22/05/2026
หน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเฝ้าระวัง “ภูยูง” กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันไม่ได้ปิดกั้นการสัญจร พร้อมยื่นหนังสือสอบปมเตรียมทำไม้โครงการกังหันลม
21 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงกำลังปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังตามปกติอยู่บริเวณจุดเฝ้าระวังของกลุ่มในพื้นที่บ้านนาโสก หมู่ 14 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบกรณีมีผู้ร้องเรียนเรื่องการตั้งจุดเฝ้าระวัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นายนรินทร์ อินทรี หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) นางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร นายดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงาน
โดยนางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา กล่าวว่า ทางอำเภอได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการใช้ไม้กั้นถนนบนเส้นทางขึ้นภูยูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการขึ้นไปหาของป่าของชาวบ้านในพื้นที่ จึงเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ชี้แจงว่า จุดเฝ้าระวังดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อสอดส่องบุคคลและรถที่เข้าออกพื้นที่ โดยขอความร่วมมือให้ชะลอรถเพื่อสอบถามปลายทางและสังเกตความผิดปกติ เนื่องจากชุมชนมีความกังวลต่อสถานการณ์การลักลอบเผาป่า การทำไม้ผิดกฎหมาย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการปิดกั้นการสัญจรของประชาชนแต่อย่างใด
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวชี้แจงอีกว่า การจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งกรณีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัทเอกชน ซึ่งมีแผนตั้งเสากังหันลมจำนวน 13 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณ “ป่าภูยูง” ซึ่งจะมีเสากังหันลมตั้งอยู่ถึง 5 จุด แบ่งเป็นบนภูยูง 3 จุด และบริเวณป่าโคกขี้ชีอีก 2 จุด ชาวบ้านจากทั้ง 4 หมู่บ้านในตำบลนาโสกจึงได้รวมตัวคัดค้านโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการเข้ามาในพื้นที่เพื่อทำการถากเปลือกไม้และประทับตัวอักษรบนต้นไม้ ในจุดที่คาดว่าจะเป็นแนวเส้นทางก่อสร้างถนนของโครงการ แต่เมื่อชาวบ้านสอบถามถึงที่มาและเอกสารคำสั่งดำเนินการ กลับไม่ได้รับการชี้แจงหรือแสดงเอกสารใด ๆ
ภายหลังจากนั้นได้เกิดเหตุไฟป่าหลายครั้งในบริเวณพื้นที่โครงการ ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากจุดที่เกิดไฟไหม้สอดคล้องกับพื้นที่เตรียมดำเนินโครงการพลังงานลม ทำให้ชุมชนเริ่มจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเพื่อเฝ้าสังเกตบุคคลแปลกหน้าและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับป่า
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า แม้จะมีการตั้งจุดเฝ้าระวัง แต่ประชาชนยังสามารถสัญจรเข้าออกพื้นที่ได้ตามปกติ ขณะเดียวกันสมาชิกกลุ่มยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเฝ้าระวังและเข้าดับไฟป่าหลายครั้งที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่าไม่เพียงพอ
ภายหลังการพูดคุยร่วมกัน กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเมืองมุกดาหาร และผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง รวมถึงตรวจสอบการเข้าดำเนินการสำรวจและเตรียมทำไม้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบริษัทเอกชน กรณีการถากเปลือกไม้ ประทับหมายเลข และพ่นสีบนต้นไม้ในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าเป็นไปตามกฎหมายและมีเอกสารอนุญาตรองรับอย่างถูกต้องหรือไม่
ทั้งนี้ กลุ่มระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานพลังงานจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เขต 5 อุบลราชธานี พบว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าตามระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (FiT) อีกทั้งยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า รวมถึงยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายก่อนดำเนินโครงการเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ กลุ่มจึงเห็นว่า การอนุญาตหรือการเข้าดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควรต้องพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของโครงการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการได้รับสิทธิในการขายไฟฟ้าและการมีสัญญา PPA รองรับอย่างถูกต้องก่อน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินการล่วงหน้า หรือสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทั้งที่โครงการยังไม่มีสิทธิทางกฎหมายสมบูรณ์ในการดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ กลุ่มยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ พร้อมทั้งขอให้มีคำสั่งระงับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะแล้วเสร็จ และหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ก่อนที่เจ้าหน้าที่และชาวบ้านจะร่วมกันจัดทำบันทึกตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกลุ่มยืนยันว่า การตั้งจุดเฝ้าระวังเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ และจะยังคงดำเนินการเฝ้าระวังต่อไปจนกว่ากระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ จะแล้วเสร็จ
17/05/2026
ไอ้โม่ง (ที่รับสินบน) พลังงานสะอาด เบื้องหลังโครงการกังหันลมรุกป่าสงวนมุกดาหาร
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังรุกคืบเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ภายใต้คำอ้างเรื่องพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด แต่เสียงของประชาชนในพื้นที่กลับ (ถูกทำให้ไม่ได้ยิน) แทบไม่ถูกรับฟัง ทั้งที่พวกเขาต้องแบกรับผลกระทบจากการสูญเสียที่ดินทำกินและทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้เหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิตั้งคำถามและเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงปกป้องผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จากการทำลาย กลับถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางความเจริญ หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งที่การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะและทรัพยากรของชุมชน
จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เกิดขึ้นภายใต้การรวมตัวกันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย’ ซึ่งลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการเหมืองหิน และต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินจากนโยบายทวงคืนผืนป่า หรือ ที่ประชาชนในพื้นที่เรียกว่านโยบายแย่งยึดที่ดินในยุค คสช. ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ต่อมาในช่วงปลายปี 2565 ขณะที่กลุ่มเริ่มกลับเข้าไปใช้ประโยชน์ในผืนดินเดิมเพื่อทำการเพาะปลูก ได้ปรากฏโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด เข้ามาในพื้นที่โดยพบว่าพื้นที่โครงการบางส่วนทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน ทำให้กลุ่มดังกล่าวได้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตบ้านนาคำน้อย ตำบลคำป่าหลาย ส่อมีปัญหา โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการดำเนินโครงการและการขอนุญาตอาจมีขั้นตอนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงได้มีการเรียกร้องและคัดค้านอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 กรมป่าไม้ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงหมู แปลงที่ 2 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เป็นระยะเวลา 30 ปี แต่ภายหลังได้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาตดังกล่าว และมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า ใบอนุญาตอาจออกโดยมิชอบตามขั้นตอนระเบียบกฎหมาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพักใช้ใบอนุญาต เนื่องจากพบมีการกระทำที่ผิด ที่เงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต
ขณะที่พื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำบลคำป่าหลาย ก็มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง’ ที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวจากผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ตามใบอนุญาต ลงวันที่ 4 เมษายน 2567 อย่างไรก็ตามประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสภาพป่าอันเป็นเท็จ ซึ่งถูกระบุใน “รายงานการตรวจสอบสภาพป่าว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม” ทั้งที่สภาพจริงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ การนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ผิดต่อระเบียบคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2565 ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตฯของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกัน กรณีสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ตำบลคำป่าหลายของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้โครงการต้องชะลอการดำเนินการ แรงกดดันในการคัดค้านของให้โครงการฯ ที่ตำบลคำป่าหลายท่าจะไปต่อลำบาก ทำให้โครงการฯ ได้ย้ายไปยังพื้นที่ไปยังตำบลนาโสก ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่กำลังเผชิญผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเช่นกัน จากการสืบค้นข้อมูล พบว่า บริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด และ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มีเจ้าของและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจกลุ่มเดียวกัน
ทั้งสองพื้นที่โครงการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ต่างมีพิรุธและถูกตั้งคำถามจากคนในพื้นที่ เกี่ยวกับกระบวนการออกใบอนุญาต เนื่องจากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกอบขอใบอนุญาต รวมถึงรายงานการตรวจสอบสภาพป่าไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับอนุญาตทับซ้อนที่ทำกินของราษฎร ทับซ้อนพื้นที่ปลูกป่า แสดงให้เห็นว่ากระบวนการได้มาของใบอนุญาตนั้นมีปัญหา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบใบอนุญาตของทั้งสองพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การได้มาของใบอนุญาตของโครงการเอกชนทั้งสองพื้นที่ ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ เมื่อสืบสาวหาต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น พบข้อสังเกตว่าการผลักดันโครงการอาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพังของภาคเอกชน หากแต่มีเครือข่ายของเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง และกลุ่มผู้อิทธิพลผลประโยชน์ เข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้โครงการสามารถดำเนินการได้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังเกิดข้อกังวลจากคนในพื้นที่ต่อความพยายามทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการ รวมถึงสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและเหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับความพยายามเปิดทางให้เกิดการดำเนินโครงการในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กล่าวคือเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปี 2569 ได้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นำโดย นายพรภิรมย์ อุระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้มุกดาหาร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ลงพื้นที่เพื่อตีตราต้นไม้สำหรับดำเนินการทำไม้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยหลายประการ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่า ในการกระทำดังกล่าวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จนเกิดความเสียหายในทรัพยากรอย่างร้ายแรง ขณะที่กระบวนการตรวจสอบใบอนุญาตที่ออกโดยมิชอบยังไม่มีข้อยุติ แต่กลับมีการเริ่มดำเนินกิจกรรมภายในพื้นที่โครงการแล้ว ดังนั้นการดำเนินการทำไม้ออกจากพื้นที่และการเริ่มต้นโครงการในช่วงที่ใบอนุญาตยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและบริษัทเอกชนผู้ดำเนินโครงการยังไม่ได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นั้น เป็นการดำเนินโครงการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หากพิจารณาย้อนกลับไป จะพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบางพื้นที่ยังคงมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการออกใบอนุญาตว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจบางส่วนเข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและผลักดันให้เกิดโครงการในพื้นที่ ตั้งแต่พื้นที่ตำบลคำป่าหลายจนถึงตำบลนาโสก กระบวนการอนุมัติอนุญาตไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรู้และมีส่วนในกระบวนการ โดยเฉพาะหน่วยงานป่าไม้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่เรียกกันแบบภาษาชาวบ้านว่า ‘เจ้าหน้าที่ป่าไม้เร่ขายป่าให้นายทุนทำกังหันลม’ หากมองในส่วนของกระบวนการอนุญาตบทบาทของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานป่าไม้ระดับพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ขอนแก่น ตลอดจนอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการอนุมัติอนุญาตทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายพรภิรมย์ อุระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้มุกดาหาร เจ้าหน้าที่รัฐที่เคยมีประวัติให้ออกจากราชการในคดีทุจริต แต่ยังไม่ถูกไล่ออกจากราชการยังคงรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ที่เป็นคนวิ่งเต้นปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นพนักงานบริษัทเอกชนในคราบเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ที่ดำเนินการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชนมากกว่าการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งนายพรภิรมย์เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและเสนอความเห็นต่อการใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่านี่อาจเป็นละครฉากใหญ่ของกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์ ที่เปรียบเสมือนละครหลังข่าวที่มีไอ้โม่งในคราบเจ้าหน้าที่รัฐผู้พิทักษ์รักษาป่าไม้เป็นผู้ที่คอยกัดกินทรัพยากรป่าไม้เสียเอง
ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ลดลง และสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น แต่กรมป่าไม้กลับปล่อยปะละเลยให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ปฏิบัติเอื้อประโยชน์ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ‘การขายป่าสงวนแห่งชาติ’ ให้บริษัทเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อดำเนินโครงการเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี กลับสวนทางกับคำสั่งทางนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่า ระวังไฟป่า ปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนแนวทางลดภาวะโลกร้อน ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนความย้อนแย้งของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของหน่วยงานรัฐ ที่ในด้านหนึ่งประกาศอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ แต่อีกด้านกลับมีเรื่องการนำพื้นที่ป่าไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ‘ไอ้โม่งกินสินบน’ หรือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันโครงการ ผู้ซึ่งทำตัวเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัทเอกชน กลับไม่ถูกตั้งคำถามหรือแทบจะไม่มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงตามข้อเรียกร้องของประชาชนผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งที่การดำเนินการเหล่านี้อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว
# พลังงานสะอาดแต่ต้องตัดไม้ทำลายป่า
# พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด
21/04/2026
'พิชิต คำแก้ว' นักข่าวปลอม หากินกับการรับงานสกปรก ร้องเรียนรังแกคนไปทั่ว
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ในวันนี้แตกต่างจากตัวตนในอดีตที่พี่น้องสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกย.อ.) พี่น้องสมัชชาชาวนาชาวไร่อีสานเพื่อการรับรองสิทธิในที่ดินทำกิน (สดท.) รู้จัก
ตัวตนในอดีตของประชาเมื่อสมัยเป็นอธิบดีกรมตำรวจ/ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และในช่วงที่เกษียณอายุมาเป็นนักการเมือง เป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์แก่คนยากคนจน คอยช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนไหวของ สกย.อ. สดท. เป็นอย่างดี
อาจจะเพราะชีวิตในบั้นปลายที่สมาชิกในครอบครัวเติบใหญ่และแตกกิ่งก้านสาขาจากลูกสู่หลานเหลน ไปทำธุรกิจหลายแขนง รวมทั้งภรรยา จึงต้องใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตปกป้องและคุ้มภัยธุรกิจของเครือข่ายครอบครัวให้อยู่รอดและเติบโตสืบไปได้ในวันที่ตัวเองต้องลาจากโลกนี้ไป เขาจึงเปลี่ยนจากความโอบอ้อมอารีย์แก่คนยากคนจนไปคบหาสมาคมกับนักธุรกิจที่เห็นแก่ได้ ไม่เลือกแม้กระทั่งนักธุรกิจ 'จีนเทา'*
'จีนเทา'* ที่ว่า คือ ตู้ห่าว เป็นมาเฟียขาโหดเบอร์ใหญ่คนหนึ่งในเครือข่ายต้มตุ๋นสแกมเมอร์อันโด่งดังที่ถูกกวาดล้างในพม่าและกัมพูชา ซึ่งตู้ห่าวมีฐานะเป็น 'หลานเขย' ของประชาและวารุณีผู้เป็น (อดีต) ภรรยาโดยตรง
และเมื่อประมาณสองสามปีก่อน สื่อมวลชนในมุกดาหารเคยตั้งข้อสังเกตุว่าบริษัท ๕๕๕ กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ที่ยังคงผลักดันโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมที่ ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทุกวันนี้ น่าจะเป็นเงินลงทุนของตู้ห่าวทั้งหมดเพื่อทำการฟอกเงิน
ตกมาปีสองปีมานี้ ประชาและวารุณีมีบริษัทของตัวเองเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง คือ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่กำลังผลักดันโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมที่ ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร อยู่ในเวลานี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเงินลงทุนของตู้ห่าวอีกหรือไม่ อย่างไร
ด้วยความรู้สึกที่จะปกป้องและคุ้มภัยธุรกิจของเครือข่ายครอบครัวให้อยู่รอดและเติบโตสืบไปได้ในวันที่ตัวเองต้องลาจากโลกนี้ไปนั่นเอง ทำให้ประชาละเลยความเห็นอกเห็นใจคนยากคนจนดั่งเช่นอดีต หมางเมินกับความถูกต้องชอบธรรมในการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมทั้งสองแห่ง และเพราะความหมางเมินดังกล่าวนี่เองได้นำพาให้เครือข่ายผู้มีอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในท้องถิ่นหลั่งไหลเข้าหาเขา ไม่เว้นแม้แต่พวกที่อ้างว่าเป็นนักข่าวอย่าง “พิชิต คำแก้ว” ที่หิวแสง ชอบทำตัวเข้าหาอำนาจและผลประโยชน์ เพื่อทำให้ตัวเองได้รับความสนใจต่อสาธารณชนและได้รับสินบาดคาดสินบนเป็นรางวัลตอบแทน
เพราะความเป็นนักข่าวแท้จริงต้องมีรายได้โดยตรงจากสื่อที่ตัวเองผลิต ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน วีดีทัศน์ หรือรูปแบบอื่น ๆ แต่พิชิตไม่ได้มีรายได้โดยตรงจากสื่อที่ตัวเองผลิต (และโดยปรกติพิชิตเองก็ไม่ค่อยผลิตสื่อหรือเขียนข่าวอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันพอที่จะเป็นชิ้นงานได้แต่อย่างใด) แต่มีรายได้จากการหาข่าวให้หน่วยงานรัฐ นักการเมือง นักธุรกิจเป็นหลัก ดังนั้น ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือเขาไม่ใช่ “นักข่าว” แต่เขาเป็น “สายข่าว” ให้กับ กอ.รมน. หรือหน่วยงานรัฐอื่น ๆ รวมทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจในท้องถิ่นด้วย
งานข่าวของเขาจึงต้องเป็นข่าวที่ทำลายความชอบธรรมในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมของชาวบ้านที่ ต.นาโสก (รวมทั้งโครงการพัฒนาขนาดใหญ่อื่น ๆ ในท้องถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนด้วย)
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคืองานสกปรกที่เขาถนัด ดังเช่นสองกรณีในอดีตได้แก่ 1. ย้อนหลังไปในปี 2564 กรณีที่อดีต ส.ส. พรรคหนึ่งของมุกดาหารที่เคยเลี้ยงดูครอบครัวนายพิชิตขณะที่นายพิชิตถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ มีข้อพิพาทเรื่องตบทรัพย์เรียกรับเงิน 5 ล้านบาท จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงทำให้นายพิชิตต้องออกหน้าช่วยเหลือนายด้วยการร้องเรียนให้ตรวจสอบบ่อบาดาลใช้งานไม่ได้จากผลงานของอดีตอธิบดีฯเพื่อเอาผิด (ผลสุดท้าย สตง. ได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าไม่มีมูลตามที่พิชิตร้องเรียน และไม่พบพฤติการณ์ทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตอธิบดีฯ) ในท้ายที่สุดการร้องเรียนของพิชิตก็ไม่สามารถช่วยนายได้ เพราะเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้สั่งให้อดีต ส.ส. คนดังกล่าวที่เป็นนายของพิชิตต้องโทษจำคุก 6 ปี
2. กรณีร้องเรียนหลายหน่วยงานเมื่อประมาณปี 2567 ให้เอาผิดอดีตนายก อบจ. และรองนายก อบจ. ของมุกดาหาร โทษฐานที่รองนายกฯใช้วุฒิการศึกษาปลอมมายื่นเป็นหลักฐานสมัครรองนายกฯ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ อดีต ส.ส. พรรคหนึ่งของมุกดาหารที่ต้องโทษถูกศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 6 ปี จากคดีเรียกเงินจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ต้องการเข้ามาครอบงำอดีตนายก อบจ.
เรื่องโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมที่ ต.นาโสก ก็เช่นกัน เป็นงานสกปรกอีกชิ้นหนึ่งของพิชิตที่เขียนข่าวโจมตีชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการดังกล่าวเพื่อปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด
20/04/2026
นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันเฝ้าระวัง 24 ชม. คัดค้านโครงการพลังงานลม เหตุใบอนุญาตยังถูกตรวจสอบ
20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ประกาศจุดยืนเดินหน้าเฝ้าระวังพื้นที่ป่าภูยูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเป็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 แต่กระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมีการดำเนินการตรวจสภาพป่าเป็นเท็จ ด้วจการระบุว่าพื้นที่ป่าภูยูงเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ โดยปัจจุบันใบอนุญาตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อยุติ
โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 กลุ่มฯ พบว่า มีการพ่นสี ถากเปลือกไม้ และทำเครื่องหมายเป็นตัวอักษรพร้อมตัวเลขบนต้นไม้ เพื่อเตรียมการทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ทั้งที่โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นอกจากนี้ยังเกิดเหตุไฟไหม้ป่าภูยูง ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย ซึ่งกลุ่มฯ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจุดไฟโดยเจตนา เพื่อทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม และเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไม้ออก ซึ่งอาจเป็นการผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมโดยลัดขั้นตอน
เพื่อป้องกันความเสียหาย กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจึงได้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังและจุดตรวจสอบในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา โดยมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังพบความพยายามก่อเหตุเผาป่า การเตรียมตัดไม้ รวมถึงการปล่อยข่าวโจมตีและใส่ร้ายกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเพื่อปกป้องป่าภูยูงที่อุดมสมบูรณ์
ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงระบุว่าจะยังคงเฝ้าระวังและตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่อไป ควบคู่กับการติดตามกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาต โดยเรียกร้องให้การดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ที่เข้าดำเนินการในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือไม่
………….
ประกาศกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง
เรื่อง จัดตั้งจุดเฝ้าระวังเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิชุมชน
เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ป่าภูยูงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายในกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง แต่กลับปรากฎพฤติการณ์การลักลอบเผาป่าและการเตรียมการเคลื่อนย้ายไม้มีค่าออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิชุมชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจึงมีความจำเป็นในการจัดตั้งจุดเฝ้าระวังนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย : ยับยั้งการลักลอบเผาป่า และการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยมิชอบในระหว่างการตรวจสอบ
2. เพื่อรักษาสิทธิของส่วนรวม : ปกป้องป่าอันเป็นมรดกจากบรรพบุรุษที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ขอแจ้งเจตนารมณ์ต่อสาธารณะว่า
(1) การดำเนินการนี้ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์สาธารณะ
(2) ไม่มีการปิดกั้นหรือขัดขวางการสัญจรของประชาชนทั่วไปในพื้นที่
(3) ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาดำเนินการตามระเบียบกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
จึงขอความร่วมมือจากพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน โปรดให้ข้อมูล ร่วมกันเป็นหูเป็นตา และแจ้งเบาะแสสถานการณ์ผิดปกติ ณ จุดเฝ้าระวังแห่งนี้ เพื่อรักษาป่าภูยูงไว้เป็นสมบัติส่วนรวมของลูกหลานสืบไป
ประกาศ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
17/04/2026
“พิชิต คำแก้ว” สื่อมวลชนปลอม กับการเคลื่อนไหวในพื้นที่ขัดแย้งกังหันลมมุกดาหาร
การปรากฏตัวของชายชื่อ “พิชิต” ซึ่งใช้ชื่อ “พิชิต คำแก้ว” หรือ “พิชิต คมอักษร คำแก้ว” (ซึ่งเป็นชื่อที่มักใช้ในสื่อโซเชียล) ในพื้นที่จุดเฝ้าระวังป่าภูยูง บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเฝ้าระวังการทำลายป่าจากไฟป่าและโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อวัตถุประสงค์ในการเข้ามาในพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา พิชิตได้เข้ามาในพื้นที่และสอบถามเส้นทางไปยังวัดป่าภูยูง พร้อมอ้างว่าได้นัดพระเพื่อมาเอา “ของดี” ทั้งที่พิชิตก็รู้ว่าพระไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเข้ามาครั้งนี้อาจมีเป้าประสงค์อื่นแอบแฝง
เมื่อพินิจพิจารณาและสืบค้นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติและความสัมพันธ์ของพิชิต พบว่า บุคคลดังกล่าวมักอ้างตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าวในจังหวัดมุกดาหาร และเลือกทำข่าวในประเด็นความขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาและการเคลื่อนไหวของชุมชน
ที่ผ่านมา พิชิตมักปรากฏตัวในพื้นที่ความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมถ่ายภาพ สอบถามข้อมูล และเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏผลงานข่าวในสื่อที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน ทั้งในกรณีการเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองหินทราย นโยบายแย่งยึดที่ดินทำกิน และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ในพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร รวมถึงกรณีกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงที่เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์เอ็นเนอจี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ในพื้นที่บ้านนาโสก
พฤติกรรมดังกล่าวนำไปสู่ข้อสังเกตว่า บทบาทของพิชิตอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรายงานข่าว แต่มีลักษณะเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยในบางกรณีมีการโพสต์สร้างกระแสในช่วงต้นของเหตุการณ์ ก่อนที่การสื่อสารจะยุติลงเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
เมื่อย้อนกลับไปในปี 2559 ช่วงที่กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายกำลังเคลื่อนไหวคัดค้านการทำเหมืองหินทรายในพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย พิชิตได้เข้าไปติดตามสถานการณ์โดยอ้างตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าว ก่อนที่บทบาทจะค่อย ๆ หายไปในเวลาต่อมา
รวมถึงในช่วงปลายปี 2565 ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลายกำลังเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด อย่างเข้มข้น ซึ่งมีนางวารุณี บำรุงสวัสดิ์ ภรรยาของ พล.ต.อ.ประชา พรมนอก (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ/ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีหลายกระทรวงในหลายรัฐบาล) เป็นเจ้าของบริษัท พิชิตได้พยายามเข้าพื้นที่อีกครั้ง แต่เมื่อไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ กลับมีการสื่อสารในลักษณะพยายามเจรจากับสมาชิกกลุ่ม โดยอ้างว่าบริษัทต้องการให้ตนเป็นผู้ประสานงานกับชุมชน พร้อมระบุว่าบริษัทต้องการเข้าพูดคุย และขอความร่วมมือจากกลุ่มในการอำนวยความสะดวกต่อการก่อสร้างโครงการ รวมถึงย้ำว่าบริษัทต้องการ “ดูแล” กลุ่มฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อชุมชนปฏิเสธ กลับปรากฏการโพสต์วิพากษ์การเคลื่อนไหวของชุมชน และโจมตีผู้ทำงานในพื้นที่ในเวลาต่อมา
ในขณะเดียวกัน กรณีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี ฯ ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ช่วงเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง พิชิตได้ปรากฏตัวในพื้นที่เช่นเดียวกัน โดยระบุว่าจะช่วยทำข่าวการเคลื่อนไหวของชุมชน อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวผ่านสื่อใด ต่อมาในช่วงต้นปี 2568 ก่อนหน้าหนึ่งวันที่กลุ่มจะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พิชิตได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะเตือนถึงความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยมีเนื้อหาคล้ายการข่มขู่ว่ากลุ่มฯอาจถูกบริษัทฟ้องร้องดำเนินคดี
ทั้งนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า พิชิตอาจมีความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐด้านความมั่นคง หรือผู้มีส่วนได้เสียในโครงการพัฒนาโดยตรง
โดยในเฟซบุ๊กส่วนตัวของพิชิต เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 ได้มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลการเข้าร่วมประชุมผู้สื่อข่าวสัญจรของสมาคมสื่อมวลชนเอเชีย (ประเทศไทย) ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจากภาพปรากฏว่าผู้เข้าร่วมบางส่วนแต่งกายในลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 พิชิตได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอบรรยากาศงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านพักของ พล.ต.อ.ประชา โดยปรากฏภาพที่ พล.ต.อ.ประชา นางวารุณี และพิชิต นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันในลักษณะใกล้ชิด ภายในงานมีผู้เข้าร่วมเฉพาะกลุ่มบุคคลใกล้ชิด และมีบรรยากาศการพูดคุยกันอย่างสนิทสนม
จากพฤติกรรมและข้อมูลที่ปรากฏ ทำให้การอ้างว่าพิชิต คำแก้ว เดินทางเข้ามาเพื่อพบพระที่วัดป่าภูยูงไม่น่าจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเพียงหนึ่งวันถัดมา พิชิตได้โพสต์ข้อความในลักษณะโจมตีการตั้งจุดเฝ้าระวังของกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการทำลายป่าจากไฟป่าและโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการดำเนินการลัดขั้นตอนและอาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงทำให้การปรากฏตัวของพิชิต คำแก้ว ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีนัยยะบางประการที่เชื่อมโยงกับการกำลังสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้เกิดขึ้นในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าระวังและปกป้องผืนป่าภูยูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พื้นที่ถูกทำลายจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ตำบลนาโสกมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ท่ามกลางความเคลื่อนไหวและแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน พื้นที่ตำบลคำป่าหลายก็เริ่มปรากฏสัญญาณของความตึงเครียดในลักษณะเดียวกัน โดยพบการพ่นสเปรย์สีแดงบนต้นไม้ในบริเวณพื้นที่ที่เตรียมดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงแนวโน้มความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวและขยายตัวในหลายพื้นที่พร้อมกัน
(หมายเหตุ : บริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด และบริษัท พีแอนด์พี วินด์เอ็นเนอจี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด มีเจ้าของคนเดียวกัน คือ พล.ต.อ.ประชา พรมนอก และนางวารุณี บำรุงสวัสดิ์)
09/04/2026
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจับตาเข้ม พบความเคลื่อนไหวน่าสงสัย หลังแผนทำไม้ชะงัก
วันที่ 8 เมษายน 2569 กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีกระแสข่าวตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่าจะมีการเริ่มดำเนินการทำไม้ในพื้นที่ป่าภูยูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โดยมีแผนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเห็นว่า หากมีการทำไม้เกิดขึ้นจริง จะเข้าข่ายเป็นการดำเนินการลัดขั้นตอนอันเป็นการดำเนินที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กลุ่มฯ จึงได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการติดตามตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏการทำไม้ในพื้นที่แต่อย่างใด โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นผลจากการที่มีการยื่นหนังสือถึงกรมป่าไม้ และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายพรภิรมย์ อุระแสง สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ที่นายพรภิรมย์ พร้อมสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และพนักงานของบริษัท พีแอนด์พีฯ ได้เข้ามาดำเนินการถากเปลือกต้นไม้ และประทับเครื่องหมายบนต้นไม้ในพื้นที่ป่าภูยูง เพื่อเตรียมการทำไม้ ทั้งที่โครงการยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าในขณะนั้น ซึ่งการร้องเรียนดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินการทำไม้ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน
แม้จะยังไม่พบการทำไม้ในช่วง 8 วันที่ผ่านมา แต่กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเริ่มพบความเคลื่อนไหวในรูปแบบใหม่ในพื้นที่ โดยพบทั้งบุคคลที่สนับสนุนโครงการขับรถผ่านไปมาหลายรอบบริเวณที่กลุ่มรวมตัวเฝ้าระวัง แต่ความพยายามของกลุ่มอิทธิพลและผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง รู้ว่าตัวเองจะเสียผลประโยชน์ในโครงการนี้ ก็เริ่มใช้วิธีสกปรก หลังจากที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการในพื้นที่โครงการได้ โดยใช้กลุ่มบุคคลเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้ามาวนเวียนรอบพื้นที่ป่าภูยูง เพื่อสร้างสถานการณ์และพยายามจุดไฟเผาป่าภูยูงให้ได้ จากแหล่งข่าวกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นมือไม้ของกลุ่มที่สนับสนุนโครงการ และมีเส้นสายสัมพันธ์กับตำรวจนอกรีตในพื้นที่ ทั้งนี้กลุ่มมีความกังวลต่อความเสี่ยงของการทำลายป่าในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะการเผาป่าในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำให้สภาพป่าเข้าข่ายป่าเสื่อมโทรมตามเอกสารการตรวจสอบสภาพป่าจนโครงการได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่ป่าสงวนดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 1–2 เมษายนที่ผ่านมาได้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าชาดหนาซึ่งอยู่ติดกับป่าภูยูง และลุกลามไปยังบริเวณตีนเขาของป่าภูยูง แต่กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และดับไฟได้ทัน ก่อนที่ไฟจะลุกลามเข้าสู่พื้นที่ป่าภูยูง
ล่าสุด ในวันที่ 8 เมษายน เวลาประมาณ 17.00 น. มีชายชื่อ “พิชิต” (สงวนนามสกุล) ซึ่งมักอ้างตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในจังหวัดมุกดาหาร แต่ไม่ปรากฏสังกัดหรือบัตรประจำตัวสื่อมวลชน โดยตลอดที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายพิชิตมักปรากฏตัวในลักษณะเข้ามาถ่ายภาพและสอบถามข้อมูลจากสมาชิกกลุ่มเกือบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามีการนำข้อมูลหรือภาพถ่ายดังกล่าวเผยแพร่ผ่านสื่อหรือช่องทางใดอย่างชัดเจน จึงก่อให้เกิดความกังวลในหมู่สมาชิกกลุ่มว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกไปอาจถูกนำไปใช้ในลักษณะอื่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ในวันและเวลาดังกล่าวนายพิชิตได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในหมู่บ้าน และสอบถามเส้นทางไปยังวัดป่าภูยูงกับชาวบ้านในพื้นที่
ต่อมาในเวลา 17.40 น. กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง พบชายคนดังกล่าวจอดรถจักรยานยนต์อยู่ที่สวนยางอยู่บริเวณทางขึ้นวัดป่าภูยูง โดยมีท่าทีคล้ายจะถอดหมวกกันน็อก แต่เมื่อเห็นว่ามีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพ กลับไม่ถอดหมวกและแสดงท่าทีหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตน
ชายคนดังกล่าวได้สอบถามเส้นทางไปวัดอีกครั้ง โดยอ้างว่าได้นัดพบพระสงฆ์เพื่อมารับ “ของดี” อย่างไรก็ตาม สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้แจ้งว่าพระสงฆ์ไม่ได้อยู่ที่วัด ชายคนดังกล่าวจึงขับรถจักรยานยนต์ออกจากพื้นที่
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสงสัยให้กับกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้ออ้างเรื่องการนัดหมายกับพระไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง อีกทั้งหากมีการนัดหมายจริง ควรมีการติดต่อและทราบว่าพระไม่อยู่ในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังพบความเคลื่อนไหวที่น่าสังเกตในวันเดียวกัน โดยเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตัวแทนบริษัท พีแอนด์พีฯ ได้เดินทางไปมอบพัดลมเพื่อร่วมกิจกรรมจับฉลากในงานบุญกฐินของวัดป่าหนองแคน บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งช่วงเวลาใกล้เคียงกันยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลและข้อสงสัยต่อความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่าจะยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องพื้นที่ป่าภูยูงจากการดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม