิตของประชาชนจริง ๆ”

สำหรับอัยดีย์ การได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่สังคมกำลังขยับไปข้างหน้า เป็นทั้งความภูมิใจและความหวัง เพราะกฎหมายไม่ใช่เพียงตัวบทบนกระดาษ แต่คือสิ่งที่มีผลต่อชีวิต ความรัก และศักดิ์ศรีของผู้คนจริง ๆ

ท้ายที่สุด เมื่อต้องฝากข้อความถึงคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์คล้ายกัน อาจกำลังเผชิญความต่างทางศาสนา ความไม่เข้าใจจากครอบครัว หรือความกังวลว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในสังคมที่ยังไม่ได้เปิดกว้างกับทุกคน อัยดีย์นิ่งคิด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ก่อนอื่นเราอาจต้องรู้จักตัวเองก่อนค่ะ รู้ว่าเราจะใช้ชีวิตด้วยความเป็นตัวเอง ในสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ให้ราบรื่นได้อย่างไร อย่าเพิ่งมองว่าความสัมพันธ์ของเราคือความแตกต่าง เพราะสุดท้ายแล้ว มันก็คือความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งในสังคม เป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่มีอยู่จริง”

เธอบอกว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเชื่อและคำนิยามที่เรามีต่อตัวเอง หากเรามองความรักของตัวเองด้วยความเคารพ เราก็จะมีพลังมากพอที่จะค่อย ๆ สื่อสารกับคนรอบข้างอย่างอ่อนโยน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราอาจให้คำตอบแทนทุกคนไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีบริบททางศาสนา ครอบครัว และชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่อยากบอกคือ อยากให้มีกำลังใจที่ดีต่อตัวเองก่อน อย่างน้อยที่สุด ขอให้ใจเรายังอยู่ข้างเรา แล้วเราจะค่อย ๆ พบแนวทางที่เหมาะสมกับชีวิตของเราเอง”

ระหว่างที่เล่า ทั้งสองคนหันมามองกันเป็นระยะ บางจังหวะก็หัวเราะเบา ๆ กับความทรงจำเล็ก ๆ บางจังหวะก็นิ่งเหมือนกำลังทบทวนเส้นทางที่เดินมาด้วยกัน ความรักของอัยดีย์และปุ๊กจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคนสองคนที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน แต่เป็นเรื่องของการเติบโต การเรียนรู้ การเคารพกัน และการจับมือกันผ่านความต่างอย่างอ่อนโยน
เพราะท้ายที่สุด ความรักที่ดีอาจไม่ใช่ความรักที่ไม่มีอุปสรรคเลย แต่คือความรักที่ทำให้คนสองคนอยากหันหน้าเข้าหากันมากกว่าหันหลังให้กัน อยากพูดคุยมากกว่าเงียบหาย อยากเข้าใจมากกว่าเอาชนะ และอยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันในทุกวันที่โลกข้างนอกอาจไม่ง่ายนัก

สำหรับอัยดีย์และปุ๊ก ความรักจึงไม่ใช่คำประกาศที่ต้องดังที่สุด แต่คือการกระทำเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในทุกวัน เป็นการรอ เป็นการฟัง เป็นการจับมือ เป็นการสบตา เป็นเสียงหัวเราะหลังวันที่เหนื่อยล้า และเป็นความรู้สึกเรียบง่ายว่า

ไม่ว่าวันนี้จะหนักแค่ไหน อย่างน้อยเรายังมีกันและกันอยู่ตรงนี้


#มนุษย์สภา

#คลังสารสนเทศรัฐสภา
………………………………………

​ ​ ​ ​ - อัยดีย์ กลุ่มงานพิธีการทูต สำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
​ ​ ​ ​ - ปุ๊ก กลุ่มงานประธานสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร

31/05/2026

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง สส. ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปช่วยผู้สมัครหรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไปกลั่นแกล้งให้ใครเสียเปรียบ เพราะถือว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ถ้าฝ่าฝืน โทษค่อนข้างหนักเลยนะ คือ
​ ​ จำคุก 1–10 ปี และ
​ ​ ปรับ 20,000–200,000 บาท
​ ​ และศาลต้องสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จะเชียร์ใครส่วนตัวอาจเป็นเรื่องส่วนตัวได้ แต่ห้ามเอาตำแหน่ง หน้าที่ หรืออำนาจราชการไปช่วยหรือทำร้ายใครในการเลือกตั้งเด็ดขาดค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ตามลิงก์ในคอมเมนท์ค่ะ

30/05/2026

นายอำเภอคือใคร และมีหน้าที่อะไรบ้าง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ในแต่ละอำเภอจะมี นายอำเภอ 1 คน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายปกครองของอำเภอ คอยบังคับบัญชาข้าราชการในพื้นที่ และรับผิดชอบให้งานราชการของอำเภอเดินหน้าไปอย่างเรียบร้อย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายอำเภอสังกัด กระทรวงมหาดไทย และมีอำนาจหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ดูแลให้การทำงานเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงทำตามคำสั่งหรือแนวทางจากกระทรวง กรม นายกรัฐมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อีกหน้าที่นึง คือ นายอำเภอต้องควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอำเภอตามกฎหมาย พูดง่าย ๆ ก็คือ นายอำเภอเป็นเหมือน “ผู้จัดการใหญ่ของงานราชการระดับอำเภอ” ที่ต้องคอยประสาน ควบคุม และดูแลให้ทุกอย่างในพื้นที่เดินไปตามระบบค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: มาตรา 62,65 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านพระราชบัญญัติ ได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

30/05/2026

“เราเกิดและเติบโตที่ต่างจังหวัด ในครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ชีวิตไม่ได้ลำบากจนไม่มีทางไปต่อ แต่ก็ไม่ได้สุขสบายแบบไม่ต้องพยายาม สิ่งหนึ่งที่จำได้ชัดตั้งแต่เด็กคือ ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่นอีกนิดหนึ่งเสมอ”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ตอนมัธยมปลาย เราเคยฝันอยากเป็นพยาบาล และสอบติดพยาบาลที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่แล้ว แต่ชีวิตก็พาเราไปอีกทางหนึ่ง ตอนนั้นมีโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เปิดโอกาสให้เด็กต่างจังหวัดไปศึกษาต่อต่างประเทศ เราเลยลองสอบดู ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน แค่รู้สึกว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต แล้วเราก็ได้โอกาสนั้นจริง ๆ”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ตอนรู้ผลดีใจมาก เหมือนโลกทั้งใบเปิดประตูให้เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่า ความพยายามอาจพาเราไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้ เราเลือกไปศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศรัสเซีย แต่พอไปถึงจริง ๆ ทุกอย่างไม่ได้ง่ายเลย ทั้งภาษา ระบบการเรียน และการใช้ชีวิตในต่างแดน เราต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อเตรียมภาษาและสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่มอสโก ความกดดันสูงมาก เพราะถ้าสอบไม่ติด ก็อาจต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่ประเทศไทย”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “สุดท้ายเราผ่านมันมาได้ แต่ตลอดช่วงเรียนปริญญาตรีก็ไม่ได้ผ่านไปแบบสวยงาม วิชาเรียนยาก ภาษารัสเซียก็ยาก หลายวันเราไม่ได้รู้สึกว่าเก่งหรือมั่นใจเลย แค่พยายามพาตัวเองให้รอดไปทีละวัน แต่พอมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้นสอนเรามากว่า คนเราไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกอย่างก่อนถึงจะเดินต่อได้ บางครั้งเราก็ต้องเดินไปทั้งที่ยังกลัว ยังเหนื่อย และยังไม่แน่ใจนั่นแหละ”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “หลังเรียนจบปริญญาตรี เรายังอยู่ที่รัสเซียต่อ และได้ทำงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐรัสเซีย ในฝ่ายกงสุล ดูแลช่วยเหลือคนไทยและนักเรียนไทยในต่างแดน งานนี้เป็นเหมือนบทเรียนแรกก่อนเข้าสู่ชีวิตราชการ เพราะทำให้เราได้เห็นว่า หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่แค่ทำงานตามเอกสาร แต่คือการรับฟังปัญหาของผู้คน รอบคอบกับทุกเรื่อง และช่วยให้คนที่เดือดร้อนได้มีที่พึ่ง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ช่วงนั้นเราเรียนปริญญาโทไปด้วย ทำงานไปด้วย กลางวันทำงาน ตอนค่ำไปเรียน เหนื่อยมาก บางวันร่างกายแทบไม่ไหว เคยนั่งอ้วกอยู่ข้างป้ายรถเมล์ก็มี แต่เราก็บอกตัวเองว่า ‘อีกนิดเดียว’ แล้วก็พาตัวเองผ่านไปให้ได้วันต่อวัน”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “หลังจบปริญญาโท เรากลับประเทศไทย แต่ไม่ได้เข้าสู่ระบบราชการทันที เพราะทุน 1 อำเภอ 1 ทุนไม่ได้ผูกมัดให้ต้องรับราชการ เราเลยเริ่มทำงานเอกชนหลายแห่ง ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ งานนำเข้า–ส่งออก และงานโรงแรม ช่วงนั้นเปลี่ยนงานอยู่หลายครั้ง ใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการค้นหาตัวเอง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “พูดตรง ๆ ว่าเป็นช่วงชีวิตที่สับสนมาก เรามีวุฒิการศึกษา มีประสบการณ์ต่างประเทศ แต่ในใจกลับรู้สึกว่ายังไม่มีหลักให้ชีวิต ยังไม่เจองานที่ตอบโจทย์ตัวเองจริง ๆ อีกอย่างคือ แม่อยากเห็นเรารับราชการ อยากเห็นลูกมีงานที่มั่นคง เป็นหลักเป็นฐาน ความคาดหวังนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เรากลับมาถามตัวเองว่า ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ เราจะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านี้อย่างไร”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “วันหนึ่งเราเปิดอินเทอร์เน็ตหางานราชการ แล้วเจอว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับสมัครนักเรียนทุน 1 อำเภอ 1 ทุน เพื่อเข้ารับราชการ ตอนนั้นพูดตรง ๆ ว่าเราแทบไม่รู้จักหน่วยงานนี้ด้วยซ้ำ คำว่า ‘รัฐสภา’ ดูเป็นเรื่องไกลตัวมาก แต่เราตัดสินใจสมัคร เพราะรู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งของชีวิต”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราอ่านหนังสือจริงจังมาก ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เต็ม ๆ อ่านทั้งวันทั้งคืน เพราะรู้ว่าถ้าพลาด โอกาสแบบนี้อาจไม่ได้กลับมาอีกง่าย ๆ สุดท้ายเราก็ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งนักวิเคราะห์งบประมาณปฏิบัติการ สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตราชการอย่างแท้จริง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน เราดีใจมากที่ได้อยู่ในหน่วยงานที่ทำงานด้านวิชาการและงบประมาณ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง แต่ความดีใจนั้นก็มาพร้อมกับความกดดัน เพราะพอเข้ามาจริง ๆ เราพบว่าพี่ ๆ ในสำนักมีความรู้และประสบการณ์สูงมาก หลายคนเชี่ยวชาญด้านงบประมาณ การคลัง และการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะอย่างลึกซึ้ง ส่วนเราในตอนนั้นเป็นน้องใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “การเขียนเอกสารวิชาการแต่ละครั้งไม่ง่ายเลย ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมาก ต้องวิเคราะห์ตัวเลข ต้องเรียบเรียงประเด็นให้คม และต้องระวังความถูกต้องของข้อมูล เพราะงานวิเคราะห์งบประมาณไม่ใช่แค่การเขียนรายงานให้เสร็จ แต่เป็นข้อมูลที่อาจถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “พูดง่าย ๆ คือ ตัวเลขทุกตัวมีความหมาย และคำอธิบายทุกประโยคต้องรับผิดชอบได้”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ปีแรก ๆ เราเครียดมาก หลายครั้งรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ ยังรู้ไม่พอ และกลัวว่างานจะออกมาไม่ดี แต่แทนที่จะหยุดอยู่กับความกลัว เราเลือกใช้ความกลัวนั้นเป็นแรงผลักให้พัฒนาตัวเอง อ่านมากขึ้น ฝึกเขียนมากขึ้น ถามมากขึ้น และค่อย ๆ เรียนรู้จากพี่ ๆ รอบตัว”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ต่อมาเราได้รับโอกาสจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ครั้งนั้นก็ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยเหมือนเดิม แต่ต่างจากครั้งก่อนตรงที่เรามีประสบการณ์มากขึ้น มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเหนื่อยไม่ได้แปลว่าเรากำลังล้มเหลวเสมอไป บางครั้งมันแปลว่าเรากำลังเติบโต”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ตลอดเวลาที่รับราชการในสำนักงบประมาณของรัฐสภา เราได้เรียนรู้ว่างานของเราเป็นงานเบื้องหลังที่สำคัญมาก หน้าที่หลักคือการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ วิเคราะห์งบประมาณ การเงินการคลังภาครัฐ และจัดทำข้อสังเกตเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการ ทั้งฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “งานนี้ต้องละเอียด ต้องรอบคอบ และต้องเป็นกลาง เพราะเมื่อรายงานฉบับหนึ่งเผยแพร่ออกไป รายงานนั้นไม่ได้เป็นเพียงเอกสารของผู้เขียน แต่เป็นข้อมูลที่อาจถูกใช้ในการอภิปราย การตั้งคำถามต่อหน่วยงาน หรือการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “สิ่งที่เราภูมิใจมากที่สุด คือการได้เห็นเอกสารวิชาการที่เราจัดทำถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง เช่น รายงานการวิเคราะห์งบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่กรรมาธิการงบประมาณหลายท่านนำไปใช้ประกอบการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับเรา นั่นคือความหมายของงานราชการอย่างแท้จริง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราอาจไม่ได้อยู่หน้าเวที แต่ข้อมูลที่เราทำอาจช่วยให้การพิจารณางบประมาณรอบคอบขึ้น เราอาจเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ แต่ถ้าฟันเฟืองเล็ก ๆ ทำงานอย่างซื่อสัตย์และตั้งใจ ก็สามารถส่งผลต่อระบบใหญ่ได้เหมือนกัน”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เป้าหมายของเราในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จตามหน้าที่ แต่อยากพัฒนาตัวเองให้เป็นนักวิเคราะห์งบประมาณที่มีคุณภาพ มีความรู้ทางวิชาการที่ทันสมัย เข้าใจบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และสามารถผลิตงานวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐสภา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนได้จริง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เราอยากเห็นงานวิเคราะห์งบประมาณเป็นมากกว่าตารางตัวเลข แต่อยากให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประเทศใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เป็นธรรม และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนมากขึ้น”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ถ้าจะฝากอะไรถึงคนที่กำลังท้อ หรือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ เราอยากบอกว่า อย่ารีบตัดสินตัวเองเร็วเกินไป ชีวิตของคนเราไม่ได้เติบโตจากวันที่สำเร็จเท่านั้น แต่เติบโตจากวันที่เหนื่อย วันที่พลาด วันที่กลัว แต่เรายังลุกขึ้นมาก้าวต่อ แม้จะไม่มีใครเห็น”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ความอดทนสำคัญมาก ความมุมานะก็สำคัญไม่แพ้กัน และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เพราะไม่มีใครเริ่มต้นด้วยความพร้อมทั้งหมด ทุกคนต่างค่อย ๆ เรียนรู้จากงาน จากปัญหา จากคนรอบตัว และจากความผิดพลาดของตัวเอง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “พอมองย้อนกลับไป จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เคยไม่แน่ใจว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ ทำงานในสถานทูต กลับมาค้นหาตัวเองอยู่หลายปี และสุดท้ายได้เข้ามารับราชการในรัฐสภา เราพบว่า เส้นทางชีวิตอาจไม่ได้ตรงเสมอไป แต่ทุกเส้นทางที่เดินผ่านมา ล้วนหล่อหลอมให้เราอดทนขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น และเห็นคุณค่าของโอกาสมากขึ้น”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “วันนี้เราไม่ได้อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีตำแหน่งหน้าที่ แต่อยากเป็นคนที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่นั้นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “เพราะสำหรับเรา การรับราชการไม่ใช่แค่อาชีพที่มั่นคง แต่คือโอกาสในการทำงานเพื่อส่วนรวม ด้วยความรู้ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในทุกงานที่ได้รับมอบหมาย”

#มนุษย์สภา

#คลังสารสนเทศรัฐสภา
……………………………………….
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ - รูปแบบการนำเสนอบทสัมภาษณ์นี้ มีแรงบันดาลใจมาจากเพจ "มนุษย์กรุงเทพฯ" ค่ะ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ - นฤมล แก้วสุก นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ กลุ่มงานวิเคราะห์งบประมาณ 4 สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

30/05/2026

30 พฤษภาคม
​ ​ ​ ​ ​
​ ​ ​ ​ ​ ​ วันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

29/05/2026

“กรม” เป็นหน่วยงานระดับหนึ่งในกระทรวง มีหน้าที่ดูแลงานราชการตามที่กฎหมายหรือกฎกระทรวงกำหนดไว้ ว่ากรมนี้ต้องรับผิดชอบเรื่องอะไรบ้าง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อธิบดี ทำหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการในกรม และต้องดูแลให้งานของกรมเดินไปตามเป้าหมาย แผนงาน และนโยบายของกระทรวง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่สำคัญคือ แม้อธิบดีจะมีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะของกรมตัวเอง แต่เวลาทำงานก็ต้องยึดนโยบายของคณะรัฐมนตรี และแผนการทำงานของกระทรวงควบคู่กันไปด้วย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ สรุป กรมมีหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย ส่วนอธิบดีคือคนรับผิดชอบให้กรมทำงานได้จริง และต้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลกับกระทรวงค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านพระราชบัญญัติ ได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

29/05/2026

เงินตอบแทนของกำนัน–ผู้ใหญ่บ้าน และตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับ “เงินตอบแทนตำแหน่ง” ในอัตราที่แตกต่างกันตามหน้าที่และความรับผิดชอบค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ โดย กำนัน จะได้รับเงินตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท และขั้นต่ำ 12,000 บาท
ส่วน ผู้ใหญ่บ้าน สูงสุด 13,000 บาท ขั้นต่ำ 10,000 บาท

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ สำหรับ แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จะมีอัตราใกล้เคียงกัน คือ สูงสุด 10,000 บาท และขั้นต่ำ 6,000 บาท

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ส่วนการเลื่อนขั้นเงินตอบแทน ไม่ได้เลื่อนอัตโนมัตินะคะ แต่ต้องผ่านการประเมินก่อน โดยเลื่อนได้ปีละไม่เกิน 2 ขั้น** ขั้นละ 300 บาท และสามารถเลื่อนต่อเนื่องได้ 2 ครั้ง ค่ะ


​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ ) ​ พ.ศ. ๒๕๖๖

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านฉบับเต็มได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี
Bangkok
10300