18/04/2026
ขอขอบคุณท่านรักษาการอธิการบดี
จากเรา…..
กลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ
กลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ (Atmospheric science research group): ASRG
18/04/2026
ขอขอบคุณท่านรักษาการอธิการบดี
จากเรา…..
กลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 PRKU
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 Nation Online
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 สยามรัฐ
"ผู้ว่าฯชัชชาติ" เยี่ยมชม "Super Station" มก. ติดตามนวัตกรรมวิเคราะห์ฝุ่น PM2.5 ขั้นสูง ข่าวคุณภาพชีวิต"ผู้ว่าฯชัชชาติ" เยี่ยมชม "Super Station" มก. ติดตามนวัตกรรมวิเคราะห์ฝุ่น PM2.5 ขั้นสูงแชร์ข่าวฟังข่าวผู....
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 THAITABLOID
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ พาชม “Super Station” สถานีวิเคราะห์ฝุ่น ใจกลาง ม.เกษตรฯ หน้าแรกสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมผู้ว่าฯ ชัชชาติ พาชม “Super Station” สถานีวิเคราะห์ฝุ่น ใจกลาง ม.เกษตรฯ สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม ...
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 Voice TV
17/04/2026
ขอบคุณทางกรุงเทพมหานครครับ🙏
17/04/2026
ขอบคุณครับ🙏 สำนักข่าวไทย
01/04/2026
https://www.facebook.com/share/p/1BMY5awxC3/?mibextid=wwXIfr
'ชัชชาติ' เผยความสำเร็จ ถอดรหัสฝุ่น 'PM2.5' ในกรุงเทพฯ
ด้วย 'Chemical DNA' ลดวันวิกฤตมลพิษลงได้กว่าครึ่ง
'กรุงเทพมหานคร' ต้องเผชิญกับวิกฤต 'ฝุ่น PM2.5' ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ช่วงปี 2561 โดยสาเหตุหลักมาจากช่วงฤดูหนาวที่อากาศปิด ลมอ่อน และเกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวทำให้มลพิษจากพื้นดินไม่สามารถลอยตัวระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนอย่างฉับพลัน อาทิ แสบตา แสบจมูก หรือหายใจลำบาก ทำให้กลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเด็กและคนชราต้องเข้ารักษาตัวด้วยโรคระบบทางเดินหายใจในจำนวนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ปัญหานี้กลายเป็นวงจรซ้ำซากที่คนกรุงต้องเผชิญในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมวนลูปไปทุกปี
'กรมควบคุมมลพิษ' ได้เริ่มนำค่าฝุ่น PM2.5 มาคำนวณในดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และ ครม. ได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติในปี 2562 จากนั้น กทม. ก็ได้รับช่วงต่อในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นอย่างเป็นระบบ ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา 'ชัชชาติ สิทธิพันธุ์' ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ไปบรรยายในหัวข้อ "Climate Care Talk : รู้ทันมาตรการจัดการขยะ 'โครงการไม่เทรวม' ของกรุงเทพมหานคร" โดยอัปเดตความคืบหน้าว่า กทม. สามารถลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลงได้สำเร็จถึง 45-50% โดยใช้วิธีตรวจหา 'Chemical DNA' ของฝุ่น เพื่อวิเคราะห์หาแหล่งกำเนิดที่แท้จริง ทำให้หน่วยงานสามารถเข้าไปจัดการกับต้นตอของมลพิษได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
🟠 การวิเคราะห์ 'Chemical DNA' ของฝุ่นคืออะไร ?
การวิเคราะห์ DNA ของฝุ่น หรือที่ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า 'Source Apportionment' คือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาตรวจวิเคราะห์ เพื่อระบุ "แหล่งกำเนิดที่แท้จริง" แบบจำเพาะเจาะจง โดย กทม. ได้ร่วมมือกับ 'สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน' (CRAES) และภาคเอกชน ในการติดตั้ง 'สถานีตรวจวัดมลพิษขั้นสูง' (Super Station) ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์ โดยสามารถแยกแยะไอออนที่ละลายในน้ำ อินทรีย์คาร์บอน แบล็กคาร์บอน และธาตุโลหะต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด
จากข้อมูลภายหลังการวิเคราะห์พบว่า แม้ควันดำจาก 'รถยนต์' และ 'การจราจร' ที่มี 'ไนเตรต' จะเป็นฐานของการเกิดมลพิษหลักในเมือง (Base Load) แต่ในวันที่มีวิกฤตค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานจนอาจเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ องค์ประกอบทางเคมีกลับชี้ชัดไปที่ 'การเผาชีวมวล' (การเผาวัสดุทางการเกษตรในที่โล่งจากนอกพื้นที่) โดยพบ 'โพแทสเซียม' ปริมาณมากในอนุภาคฝุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ถูกลมพัดพาเข้ามาสะสมใน กทม.
