02/06/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 22 ปี 69
📜คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1331/2568 (ประชุมใหญ่) https://bit.ly/42VTAYN
📍ที่ดิน (การดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน)
🔷ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน สภาพของทรัพย์สินนั้นต้องเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ เป็นต้น
🔷สำหรับที่ดินของเอกชนจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทดังกล่าวได้โดยการที่เอกชนรายนั้นอุทิศที่ดินของตนโดยการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้ที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทนั้น ซึ่งไม่จำต้องกระทำพิธีการอย่างใดหรือทำการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่รัฐอีก
🔷เมื่อทางพิพาทเป็นทางสายเดียวกันกับทางสาธารณประโยชน์ที่ผ่านที่ดินแปลงอื่น ๆ มีสภาพเป็นทางดินพื้นผิวกรวดหิน รถยนต์สามารถวิ่งสวนกันได้ ด้านทิศตะวันออกเชื่อมต่อกับถนนเลียบคลองส่งน้ำเพื่อออกสู่ทางหลวงแผ่นดิน ด้านทิศตะวันตกเชื่อมต่อกับถนนเลียบคลองใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ความมีอยู่ของทางพิพาท โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินได้สงวนหวงห้ามไว้เป็นทางส่วนบุคคล
⭐️ทางพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และข้อ 5 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 โดยไม่จำต้องจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ตามข้อ 10 วรรคหนึ่ง ของระเบียบดังกล่าว
⭐️การที่องค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงทางพิพาท จึงเป็นการดำเนินการบำรุงรักษาทางบกตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และไม่เป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
25/05/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 21 ปี 69
📜คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 54/2569 https://bit.ly/4eLmMZE
📍ที่ดิน (การดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์)
🔷เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
🔷แม้ผู้ฟ้องคดีจะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวนานเพียงใดก็ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ตามมาตรา 1306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
⭐️ส่วนหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ไม่ใช่เอกสารสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าผู้ครอบครองที่ดินพิพาทได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่แล้ว
🔷การมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) จึงมิได้หมายความว่าผู้เสียภาษีจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินเสมอไป แต่ต้องมีหลักฐานแสดงถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินนั้นด้วย
⭐️เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้มีหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่จะแสดงว่าที่ดินพิพาทมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวได้
11/05/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 19 ปี 69
📜คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1021/2568 https://bit.ly/423eq81
📍การจัดสรรที่ดิน (อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัด)
🔷เมื่อผู้จัดสรรที่ดินไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงที่ดินโดยการบดอัดแน่นด้วยรถแทรกเตอร์เพื่อให้พื้นดินบริเวณที่ทำการจัดสรรเรียบเสมอกัน โดยมีระดับไม่ต่ำกว่าถนนสาธารณะก่อนทำการก่อสร้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรพิพาทตามแผนผัง โครงการ หรือวิธีการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความบกพร่องในการดำเนินการก่อสร้างโครงการของผู้จัดสรรที่ดิน
🔷แม้ว่าผู้จัดสรรที่ดินจะได้โอนทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์แล้ว ก็ไม่ทำให้หลุดพ้นจากหน้าที่ที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือการปรับปรุงที่ดินก่อนทำการก่อสร้างโครงการ หรือการดำเนินการใด ๆ ที่ยังไม่แล้วเสร็จตามแผนผัง โครงการ หรือวิธีการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543
🔷คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดย่อมมีอำนาจและหน้าที่สั่งให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการปรับปรุงที่ดินให้เป็นไปตามแผนผัง โครงการ หรือวิธีการที่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่กำหนด
⭐️ดังนั้น การที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและมีมติให้ยุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยอ้างว่าผู้จัดสรรที่ดินได้จดทะเบียนโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว อยู่นอกเหนืออำนาจของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดโดยมิได้ตรวจสอบการจัดสรรที่ดินและสั่งการให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการให้เป็นไปตามแผนผัง โครงการ หรือวิธีการที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
05/05/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 18 ปี 69
📜คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟบ. 7/2569 (ประชุมใหญ่) https://bit.ly/4ueyEI3
📍วินัยข้าราชการ (คำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ท. กรณีร่วมกันเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเขตปฏิรูปที่ดิน)
🔷คดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท) มีมติชี้มูลความผิดว่า ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือน กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 85 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ต่อมา ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้งได้มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.)
🔷แม้มาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 จะกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกลงโทษใช้สิทธิอุทธรณ์เฉพาะดุลพินิจในการกำหนดโทษของผู้บังคับบัญชาก็ตาม แต่เมื่อมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ให้อำนาจ ก.พ.ค. ในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ ที่จะไม่รับอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ หรือมีคำวินิจฉัยให้แก้ไข หรือยกเลิกคำสั่งลงโทษก็ได้ ทั้งอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่บัญญัติว่า ในการพิจารณาอุทธรณ์ ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครอง และอาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเดิมหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้นไปในทางใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระหรือลดภาระหรือใช้ดุลพินิจแทนในเรื่องความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครองหรือมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขอย่างไรก็ได้
⭐️ดังนั้น การที่ ก.พ.ค. พิจารณาอุทธรณ์แล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามมาตรา 84 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบกับมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 สมควรลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีตามฐานความผิดดังกล่าว ก.พ.ค. จึงมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์โดยเปลี่ยนฐานความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีเป็นฐานความผิดนอกจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. ที่มีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบแล้ว
27/04/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 17 ปี 69
📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 115/2568 https://bit.ly/4u1tCi4
📍สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ/ข้าราชการทหาร/การคำนวณบำนาญกรณีเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.)
🔷เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) เป็นบำเหน็จความชอบที่ทางราชการพิจารณาจ่ายให้แก่ผู้ปฏิบัติราชการหรือช่วยเหลือราชการในการป้องกันอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ในลักษณะของเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนตามอัตราชั้นหรือขั้นเงินเดือนหรือค่าจ้าง และถือเป็นเงินได้ที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและกระทรวงการคลังอนุญาตให้เบิกจ่าย ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (15) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
🔷กรณีที่ข้าราชการซึ่งพ้นจากราชการเพราะเกษียณอายุโดยมีสิทธิรับบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และมีสิทธิได้รับ พ.ส.ร. ด้วยนั้น การคำนวณบำนาญจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้ายหารด้วยห้าสิบคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการ ทั้งนี้ ตามมาตรา 32 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
⭐️โดยคำว่า “เงินเดือนเดือนสุดท้าย” ตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 นอกจากจะหมายถึงเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ออกจากราชการ และเงินเดือนที่ได้เลื่อนในวันสุดท้ายของปีงบประมาณ ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันแล้ว ยังรวมถึงเงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับการสู้รบหรือ พ.ส.ร. กรณีจึงต้องนำ พ.ส.ร. ที่ผู้รับบำนาญเคยได้รับก่อนพ้นจากราชการมารวมเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่จะนำมาตั้งเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญด้วย
🔷เมื่อ พ.ส.ร. ถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนเดือนสุดท้ายเพื่อคำนวณบำนาญตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว สิทธิที่จะได้รับ พ.ส.ร. ของผู้ฟ้องคดีย่อมสิ้นสุดลง คงมีเพียงสิทธิในการรับบำนาญตามจำนวนที่กรมบัญชีกลางพิจารณาสั่งจ่ายเท่านั้น และผู้ฟ้องคดีไม่อาจขอให้กรมบัญชีกลางคำนวณบำนาญโดยแยก พ.ส.ร. ออกจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย แล้วตั้งเป็นสองฐานเพื่อให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำ พ.ส.ร. ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
⭐️ดังนั้น การที่กรมบัญชีกลางนำ พ.ส.ร. มารวมเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายแล้วนำมาตั้งเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ จึงเป็นไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการฯ แล้ว กรมบัญชีกลางโดยอธิบดีกรมบัญชีกลางไม่จำต้องคำนวณบำนาญให้ผู้ฟ้องคดีโดยแยก พ.ส.ร. ออกจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย และไม่จำต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย พ.ส.ร. ให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามคำขอ
20/04/2026
เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 16 ปี 69
📜 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 35/2569
📍สัญญาทางปกครอง (สัญญาจ้างก่อสร้างโครงการติดตั้งป้ายอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร)
🔷การที่เอกชนผู้ฟ้องคดีและองค์การบริหารส่วนจังหวัดตกลงทำสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการติดตั้งป้ายอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ณ บริเวณพื้นที่ในเขตเทศบาล
🔷แม้กรณีนี้จะเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการติดตั้งป้ายอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร โดยมีกำหนดระยะเวลาการส่งมอบงาน และตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างเพื่อผลสำเร็จของงาน โดยไม่มีข้อสัญญาข้อใดที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดำเนินกิจกรรมอื่นในลักษณะที่มอบหมายให้เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะด้านการจราจร ซึ่งเป็นภารกิจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง (6/1) แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 อันจะถือเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ
⭐️ข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของทั่วไป ไม่ใช่การมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
🔷ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า สัญญาพิพาทมีข้อกำหนดในสัญญาที่มีลักษณะพิเศษอันแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่เหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชน เช่น มีการตกลงให้ใช้สัญญาแบบปรับราคาได้ มีการกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้างกรณีที่เกิดความผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนในแบบรูปรายการโดยไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้ รวมทั้งมีการกำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทำงานพิเศษเพิ่มเติมได้แม้ไม่ได้มีการระบุในสัญญาจ้าง
⭐ข้อกำหนดในสัญญาที่จะถือว่าเป็นข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษอันแสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐที่เหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนนั้น ต้องเป็นข้อกำหนดที่ทำให้การจัดทำบริการสาธารณะบรรลุผล แต่ข้อสัญญาที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นเพียงแบบของสัญญาที่พบได้ทั่วไปในสัญญาของฝ่ายปกครอง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสัญญาทางแพ่งและสัญญาทางปกครอง ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น
16/04/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 15 ปี 69
📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 110/2568
📍การคุ้มครองผู้บริโภค (การกำหนดให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา)
🔷คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่า คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2559 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
🔷เมื่อผู้ประกอบธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยตกลงจะทำการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยให้แก่ผู้บริโภค และผู้บริโภคตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติกําหนดให้สัญญาต้องทำเป็นหนังสือก็ตาม แต่ยอมรับกันทั่วไปว่าผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคจะตกลงทำสัญญากันเป็นหนังสือเป็นปกติ
⭐จึงถือเป็นธุรกิจที่ตามปกติประเพณีมีการตกลงทำสัญญากันเป็นหนังสือตามมาตรา 35 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้บริโภคตามมาตรา 3 (2) และ (3) แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ. 2542
⭐ดังนั้น การที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศพิพาท โดยกําหนดให้ธุรกิจการรับจ้างก่อสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
07/04/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 14 ปี 69
📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 17/2569
📍การสหกรณ์ (การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับอายุของผู้จัดการสหกรณ์ที่ขัดต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542)
🔷แม้นายทะเบียนสหกรณ์จะมีอำนาจในการออกระเบียบหรือคำสั่งเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ แต่ย่อมต้องคำนึงถึงหลักการและความเป็นอิสระของสหกรณ์ การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการควบคุม กำหนดนโยบายและการตัดสินใจของสหกรณ์ด้วยซึ่งต้องใช้อำนาจกำกับดูแลเท่าที่จะเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการสหกรณ์เท่านั้น
🔷นายทะเบียนสหกรณ์จึงมีอำนาจเพียงกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ที่ให้สมาชิกของสหกรณ์โดยมติของที่ประชุมใหญ่สามารถกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งและเหตุในการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้จัดการสหกรณ์ด้วยได้ โดยกระทำในรูปแบบของการออกเป็นข้อบังคับของสหกรณ์
⭐เมื่อสหกรณ์ได้กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ไว้ในข้อบังคับสหกรณ์โดยชอบแล้ว จึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวของสหกรณ์
⭐การที่นายทะเบียนสหกรณ์ออกระเบียบว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. 2565 ซึ่งใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ทุกสหกรณ์ ย่อมขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์หรือความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
30/03/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 13 ปี 69
📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 98/2568
📍การคุ้มครองผู้บริโภค (กรณีบริษัทรถยนต์ขายรถยนต์ที่มีความชำรุดบกพร่อง)
🔷ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อรถยนต์จากบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งแล้วตรวจพบว่าอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์หลายชิ้นได้รับความเสียหาย จึงได้ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
🔷คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการทั่วไปได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีตัดสินใจซื้อรถยนต์ ผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีความชํารุดบกพร่องในเวลาที่มีการซื้อขายกันตั้งแต่ต้น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ส่วนลดมากถึงร้อยละ 34.84 ของราคารถยนต์ ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้สมัครใจที่จะยอมรับความเสี่ยงภัยในความชํารุดบกพร่องของรถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
🔷ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้มีการตรวจสอบสภาพรถยนต์แล้ว ผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในกรณีดังกล่าวตามมาตรา 473 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งบริษัทรถยนต์ได้เยียวยาความเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดีพอสมควรแก่กรณีแล้ว การดำเนินคดีแทนผู้บริโภคจึงไม่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคโดยส่วนรวม เห็นควรยุติเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี
⭐คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการดังกล่าวเสนอ จึงมีมติยุติเรื่องร้องทุกข์โดยไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่จะไปดำเนินคดีทางศาลด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจตัดสินใจว่าไม่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคแทนผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แล้ว
⭐การยุติเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
23/03/2026
📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 12 ปี 69
📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 1/2569
📍ข้อมูลข่าวสารของราชการ (หน้าที่ในการรักษาความลับของทางราชการ)
🔷เมื่อการเปิดเผยรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีผู้ฟ้องคดีถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ในระหว่างที่การสอบสวนพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และถือเป็นข้อมูลข่าวสารลับตามข้อ 5 ของระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544
🔷เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองจึงมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารลับดังกล่าวให้ปลอดภัย การให้บุคคลใดเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับหรือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับแก่ผู้ใดต้องกระทำโดยระมัดระวังตามข้อ 7 ของระเบียบดังกล่าว
⭐เมื่อปรากฏว่ารายงานดังกล่าวถูกลักลอบนำไปเปิดเผยต่อสาธารณะทางสื่อออนไลน์ จึงถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
⭐ทั้งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงได้รับความเสียหายจากการเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงซึ่งเป็นสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี