CU Philosophy Club - ชมรมปรัชญาจุฬาฯ

CU Philosophy Club - ชมรมปรัชญาจุฬาฯ

แชร์

Philosophy Club,
Faculty of Arts, Chulalongkorn University

– 𝑄𝑢𝑒 𝑠𝑐̧𝑎𝑖𝑠-𝑗𝑒 ? –

เพจชมรมปรัชญาที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร และกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนิสิตของภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาธารณชนผู้สนใจปรัชญา

31/07/2024

👩‍🦰 แนะนำงานของนักสตรีนิยมฝรั่งเศสจากพิธีเปิด #โอลิมปิก2024 สี่ท่าน 📖


① คริสตีน เดอ ปีซ็อง (Christine de Pizan)
กวี ปราชญ์ และนักเขียนในราชสำนักฝรั่งเศส นักเขียนมืออาชีพเพศหญิงคนแรกของยุโรป ชาตะ 1364 มรณะราว 1430

The Book of the City of Ladies (1405) ของเธอถือเป็นหนังสือสตรีนิยมเล่มแรก ๆ ของโลก เดอ ปีซ็อง ต้องการโต้แย้งทัศนคติเหยียดเพศที่พบได้ทั่วไปในวรรณกรรมและในสังคมสมัยที่เธอมีชีวิต หนังสือของเธอตอบโต้ข้ออ้างที่นักเขียนชายมักใช้โจมตีผู้หญิง และยังเชิดชูวีรสตรีท่านต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เทพปกรณัมกรีกโรมัน และศาสนาคริสต์เองอีกด้วย

“ผู้ที่มีคุณธรรมสูงส่งกว่าก็ย่อมเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่า ความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความแตกต่างทางเพศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนคนหนึ่งได้พัฒนาธรรมชาติและศีลธรรมของตนจนสมบูรณ์แบบได้มากน้อยเพียงใด”


② ออแล็งป์ เดอ กูฌ (Olympe de Gouges)
นักเขียนบทละครและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงการปฏิวัติ 1789 เธอเรียกร้องสิทธิพลเมือง การปลดแอกสตรี และการเลิกทาส นักสตรีนิยมนิยมเจ้าผู้นี้ยังเขียนบทความปกป้องมารี อ็องตัวแน็ต จากคำว่าร้าย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของรอแบ็สปีแยร์ไว้หลายครั้ง จนในที่สุดเธอก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยกิโยตีนไม่กี่สัปดาห์หลังจากอดีตราชินีฝรั่งเศส ชาตะ 1748 มรณะ 1793

เดอ กูฌ เป็นผู้เขียนคำประกาศว่าด้วยสิทธิสตรีและพลเมืองหญิง (ในภาษาฝรั่งเศส “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” นั้นอาจแปลเป็น “คำประกาศว่าด้วยสิทธิบุรุษและพลเมืองชาย” ก็ได้) ซึ่งกล่าวว่า “สตรีทั้งหลายเกิดมาเสรีและทรงไว้ซึ่งสิทธิเสมอกับบุรุษ” (Ⅰ) John R. Cole ได้แปลคำประกาศนี้เป็นภาษาอังกฤษและนำเสนอบริบทของงานและชีวประวัติของเดอ กูฌ ในหนังสือชื่อ “Between the Queen and the Cabby: Olympe de Gouges's Rights of Woman” (McGill-Queen's University Press, 2011)

“บุรุษเอ๋ย ท่านสามารถมีความยุติธรรมได้หรือไม่? คำถามนี้สตรีเป็นผู้ถาม อย่างน้อยก็อย่าพรากสิทธิที่จะถามไปจากเธอเลย บอกฉันเถิด ใครกันเป็นผู้มอบอำนาจอธิปัตย์ให้ท่านกดขี่เพศของฉัน?”


③ ซีมอน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir)
นักปรัชญา นักเขียน และนักคิดทฤษฎีสตรีนิยมที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่แล้ว เธอมีชื่อเสียงจากทั้งนวนิยาย อัตชีวประวัติ งานเขียนทางปรัชญา และความสัมพันธ์นอกกรอบกับฌ็อง-ปอล ซาทร์ ชาตะ 1908 มรณะ 1986

งานเขียนชิ้นที่โด่งดังที่สุดของเดอ โบวัวร์ คงจะเป็น The Second S*x (Le Deuxième S*xe, 1949) ซึ่งวิเคราะห์ความเป็นหญิงผ่านกรอบปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุดมคติชายเป็นใหญ่ในประวัติศาสตร์และชีวิตประจำวันทำให้ “ชายเป็นหลัก หญิงเป็นอื่น” อย่างไร และทำไม “ผู้หญิง” ถึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายภาพ แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางสังคม “เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เรากลายเป็นผู้หญิงต่างหาก”

นอกจาก The Second S*x แล้ว หนังสืออีกเล่มของเดอ โบวัวร์ ซึ่งผู้ที่สนใจปรัชญาควรอ่านก็คือ The Ethics of Ambiguity (Pour une morale de l'ambiguïté, 1947) ซึ่งพยายามสร้างระบบจริยธรรมแบบ existentialist ที่ตั้งอยู่บนเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และสภาวะอันกำกวมของมนุษย์ในโลกที่ขาดความกระจ่างชัด หนังสือเล่มนี้จึงยังอาจเป็นหนังสือเล่มแรกที่ใครที่สนใจศึกษา existentialism ควรเปิดอ่านอีกด้วย (ที่แน่ ๆ มันสั้นกว่า Being and Nothingness หลายเท่า!)

“Existentialism ตั้งแต่แรกนิยามตัวเองว่าเป็นปรัชญาแห่งความกำกวม … หากไม่มีความล้มเหลว ก็ไม่มีจริยธรรม เพราะสิ่งที่ตรงกับตัวเองพอดีตั้งแต่แรก และมีความสมบูรณ์สมบูรณ์แบบ จะไม่รู้ความหมายของความจำต้องเป็น เราไม่สามารถร่างจริยธรรมให้แด่พระเจ้าได้”

อ่าน The Ethics of Ambiguity (แปลอังกฤษ) ได้ที่
https://www.marxists.org/reference/subject/ethics/de-beauvoir/ambiguity/index.htm


④ โปแล็ต นาร์ดาล (Paulette Nardal)
นักเขียนและนักข่าวจากเกาะมาร์ตีนิก นักศึกษาหญิงผิวดำคนแรกของซอร์บอน หนึ่งในผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหว Négritude ซึ่งมุ่งสร้าง “สำนึกคนดำ” ในหมู่คนเชื้อสายแอฟริกาทั่วโลก เธอรณรงค์สนับสนุนสิทธิสตรีและต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในฐานะผู้แทนมาร์ตีนิกในสหประชาชาติ ชาตะ 1896 มรณะ 1985

บทความที่เธอเขียนลงวารสารสตรีนิยม La femme dans la cité (“ผู้หญิงในเมือง”) ซึ่งนาร์ดาลเป็นผู้ก่อตั้งในปี 1944 ได้มีผู้นำมารวบรวมและแปลเป็นอังกฤษไว้ในหนังสือ “Beyond Negritude: Essays from Woman in the City” (SUNY, 2009) ซึ่งมีทั้งบทแปลและต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสรวมอยู่ในเล่ม บทความเหล่านี้เขียนขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งเป็นช่วงที่นาร์ดาลเปลี่ยนมาโฟกัสประเด็นเรื่องผู้หญิงเป็นหลัก และแสดงพัฒนาการทางความคิดและการรณรงค์ทางการเมืองของเธอ