🟠 จากการใช้เทคโนโลยี สามารถลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินได้กว่า 50%
เมื่อเราได้รู้แหล่งกำเนิดของมลพิษที่แท้จริงแล้ว ทำให้ กทม. สามารถจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ไม่ได้มุ่งเป้าทรัพยากรไปที่การจัดการจับรถควันดำเพียงอย่างเดียว โดยสถิติในช่วงต้นปี 2569 บ่งชี้ว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพในกรุงเทพมหานครลดลงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อีกทั้งเมื่อรู้แล้วว่าสาเหตุหลักมาจากการเผา ก็ทำให้ กทม. ไปเน้นการบริหารจัดการแบบก้าวหน้าได้ เช่น การทำเขตควบคุมมลพิษ การประสานงานภายนอกพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่สวนสีเขียวเพื่อเป็นเครื่องกรองฝุ่นธรรมชาติ ผ่านโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น (ปลูกไปแล้ว 2.4 ล้านต้น) พบว่า สามารถกดค่าฝุ่นภายในพื้นที่สีเขียวให้ต่ำกว่าภายนอกได้มากถึง 30% ในขณะที่ระดับฝุ่นละอองเฉลี่ยต่อวันโดยรวมลดลงประมาณ 22%
🟠 เปรียบเทียบจำนวนวันที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม
ความถี่ของวันที่ประชาชนจะต้องสูดดมควันพิษลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบแบบปีต่อปี โดยในปี 2568 เฉพาะในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับวันที่ค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานจนอาจเป็นอันตรายมากกว่า 20 วัน ซึ่งถือเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกือบตลอดทั้งเดือน ขณะเดียวกันในปี 2569 จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเป็นสีส้มลดลงอย่างมากในไตรมาสแรก เฉลี่ย 45 - 50% ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงครึ่งเดือนแรกของมกราคม พบวันที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเพียง 3 วันเท่านั้น ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในอากาศที่ประชาชนหายใจเข้าไปในแต่ละวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 50.5 มคก./ลบ.ม. เหลือเพียง 35.5 มคก./ลบ.ม. ลดลงกว่า 30% ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจมากยิ่งขึ้น
ขยับมาดูกันที่สถิติ 'จุดความร้อน' (Hotspots) กันบ้าง ปัจจัยหลักที่ทำให้ในปี 2568 กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นสูงคือ การถูกลมตะวันออกพัดพาฝุ่นจากการเผาชีวมวลนอกพื้นที่เข้ามาสะสม มีทั้งจากภาคกลางและภาคตะวันออกอยู่ที่ 3,950 จุด ขณะที่ในปี 2569 กทม. และรัฐบาลมีการประสานงานข้ามจังหวัดกันอย่างเข้มข้น ทำให้สถิติจุดความร้อนลดลงเหลือเพียง 2,292 จุด หรือคิดเป็นอัตราลดลงมากถึง 42% ถือว่าการควบคุมต้นตอของการเกิดมลภาวะทำได้ดีขึ้นมาก
ชัชชาติยังเคยตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลที่ปรากฏอีกว่า รูปแบบของการเกิดวิกฤตฝุ่นมีความแตกต่างกัน อย่างในปี 2568 ค่าฝุ่นจะสูงมากจนผิดปกติในแถบรอบนอกฝั่งตะวันออกของ กทม. อาทิ หนองจอก มีนบุรี เป็นหลัก โดยผลการวิเคราะห์ DNA ชี้ชัดว่า มาจากการเผาไหม้ทางการเกษตรนอกพื้นที่ ส่วนในปี 2569 แม้ในภาพรวมจะดีขึ้น แต่ในวันที่ค่าฝุ่นสูงกลับมีพื้นที่วิกฤตสีแดงโซนกรุงเทพฯ ชั้นใน อาทิ ปทุมวัน สาทร บางรัก จตุจักร สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อฝุ่นจากการเผานอกพื้นที่ลดลง ต้นตอหลักที่เผยตัวออกมาและต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ 'ควันรถยนต์' และการจราจรที่ติดขัดจากการก่อสร้าง
🟠 สภาพอากาศเชื่อมโยงกับ 'โครงการไม่เทรวม' อย่างไร
หากมองกันเร็ว ๆ ก็อาจจะคิดว่าสองส่วนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่กลับมีความเชื่อมโยงกันโดยตรงกับการตัดวงจรมลพิษทางอากาศและสภาพภูมิอาอากาศจากต้นทาง เริ่มจาก 'การลดมลพิษจากการกำจัดขยะ' โดยการแยกขยะเศษอาหารที่เปียกชื้นออกจากขยะทั่วไป จะทำให้ขยะที่ถูกส่งเข้าไปในเตาเผาสามารถไหม้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและ PM2.5 สู่ชั้นบรรยากาศ ต่อมาก็เป็น 'การลดก๊าซเรือนกระจก' โดยขยะเปียกที่ไม่ถูกนำไปฝังกลบปะปนกับขยะอื่น จะช่วยลดการสะสมและปล่อย 'ก๊าซมีเทน' (ก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า) ถือเป็นการต่อสู้กับปัญหา 'Climate Change' ได้โดยตรง
🟠 มาตรการและเทคโนโลยีเสริมที่ถูกนำมาใช้งานเพิ่มเติม
กทม. ได้นำเอาเทคโนโลยี AI สแกนควันดำและระบบ Green List มาใช้งาน โดยมีการนำกล้อง CCTV ที่ติดตั้ง AI มาตรวจจับรถบรรทุกที่มีควันดำ ในขณะเดียวกันหากรถบรรทุกคันไหนดูแลรักษาดี หรือเป็นรถ EV ก็จะถูกจัดเข้าไปอยู่ในบัญชีสีเขียว สามารถวิ่งเข้าเมืองได้โดยไม่มีข้อจำกัด อีกทั้งได้มีการทำความร่วมมือกับเครือข่าย 300 บริษัท โดยทันทีที่ผล DNA แจ้งเตือนมลพิษล่วงหน้า เครือข่ายเหล่านี้ก็จะเปิดโหมด Wok From Home (WFH) ในทันที ที่จะช่วยลดจำนวนยานพาหนะบนท้องถนน และลดปริมาณควันดำในระหว่างการสัญจรลงได้กว่า 8.5% ส่วน 'Traffy Fondue' ช่องทางที่ให้ประชาชนแจ้งเรื่องร้อนเรียน มีจำนวนกว่า 1 ล้านเรื่อง และปัญหาเหล่านั้นก็ได้รับการแก้ไข ถือเป็นการปฏิรูประบบราชการที่เห็นผลและรวดเร็ว
🟠 มลพิษยังคงเป็นภัยคุกคามที่ละเลยไม่ได้
แม้คุณภาพอากาศจะมีการจับตาและแก้ไขให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยแล้ว แต่ชัชชาติเตือนว่า PM2.5 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งที่สุดต่ออนาคตของกรุงเทพฯ เพราะคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่อาจทำให้ศักยภาพของเมืองหลวงในการดึงดูดคนเก่งและนักลงทุนลดลง ขณะที่โรคที่เกิดจากมลพิษได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนไปแล้วกว่า 300,000 คน ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่า 3,000 ล้านบาท ชัชชาติยังระบุเสริมอีกว่า บทเรียนจากแคมเปญนี้คือ นโยบายที่มีประสิทธิภาพต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักฐาน ซึ่งการระบุแหล่งที่มาของมลพิษผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี จะทำให้ กทม. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น และสะท้อนเป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง
เรื่อง : วีรศักดิ์ พันพยัคฆ์
ภาพ : มณฑล ชลสุข
----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#ฝุ่นPM25
#มลพิษทางอากาศ
#กรุงเทพมหานคร
14/03/2026
📢 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นเจ้าหน้าที่วิจัย
สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกได้จากเอกสารประกาศที่แนบมาพร้อมนี้
ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทุกท่าน
10/03/2026
ขอเชิญคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และผู้สนใจ ฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Towards Healthy Mega-Cities Focus on PM2.5 or Smaller” จาก Professor Dr. Wladyslaw Witold Szymanski, Aerosol Physics and Environmental Physics, Faculty of Physics, University of Vienna ประเทศออสเตรีย
วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 09:30-12:00 น
Onsite : ห้อง 402 อาคาร EV2 คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Online :
https://ku-edu.webex.com/meet/parkpoom.choom
คณะสิ่งแวดล้อมขอเชิญคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และผู้สนใจ ฟังการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Towards Healthy Mega-Cities Focus on PM2.5 or Smaller” จาก Professor Dr. Wladyslaw Witold Szymanski, Aerosol Physics and Environmental Physics, Faculty of Physics, University of Vienna ประเทศออสเตรีย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.ภาคภูมิ ชูมณี กลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยายกาศ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |