03/01/2025
🙏ขอขอบคุณกําลังใจ💚💚💚
จากประชาชนที่ให้คำขอบคุณทีมงานเจ้าหน้าที่ #สำนักสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สํานักอนามัย ซึ่งยินดีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรำคาญของประชาชนอย่างเต็มกําลังความสามารถ
#สํานักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
#สํานักอนามัย
26/07/2022
การวิเคราะห์สิทธิขั้นพื้นฐานกับเรื่องร้องเรียนเสียงจากกิจกรรมของวัด
เสียงระฆังโบสถ์กับชุมชน - เสียงพระสวดกับคอนโดมิเนียม
สังคมแห่งการชั่งน้ำสิทธิสิทธิขั้นพื้นฐาน - สังคมแห่งเหตุและผล
ความนำ
ปัญหาข้อพิพาทในสังคมไทยเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางศาสนาของวัดกับประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณวัดนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอย่างมาก และดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาหนักหนามากยิ่งขึ้นในอนาคต หากไม่มีฉันทามติของสังคมและทางออกของกฎหมาย เพื่อการกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวให้เกิดความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของประชาชน และกำหนดกรอบการทำกิจกรรมทางศาสนาของวัดเพื่อให้อยู่ร่วมกับประชาชนและสังคมได้โดยปกติสุข
เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้เคยเกิดปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีระฆังในตอนเช้าของวัดซึ่งอยู่ในบริเวณที่ชุมชน โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า มีผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านถนนพระราม ๓ ได้เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางคอแหลมว่า วัดซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ คอนโดมิเนียม ได้ทำการตีระฆังส่งเสียงดังรบกวน ตั้งแต่เวลา 03.30 - 04.00 น. เป็นประจำทุกวัน สร้างความเดือนร้อนรำคาญให้กับผู้พักอาศัยในบริเวณคอนโดมิเนียมดังกล่าวที่อยู่ติดวัด และเกิดกรณีร้องเรียนการกระทำของวัดขึ้น ทำให้เกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ผ่านทางสาธารณะและสื่อสารมวลชนเป็นวงกว้าง โดยเนื้อหาของการวิพากษ์วิจารณ์มุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ร้องเรียนว่ามีความไม่เหมาะสม "เพราะวัดตั้งอยู่มานานแล้ว และคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นทีหลัง" อีกทั้ง "การตีระฆังก็เป็นกิจกรรมทางศาสนาตามปกติของวัด ซึ่งผู้พักอาศัยใกล้เคียงจำต้องมีความเข้าใจและอดทนให้ได้ต่อเสียงการตีระฆังตอนเช้าในช่วงเวลาดังกล่าว" นอกเหนือจากเหตุการดังกล่าวแล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้เกิดข้อพิพาทขึ้นใหม่ที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน โดยมีผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมย่านตลาดพลูว่าเข้าร้องเรียนกับทางวัดว่า เสียงสวดศพของพระในวัดช่วงหัวค่ำของทุกวันนั้น รบกวนการใช้ชีวิตตามปกติของบุคคลดังกล่าว โดยเฉพาะเป็นการรบกวนสมาธิในการเรียนและการอ่านหนังสือ และเกิดเป็นข่าวและเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอีกครั้งถึงความเหมาะสมของข้อร้องเรียน รวมถึงขอบเขตการทำกิจกรรมทางศาสนาของวัด
ปัญหาในเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นปัญหาที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นปัญหาที่หาทางออกได้ยากยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาซึ่งกระทบกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปล่อยให้การแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่จะต้องโต้แย้งกันด้วยเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้แย้งหรืออภิปรายผ่าน "แว่น" หรือ "วิธีการให้เหตุผล" ในทางกฎหมาย และหลักการเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อให้คำตอบหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ได้มานั้นมีความเป็นเหตุเป็นผล และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
ปัญหาตามตัวอย่างนั้น ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสากลที่เคยเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของโลกเช่นเดียวกัน เราจึงอาจศึกษาวิธีการแก้ปัญหาทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นในสังคมอื่น ๆเพื่อเป็นตัวอย่างวิธีคิดในการแก้ปัญหาในสังคมไทยได้ โดยผู้เขียนขอยกตัวอย่างข้อพิพาทที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีซึ่งมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน และศาลในประเทศเยอรมนีเคยให้เหตุผลทางกฎหมายเพื่อหาทางออกเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ
ความเป็น "เพื่อนบ้าน" ของโบสถ์ในคริสต์ศาสนากับผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง
เกิดคดีขึ้นในศาลปกครองสูงสุดระดับสหพันธ์ของเยอรนี (Bundesverwaltungsgericht) เมื่อปี ค.ศ. 1983 โดยเป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าของบ้านเรือนกับโบสถ์คาทอลิกแห่งหนึ่งว่า โบสถ์สามารถตีระฆังตามที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมาได้ในขอบเขตเพียงใด โดยโบสถ์ดังกล่าวมีกำหนดเวลาในการตีระฆังตอนเช้าอยู่ว่า ในช่วงฤดูร้อนจะตีระฆังในเวลา 6.00 น. และในช่วงฤดูหนาวจะตีระฆังในเวลา 7.00 น. และจะไม่มีการตีระฆังในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยในการตีระฆังแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 นาที โจทก์ซึ่งเป็นหมออาศัยอยู่ในบ้านเรือนตั้งอยู่ห่างจากโบสถ์ดังกล่าวประมาณ 200 เมตร มีความรู้สึกว่าการตีระฆังของโบสถ์ในช่วงฤดูร้อนตอนหกโมงเช้านั้นเป็นการรบกวนการใช้ชีวิตตามปกติของตน และต้องการให้โบสถ์ปรับวัตรปฏิบัติใหม่โดยให้ตีระฆังในช่วงฤดูร้อนในเวลาเจ็ดโมงเช้าเช่นเดียวกับในช่วงฤดูหนาว หลังจากที่โจทก์แพ้คดีในศาลปกครองชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มาแล้ว คดีก็มีการต่อสู้กันมาจนถึงศาลปกครองสูงสุดระดับสหพันธ์ (Bundesverwaltungsgericht) โดยการที่โจทก์แพ้คดีในศาลปกครองสองชั้นแรกนั้น มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุผลของศาลที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง คือ ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลในระดับมลรัฐมองว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์และประชาชนเป็นนิติสัมพันธ์ในกฎหมายเอกชน เพราะการดำเนินการของโบสถ์เกี่ยวกับการตีระฆังนั้นไม่ใช่การใช้อำนาจที่เรียกว่า อำนาจเหนือหรืออำนาจมหาชน โบสถ์ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวจึงไม่ได้ใช้อำนาจในฐานะที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ดังนั้นข้อพิพาทในเรื่องเสียงจากการตีระฆังนั้นจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน โดยศาลปกครองเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าวระหว่างโบสถ์กับเจ้าของบ้านเรือนเปรียบได้กับความสัมพันธ์ระหว่าง "เพื่อนบ้าน" ซึ่งมีความรู้สึกว่า การกระทำของเพื่อนบ้านรบกวนสิทธิของตนเอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทในแดนกฎหมายเอกชน และย่อมไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลปกครองจึงมีคำสั่งให้ยกคำฟ้อง
สถานะทางกฎหมายที่แท้จริงของข้อพิพาท - ข้อพิพาทในแดนกฎหมายมหาชน
เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลปกครองสหพันธ์ ศาลมีความเห็นแตกต่างไปจากศาลปกครองชั้นล่าง โดยอธิบายว่า การตีระฆังของโบสถ์นั้นถือเป็นกิจกรรมของรัฐประการหนึ่งที่อาจเข้าไปกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ ดังนั้นข้อพิพาทระหว่างโบสถ์กับเจ้าของบ้านเรือนโดยรอบนั้นจึงมีลักษณะเป็นข้อพิพาทในแดนกฎหมายมหาชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลในทางกฎหมายมหาชน และหากจะกล่าวว่าเจ้าของบ้านรอบ ๆ โบสถ์นั้นเป็นเพื่อนบ้านกับโบสถ์ รัฐก็มีหน้าที่ในปกป้องคุ้มครองสิทธิของเพื่อนบ้านของโบสถ์ด้วยเช่นเดียวกัน และโดยสรุปก็คือ คดีนี้ศาลปกครองย่อมมีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้
เนื้อหาของคำพิพากษา - การชั่งน้ำหนักประโยชน์ที่สมควรได้รับการคุ้มครอง และหลักความพอสมควรแก่เหตุ
ศาลปกครองสหพันธ์ในคดีนี้เน้นย้ำในประเด็นหลักแห่งคดีว่า การตีระฆังของโบสถ์ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นการใช้อำนาจในทางกฎหมายมหาชนที่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึง สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนบุคคล สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสุขภาพ รวมถึงสิทธิในความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจของโบสถ์ด้วยการตีระฆังเข้าไปกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนนั้นจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเสมอไป เพราะจะต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะที่ได้รับจากการกระทำกิจกรรมทางศาสนาของโบสถ์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กล่าวอีกนัยหนึ่งจะต้องนำเอาหลักความพอสมควรแก่เหตุมาเป็นมาตรในการชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของการตีระฆังของวัดนั่นเอง ทั้งนี้ในเนื้อหาของคำพิพากษานั้น ศาลได้กล่าวว่า แม้ว่าโบสถ์หรือองค์กรในทางศาสนานั้นจะเป็นผู้ทรงเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของตนเองก็ตาม แต่ก็ต้องผูกพันตนเองอยู่กับกฎหมายและกรอบในการใช้เสรีภาพของตนเองด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งการใช้เสรีภาพในรูปของพิธีกรรมในทางศาสนานั้นจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ของรัฐ รวมถึงต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่สามด้วย ดังนั้นโบสถ์จึงต้องคำนึงถึงการจำกัดขอบเขตของการตีระฆังด้วยเสมอ จะใช้เสรีภาพในนั้นโดยไม่มีขอบเขตไม่ได้ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรากฎหมายเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์และกำหนดขอบเขตของการใช้เสียงจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยกฎเกณฑ์เช่นว่านี้จะต้องชั่งน้ำหนักทั้งในเรื่องการรักษาไว้ให้โบสถ์สามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ และจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างได้ดุลยภาพไปในขณะเดียวกัน ซึ่งกฎหมายเยอรมันที่กำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้เอาไว้ได้แก่ รัฐบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากอากาศสกปรก เสียง ความสั่นสะเทือน หรือเหตุอื่น ๆ (Bundesimmissionsschutzgesetz) ซึ่งตามรัฐบัญญัติฉบับดังกล่าว เสียงจากการตีระฆังที่ "ดังเกินไป" นั้นถือเป็นมลพิษทางเสียงประการหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนได้ ดังนั้นในการดำเนินกิจกรรมของโบสถ์นั้นจะต้องหลีกเลี่ยงจากการใช้เสียงที่ถึงขนาดเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองที่จะต้องควบคุมการใช้เสียงของวัดให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย และในขณะเดียวกันประชาชนที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบจากการใช้เสียงย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมจะเรียกร้องให้ตนเองได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากการดำเนินกิจกรรมของโบสถ์ด้วย ซึ่งการตีฆังของโบสถ์จะถือเป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป โดยพิจารณาประโยชน์ทุกด้านที่สมควรได้รับการคุ้มครองประกอบกัน
หลักการสำคัญที่ได้จากคำตัดสิน - การดำรงอยู่ของจารีตประเพณีและคุณค่าดั้งเดิมในโลกแห่งการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
ศาลปกครองในคดีนี้เห็นว่า เสียงจากการตีระฆังของโบสถ์ยังไม่ละเมิดขอบเขตแห่งกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะยังไม่ใช่การใช้เสียงที่มีความดังหรือรุนแรงถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงต่อประชาชนในบริเวณดังกล่าว ซึ่งการตัดสินว่าเสียงของระฆังถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญอย่างรุนแรงหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากความรู้สึกของประชาชนเป็นการทั่วไป ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตนของ "เพื่อนบ้านของโบสถ์" ผู้ได้รับผลกระทบคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้ในแง่ของคุณค่าในทางจารีตประเพณีนั้น การตีระฆังของโบสถ์ที่เป็นประเพณีสืบต่อกันมานับร้อย ๆ ปีนั้น คือ "เครื่องแสดงถึงความมีชีวิตหรือการดำรงอยู่ของโบสถ์ในสังคม" ซึ่งเป็นคุณค่าที่ย่อมได้รับการคุ้มครองในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายเช่นเดียวกัน แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอาจจะกระทบต่อผลประโยชน์หรือสิทธิของบุคคลอื่นอยู่บ้างก็ตาม ทั้งนี้ในทางจารีตประเพณีนั้น เสียงระฆังของโบสถ์คือเสียงเรียกไปยังชาวคริสต์ให้ตื่นขึ้นมาประกอบพิธีกรรมในทางศาสนา และถือเป็นหน้าที่ของโบสถ์ในการแสดงเครื่องหมายสื่อสารไปยังผู้คนว่า คริสต์ศาสนายังคงดำรงอยู่ในสังคมแห่งนี้ และย่อมถือเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ได้รับการคุ้มครองจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเมื่อการใช้เสรีภาพในทางศาสนานี้ยังอยู่ในกรอบของหลักความพอสมควรแก่เหตุ ผู้ถูกกระทบสิทธิย่อมถูกเรียกร้องให้จำต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเช่นนี้ด้วย
นอกจากนี้ ศาลปกครองได้ตัดสินคดีนี้ในประเด็นสำคัญที่สุดว่า การใช้อำนาจมหาชนในรูปของการตีระฆังของโบสถ์ตามข้อเท็จจริงนั้นยังไม่เป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ทั้งนี้เพราะการตีระฆังในช่วงเวลา 6 โมงเช้านั้นไม่ถึงขนาดเป็นการทำลายเวลาพักผ่อนหลับนอนของเจ้าของบ้านเรือนในบริเวณนั้น และต้องถือว่าช่วงเวลากลางคืนซึ่งประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิในการพักผ่อนหลับนอนนั้น โดยทั่วไปถือว่าสิ้นสุดลงที่เวลา 06.00 น. ดังนั้นการตีระฆังในเวลาหกโมงเช้าในฤดูร้อน และเวลาเจ็ดโมงเช้าในฤดูหนาวนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อีกทั้งระยะเวลาของการตีระฆังที่ยาวนานเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้นย่อมไม่มีลักษณะที่กระทบสิทธิของบุคคลที่สามจนเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด นอกจากนั้น ระดับของเสียงระฆังที่ตีนั้นเมื่อพิจารณาในทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ไม่ใช่เสียงที่ดังจนเกินปกติแต่อย่างใด ดังนั้น การใช้เสรีภาพของโบสถ์ในกรณีนี้จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ
บทเรียนต่อสังคมไทย
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ปัญหาข้อพิพาทในสังคมไทยเรื่องเสียงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางศาสนาของวัดกับประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณวัดนั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในสังคมอย่างมาก และดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาหนักหนามากยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องการกรอบแนวคิดที่ชัดเจนแน่นอนในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่า วัดสามารถใช้เสียงในการประกอบพิธีกรรมในทางศาสนาได้ในขอบเขตเพียงใด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายดายนัก เพราะบุคคลแต่ละคนย่อมมีความรู้สึกและระดับของความอดทนอดกลั้นที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากต่างประเทศก็คือ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จะปล่อยให้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยใช้เหตุและผล ซึ่งในที่นี้ได้แก่ การใช้เหตุและผลของปกติชนประกอบกับการให้เหตุผลทางกฎหมายด้วย จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมานั้น สาธารณชนอาจใช้เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกในการชี้ขาดปัญหา ซึ่งยังไม่เพียงพอ แต่ต้องใช้หลักการในทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานมาเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ เราอาจให้ข้อสรุปในเรื่องนี้ได้ว่า หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและหลักความพอสมควรแก่เหตุเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้องค์ประกอบทั้งหลายของสังคมที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขและอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย สังคมที่รู้จักหลักแห่งการชั่งน้ำหนัก รู้จักการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษาคุณค่าทั้งหลายร่วมกัน คือสังคมแห่งเหตุและผล และสังคมแห่งเหตุและผลคือสังคมในอุดมคติที่สังคมไทยควรก้าวไปให้ถึงต่อไป
28/06/2022
" เสียงเครื่องบินที่ดังกะทันหันย่อมทําให้เกิดความตกใจได้ อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนที่มีบ้านอยู่ในแนวเส้นทางที่เครื่องบินขึ้นลงทราบถึงการทดลองใช้สนามบิน ถือได้ว่าเป็นการไม่ระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ อันเป็นการประมาทเลินเล่อ
เมื่อสามีของผู้ฟ้องคดีตกใจเสียงเครื่องบินจนตกเก้าอี้ได้รับบาดเจ็บและเกิดอาการติดเชื้อ จึงถือเป็นความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการกระทําละเมิดของบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ ที่ต้องรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีจํานวน ๓๓,๖๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี"
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๗/๒๕๖๔
https://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/webcms/Academic/Academic_200122_105827.pdf
cr ภาพ:
https://www.iso-noise.com/flyovernoisebedroom.html
22/12/2021
เฝ้าระวังสังเกตอาการโควิด สายพันธุ์โอไมครอน
27/10/2021
สถิติเหตุรำคาญที่สำนักงานสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมตรวจสอบ ปี 2564