“สังคมเป็นแง่มุมของชีวิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับแรกและเหนือสิ่งอื่นใด ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายในแง่หน้าที่ทางสังคม และผู้หญิงยังฉลาดและเป็นอิสระในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทางสังคม เธอจำเป็นต้องรับใช้มนุษยชาติ เธอต้องมีส่วนสนับสนุนความก้าวหน้าของมนุษยชาติเช่นเดียวกับผู้ชาย เธอจะยึดมั่นในหน้าที่สตรีของตน ตราบเท่าที่เธอปฏิบัติตามพันธะทางสังคมนี้”

26/07/2024

“Ah ! ça ira, ça ira, ça ira !
เอาชนชั้นสูงไปแขวนเสาไฟ
Ah ! ça ira, ça ira, ça ira !
เราจะแขวนคอผู้ดียกโคตร”

ไม่แน่ใจว่าจะแปล « Ça ira » สั้น ๆ ยังไงดี เบ็น แฟรงกลินตั้งใจสื่อว่า “มัน (ก็คือ การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789) จะดำเนินไปได้ด้วยดี” [SPOILER ALERT: ผิด]

สถานที่ที่เล่นเพลงนี้คือ Conciergerie ที่ที่นักปฏิวัติจับพระราชินีไปขังก่อนเอาเธอไปตัดหัว

ประกอบกับภาพของ Delacroix และละครเพลง Les Misérables แล้ว พิธีเปิดวันนี้อ้างถึงการลุกฮือครั้งใหญ่ที่กรุงปารีส 3 ครั้ง คือ การปฏิวัติปี 1789 1830 (Trois Glorieuses) และกบฏปี 1832 (ถ้าเรานับรูปปั้นของ Louise Michel ด้วย ก็จะเพิ่ม Commune ปี 1871 ไปด้วย ขาดแต่การปฏิวัติปี 1848)

ผมฟังเนื้อร้องของ Gojira ไม่ออก เลยจะยกเวอร์ชันที่ Edith Piaf ร้องมาแทน (https://youtu.be/OTh6LoKbATo?si=1BBdvhllufuMQkAN)

“บทลงโทษรอพวกแกอยู่
เพราะประชาชนได้ทวงสิทธิ์ของตน
พวกแกตัดหัวพวกเราไปจนหนำใจ
แต่นั่นเป็นอดีตแล้วพะยะค่ะ
ตอนนี้แกจะหวังหัวเราไม่ได้อีก
แต่เราจะตัดหัวแกแทนเสียบ้าง
เพราะต่อไปนี้เราคือผู้ออกกฎหมาย”

23/07/2024

📃 ชำแหละอภิปรัชญาใน 1 หน้า ตั้งแต่เพลโตจนถึงความตายของพระเจ้า! 🗡️


สุดท้ายแล้ว “โลกที่แท้จริง” กลายเป็นเรื่องโกหกได้อย่างไร: ประวัติศาสตร์ของข้อผิดพลาดข้อหนึ่ง

① โลกที่แท้จริง—มีเพียงปราชญ์ หรือผู้ที่มีศรัทธา หรือคนผู้มีคุณธรรมเท่านั้นที่เข้าถึงได้ เขาอาศัยในโลกใบนั้น »ตัวเขาเองคือโลกใบนั้น«

(รูปแบบความคิดที่เก่าแก่ที่สุด เทียบกับรูปแบบอื่น ๆ แล้ว ถือว่ามีเหตุผล ง่าย และน่าเชื่อถือ มันเป็นวิธีพูดอ้อมค้อมว่า “ตัวข้า เพลโต »คือ« ความจริง”)

② โลกที่แท้จริง—ยังบรรลุไม่ได้ในตอนนี้ แต่เป็นสิ่งที่สัญญาว่าปราชญ์ หรือผู้ที่มีศรัทธา หรือคนผู้มีคุณธรรม (หรือ “ผู้ทำบาปที่สำนึกผิด”) จะได้รับ

(พัฒนาการของความคิด มันแยบยล ซ่อนเงื่อน และยากเกินเข้าใจมากขึ้น »มันได้กลายเป็นหญิง« มันได้กลายเป็นคริสเตียน)

③ โลกที่แท้จริง—บรรลุไม่ได้ สาธิตไม่ได้ สัญญาไม่ได้ แต่ความคิดเกี่ยวกับมัน คือการปลอบโยน คือพันธะ คือคำสั่ง

(เนื้อแท้ก็คือพระอาทิตย์ดวงเก่า แต่มองผ่านหมอกและวิมัตินิยม ความคิดนี้กลายเป็นยากที่จะเข้าใจ ซีดเผือด นอร์ดิก ตามแบบคอนิชส์แบร์ค)

[“พระอาทิตย์”—อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำของเพลโต (Politeia 514a–520a); “วิมัตินิยม”—skepticism; “คอนิชส์แบร์ค”—Königsberg บ้านเกิดเมืองนอนของ Immanuel Kant]

④ โลกที่แท้จริง—บรรลุไม่ได้หรือ? ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ยังไม่ได้บรรลุมัน และในเมื่อเราไม่ได้บรรลุมัน เราก็ »ไม่รู้« มันด้วย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ปลอบโยน ไม่ไถ่ถอน และไม่สร้างพันธะใดใดให้เรา สิ่งที่เราไม่รู้จะสร้างพันธะให้เราได้อย่างไรกัน?

(อรุณสีเทา เหตุผลหาวเป็นครั้งแรก เสียงไก่ขันประกาศปฏิฐานนิยม [positivism])

⑤ โลกที่ “แท้จริง”—ความคิดที่ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป แม้แต่พันธะก็ใช้สร้างไม่ได้ ความคิดกลายเป็นไร้ประโยชน์และเกินจำเป็น »เพราะฉะนั้น« จึงเป็นความคิดที่ถูกโต้แย้ง ขอให้เราล้มล้างมันไปเสีย!

(วันที่สดใส อาหารเช้า 𝑏𝑜𝑛 𝑠𝑒𝑛𝑠 และความปลื้มปิติกลับมาอีกครั้ง เพลโตเขินหน้าแดง สัพพาสูรสโมสรแห่งจิตเสรี)

[“𝑏𝑜𝑛 𝑠𝑒𝑛𝑠”—คำฝรั่งเศสแปลว่าสามัญสำนึกหรือสำนึกที่ดี; “สัพพาสูรสโมสร”—pandaemonium คำกรีกที่ John Milton สร้างเพื่อใช้เรียกที่ประชุมใหญ่ของปีศาจในนรก (Paradise Lost I, 754-756)]

⑥ โลกที่แท้จริง—เราได้ล้มล้างมันไปแล้ว โลกใบใดยังเหลืออยู่? โลกที่ประจักษ์อย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย! »เราได้ล้มล้างโลกที่ประจักษ์ไปพร้อมกับโลกที่แท้จริง«

(เที่ยงตรง เวลาที่มีเงาน้อยที่สุด จุดจบของข้อผิดพลาดอันยาวนานที่สุด จุดสูงสุดของมนุษยชาติ 𝐈𝐍𝐂𝐈𝐏𝐈𝐓 𝐙𝐀𝐑𝐀𝐓𝐇𝐔𝐒𝐓𝐑𝐀)

[𝐈𝐍𝐂𝐈𝐏𝐈𝐓 𝐙𝐀𝐑𝐀𝐓𝐇𝐔𝐒𝐓𝐑𝐀—ภาษาละติน “ซาราธุษฏราเริ่มต้น” งานเขียนชิ้นหลักของนีทเชอชื่อ “Also sprach Zarathustra” (1883–1892)]


“ในหน้าเดียว นีทเชอได้อธิบายสิ่งที่กลายเป็นแบบอย่างสำหรับนักทฤษฎีรื้อสร้างและนักโบราณคดีวิทยาแห่งความรู้ในปัจจุบัน … นีทเชอแจกแจงสิ่งแรก [First] ทางอภิปรัชญาออกเป็นหกขั้น สิ่งแรกในแต่ละขั้นทำหน้าที่ควบคุมและอนุมัติทุกสิ่งที่รู้ได้และทำได้ในช่วงเวลาหนึ่ง และสิ่งแรกก็ค่อย ๆ สูญเสียหน้าที่นี้ไปผ่านขั้นต่าง ๆ เหล่านี้ ขั้นเหล่านี้ก็คือ ‘ผู้มีคุณธรรม’ ของเพลโต ความรอดแบบคริสเตียน หน้าที่แบบคานท์ ปฏิฐานนิยม ‘จิตเสรี’ แห่งวิมัตินิยม และสุดท้ายก็คือสุญนิยมแสนระรื้นของนีทเชอเอง ซึ่งเป็นขั้นที่ ‘โลกที่แท้จริง’ กลายเป็นเรื่องโกหก สิ่งที่นีทเชอเห็นว่าค่อย ๆ เลือนหายไปนั้นไม่ใช่แค่ภาพตัวแทนแบบใดแบบหนึ่งของอุดมคติอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นตัวลำดับของมาตรฐานขั้นสูงสุดของการคิดและการกระทำเอง ‘gay science’ ของเขาก็คือการยกย่อง ‘จุดสูงสุดของมนุษยชาติ’ ที่การแสวงหาเหตุผลขั้นพื้นฐานซึ่งไม่สั่นคลอนและไม่อาจปฏิเสธได้สิ้นสุดลง และที่ ‘การกลายเป็นมีความบริสุทธิ์อีกครั้ง’”

["gay science"–die fröhliche Wissenschaft แปลตรงตัวได้ประมาณว่า "ศาสตร์หรรษา" เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของนีทเชอ (1882) ชื่อนี้มาจากวลีภาษาอุตซิตา (occitan) คือ "la gaya scienza" ซึ่งหมายถึงศิลปะการกวีภาษาอุตซิตาอันเลื่องชื่อในยุคกลาง]


📖 𝑇𝑤𝑖𝑙𝑖𝑔ℎ𝑡 𝑜𝑓 𝑡ℎ𝑒 𝐼𝑑𝑜𝑙𝑠 ใน 𝑇ℎ𝑒 𝑃𝑜𝑟𝑡𝑎𝑏𝑙𝑒 𝑁𝑖𝑒𝑡𝑧𝑠𝑐ℎ𝑒 (Viking Press, 1968), นน. 485-486
📖 จาก “‘What Must I Do?’ at the End of Metaphysics: Ethical Norms and the Hypothesis of a Historical Closure” (1983) โดย Reiner Schürmann
🎨 ภาพ 𝐹𝑟𝑖𝑒𝑑𝑟𝑖𝑐ℎ 𝑁𝑖𝑒𝑡𝑧𝑠𝑐ℎ𝑒 โดย Edvard Munch (ค.ศ. 1906)

20/07/2024

“ทุนนิยมยุคปลายไม่เพียงเร่งการเคลื่อนย้ายทุนเท่านั้น แต่ยังเร่งอัตราที่องค์ประธาน (subject) ได้รับอัตลักษณ์ (identities) ต่าง ๆ อีกด้วย การสร้างอัตลักษณ์กับแรงกระตุ้นให้บริโภคเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นกระบวนการเร่งความเร็วของระบบทุนนิยมจึงทำให้ปัจเจกบุคคลจำเป็นต้องรับและขับอัตลักษณ์ต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมากขึ้น…

…โฆษณาในนิตยสาร GQ จะประสบความสำเร็จได้ก็เมื่อมันกระตุ้นการสร้างอัตตา (ego formation) ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์กลายเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของผู้อ่าน กระบวนการสร้างอัตตาที่เปราะบางนี้จะต้องกินระยะเวลานานพอให้ผู้อ่านนิตยสาร GQ ซื้อผลิตภัณฑ์ในระหว่างนั้นได้...

ผมอ้างว่าอัตราการเผยแพร่และการบริโภครูปภาพที่รวดเร็วยิ่งขึ้นในระบบทุนนิยมยุคปลายนั้น ทำให้อัตราที่ปัจเจกบุคคลรับและขับอัตลักษณ์จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากโฆษณาเชื่อมโยงอัตลักษณ์กับความจำเป็นในการซื้อผลิตภัณฑ์ การเร่งความเร็วของวัฒนธรรมทางสายตา (visual culture) จึงส่งเสริมการบริโภคสุดโต่ง (hyper-consumption) แบบที่สัมพันธ์กับทุนนิยมยุคปลาย”

—Jonah Peretti, ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง BuzzFeed (ค.ศ. 1974–)


👉 "Capitalism and Schizophrenia" http://www.datawranglers.com/negations/issues/96w/96w_peretti.html
📽️ "Capitalism, Cultural Disintegration, and Buzzfeed" https://youtu.be/9srhgHzUFd4?si=DbxJJA5JSBCtvBmE
🎨 ภาพนิรนามของ Barbara Kruger (1987)

15/07/2024

📝 วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ของ ฉบับย่อที่สุด! สายธารแห่งประวัติศาสตร์มนุษย์ อธิบายใน 7 ข้อ 👇


① ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพราะมนุษย์เปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการอยู่รอด กล่าวคือ มนุษย์ต้อง “ผลิต” สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

“ในการผลิตทางสังคมของชีวิต มนุษย์จะต้องมีความสัมพันธ์รูปแบบเฉพาะซึ่งขาดไม่ได้และไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของตน ความสัมพันธ์นี้คือความสัมพันธ์ทางการผลิตซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของพลังการผลิตขั้นเฉพาะ”


② “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” หรือวิถีการผลิตกำหนดขอบเขตความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างเหนือฐาน

“ผลรวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจของสังคม ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของโครงสร้างเหนือฐานทางกฎหมายและการเมือง และเป็นรากฐานที่จิตสำนึกทางสังคมรูปแบบเฉพาะแบบต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องตาม วิถีการผลิตชีวิตทางวัตถุปรับสภาพกระบวนการชีวิตทางสังคม การเมือง และทางปัญญาโดยทั่วไป”


③ วิถีการผลิตพัฒนาขึ้นผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลังการผลิต (วิธีที่เราผลิตปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต) และความสัมพันธ์ทางการผลิต (วิธีที่เราจัดสรรและแจกจ่ายผลิตภัณฑ์)

“เมื่อพลังการผลิตทางวัตถุของสังคมพัฒนาไปถึงขั้นหนึ่ง มันก็จะขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เป็นอยู่ … ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็จะเปลี่ยนจากรูปแบบของการพัฒนาพลังการผลิต กลายเป็นโซ่ตรวนพลังการผลิตเสียเอง จากนั้นยุคแห่งการปฏิวัติทางสังคมก็เริ่มต้นขึ้น”


④ การต่อสู้ทางชนชั้นเป็นกลไกการเปลี่ยนผ่านจากวิถีการผลิตรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง

“เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเหนือฐานขนาดมหึมาทั้งหมดก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยไม่ช้าก็เร็ว เราพึงพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยแยกระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุของเงื่อนไขการผลิตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถวัดได้อย่างแม่นยำด้วยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การเมือง ศาสนา สุนทรียะ หรือปรัชญา ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบทางคตินิยม (ideological) รูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์สามารถตระหนักถึงความขัดแย้งนี้และต่อสู้เพื่อตัดสินมันได้”


⑤ การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีเงื่อนไขทางวัตถุที่เหมาะสมเท่านั้น

“ไม่มีระเบียบทางสังคมใดที่สูญสิ้นไปก่อนที่พลังการผลิตทั้งหมดที่สามารถมีอยู่ในระเบียบทางสังคมนั้นได้จะพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว และความสัมพันธ์ทางการผลิตใหม่ที่เหนือกว่าไม่มีวันปรากฏตัวขึ้นก่อนที่เงื่อนไขทางวัตถุของการดำรงอยู่ของมันจะเจริญขึ้นในครรภ์ของสังคมเก่าเองแล้ว”


⑥ ประวัติศาสตร์มีความก้าวหน้าตรงที่มันดำเนินไปตามการขยายพลังการผลิต

“สรุปโดยสังเขป เราสามารถกำหนดให้วิถีการผลิตแบบเอเชีย แบบสมัยโบราณ แบบฟิวดัล และแบบกระฎุมพีสมัยใหม่เป็นยุคต่าง ๆ ที่เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ในการก่อตัวทางเศรษฐกิจของสังคมได้”


⑦ คอมมิวนิสม์เป็นจุดสิ้นสุดของสภาวะปฏิปักษ์ทางสังคมและเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดแอกปัจเจกบุคคล เราไม่ได้สร้างประวัติศาสตร์ลับหลังตัวเราเองอีกต่อไป แต่สร้างอย่างรู้ตัวและร่วมกัน

“ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบกระฎุมพีเป็นรูปแบบที่มีสภาวะปฏิปักษ์รูปแบบสุดท้ายของกระบวนการการผลิตทางสังคม สภาวะปฏิปักษ์ ณ ที่นี้มิได้หมายถึงปัจเจกบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กัน แต่หมายถึงสภาวะปฏิปักษ์ที่เกิดจากสภาพสังคมของชีวิตของปัจเจกบุคคล พลังการผลิตที่พัฒนาขึ้นในสังคมกระฎุมพีสร้างเงื่อนไขทางวัตถุสำหรับการแก้สภาวะปฏิปักษ์ดังกล่าว รูปแบบทางสังคมนี้จึงทำให้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (prehistory) แห่งสังคมมนุษย์สิ้นสุดลง”


📖 จาก Marxism as science: Historical challenges and theoretical growth ใน 𝐴𝑚𝑒𝑟𝑖𝑐𝑎𝑛 𝑆𝑜𝑐𝑖𝑜𝑙𝑜𝑔𝑖𝑐𝑎𝑙 𝑅𝑒𝑣𝑖𝑒𝑤, 1990, Vol. 55 (December:775-793) โดย Michael Burawoy, น. 780.http://burawoy.berkeley.edu/Marxism/Marxism%20As%20Science.pdf
#ปรัชญา #ประวัติศาสตร์

15/07/2024

โพสต์เรียกแขกเพียงหนึ่งเดียว (1) ของเพจ อัปเดตเวอร์ชัน #บ้านมังกร

“การสมสู่ร่วมสายเลือดเป็นบาปอันใหญ่หลวงต่อทวยเทพทั้งเก่าและใหม่ ... เหล่าราชามังกรแต่งงานกันในหมู่พี่น้องหญิงชาย แต่พวกเขาเป็นสายเลือดวาลีเรียเก่า ซึ่งพี่น้องแต่งงานกันเป็นเรื่องปรกติ และเช่นเดียวกับมังกรของพวกเขา พวกทาร์แกเรียนไม่ขึ้นตรงต่อทั้งทวยเทพและมนุษย์ใด”—แคทลิน สตาร์ค (ตัวละครสมมติ) 🐲


In**st (เพศสัมพันธ์ในเครือญาติ) เป็นที่รังเกียจในแทบทุกสังคมทั่วโลก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ศาสนา วัฒนธรรม และระบบกฎหมายของชาติต่าง ๆ พร้อมใจกันห้ามหรือจำกัดความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างญาติสนิท เราอาจพบข้อยกเว้นในประวัติศาสตร์ (เช่น ราชวงศ์อียิปต์โบราณ) และวิธีนับญาติที่แตกต่างกัน (ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกันได้ไหม?) แต่โดยรวมแล้ว in**st เป็นข้อห้าม (taboo) ที่อยู่คู่มนุษยชาติมาเนิ่นนาน

ทำไม in**st ถึงเป็นข้อห้าม? คำถามนี้ต้องยกให้นักมานุษยวิทยาตอบ (ส่วนมากตอบว่า เป็นเพราะพันธุกรรม) คำถามปรัชญาที่น่าสนใจกว่า คือ “in**st ควรเป็นข้อห้ามไหม?” เรามีเหตุผลดี ๆ หรือไม่ที่จะบัญญัติกฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ในเครือญาติอย่างเด็ดขาด และขับไล่ทุกคนที่แต่งงานกับพี่ชายฝาแฝดของตนออกจากสังคม? หรือมีกรณีไหนมั้ยที่เราจะยอมให้แฝดร่วมไข่นอนร่วมเตียงกันได้? แล้วถ้าไม่ใช่พี่น้องแต่เป็นพ่อลูกหรือยายหลานล่ะ จะเหมือนกันไหม?

“In**st ผิดตรงไหน?” เป็นคำถามทางจริยศาสตร์ หมายความว่า เราจะอ้างศีลธรรมหรือกฎหมายมาตอบไม่ได้ เพราะเรากำลังตรวจสอบหลักการทางจริยธรรมที่รองรับศีลธรรมหรือกฎหมายใดใด และเราควรตระหนักด้วยว่า ความรู้สึกรังเกียจของคนทั่วไปอาจไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอ (เพราะสิ่งที่สังคมหนึ่งหรือยุคหนึ่งรังเกียจ อาจเป็นสิ่งที่อีกสังคมหนึ่งหรือยุคหนึ่งยอมรับ และเพราะจริยธรรมควรมีเหตุผล ไม่ใช่ไหลไปตามอารมณ์ ฯลฯ)

เช่นนี้แล้ว เราจะตอบคำถามข้อนี้อย่างไรดี? ผมจะลองเสนอคำตอบหนึ่งตามแนวคิดประโยชน์นิยม (utilitarianism) เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปัญหาหลักของ in**st คืออะไร ไม่ใช่อะไร และทำไม in**st จึงอาจไม่ได้ผิดทุกกรณี!


① พันธุกรรม 🧬

คนจำนวนหนึ่งคิดว่า in**st ผิด เพราะทำให้เกิดบุตรที่มีพันธุกรรมผิดปรกติ เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เหตุผลนี้ “แคบ” เกินไป เพราะเพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้ตั้งครรภ์เสมอไป อสุจิไม่ปฏิสนธิในมือ ปาก โคนขา ทวารหนัก (เพศสัมพันธ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ท่ามิชชันนารีหรือระหว่างชาย-หญิงเท่านั้น!) หรือหากรู้จักคุมกำเนิด เหตุผลนี้จึงไม่ครอบคลุม in**st ทั้งหมด กลับกัน เหตุผลนี้ยัง “กว้าง” เกินไปอีก เพราะหากเราห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์หากบุตรที่เกิดจะมีพันธุกรรมผิดปรกติแล้ว เราจะต้องห้ามไม่ให้ทุก ๆ คนที่มีโรคทางพันธุกรรมใดใดมีบุตรด้วย (เช่น ออทิสติกหรือไบโพลาร์) ด้วยหรือเปล่า มิหนำซ้ำแนวคิดที่มุ่งขจัดความผิดปรกติทางพันธุกรรมยังอาจพัฒนาไปเป็นสุพันธุศาสตร์ (eugenics) ที่ตัดสินว่าคนพิการแบบไหนสังคมยอมรับได้ แบบไหนยอมรับไม่ได้อีกด้วย เหตุผลนี้จึงไม่ใช่เหตุผลที่ดี

(ถ้าพ่อแม่ให้กำเนิดบุตรที่พิการ โดยที่รู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วว่าบุตรของตนจะพิการ เท่ากับว่าพ่อแม่ "ทำร้าย" บุตรหรือไม่ คำถามนี้น่าสนใจ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับหัวข้อ anti-natalism โดยทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวกับ in**st โดยเฉพาะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับคู่รักที่ไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือดด้วย)


② อำนาจ 👨‍👧

เหตุผลห้าม in**st ที่น่าเชื่อกว่า คือ เหตุผลเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น พ่อมีอำนาจเหนือลูก เพราะแก่กว่า เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูลูก เพราะค่านิยมในสังคมกำหนดให้ลูกต้องเชื่อฟังพ่อ ฯลฯ พ่อจึงสามารถใช้อำนาจของตนอย่างไม่สมควร ชักจูง ล่อลวง หรือบังคับให้ลูกยอมมีเพศสัมพันธ์กับตน แบบที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “child grooming” หากเป็นเช่นนี้ in**st ระหว่างคนต่างวัยก็คือการข่มขืนรูปแบบที่แยบยลมาก ๆ แม้ฝ่ายที่เด็กกว่าจะคิดว่าตัวเองสมัครใจเต็มที่ก็ตาม

(อนึ่ง in**st บ่อยครั้งเกิดขึ้นผ่าน child grooming และก็เป็นการพรากผู้เยาว์ แต่ทั้งสองนั้นก็เป็นคนละเรื่องกัน child groomers ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นคนแปลกหน้าที่ติดต่อกับเด็กทางโซเชียลมีเดีย ส่วน in**st นั้นอาจเกิดขึ้นระหว่างผู้ใหญ่สองคนตอนที่พวกเขาทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้ โพสต์นี้เกี่ยวกับ in**st ไม่ใช่ child grooming)


③ เสรีภาพ 🕊️

เหตุผลในข้อ ② บอกเราแล้วหรือยังว่า in**st ผิดตรงไหน? ไม่ทั้งหมด! เพราะ in**st บางกรณีก็ไม่มีความไม่เท่าเทียมทางอำนาจมาเกี่ยว คนสองคนอาจตกหลุมรักกันโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีพ่อคนเดียวกันหรือเป็นลูกพี่ลูกน้องกันได้ และถึงแม้ว่าจะรู้ ถ้าพวกเขาอายุไล่เลี่ยกันและเพิ่งรู้จักกันตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูจะไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจอะไรชัดเจนเลย

หากเราเชื่อว่าผู้ใหญ่สองคนสามารถมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจกันได้อย่างเสรี และหากเราหาเหตุผลอื่นนอกจาก ② มาแย้ง in**st ในตัวอย่างข้างต้นไม่ได้ เราก็จำต้องสรุปว่า มี in**st บางกรณีที่ทำได้ไม่ผิดจริยธรรม กล่าวคือ in**st (กรณีที่ผิด) ไม่ได้ผิดเพราะเป็นญาติกัน หรือเพราะมีสายเลือดใกล้ชิดกัน แต่ผิดเพราะมีอำนาจไม่เท่ากัน หากไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจ in**st ก็ไม่ได้ผิดอะไรทางจริยธรรม


ข้อสรุปนี้ผิดกับสามัญสำนึกและศีลธรรมทั่วไปไม่น้อย ผมจึงขอย้ำอีกครั้งว่า ผมกำลังพิจารณา in**st ในทางจริยศาสตร์เท่านั้น ผมไม่ได้สนใจว่า in**st ถูกหรือผิดกฎหมาย ดีงามหรือต่ำทราม เป็นบาปหรือบุญ น่ารังเกียจหรือน่าชื่นชม เพียงแต่สำรวจว่า in**st ถูกหรือผิดทางจริยธรรมตามแนวคิดประโยชน์นิยม ข้อสรุปของผมคือ in**st ผิดในหลายกรณี แต่ก็ไม่ผิดในบางกรณีเช่นกัน หากไม่มีใครเสียหาย (หากทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใหญ่และสมยอม)

สุดท้ายนี้ ผมขอสารภาพว่า คำตอบส่วนใหญ่ของผมเรียบเรียงมาจากบทความหนึ่งของปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) นักปรัชญาประโยชน์นิยมชาวออสเตรเลีย แต่ก็ปรากฏว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เห็นตรงกันกับซิงเกอร์เช่นกัน ได้แก่ สํานักงานอัยการสูงสุด ซึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างการแก้ไขกฎหมายอาญาที่จะทำให้ in**st ระหว่างผู้ใหญ่โดยสมัครใจผิดกฎหมาย (in**st ไม่ผิดกฎหมายไทย!) เพราะว่าแม้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้

“จะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอันมีลักษณะเป็นข้อห้ามทางสังคมและเป็นเรื่องที่น่าละอาย แต่ก็ไม่อาจที่จะใช้กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมมาเป็นการบัญญัติความผิดทางอาญาได้ในทุกกรณี หากความร้ายแรงของลักษณะการกระทํานั้นยังไม่ได้สัดส่วนอันเหมาะสมที่จะก่อให้เกิดภยันตรายต่อสังคมถึงขั้นที่จะต้องกําหนดเป็นความผิดทางอาญา”


ส่วนเดมอนนั้นเป็นเปโด groomer และอาชญากรสงคราม สมควรจมลงก้นทะเลสาบแล้วไม่ผุดขึ้นมาอีก

(ทำไม George R. R. Martin ถึงหลงใหล in**st ยิ่งนักเป็นคำถามที่เก็บไว้ให้นักจิตวิเคราะห์ตอบ)


✒️ ฟิลาเลเทส เขียน
👉 Singer, P. (2023). 𝐸𝑡ℎ𝑖𝑐𝑠 𝑖𝑛 𝑡ℎ𝑒 𝑟𝑒𝑎𝑙 𝑤𝑜𝑟𝑙𝑑: 90 𝑒𝑠𝑠𝑎𝑦𝑠 𝑜𝑛 𝑡ℎ𝑖𝑛𝑔𝑠 𝑡ℎ𝑎𝑡 𝑚𝑎𝑡𝑡𝑒𝑟 – 𝑎 𝑓𝑢𝑙𝑙𝑦 𝑢𝑝𝑑𝑎𝑡𝑒𝑑 𝑎𝑛𝑑 𝑒𝑥𝑝𝑎𝑛𝑑𝑒𝑑 𝑒𝑑𝑖𝑡𝑖𝑜𝑛. Princeton University Press. [โปรดดู บทที่ชื่อ Should Adult Sibling In**st Be a Crime?]
👉https://www.parliament.go.th/section77/manage/files/file_20230314094930_2_273.pdf
#ปรัชญา #จริยศาสตร์

04/06/2024

“เราขอบอกว่าอาชญากรที่อันตรายที่สุดในยุคนี้คือนักปรัชญาสมัยใหม่ที่ไม่เคารพกฎหมายแม้แต่น้อย เทียบกับเขาแล้ว เสือดำหรือขุนแผนดูเป็นคนมีศีลธรรมในเนื้อแท้ขึ้นทันที จนทำให้ผมเห็นใจพวกเขา พวกเขายอมรับอุดมคติที่สำคัญของมนุษย์ พวกเขาเพียงแต่แสวงหามันอย่างผิด ๆ โจรเคารพทรัพย์สิน พวกเขาเพียงต้องการให้ทรัพย์สินนั้นกลายเป็นทรัพย์สินของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้เคารพทรัพย์สินนั้นได้ดียิ่งขึ้น แต่นักปรัชญาไม่พอใจที่ทรัพย์สินเป็นทรัพย์สิน พวกเขาต้องการทำลายความคิดเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนบุคคลให้สิ้น คนมากเมียเคารพการแต่งงาน มิเช่นนั้นพวกเขาจะไม่จัดพิธีการอันสูงส่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของการแต่งงานซ้อน แต่นักปรัชญารังเกียจการแต่งงานเพราะมันคือการแต่งงาน ฆาตกรเคารพชีวิตมนุษย์ พวกเขาเพียงแต่ปรารถนาที่จะบรรลุความสมบูรณ์แห่งชีวิตมนุษย์ของตนด้วยการสังเวยชีวิตที่พวกเขาเห็นว่าด้อยกว่าตน แต่นักปรัชญาเกลียดชีวิต เกลียดทั้งชีวิตของตัวเองมากพอ ๆ กับชีวิตของคนอื่น …

อาชญากรทั่วไปคือคนเลว แต่อย่างน้อยเขาก็ยังอาจเป็นคนดีได้ เขาบอกว่าถ้ากำจัดอุปสรรคบางอย่างออกไปได้ เช่น คุณลุงผู้ร่ำรวย เขาก็พร้อมที่จะยอมรับโลกและสรรเสริญพระเจ้า เขาเป็นนักปฏิรูป ไม่ใช่นักอนาธิปไตย เขาปรารถนาที่จะชำระล้างสังคม แต่จะไม่ทำลายมัน แต่นักปรัชญาผู้ชั่วช้าไม่ได้พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ใจเขาอยากทำลายล้างทุกสิ่งอย่างให้สิ้นซาก”

—จี. เค. เชสเตอร์ตัน (ค.ศ. 1874–1936)


📖 จาก 𝑇ℎ𝑒 𝑀𝑎𝑛 𝑊ℎ𝑜 𝑊𝑎𝑠 𝑇ℎ𝑢𝑟𝑠𝑑𝑎𝑦, Ⅳ

03/06/2024

“แก่นแท้ของคณิตศาสตร์อยู่ที่เสรีภาพของมัน”—เกออร์ค คันทอร์ (ค.ศ. 1845–1918) 📐


โพสต์ก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้สำรวจความเชื่อมโยงของคณิตศาสตร์และปรัชญา และได้แสดงภาพรวมของปัญหาทางเลขคณิตและเรขาคณิตเป็นส่วนใหญ่ ในโพสต์นี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงเรขาคณิต ที่เป็นสาขาของคณิตศาสตร์ที่ประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยกรีกมาจนถึงเนื้อหาการเรียนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนในปัจจุบัน และสำรวจว่ามีความเชื่อมโยงกับปรัชญาอย่างไร ผู้เขียนนำเสนอตามความเข้าใจได้ดังนี้ครับ

ระบบทางเรขาคณิตเริ่มต้นมาจากนักคณิตศาสตร์ชื่อยุคลิด (Euclid) ผู้ที่เขียนหนังสือชื่อ Elements ที่รวบรวมผลงานทางเรขาคณิตอย่างเป็นระบบจากนักคิดชาวกรีก ผู้ที่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์ เช่น พีทาโกรัส (Pythagoras) ทาเลส (Thales) และเพลโต (Plato) โดยผลงานของนักคิดเหล่านี้ก็มีที่มาจากจากอียิปต์และบาบิโลนอีกทีหนึ่ง เรขาคณิตในเเถบสองอารยธรรมนี้เน้นการสังเกต การทดลอง และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่นักคิดชาวกรีกสนใจว่าคณิตศาสตร์สัมพันธ์กับกฎธรรมชาติและโครงสร้างของจักรวาลอย่างไร นอกจากนี้นักคิดกรีกก็ถือว่าการศึกษาคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานในการศึกษาปรัชญาอีกด้วย

เนื้อหาหลักของระบบเรขาคณิตแบบยุคลิดจาก Elements เริ่มต้นด้วยสมมติฐาน (assumptions) ที่เป็นจริงในตัวมันเอง (self-evident truth) ประกอบไปด้วยมูลบท (postulates) และสัจพจน์ (axioms) สองคำนี้มีความหมายที่คล้ายคลึงกัน มักใช้แทนกันได้ ผู้เขียนจะใช้คำว่าสัจพจน์ ระบบเรขาคณิตแบบยุคลิดตั้งสัจพจน์มา 5 ข้อ (ตำราบางเล่มระบุเป็น 10 ข้อ) พร้อมกับการนิยาม (definitions) เส้นตรง (straight line) มุม จุด วงกลม ระนาบ รูปแบบทางเรขาคณิต (figure) ให้เป็นหลักพื้นฐานของระบบ เพื่อเป็นฐานในการพิสูจน์ทฤษฎีบท หรือประพจน์ (theorems/propositions/statements) ทางเรขาคณิตแบบยุคลิดต่อไป

ระบบเรขาคณิตแบบยุคลิดใช้การพิสูจน์หรือการให้เหตุผลจากกฎการอนุมาน (rules of inference) ซึ่งมีวิธีการนิรนัย (deduction) เป็นรูปแบบทางตรรกะ (logical form) ที่ใช้เพื่อตัดสินว่าสัจพจน์หรือประพจน์นั้นมีค่าความจริงเป็นจริงหรือเป็นเท็จ ลักษณะของการอนุมานมีอยู่ว่า ข้ออ้าง (premise) นั้นต้องนำไปสู่ข้อสรุป (conclusion) กล่าวคือ ถ้าข้ออ้างนั้นเป็นจริง ข้อสรุปก็ย่อมเป็นจริง ทำให้ระบบสมเหตุสมผล (valid) ในระบบยุคลิดถ้าสัจพจน์จริง ประพจน์ย่อมเป็นจริงด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ข้อสรุปเป็นเท็จและข้ออ้างทั้งหมดเป็นจริง นอกจากนี้ ระบบการอนุมานแบบนิรนัยไม่ได้ใช้การสังเกตเพื่อพิสูจน์ เราจะรู้ว่าสามเหลี่ยมมีมุมภายในรวมกัน 180 องศาได้จากการอนุมานจากสัจพจน์ทางเรขาคณิตและนิยามในระบบเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องวัดและสังเกตว่าสามเหลี่ยมในโลกนี้จะมีทำมุมรวมกันเป็น 180 องศา ระบบของยุคลิดจึงอาศัยความจำเป็นเชิงตรรกะเเบบสัมบูรณ์ (absolute logical necessity) เพื่อสร้างทฤษฎีทางเรขาคณิตที่เป็นระบบมากขึ้น

จากที่ได้กล่าวไป เกิดปัญหาว่า ความรู้ทางเรขาคณิตแบบยุคลิดในรูปแบบประพจน์นั้นเป็นแบบก่อนประสบการณ์ (a priori) ซึ่งไม่อิงกับประสบการณ์กับโลกภายนอก หรือเป็นแบบเชิงประจักษ์ (empirical/a posteriori) ซึ่งอิงกับโลกภายนอกกันเเน่ และเรขาคณิตแบบยุคลิดสัมพันธ์กับธรรมชาติของพื้นที่ในทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ และมนุษย์มีความรู้ทางเรขาคณิตเหล่านั้นได้อย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาสำหรับนักปรัชญาในสมัยโบราณและสมัยใหม่ ผู้ที่พยายามเสนอคำตอบที่แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น เพลโตได้เสนอว่า เรขาคณิตเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์และความจริงของเรขาคณิตมีอยู่ในโลกก่อนแล้ว และสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้เหตุผลเท่านั้น ความคิดของเพลโตมีหลักฐานสนับสนุนในบทสนทนาเรื่อง เมโน (Meno) ที่เด็กชายทาสผู้ไม่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์เลยสามารถตอบคำถามทางเรขาคณิตของโสกราตีส (Socrates) ได้ ความคิดของเพลโตจัดเป็นทฤษฎีแบบสัจนิยม (realistic theory)

นักปรัชญาอีกคนคือ คานท์ (Kant) เห็นว่า เรขาคณิตเเบบยุคลิดเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์แบบสังเคราะห์ (synthetic a priori) เกิดขึ้นมาได้จากธรรมชาติของจิตมนุษย์ จิตมนุษย์สามารรถรู้ถึงกฎทางเรขาคณิตได้จากการหยั่งรู้ภายในของจิตมนุษย์ (internal insight of human mind) จิตมนุษย์รับรู้แบบของความสามารถในการรับรู้ทางผัสสะ (form of sensibility) คือ แบบทางพื้นที่ (spatial form) อย่างสากลเเละจำเป็น ความคิดของคานท์จัดเป็นทฤษฎีแบบจิตนิยม (conceptualistic theory)

ในยุคต่อมา นักคณิตศาสตร์พบกับปัญหาใหม่ในระบบเรขาคณิตแบบยุคลิด สัจพจน์ข้อที่ห้า ชื่อ “สัจพจน์ของความคู่ขนาน” (axiom of parallels) กล่าวว่า หากเส้นสองเส้นถูกตัดโดยเส้นที่สาม และมุมภายในของด้านหนึ่งที่ตัดน้อยกว่า 180 องศา แล้วเมื่อต่อเส้นตรง เส้นตรงทั้งสองเส้นก็จะพบกัน (จุดตัดทั้งสองเส้น) ในด้านที่มีมุมรวมน้อยกว่า 180 องศา จากเส้นที่สามที่ตัดสองเส้น นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกและอาหรับจนถึงนักคณิตศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าต่างก็พยายามทำให้สัจพจน์ข้อที่ห้าเป็นทฤษฎีบท เพื่อไม่ให้มันเป็นอิสระจากสัจพจน์เรขาคณิตแบบยุคลิดที่เหลืออยู่ 4 ข้อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั้งมีนักคณิตศาสตร์ชื่อ ซักเกรี (Saccheri) พิสูจน์สัจพจน์ข้อที่ห้าแบบเดียวกับที่นักคิดในอดีตทำ เเต่ใช้วิธีการหาข้อขัดแย้ง (reductio ad absurdum) เพื่อพิสูจน์ว่าสัจพจน์ข้อที่ห้าเป็นจริง ซักเกรีหาข้อขัดแย้งในระบบที่เกิดขึ้นเมื่อสมมติว่าสัจพจน์ข้อที่ห้าเป็นเท็จ การพิสูจน์ของซักเกรีเรียกว่า “สมมติฐานมุมเเหลม” (Saccheri’s acute-angle hypothesis) เขาได้ข้อสรุปว่าสัจพจน์ข้อที่ห้าไม่เป็นอิสระจากสัจพจน์ทั้ง 4 ข้อ แต่ซักเกรีประสบปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนในการพิสูจน์ทางตรรกะ

ความพยายามในการพิสูจน์ของซักเกรีที่ไม่ประสบความสำเร็จปูทางสู่ระบบเรขาคณิตนอกแบบยุคลิด (Non-Euclidean geometry) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า นักคณิตศาสตร์ในช่วงนั้นพบว่าสัจพจน์ข้อที่ห้านั้นเป็นอิสระจากสัจพจน์อื่น เเละระบบเรขาคณิตก็อนุญาตให้สัจพจน์บางข้อขัดเเย้งกันได้โดยที่ระบบยังคงสมเหตุสมผลในทางตรรกะ (logically consistent) อยู่ นี่ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะมีระบบเรขาคณิตแบบอื่น นักคณิตศาสตร์ชื่อเกาส์ (Gauss) เป็นผู้เริ่มปรับเปลี่ยนสัจพจน์ข้อที่ห้าให้เข้ากับระบบใหม่ โดยมีเส้นตรงมากกว่าหนึ่งเส้นที่ผ่านจุดตัดแล้วไม่ตัดกับอีกเส้นหนึ่ง ซึ่งเกาส์เชื่อมโยงกับความคิดเรื่องความโค้ง (notion of curvature) ของระนาบบนพื้นผิว ต่อมาระบบของเกาส์ก็ถูกพัฒนาต่อโดย โลบาเชฟสกี (Lobachevsky) โบไย (Bolyai) และรีมัน (Riemann) ทำให้เกิดเรขาคณิตเเบบเกาส์หรือเเบบโลบาเชฟสกี (Gaussian/ Lobachevskian) กับเเบบรีมัน (Riemannian) ขึ้น นักคณิตศาสตร์ทั้ง 4 คนนี้พัฒนาระบบใหม่โดยที่ไม่เคยรู้จักผลงานของซักเกรีมาก่อน

ระบบใหม่ที่นักคณิตศาสตร์ทั้ง 4 คนนี้ได้พัฒนาขึ้นนี้ เพิ่มนิยามเเละปรับเปลี่ยนสัจพจน์ในระบบเรขาคณิตแบบเดิม เช่น เพิ่มนิยามเรื่องความโค้ง และเส้นบนพื้นผิวที่สั้นที่สุดระหว่างสองจุดบนความโค้งของระนาบ (geodesic) จากระบบเกาส์ ซึ่งเปิดทางให้เกิดลักษณะเรขาคณิตแบบใหม่ที่ต่างจากแบบเดิม เช่น ผลรวมของมุมภายในสามเหลี่ยมในระบบแบบนอกยุคลิดจะรวมได้น้อยกว่า 180 องศาในระบบเเบบเกาส์ มุมรวมของสามเหลี่ยมรวมกันได้มากกว่า 180 องศาในระบบเเบบรีมัน ระบบใหม่นี้ไม่มีความขัดเเย้งกันภายในระบบ นอกจากนี้ ระบบเหล่านี้ก็สัมพันธ์กับโลกภายนอกเเละทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย เช่น การวัดระยะทางจากมุมที่อยู่ระหว่างภูเขาสามลูก การวัดระยะทางของดาวในทางดาราศาสตร์ เเละทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of relativity) ของไอน์สไตน์เป็นต้น

ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือ ระบบใดที่เป็นจริงและสมเหตุสมผลกว่า ความรู้ทางเรขาคณิตแบบใหม่นั้นเป็นเเบบก่อนประสบการณ์หรือเเบบเชิงประจักษ์กันแน่ ประเด็นนี้ท้าทายผู้ที่เชื่อว่าระบบเรขาคณิตเเบบยุคลิดเป็นความจริงของโลก อย่างเช่นความคิดแบบกรีก หรือความคิดของคานท์เรื่องจิตของมนุษย์และการรู้ความสากลของเรขาคณิตเเบบยุคลิด มีข้อเสนอว่าระบบแบบยุคลิดนั้นมีปัญหาเรื่องช่องว่างทางตรรกะ (logical gaps) ที่เปิดทางให้เกิดระบบแบบนอกยุคลิดขึ้น วิธีแก้ปัญหาวิธีหนึ่งคือ ให้พิจารณาเพียงแค่ว่าสัจพจน์หรือประพจน์ตรงกับสมมติฐานตั้งต้นและสมเหตุสมผลทางตรรกะหรือไม่ ไม่ต้องคำนึงว่าสัจพจน์หรือประพจน์นั้นเป็นจริงหรือไม่ ข้อเสนอนี้นำไปใช้ในการปฏิเสธความสมเหตุสมผลของระบบเรขาคณิตเเบบนอกยุคลิด

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ประเด็นการตีความสมมติฐาน นิยาม เเละสัจพจน์ของระบบเรขาคณิต ระบบหนึ่งตีความตามแบบยุคลิด หรือหลีกเลี่ยงไม่ตีความสัจพจน์เเละนิยามในระบบยุคลิดเอง อีกระบบหนึ่งตีความสัจพจน์เเละนิยามบางข้อให้สัมพันธ์กับโลกภายนอก ทำให้เกิดการแบ่งระบบเรขาคณิตเป็นสองเเบบ

① ระบบเรขาคณิตแบบไม่ตีความ (uninterpreted geometry or pure geometry) นั่นคือเรขาคณิตเเบบยุคลิดเอง ระบบแบบไม่ตีความจะอาศัยวิธีการนิรนัย ตามโครงสร้างทางตรรกะ (logical structure) ด้วยการให้เหตุผลเพียงอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงว่านิยาม สัจพจน์ เเละประพจน์ภายในระบบจะเป็นจริงหรือไม่ เพียงแค่ทำให้ระบบการนิรนัยนั้นสมเหตุสมผลก็เพียงพอ ทำให้ไม่มีการพิจารณาตัวนิยามเเละสัจพจน์เพื่อตรวจสอบประพจน์ในระบบว่ามีข้อความขัดเเย้งกันหรือไม่ ประพจน์ที่จริงนั้น เช่น เส้นตรงคือจุดสองจุดที่เชื่อมกัน มุมภายในสามเหลี่ยมรวมได้ 180 องศาเสมอ

② ระบบเรขาคณิตแบบตีความ (interpreted geometry or applied geometry) ตีความนิยาม สัจพจน์ เเละประพจน์เพื่อให้สัมพันธ์กับโลกภายนอก เช่น ตีความจุดและเส้นตรงว่าหมายถึงระยะทางที่สั้นที่สุดในกรอบระยะทาง (interval) ตีความจุดและเส้นว่าเป็นเส้นเเสง (ray of light) ของการหักเหของผ่านตัวกลางที่มีดัชนีการหักเหเเตกต่างกันไป ตีความจุดและเส้นว่าเป็นเส้นแสงที่โค้งภายใต้สนามความโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ

การแบ่งนี้ทำให้เกิดข้อเสนอว่า เรขาคณิตทั้งสองสอดคล้องกันจากการพิสูจน์อย่างสัมพัทธ์ของความสอดคล้องกัน (relative proof of consistency) ความสอดคล้องนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตีความระบบทั้งสองแบบให้สอดคล้องกันภายในตัวระบบเอง และสัมพันธ์กับอีกระบบ ไม่ว่าจะตีความหรือปรับนิยามเเละสัจพจน์นั้นอย่างไร ไม่ว่าจะตีความตามสิ่งของในโลกภายนอกหรือไม่ก็ตาม โดยที่ยังคงความสมเหตุสมผลอยู่ เหมือนกับการวัดขนาดของบ้านโดยใช้ระบบแบบตีความแบบหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะไม่สามารถนำไปวัดขนาดของโลกทั้งใบหรือดาราจักรอย่างละเอียดได้ แต่จะต้องใช้อีกระบบหนึ่งในการวัด แต่การวัดทั้งสองนี้ยังคงมีความสอดคล้องกันในตัวเองทั้งคู่และสัมพันธ์กันอยู่

ความน่าสนใจของปัญหาคือ เรขาคณิตในโลกความเป็นจริงนี้เป็นแบบยุคลิดหรือแบบนอกยุคลิด ความรู้ทางเรขาคณิตทั้งสองยังคงเป็นความรู้ก่อนประสบการณ์แบบสังเคราะห์ตามที่คานท์ได้เสนอไปหรือไม่ การตีความระบบเรขาคณิตทั้งสองระบบนั้นมาจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ ภาษาที่ใช้สื่อถึงความรู้และความเข้าใจในประโยค (sentence) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตีความหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่ระบบทั้งสองเป็นจริงและถูกต้องทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร เปรียบเทียบได้กับการเปลี่ยนระบบทางดาราศาสตร์เพราะปัญหาจุดศูนย์กลางของจักรวาล จากแบบปโตเลมี (Ptolemaic view) ไปเป็นแบบโคเปอร์นิคัส (Copernican view) เพราะแบบหลังใช้อธิบายได้ดีกว่าเเละตรงกับการสังเกตการณ์มากกว่า

โดยสรุปทั้งหมดเเล้ว เรขาคณิตมีส่วนเกี่ยวพันกับปรัชญาตรงที่ปัญหาเรื่องความรู้แบบก่อนประสบการณ์และแบบเชิงประจักษ์ การเกิดขึ้นของระบบเรขาคณิตเเบบนอกยุคลิดทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกว่า ความรู้ในระบบเเบบยุคลิดเเละนอกยุคลิดเป็นเเบบใด ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่การพิจารณาเรื่องความจริง ความรู้เเบบก่อนประสบการณ์เเละเเบบเชิงประจักษ์ ระบบการให้เหตุผลและโลกภายนอก ภาษาที่ใช้สื่อถึงความรู้ เเละความสัมพันธ์ระหว่างการตีความระบบเรขาคณิตกับโลกภายนอกของมนุษย์

สุดท้ายก็จะขอทิ้งคำถามเเละข้อสงสัยของผู้เขียนคือ เป็นไปได้ไหมที่ระบบเรขาคณิตศาสตร์นั้นยังคงเป็นความรู้เเบบก่อนประสบการณ์อยู่ โดยที่ความรู้เรขาคณิตตามที่นักปรัชญาได้เสนอข้างต้นไปเกิดขึ้นมาจากความเชื่อเเละจินตนาการทางอภิปรัชญาที่เป็นระบบ ซึ่งมีผลต่อมุมมองที่มีต่อโลก และเป็นไปได้ไหมที่จะมีระบบอื่นเพื่มเข้ามา หรือว่าที่จริงเเล้วระบบเรขาคณิตทั้งสองที่จริงทั้งคู่นั้นเป็นเพียงเกมทางความคิดที่พวกเราสร้างขึ้นมาเอง


✒️ ชยุต อนันตเศรษฐ เขียน
🎨 ภาพ 𝑇𝑒𝑡𝑟𝑎ℎ𝑒𝑑𝑟𝑎 โดย Paul Sérusier (ค.ศ. 1910)
👉 Barker, S. F. (1964). 𝘗𝘩𝘪𝘭𝘰𝘴𝘰𝘱𝘩𝘺 𝘰𝘧 𝘮𝘢𝘵𝘩𝘦𝘮𝘢𝘵𝘪𝘤𝘴. Prentice Hall.
👉 Kline, M. (1967). 𝘔𝘢𝘵𝘩𝘦𝘮𝘢𝘵𝘪𝘤𝘴 𝘧𝘰𝘳 𝘯𝘰𝘯𝘮𝘢𝘵𝘩𝘦𝘮𝘢𝘵𝘪𝘤𝘪𝘢𝘯. Dover Publications.
👉 Triola, M. F. (1973). 𝘔𝘢𝘵𝘩𝘦𝘮𝘢𝘵𝘪𝘤𝘴 𝘢𝘯𝘥 𝘵𝘩𝘦 𝘮𝘰𝘥𝘦𝘳𝘯 𝘸𝘰𝘳𝘭𝘥. Cummings Publishing Company .
👉 Hosper, J. (1976). 𝘈𝘯 𝘪𝘯𝘵𝘳𝘰𝘥𝘶𝘤𝘵𝘪𝘰𝘯 𝘵𝘰 𝘱𝘩𝘪𝘭𝘰𝘴𝘰𝘱𝘩𝘪𝘤𝘢𝘭 𝘢𝘯𝘢𝘭𝘺𝘴𝘪𝘴. Routledge and Kegan Paul.
#ปรัชญา #คณิตศาสตร์ #เลข #เรขาคณิต

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

Our Story

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ตารางเรียน และกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนิสิตและผู้ที่สนใจในปรัชญา หากมีข้อสงสัยหรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามทางเพจนี้ได้

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


254 Phayathai Road
Bangkok
10330