15/05/2023
บันทึกประวัติศาสตร์การรวมพลังร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ณ ต่างประเทศ บันทึกประวัติศาสตร์การรวมพลังร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ณ ต่างประเทศฝากกดแชร์ ด้วยน่ะครับ
สหพันธ์มวลชนปฏิวัติ
Revolutionary Mass Federation ( R.M.F. )
กรรมการบริหารพรรคการเมือง ( ฝ่ายวิชาการ ) สหพันธ์มวลชนปฏิวัติ Revolutionary Mass Federation
R.M.F.
15/05/2023
บันทึกประวัติศาสตร์การรวมพลังร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ณ ต่างประเทศ บันทึกประวัติศาสตร์การรวมพลังร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" ณ ต่างประเทศฝากกดแชร์ ด้วยน่ะครับ
ผู้ที่เห็นและเข้าถึงความจริง ( Truth )
ท่านจะไม่โต้เถียงเอาชนะใคร
ในเรื่องทิฏฐิ ( ทฤษฎี/Theory )
ทื่มีข้อเท็จจริง ( Fact ) เป็นมูลฐาน
เพราะรู้ว่าทิฏฐินั้น ไม่ใช่ที่สุดของความจริง
และเห็นว่าทิฏฐิที่เห็นไม่ตรงกันนั้น
ยังไม่เป็นทิฏฐิสามัญญตา
ที่เป็นไปและเห็นชอบโดยธรรม
ซึ่งทิฏฐิที่เห็นไม่ตรงกันนั้น
ยังประกอบด้วยอัสมิมานะ ทัศนะความเชื่อ
และความชอบใจ ความพอใจ
ปะปนอยู่ในทิฏฐินั้นด้วย
16/03/2021
ชำแหละความคิดนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์
"เขารู้อะไรและไม่รู้อะไร"
................................................................
ในความเคลื่อนไหวทางความคิดและการชี้นำ
ทัศนะความเชื่อของบุคคลท่านนี้ทางการเมือง
การปกครองของไทย เป็นการแสดงออกถึง
ความคิดเห็นว่า เขาเป็นฝ่าย "กษัตริย์นิยม" และ
เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ทั้งสื่อมวลชนที่เผยแพร่
ความคิดให้เขาและกลุ่มที่อยู่ภายใต้การนำ
ทางความคิด ที่จริงผู้เขียน ไม่ได้มีปัญหาหรือ
มีอคติใดๆ กับนายสุลักษณ์เป็นการส่วนตัว
แต่เมื่อเห็นว่าการนำทางความคิดไม่เป็นไป
โดยธรรม หรือไม่ยึดถือหลักวิชา อันเป็นมูลฐาน
ขององค์ความรู้ ทั้งทางตรรกะและปรัชญา
คิดจะพูดอะไรก็พูด ทำให้คนหลงเชื่อและเข้าใจ
ผิดไปมาก นั่นเท่ากับนายสุลักษณ์กำลังดูถูก
คนไทยว่าโง่ เพราะพูดอะไรก็เชื่อไปหมด
แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อถือและไม่ศรัทธา
บุคคลท่านนี้ เพราะเป็นการให้ทัศนะที่หละหลวม
ทางทฤษฎีเป็อย่างมาก และขาดความรับผิด
ชอบต่อหลักความจริง จึงทำให้ไม่อาจเชื่อถือได้
ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะเรื่องที่บุคคลนี้อ้างว่าเป็น
ฝ่าย "กษัตริย์นิยม" ซึ่งหากมองอย่างผิวเผินแล้ว
เป็นทิฏฐิที่รักในสถาบันชาติและรักแผ่นดินเกิด
ของนายสุลักษณ์ แต่เมื่อมองในความคิดลึกๆ
แล้ว ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ
หรือแม้กระทั่งนายสุลักษณ์เองอาจไม่รู้ เพราะ
ความรู้ของเขาหลงอยู่ในอวิชชา จากการมี
ความรู้ไม่ครบองค์ และขาดการจัดระบบ
ความคิดโดยธรรม ที่ควรจัดระบบความคิด
การเห็นความจริงสมมติ ( ข้อเท็จจริง )
สู่ความจริงเหนือสมมติ ( หลักวิชา )
ซึ่งในปัญญาของท่านที่มีภาวะเป็นวิญญูชนแล้วนั้น
เมื่อท่านเห็นความจริงในชั้น สมมติสัจจะแล้ว
ท่านจะไม่ยึดถือเอาข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง
สมมตินั้นมาสรุปเป็นสารัตถะของความรู้ แต่
ท่านจะใช้ปัญญายกมูลฐานที่เป็นข้อเท็จนั้น
ขึ้นสู่ความจริงในชั้นภาวะสัจจะ ( ความจริง
ตามสภาวะ ) และสังเคราะห์ภาวะสัจจะนั้น
ด้วยปัญญาในธรรม เพื่อยกขึ้นสู่ความจริงใน
ชั้นปรมัตถ์สัจจะ อันเป็นมูลฐานเหตุแห่งการ
เกิดปรากฏการณ์ของเรื่องราวของรูปนามของ
สิ่งต่างๆ โดยธรรมแล้วคือความเห็นและความ
เข้าใจเหตุของความเป็นไปนั่นเอง
แต่การชี้นำทางความคิดในการเมืองการ
ปกครองต่อคนรุ่นใหม่ของนายสุลักษณ์
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่วนมากวนเวียน
อยู่กับเรื่องความจริงสมมติ (ข้อเท็จจริง/Fact)
และแสดงตัวเป็นผู้นำทางความคิด และให้
การรับรองข้อเท็จจริงในปรากฏการณ์ทาง
สังคมว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องแล้ว เป็นที่สุดแล้ว
นายสุลักษณ์ขาดการแสดงทัศนะที่ชอบ
ด้วยปัญญาและพินิจโดยธรรมอย่างสิ้นเชิง
หรือกล่าวได้ว่า ทฤษฎีหรือทิฏฐิของนายสุลักษณ์
ยึดเอาข้อเท็จจริงเป็นบทสรุปของความรู้ที่แท้จริง
ซึ่งมันได้ก่อผลเสียเป็นอย่างมากต่อความเข้าใจใน
องค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่ ที่ยังขาดประสบการณ์
และกับคนที่ยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์ของนาย
สุลักษณ์ว่าเป็นปัญญาชน ทัศนะนิยมกษัตริย์ของ
นายสุลักษณ์นั้น ก็เป็นไปตามความรู้ที่ร่ำเรียนมา
จากประเทศตะวันตก และยึดทฤษฎีความรู้ (Theory)
แบบตะวันตกมาวางทาบทับสังคมไทย
ซึ่งในจินตภาพและรูปธรรมของปรัชญาตะวันตก
ถือเอาทฤษฎีเป็นที่สุดของความรู้ นิยามคำศัพท์
Theory ในความหมายทางนิรุกติศาสตร์ของ
ตะวันตก จินตภาพและความหมายมันไม่ตรงกับ
นิยามของปรัชญาตะวันออก เพราะในหลักวิชา
ของความรู้ทางโลกตะวันออก โดยเฉพาะ
เมืองไทยนั้น ยึดถือเอาความจริงในชั้นปรมัตถ์
และสูงขึ้นไปถึงชั้นอริยสัจเป็นความจริงโดย
สมบูรณ์
กล่าวโดยสังเขปคือ ปรัชญาในองค์ความรู้ของ
โลกตะวันออกนั้นยึดถือธรรม และความจริงใน
ชั้นปรมัตถ์สัจจะเป็นหลักในศาสตร์วิชาต่างๆ
ทัศนะของนายสุลักษณ์ที่อ้างว่าเป็นฝ่าย
กษัตริย์นิยม จึงเป็นความนิยมที่ตั้งอยู่บนมูลฐาน
ของข้อเท็จจริง หรือทฤษฎี ซึ่งยังไม่ใช่ที่สุด
ของความจริง
ดังนั้นสำหรับนายสุลักษณ์แล้ว อย่าว่าแต่การ
เป็นปัญญาชนเลย เพราะมันยังห่างไกลมาก
กับคำว่าปราชญ์ นายสุลักษณ์จึงเป็นได้แค่
ปุถุชนที่ยังพอกหนาด้วยกิเลสตัณหา อัน
ประกอบด้วยโมหะและพยาบาทเท่านั้น
...............................................................
นายสุลักษณ์เป็นฝ่ายกษัตริย์นิยมจริงหรือ ?
เมื่อเรามองตามมูลฐานของเหตุความนิยมแล้ว
ก็สามารถตอบได้ว่า "จริง" แต่ความนิยมนั้น
มันขึ้นต่อองค์ความรู้ที่เขาเข้าใจและยึดถือ
เป็นทฤษฎีและความเชื่อ เมื่อย้อนดูประวัติ
การศึกษาของนายสุลักษณ์ ก็พอเข้าใจได้ว่า
เขามีความนิยมในกษัตริย์แบบไหนและอย่างไร
นายสุลักษณ์ก็เป็นคนหนึ่งที่่มีความเชื่อตาม
แนวทางทฤษฎีการเมืองของคณะราษฎร์
หรือกล่าวได้ว่าเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของ
คณะราษฎร์คนสำคัญคนหนึ่ง ที่ไปศึกษา
จากอังกฤษ ประเทศในภาคพื้นยุโรป
เช่นเดียวกับกลุ่มที่วางทฤษฎีทางการเมืองให้
กับคณะราษฎรสำเร็จการศึกษาจากประเทศ
แถบยุโรปมาเหมือนกัน
สาระสำคัญของความบทนี้ ไม่ได้สรุปเอาเอง
หรือชี้นำให้เชื่อว่าคนไทยที่ไปเรียนจากประเทศ
ตะวันตก จะมีทัศนะความเชื่อเหมือนกับบุคคล
ที่ผมพูดถึงนี้ไปเสียทุกคน เพราะทัศนะที่มา
จากทฤษฎีที่เป็นความรู้ทางศาสตร์วิชานั้น
ยังต้องขึ้นต่อหลักความจริง หรือ "หลักวิชา"
ที่ตั้งอยู่โดยธรรม กล่าวคือ คนที่ยึดถือหลักวิชา
จะไม่นำเอาความรู้นั้นมารับใช้หรือสนองตัณหา
อันเป็นอวิชชาที่คอยรับใช้มิจฉาทิฎฐินั่นเอง
ทฤษฎีนิยม หรือทิฎฐิที่เป็นความเห็นในอัตวิสัย
นั้น เกิดขึ้นจากความรู้ที่ศึกษาในศาสตร์วิชา
หากผู้ศึกษานั้นมีคุณธรรมในจิตใจมากพอ
ความคิดจะไม่ประกอบด้วยอวิชชาแล้ว
ก็จะมองเห็นความจริงที่เป็นมูลฐานของหลัก
วิชา จิตของเขาก็จะเป็นอิสระจากความรู้นั้น
ดังปรัชญาการศึกษาที่กล่าวว่า
"ความรู้ทำให้คนกล้า ความกล้าทำให้ค้นพบ
ความจริง และความจริงนั้น ทำให้คนเป็นอิสระ"
หรือ ความรู้เกิดขึ้นจากการพบความจริงของ
วัตถุ ปัญญาก็จะเกิดและตั้งอยู่ในจิตที่เป็น
อิสระจากวัตถุนั้น ส่วนปรัชญาของโลกตะวัน
ออกสูงไปกว่านั้น ซึ่งไม่มีอยู่ในองค์ความรู้ของ
โลกตะวันตกคือ เมื่อจิตเห็นความจริงในวัตถุ
แล้ว จิต (เจตสิก) นั้น ก็สามารถเป็นอิสระ
จากความรู้นั้นด้วย "จิตที่เป็นอิสระจากจิต"
จะเข้าถึงความจริงแท้ของทุกสรรพสิ่ง"
ในทางศาสนาคืออริยบุคคลผู้บรรลุธรรมนั่นเอง
ดังนั้น ปรัชญาที่แท้จริงของการศึกษา คือ มีความ
มุ่งหมายเพื่อให้คนค้นพบความจริงและมองเห็น
ความจริงที่แท้ในความจริงสมมตินั้น
ประเด็นตรงนี้แหละความรู้ที่ของแต่ละคนนั้น
จะเป็นวิชชาหรืออวิชชา หากระบบความคิด
เป็นไปโดยธรรมก็จะเป็น "วิชชา" หากเป็นไป
โดยตัณหาและโมหะแห่งตน ความรู้นั้นก็จะเป็น
"อวิชชา" เพราะมันไปสนองความอยากและ
ความหลงในจิตใจ ความประจักษ์จริงเรา
พบเห็นกันอยู่โดยทั่วไปว่า คนมีความรู้ทาง
ศาสตร์วิชา จะมีความเห็นแก่ตัว ใช้วิชานั้น
เอาเปรียบ เหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น
หรือผยองตัวว่าเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ เป็น
ปัญญาชน หากใครก็ตามมีภาพสะท้อนการ
กระทำและแสดงทัศนะอย่างนั้น
มันก็เป็นแค่วิญญูชนจอมปลอม
................................................................
คำว่า "นิยม" ความหมายตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิต แปลว่า
(๑) (แบบ) น. การกำหนด. (ป., ส.).
(๒) (แบบ) ก. ชมชอบ, ยอมรับนับถือ, ชื่นชมยินดี,
ใช้ประกอบท้ายคำสมาสบางคำใช้เป็นชื่อลัทธิ
เช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิสังคมนิยม
ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Ism (อิส'ซึม) n.
โดยอรรถะ หมายถึงลัทธิ, ทฤษฎี, ระบบ,
ความเชื่อ, ศาสตร์วิชา เมื่อนำมาสมาสกับคำ
ศัพท์ใด ก็หมายถึงความรู้ในสิ่งนั้นๆ อย่าง
ชัดแจ้งจึงเกิดความนิยมในเรื่องนั้นขึ้นมา
หากไม่รู้ก็ไม่สามารถนิยมได้ แต่ถ้ายังยืนยัน
ว่านิยมเพราะชอบ นั่นเป็นความหลง ซึ่ง
ตรงข้ามกับความรู้ที่ช่วยให้เกิดปัญญาเห็น
ปรากฏการณ์ตามจริงได้ เพราะทิฏฐิ
หรือทฤษฎีนั้น เมื่อไม่ยึดหลักวิชาแล้ว
ในคนทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลแล้วมันยังจะ
ประกอบด้วยตัณหาและโมหะปนอยู่ภายใน
ความคิดก็จะไม่เป็นไปโดยธรรม หรือกล่าว
ได้ว่าไม่เป็นทิฏฐิสามัญญตา
กล่าวโดยสรุปคือ "นิยม" เกิดจากความรู้
เมื่อรู้แล้วจึงกำหนดความคิด วิธีคิดเป็นทัศนะ
ความเชื่อที่ปรากฎออกมาเป็นการพูดและ
การกระทำที่มีจุดยืนรับใช้ทัศนะนิยมนั้น
องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
"จิตกับวัตถุ" ที่เกิดขึ้นภายในสมองและความคิด
ของมนุษย์
............................................................................
พื้นฐานขององค์ความรู้ในองค์เริ่มแรกนั้น
คือ "ข้อมูล" ( Information/Data Base )
ความรู้ในระดับนี้ อาศัยความสามารถในการ
จดจำสัญญาต่างๆ ได้ ในทางธรรมนับเป็น
ความรู้ในชั้น "สมมุติสัจจะ"
เป็นการรู้ความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง
ของข้อมูลต่างๆ นั้น สิ่งนี้จึงเรียกว่า "ความรู้"
(Knowledge) ซึ่งความรู้ในระดับนี้ต้องอาศัย
ความเข้าใจโดยการใช้ตรรกะ และสามารถ
ให้คำตอบได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
แต่ในทางธรรมก็ยังจัดอยู่ในความรู้ชั้น
"สมมุติสัจจะ" เป็นการเห็นความจริงสมมติ
และเข้าใจเห็นชัดด้วยความคิด ปัญญา
ที่เกิดขึ้นจากความรู้นั้นเป็นจินตมยปัญญา
ความรู้ในองค์ที่สองเป็นความรู้ที่สูงขึ้นไป
จากการรู้ความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงแล้ว
คือการรู้ว่า เพราะเหตุใดสิ่งต่างๆ นั้น
จึงต้องสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน
และมีกฎเกณฑ์ใดที่มีอิทธิพลต่อสิ่งนั้น
ให้แสดงเป็นรูปและเป็นความเคลื่อนไหว
เกิดเป็นปรากฎการณ์เรื่องราวขึ้นมา
สิ่งนี้เรียกว่า ศาสตร์วิชา (Science)
ในทางธรรมความรู้ชั้นนี้จัดอยู่ในระดับ
"ภาวะสัจจะ" หรือ ถ้าเปรียบเทียบกับองค์ความรู้
ทางวัตถุแล้ว ก็คือความรู้ที่เกิดจากการ
ค้นคว้าวิจัยในทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง
ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษที่กล่าวไว้ข้างต้น
ตรงนี้เองที่เป็นจุดพลิกผันในสรรพความรู้
ทางศาสตร์วิชา หรือเป็นความแตกต่างใน
ความหมายขององค์ความรู้ ในปรัชญา
การศึกษาของโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก
เพราะในปรัชญาของโลกตะวันออกยังมีความรู้
ที่เหนือขึ้นไปจากความรู้ที่เป็นศาสตร์วิชา
และไม่มีคำบัญญัติไว้ในภาษาตะวันตก
ในทางวิชาการ จึงไม่สามารถเปรียบเทียบ
ให้เห็นได้โดยวิชาตรรกะ นั่นคือความรู้ในชั้น
"ปรมัตถสัจจะ" ซึ่งเป็นความรู้ที่อยู่เหนือรูป
และนามของวัตถุ ที่พอจะเทียบเคียงได้ในศัพท์
ของศาสตร์วิชาฟิสิกส์ ที่ศึกษาถึงการมีอยู่
ของสสารที่ละเอียดและเล็กที่สุด คือ ปรมาณู
( ความหมายคำนี้ทางนิรุกติศาสตร์คือ
ปรมัตถ์สมาสกับอณูที่อธิบายถึงอณูที่เล็ก
จนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ) หรือ
อะตอม (Atomic) และอนุภาคที่เล็กลงไปอีก
จนถึงระดับ Quark ที่เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น
และยังไม่สามารถพิสูจน์ ให้เห็นความจริง
เชิงประจักษ์จริงได้ ( ทฤษฎีควอนตั้ม
/Quantum Mechanics ) และบุคคลที่พบ
ความจริงนี้จะได้รับการยอมรับจากโลก
ว่าเป็นอัจฉริยะบุคคล
ดังเช่นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก
นั่นเป็นการเทียบเคียงได้ในทางศาสตร์วิชา
แบบวิทยาศาสตร์โดยวิธีทางตรรกะ
องค์ความรู้ในชั้นภาวะสัจจะหรือปรมัตถ์สัจจะ
ก็ยังไม่ใช่ที่สุดขององค์ความรู้ที่มนุษย์สามารถ
หยั่งรู้ได้ หรือกล่าวได้ว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
ยังไม่ใช่ที่สุดขององค์ความรู้ เพราะนิยาม
ของทฤษฎีนั้น เป็นความจริงที่ต้องพิสูจน์
ซึ่งบางทฤษฎีก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็น
ความจริงตามทัศนะความเชื่อนั้นได้ดังที่กล่าว
มาแล้วข้างต้น
แต่ในปรัชญาที่เป็นความรู้อันประเสริฐของ
โลกตะวันออกนั้นได้พบความจริงอันประเสริฐ
ที่สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น คือความจริงในชั้น "อริยสัจจะ"
และปัญญาที่เกิดในชั้นนี้เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ซึ่งเป็นปัญญาที่ทำให้บุคคลนั้น
เป็นอิสระจากโลกวัตถุทั้งมวล (ปัญญาวิมุติ)
และเรากล่าวถึงบุคคลที่พบความจริงขั้นสูงนี้ว่า
เป็นอริยะบุคคลนั่นเอง
06/12/2020
หัวขบวนการนำทางความคิด
ใส่อวิชชาลงไปในทัศนะของคนรุ่นใหม่
....................................................
บุคคลที่คอยให้ทัศนะนิยมแก่สังคมไทยแบบผิวเผิน
พูดแต่เพียงด้านปรากฏการณ์หรือเปลือกนอก
ของปัญหาชาติ แต่ตั้งตนเป็นผู้นำทางความคิด
และมีฝ่ายที่หลงเชื่ออยู่มาก ชื่อ นายสุลักษณ์
ศิวลักษณ์ เป็นข่าวดังอยู่มาตลอด บางพวกถึงกับ
ยกย่องว่าเป็น ปัญญาชนสยาม แต่อัตวิสัยของ
บุคคลคนนี้เป็นได้แค่เพียง "วิญญูชนจอมปลอม"
เท่านั้น ด้วยเพราะในหลักวิชาของทฤษฎีการเมือง
ที่นายสุลักษณ์พูดออกมา การให้ทัศนะเช่นนั้น
มันผิดต่อหลักวิชาและหละหลวมในทางทฤษฎี
อย่างมาก ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่รู้ความมุ่งหมาย หรือ
เจตนารมณ์ที่แท้จริงของบุคคลท่านนี้ฟังแล้ว
จะพากันหลงเชื่อในทฤษฎีที่เป็นมิจฉาทิฎฐินั้น
เพราะเป็นคำพูดของคนที่มีสถานะทางสังคม
ขึ้นในกลุ่มที่คิดว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า
หรือที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย
และสิ่งนั้นก่อให้เกิดความเข้าใจต่อศาสตร์วิชา
การเมืองแบบผิดๆ จนหลงทิศไปสุดกู่ดังเช่น
ทัศนะที่พูดถึงรากฐานของระบอบประชาธิปไตย
ท่านพูดถึง "ระบอบ"( Regime ) ประชาธิปไตย
แต่วลีที่พูดนั้นกลายเป็นเป็นคำว่า "ระบบ" ( System )
ประชาธิปไตย ซึ่งอรรถะของคำศัพท์เป็นคนละ
ความหมายกัน ยิ่งสื่อถึงความมุ่งหมายของ
ประโยคด้วยแล้วมันผิดไปแบบไม่น่าเป็นไปได้เลย
เป็นบทที่นายสุลักษณ์กำลังพูดถึงปัญหาของ
ระบอบประชาธิปไตย แต่เนื้อหากลับเป็นเรื่องของ
"ระบบ" ที่เป็นวิธีการของระบอบประชาธิปไตย
( Means ) อันไม่ใช่ปัญหาทางหลักการของ
ระบอบประชาธิปไตย หรือแนวทางที่เป็นมรรควิถี
ของการเมืองเพื่อกำหนดการปกครองตาม
ความนิยมทางลัทธิประชาธิปไตย ( Democracy )
ที่มีองค์นำทางหลักการแห่งอำนาจอธิปไตย
เป็นของปวงชน ( Sovereignty of The People )
และหลักแห่งเสรีภาพบุคคลบริบูรณ์ เป็นแกนนำ
ซึ่งความเห็นต่างทางความคิดของสังคม
ประชาธิปไตยนั้น การใช้วิธีการแก้ปัญหา
โดยใช้เสียงของคนส่วนใหญ่โหวตหรือ
ลงประชามตินั้น เป็นแค่หนึ่งใน 8 จิตนภาพ
และรูปธรรมของประชาธิปไตยเท่านั้น
ดังที่กล่าวมีอีก 7 จินตภาพและรูปธรรมคือ
ลัทธิประชาธิปไตย ( Democracy )
ระบอบประชาธิปไตย ( Democratic Regime )
การปกครองประชาธิปไตย (Democratic Government)
ระบบประชาธิปไตย ( Democratic System )
สังคมประชาธิปไตย ( Democratic Society )
การสร้างประชาธิปไตย ( Democratic Construction )
ประเทศประชาธิปไตย ( Democratic Country )
นี้คือจินตภาพและรูปธรรมที่ครบองค์ของประชาธิปไตย
และในทางทฤษฎีของระบอบประชาธิปไตย
บทที่นายสุลักษณ์แสดงทัศนะผิดไปคือ
นายสุลักษณ์กล่าวว่า ความเห็นต่างในความคิด
ของนักการเมืองนั้น คือรากฐานของระบอบ
ประชาธิปไตย และการไม่ยอมรับความเห็นต่างนั้น
เป็นเผด็จการ ท่านกำลังนำเอาปัญหาของระบบ
มาเป็นปัญหาของระบอบ โดยที่ไม่ได้กล่าวถึง
ปัญหาทางหลักการของทฤษฎีลัทธิประชาธิปไตย
แม้แต่น้อย ไม่มีคำอธิบายทางทฤษฎีที่แท้จริง
อันประกอบด้วย 3 ทฤษฎี ทางรัฐศาสตร์ คือ
อำนาจอธิปไตยปวงชน ( Sovereignty of The People )
ทฤษฎีทางปรัชญา คือ เอกภาพของความแตกต่าง
( Diversity of Unity ) ทฤษฎีทางเศรษฐกิจคือ
กรรมสิทธิ์เอกชน ( Private Ownership )
ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่ท่านพูดนั้น
เกิดจากความไม่เข้าใจในประชาธิปไตย
หรือเป็นความเข้าใจอย่างไม่เป็นระบบ ไม่รู้หลักวิชา
ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างระบบกับระบอบ
หรือความสัมพันธ์ระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมนั่นเอง
ระบบ คือรูปธรรมที่ปรากฎและสามารถจับต้องได้
ส่วนนามธรรมคือหลักการหรือแนวคิดที่สร้างระบบ
หรือกล่าวโดยสั้นๆ ว่า ปัญหาความเห็นต่างกันนั้น
จึงเป็นปัญหาที่อยู่ในระบบ หากระบบนั้นเป็นระบบ
ประชาธิปไตยแล้ว ความเห็นที่ต่างกันนั้น ที่สุดก็จะ
สามารถหาจุดร่วมกันได้
กล่าวคือเป็นความเห็นต่างที่อยู่ในหลักการเดียวกัน
หรือมีทฤษฎีระบอบประชาธิปไตยเป็นองค์
เอกภาพเดียวกันใน 3 ทฤษฎีที่ได้กล่าวมาแล้ว
แต่ถ้ายังไม่มีความเข้าใจในทฤษฎีประชาธิปไตย
ที่เป็นหลักการของการเมืองเสียแล้ว ต่อให้
ถกเถียงกันอย่างอย่างไร มันก็ไม่มีทางจะ
หาข้อสรุปเพื่อมีจุดร่วมกันทางการเมืองได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ยึดถือเอา
ทฤษฎีทางลัทธิ ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ และทฤษฎี
ทางเศรษฐกิจเป็นอุดมการหรือเป็นแนวทางของ
ระบบความคิดนั่นเอง
หากนายสุลักษณ์ไม่รู้แท้ และรู้เพียงเปลือกนอก
ของระบอบประชาธิปไตย ก็ควรหยุดให้ทัศนะ
ที่บิดเบือนไปจากความจริงของประชาธิปไตย
เสียทีเถอะครับเพราะมันได้สร้างความเข้าใจผิดๆ
กับพวกที่หลงนิยมชมชอบในตัวท่าน และเป็น
ชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งด้านความคิด
ก่อความแตกแยกของชนในชาติอย่างไม่รู้ตัว
เพราะความหลงในมิจฉาทิฎฐิ และทะนงตน
ในอวิชชาของตัวท่านเอง
..................................................................
30/11/2020
พวกท่านที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า
กำลังทำลายความเป็นจริงของชาติ
.................................................................
ความจริงในชั้นสภาวธรรม
( ภาวะสัจจะ ) นั่นแหละที่เป็นวิชาการของ
ศาสตร์แขนงต่างๆ
สภาวะจริงของประเทศไทยเป็นอยู่อย่างไร
มีวัฒนธรรมที่สะท้อนด้านจิตใจอย่างไร
นั่นคือสิ่งที่ควรยึดถือเป็นหลักวิชาของศาสตร์
( Theory ) ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง
และวิทยาศาสตร์สังคม
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น ขออนุญาติยกตัวอย่าง
ความเป็นจริงของประเทศจีนขึ้นมาเป็นสัจจะ
"ชนชาติจีนเป็นคนขยัน" "ชนชาติจีนรักการค้าขาย"
คือความจริงที่ชนชาติจีนเป็นอยู่
ภาวะสัจจะนี้จึงเป็นหลักนโยบายของประเทศจีน
รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ชนชาติจีนทำการค้า
และช่วยเหลือให้ชนในชาติมีงานทำ
โดยได้ค่าตอบแทนตามความเป็นจริง
แนวคิดนี้ได้จากจากปรัชญาของเติ้ง เสี่ยวผิง
"ปลดปล่อยความคิดให้เป็นอิสระ และจงค้นหา
สัจจะจากความจริง"
....................................................................
การนำเอาศาสตร์วิชาของคนอื่นมาวาง
ทาบทับสังคมชาติโดยไม่มีการประยุกต์
ตามหลักวิชาศิลปศาสตร์ ( Liberal Arts )
อย่างกว้างขวางและครอบคลุมความจริง
ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
มันย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางทำลาย
สิ่งเดิมมากกว่าการพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่
ตามสภาวะให้สามารถเจริญขึ้นมาได้เลย
นี้คือความเป็นไปของสังคมไทย
ที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกับการทำลายสิ่งเดิม
จากทัศนะของนักวิชาการนิยมตะวันตก
และเป็นเช่นนี้เสมอเหมือนกันในระดับ
ชั้นที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน
โดยที่ปัญญานั้น เกิดขึ้นจากความเข้าใจ
ในความจริงหรือสภาวะของชาติอื่น
ประเทศอื่น ในมิติของปัญหาที่แตกต่าง
ไปจากเราอย่างสิ้นเชิง
ในปรากฏการณ์จากอิทธิพลของพื้นที่และเวลา
( Space and Time )
09/11/2020
ความจริงของสถานการณ์ ตุลา 19
แนวร่วมไม่ใช่มิตร แต่เป็นกำลังทางยุทธวิธี
เพื่อให้ตนเองชนะทางยุทธศาสตร์
.......................................................................
ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เดือนตุลาอันเจ็บปวด
คนไทยฆ่ากัน ด้วยฝ่ายหนึ่งตกเป็นแนวร่วม
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และอีก
ด้านหนึ่งเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย
ตกเป็นแนวร่วมของมหาอำนาจในยุค
สงครามเย็นที่เรียกตัวเองว่า "เสรีนิยม"
ที่สุดแล้ว นักศึกษาที่ตกเป็นแนวร่วมให้กับ
พคท. ต้องสูญเสียชีวิตไปอย่างน่าสลดใจยิ่ง
แต่คนชนะคือพรรคคอมมิวนิสต์
เพราะเพียงชั่วข้ามคืน กองทัพปลดแอกโตขึ้น
ได้กองกำลังจากนักศึกษาที่หนีเข้าป่าเป็นพวก
นับเป็นพันๆ คน และอีกด้านหนึ่ง ที่คิดว่า
ตัวเองชนะ แต่ก็ต้องจมอยู่กับประวัติศาสตร์
อันเจ็บปวดนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้
เพียงเพราะหลงในคำโฆษณาชวนเชื่อ
ของมหาอำนาจฝ่ายเสรีนิยมว่า คอมมิวนิสต์นั้น
เป็นปีศาจ เป็นพวกถูกล้างสมอง โดยที่ไม่เคย
ศึกษาและเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ
ในลัทธิวัตถุนิยมของคอมมิวนิสต์ ว่า
แท้จริงแล้ว ลัทธิมาร์กซนั้น มีทฤษฎีและ
ความคิดทางอุดมการลัทธิอย่างไร
ผลจากความขัดแย้งจนมีผู้สูญเสียครั้งนั้น
ทำให้มหาอำนาจฝ่ายเสรีนิยม ก็ยังสามารถ
คงอิทธิพลทางการเมืองและการทหารเพื่อ
รักษาผลประโยชน์ที่มหาอำนาจได้ไปจาก
ประเทศของเราเอาไว้ได้ อันมีพรรค
คอมมิวนิสต์เป็นแนวร่วมให้ ปรากฏการณ์นั้น
คือรัฐบาลไทยยังต้องต่อสู้กับกองกำลังพรรค
คอมมิวนิสต์และเป็นเงื่อนไขข้ออ้างให้
มหาอำนาจใช้สถานการณ์นี้เข้าแทรกแซง
การเมืองและการทหารของประเทศไทย
กล่าวโดยสังเขปคือ มหาอำนาจมีอิทธิพลเหนือ
รัฐไทยได้ เพราะในชาติเรามีความแตกแยก
ขัดแย้งกันเอง และในทางกลับกัน ที่เราต้อง
ต่อสู้กันเอง แตกแยกกันทางความคิด
และฝ่ายที่ก้าวหน้าไม่มีทางเลือกต้องไปเข้าร่วม
กับพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เพราะนโยบายของรัฐ
ยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่คนไม่มีคน
ที่เป็นนายทุนผูกขาด ละเลยปัญหาพื้นฐาน
ของชาติคือความยากจน ที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ด้วยหลักการหรือนโยบายที่เหมาะสมและ
สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทย
แต่เพราะด้วยนโยบาย 66/23 จากคำสั่ง
สำนักนายกรัฐมนตรีให้รัฐปกครองขยายเสรีภาพ
ใช้การเมืองนำกา่รทหาร และใช้นโยบายนี้
ยกเลิกกฎหมายที่ทำให้ประชาชนเป็นศัตรูกับรัฐ
ด้วยการไม่เอาความผิดกับผู้ที่เข้าร่วมกับ พคท.
มีการยกเลิกกฎหมายที่เอาความผิด
ในการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
คนไทยที่อยู่ในป่าจึงวางอาวุธ และฝ่ายรัฐ
ยุติสงครามภายในชาติ เลิกการเข่นฆ่ากันเอง
.......................................................................
แต่เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง เมื่อรัฐบาลเห็นว่า
สามารถยุติความขัดแย้งภายในชาติ
จากนโยบาย 66/23 ในขั้นตอนที่ 1 ได้แล้ว
จึงเก็บนโยบาย 66/23 ในขั้นตอนที่ 2 เข้าลิ้นชัก
ไปพร้อมกับนโยบาย 66/25 ที่ระบุถึง
วิธีการที่จะนำนโยบายมาปฏิบัติให้สำเร็จ
ยังไม่มีใครเปิดอ่านและทำความเข้าใจมันเลย
ซึ่งในนโยบายขั้นตอนที่สองนั้น มีหลักการว่า
รัฐต้องนำนโยบายนั้นมาปฏิบัติขยายอำนา่จ
อธิปไตยให้เป็นของปวงชน
และเรื่องที่สำคัญที่สุดที่เขียนไว้ในนั้น คือ
การปฏิรูปที่ดิน และกำจัดการผูกขาดทุน
ทั้งในที่้ดินและระบบเศรษฐกิจออกไปทั้งหมด
.......................................................................
บทเรียนจากประวัติศาสตร์อันเลวร้ายนั้น
จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้จากมัน เพื่อ
ไม่ให้ดำเนินนโยบายและปฏิบัติการผิดพลาด
เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีกในประเทศของเรา.
23/10/2020
องค์คุณของสถาบันพระมหากษัตริย์
กับความเป็นประมุขแห่งรัฐชาติ
โพสต์ครั้งที่ 2
...........................................................
ความเป็นชาติไทยในวันนี้ มีสักกี่คนที่รู้ว่า
ประเทศของเราในความเป็นรัฐชาติ
( Nation State )
เกิดขึ้นในช่วงไหนของประวัติศาสตร์
...................................................................
ในสมัยยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น การตั้งกรุงเทพฯ
เป็นราชธานี ไม่นับช่วงประวัติศาสตร์ยุคกลาง
ที่ยังเป็นรูปของการปกครองเป็นแบบนครรัฐ
( City State ) ซึ่งยังปกครองในระบอบสมบูร-
ณาญาสิทธิ์ตามเชื้อชาติและเผ่าพันธ์ เช่น
อาณาจักรพม่า ก็เป็นของคนพม่า อาณาจักร
สยาม ก็เป็นของชนชาวสยาม ส่วนทางใต้
ก็เป็นการปกครองของคนเชื้อชาติมลายู
ด้วยกันเอง
เคยมีทฤษฎีให้ความเห็นว่า วันรัฐธรรมนูญ 10
ธันวาคม ควรเป็นวันชาติของไทย แต่มันขัด
ต่อหลักความจริง ทั้งในด้านวิชาการของ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะในขณะที่คณะ
ราษฎร์สร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมานั้น ประเทศ
สยามมีความเป็นรัฐชาติโดยบริบูรณ์แล้ว
เมื่อครั้งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้น จึงไม่
เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ที่จะยึดเอา
วันรัฐธรรมนูญเป็นวันแห่งการกำเนิดขึ้นของ
ประเทศไทย หากทำกันแบบนั้น ก็ถือว่าเป็น
มิจฉาทิฎฐิทางวิชาการประวัติศาสตร์ชาติ
มาดูกันต่อไปครับ ว่าประเทศสยาม ในความ
เป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อยุคสมัยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจาก
ประวัติศาสตร์ยุคกลางเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
โดยเริ่มขึ้นที่ประเทศแถบทวีปยุุโรปก่อน
มีการเปลี่ยนรูปการปกครอง จาก
ระบอบกษัตริย์ ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย
กระแสปฏิวัติที่ฝรั่งเศสส่งผลไปทั่วภาคพื้นทวีป
และกลุ่มประเทศจากยุโรปที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมและทำการเปลี่ยนแปลงรูป
ของรัฐและระบอบการเมืองให้เป็นแบบ
สมัยใหม่นี้เองที่ออกทำการล่าอาณานิคม
กันขนานใหญ่ เพื่อแสวงหาทรัพยากร
นำกลับไปพัฒนาประเทศของตัวเอง
โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส
ยึดเมืองขึ้นเป็นอาณานิคมไปทั่วโลก ทั้งใน
เอเซียกลางและเอเซียตะวันออก มีเพียง
สามประเทศเท่านั้น ที่รอดจากการตกเป็น
เมืองขึ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม คือ
ไทย ญี่ปุุ่น และจีน เท่านั้น
ในเวลานั้นประเทศในยุโรป ที่เป็นมหาอำนาจ
เช่นเดียวกับอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ไม่ได้
ทำการรุกรานประเทศสยาม คือ รัสเซีย
และเยอรมนีจึงไม่แปลกที่ประเทศสยามเวลานั้น
มีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสองประเทศนี้ และเป็นมิตร
ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือสยาม จนเมือง
สยามพัฒนาขึ้นมาเป็นประเทศที่ก้าวหน้ากว่า
ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ท่านเชื่อหรือ
ไม่ว่า ในรัชสมัย ร.๕ นั้น ญี่ปุ่นมาซื้อเรือกลไฟ
จากเรา เรามีทุุกอย่างที่ประเทศยุโรปมี มีรถไฟ
มีรถราง มีไฟฟ้า มีไปรษณีย์ แต่นั่นก็ยังไม่วาย
ที่อังกฤษกับฝรั่งเศสยังหาเรื่องเล่นงานไทย
ด้วยการกล่าวหาว่าเป็นประเทศล้าหลัง
ไม่ทันสมัย และพยายามใช้เงื่อนไขนั้น
หวังยึดเอาสยามเป็นเมืองขึ้น และหลายครั้ง
ที่องค์พระมหากษัตริย์ต้องใช้เงินเข้าแลก
กับความเป็นเอกราชของชาติ จากเงินใน
คลังหลวงที่เราได้จากการค้าขายรุุ่งเรือง
ในรัชสมัย ร.๓ และ ร.๔
นี้คือความชั่วร้ายที่เราได้ถกกระทำจาก
ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงสหรัฐ
อเมริกา ที่เข้ามาร่วมเหยียบย่ำประเทศสยาม
ไม่น้อยกว่าสองประเทศที่กล่าวมา
.....................................................
ในรุ่นปู่ทวด ตาทวดเรานั้น เรายังไม่อาจไป
ยืนที่จังหวัดเชียงใหม่ หรือไปที่นครราชสีมา
แล้วบอกว่าที่นี้คือประเทศไทย เพราะในยุคนั้น
เชียงใหม่ นครราชสีมา ยังไม่ใช่ประเทศสยาม
และยังไม่มีธงประจำชาติไทยอยู่บนยอดเสา
ของสถานที่สำคัญๆ ของเมืองนั้น
อาณาจักรสยาม ณ ขณะนั้น
คือช่วงเวลาก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 มีเขตแดนภาค
เหนือสุดอยู่ที่เมืองสิงห์บุรี ลพบุรี ตะวันออก
สิ้นสุดที่ เมืองชลบุรี จันทบุรี
เขตแดนตะวันตก เมืองสุพรรณบุรี กาญจนบุรี
และภาคใต้ไปสิ้นสุดที่ เมืองปราณบุรี และกุุยบุรี
นี้คืออาณาจักรสยามในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์
จังหวัดที่ลงท้ายด้วยคำว่าบุรีนั่นแหละครับ
คือหัวเมืองของอาณาจักรสยามแต่เดิม
ซึ่งเป็นรูปของนครรัฐ ( City State )
ยังไม่ใช่รัฐประเทศ ( Nation State )
นอกเหนือจากนั้น ต่างก็มีเจ้าครองนครปกครอง
ในอำนาจสิทธิ์ขาดของเจ้าผู้ครองนครนั้น
และมีสถานะเป็นประเทศราชของอาณาจักร
สยามเท่านั้น ยังไม่ใช่รัฐปกครองที่เป็นอันเดียวกัน
จากประวัติศาสตร์การรุกรานของชาติตะวันตก
นั้นเอง ที่เป็นเงื่อนไขและความจำเป็นที่ รัชกาลที่ ๕
ต้องทรงใช้พระบรมราโชบายรวบรวมดินแดน
ที่เคยอยู่ในการปกครองของสยาม รวมถึงเหล่า
นครรัฐและประเทศราชที่พร้อมจะเข้าร่วมเป็น
ปึกแผ่นกับสยามประเทศ ทั้งนี้องค์พระมหากษัตริย์
แห่งสยามทรงรวบรวมดินแดนต่างๆ โดยมิได้มีการ
บังคับหรือใช้กำลังบีบเอาเหมือนที่ชาติตะวันตกทำ
หากไม่รวมกัน ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษก็จะฮุบ
เอาเป็นเมืองขึ้นอย่างแน่นอน
นี่คือที่มาโดยสังเขปของความเป็นประเทศไทย
ในวันนี้ เมื่อเราไปยืนอยู่ที่ไหน จะในภาคเหนือสุด
ไปถึงเชียงราย ลงไปภาคใต้สุดที่นราธิวาสและ
ปัตตานี ที่นั่นก็เป็นประเทศไทยของเรา ทั้งหมด
นั้นก็ด้วยพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์
แห่งสยาม รัชกาลที่ ๕ นั่นเอง
และนี้เป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยควรตระหนักรู้
และรำลึกอยู่เสมอว่า ประเทศไทยนั้น สถาบัน
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้กอบกู้และก่อตั้ง
รัฐชาตินี้ขึ้นมา ไม่ใช่ฝรั่งชาติตะวันตก เพราะ
พวกนั้นคอยแต่จะยึดเอาเราเป็นเมืองขึ้นทั้งสิ้น
18/10/2020
ทัศนะและความเชื่อในทางทฤษฎี (Theory : ทิฏฐิ)
เกิดขึ้นจากความรู้ มีความรู้ในสิ่งใด
ก็จะนิยมในสิ่งนั้น หรือมีความเห็นต่อสิ่งนั้นๆ
ตามความเชื่อในทฤษฎีที่รู้มา
......................................................................
สายทางที่เห็นกันได้ชัด ในการเข้าแทรกแซง
และบ่อน ทำลายความมั่นคงของประเทศอื่น
คือเงินสนับสนุน ที่มาในรูปขององค์กรสากล
ด้านต่างๆ เช่นสิทธิมนุษยชน หรือองค์กรอื่นๆ
ที่เข้ามาในรูปแบบการสนับสนุน NGO http://thinkthaitank.blogspot.com/2018/06/ngo.html
แต่ที่ฝังลึกและแน่นหนาทางความคิด
และทฤษฎี คือ การเข้ามาวางระบบและ
แนวทางการศึกษาให้กับเยาวชน ในหลาย
ประเทศก็ใช้วิธีการนี้ในการเข้าแทรกทาง
เศรษฐกิจและการเมือง เช่นให้ทุนไปเรียน
ที่ประเทศเขา เมื่อกลับมาก็จะอาจารย์
สอนและเข้าไปเป็นนักวิชาการ ที่ปรึกษา
ของรัฐบาล วางแนวทางนโยบายการศึกษา
ตามแบบที่ได้เรียนมาจากต่างประเทศ
คือเอาความคิดของเขามาสอนเด็กไทย
ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ท่านจะเชื่อหรือ
ไม่ก็ตามว่า บรรดาวิชาการอันหลากหลาย
ในศาสตร์วิชาต่างๆ ที่สอนกันตาม
มหาวิทยาลัยชั้นนำนั้น เป็นศาสตร์วิชา
ที่สังเคราะห์ ( Synthesis ) หรือค้นหา
ความจริงของชาติอื่นทั้งสิ้น การค้นคว้า
วิจัยเพื่อหาแนวทางอันเหมาะสมกับ
ความเป็นไทยนั้น แทบจะไม่มีเลยใน
ศาสตร์วิชาที่สังเคราะห์ขึ้นมาจาก
ความจริงพื้นฐานของสังคมประเทศไทย
โดยเฉพาะความจริงที่เกี่ยวของกับ
ความเป็นชาติ ที่ประกอบด้วยวัฒนธรรม
และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
เราเรียนรู้วิชาการของคนอื่น แต่ไม่เรียน
วิชาการของตัวเอง เพราะมันไม่มีให้เรียน
และสิ่งที่ปรากฎขึ้นกับประเทศเราวันนี้
คือ ยิ่งพัฒนาประเทศให้เจริญทางวัตถุ
มากเท่าไหร่ อัตลักษณ์และความเป็นไทย
ก็ยิ่งเลือนรางไปเท่านั้น และบางอย่าง
ก็สูญสิ้นไปจากวิถีชีวิตของคนไทย
ซึ่งเป็นการผิดต่อหลักการพัฒนา
การพัฒนาสิ่งใดก็ตาม ไม่ได้หมายถึงการ
เปลี่ยนความจริงจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอย่างอื่น
แต่หมายถึงการรักษาสิ่งเดิมและพัฒนา
จากสิ่งเดิมหรือรากฐานเดิมนั้น
ให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
NGO ไทยรับเงินต่างชาติ กับภารกิจแทรกแซงการเมืองและสังคมในไทย ตัวกลางในการศึกษาทบทวน รวบรวม สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ชี้นำแนวความคิดเชิงยุทธศาสตร์การต่า...
24/09/2020
รัฐบาลในแนวทางลัทธิรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร์
ไม่เคยมอบประชาธิปไตย ในหลักเสรีภาพบุคคล
และหลักความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ที่เป็น
พื้นฐานของหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้แก่
ประชาชน แต่สิ่งที่ทำกลับเป็นเรื่องตรงข้ามกับ
พระบรมราโชบายของสถาบันพระมหากษัตริย์
นำประชาชนให้ตกเป็นทาสของนายทุน ส่งเสริม
ให้นายทุนกินรวบทรัพยากร ยึดที่ดินชาวบ้าน
ปิดช่องทางทำมาหากินของประชาชน แย่ง
อาชีพประชาชนอย่างไม่รู้จักพอ
จากบทความดังนี้
หลักเสรีภาพบุคคล ที่สถาบันพระมหากษัตริย์
ได้ทรงวางรากฐานให้แก่ราษฎร คือ การปลด
ปล่อยให้คนไทยพ้นจากความเป็นทาสโดย
พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ ในขณะที่พระองค์
ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีพระราชอำนาจเต็ม
ทั้งการเมืองและการปกครอง คือปฐมบทของ
การวางรากฐานด้านเสรีภาพให้แก่ราษฎร
จากชนชั้นทาสสู่ความเป็นเสรีชน เป็นอิสระ
จากการผูกมัดใดๆ จากชนชั้นที่สูงกว่า และ
เรื่องที่เป็นพระบรมราโชบายที่สำคัญยิ่งในหลัก
ของเสรีภาพบุคคลคือ การมอบกรรมสิทธิ์
ในที่ดินให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป ( ฉโนดที่ดิน
ฉบับแรกของราษฎรออกในรัชกาลที่ ๕ )
ในรัชสมัยของพระองค์ทรงอนญาตให้มีการ
บุกร้างถางพง เพื่อจับจองเป็นเจ้าของที่ดินได้
และเสรีชนคนไหนที่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง
ขุดคลองสร้างทางสัญจร ใครนำเอาดินที่ขุด
ขึ้มานั้นไปถมที่ก็จะได้กรรมสิทธิ์ในที่นั้น
นั่นหมายถึงการสละพระราชอำนาจในความ
เป็นพระเจ้าแผ่นดินให้แก่ราษฎรทั้งหลาย
เพื่อให้ราษฎรของพระองค์พ้นจากความเป็น
ทาส สู่ความเป็นเสรีชน และสู่ความเป็นบุคคล
ที่มีอำนาจครอบครอง ( อำนาจอธิปไตย )
อันเป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในหลักเสรีภาพ
บุคคลบริบูรณ์ เมื่อได้เป็นเจ้าของที่ดินแล้ว
ก็ย่อมมีสิทธิ์ในการดูแลและทำกินในที่ดิน
ของตนเองอย่างเป็นอิสระ
.............................................................
หลักเศรษฐกิจพอเพียง อันมาจากปรัชญา
ความพอเพียงของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙
ซึ่งเป็นหลักวิชาในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์
( หลักวิชาของเศรษฐศาสตร์คือวิชาที่ว่า
ด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน )
พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่
อยากเห็นราษฎรของพระองค์ ได้รับการ
จัดสรรทรัพยากรที่เป็นของประเทศนี้จาก
การเมืองอย่างเป็นธรรม ทรงพระราชทาน
พระราชดำรินี้ใก้แก่รัฐบาลทุกคณะ
เพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติเป็นนโยบาย
ซึ่งหมายถึงทุกภาคส่วนที่มีอิทธิพลกำหนด
ระบบเศรษฐกิจ มิใช่หมายถึงคนกลุ่มใด
กลุ่มหนึ่ง หรือใช้ทฤษฎีนี้เฉพาะคนยากจน
เพียงเท่านั้น แต่หมายถึงทุกคนที่อยู่
ในระบบเศรษฐกิจคือ หากคนที่รวยแล้วก็ให้
รู้จักพอ ส่วนคนที่เขาจน มีไม่พอรัฐก็ต้อง
จัดสรรทำให้เขามีพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและ
ครอบครัวได้นั่นเอง
แต่เป็นที่น่าอดสูยิ่งนัก เพราะทุกคณะรัฐบาล
นำเอาทฤษฎีนี้ไปใช้แต่เฉพาะคนจน และ
บอกกับคนจนเชิงกลายๆ ว่าถ้าจน ก็ให้อยู่
กินแบบจนๆ อย่าไปคิดมีอย่างอื่นและ
ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐก็หันไปส่งเสริม
ให้ทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดยึดกุมระบบพื้นฐาน
ของเศรษฐกิจไปแทบไม่เหลือพื้นที่ให้
ประชาชนได้มีโอกาสสร้างตัว นี้คือความ
เลวร้ายของการเมืองที่ยึดเอารัฐธรรมนูญ
มาเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
ตามแนวทางของคณะราษฎร โดยไม่คำนึง
ถึงหลักเสรีภาพบุคคลและหลักเศรษฐกิจ
พอเพียงแต่ประการใดเลย
ที่กล่าวมาโดยสรุปทั้งหมดนั้น เป็นปัญหา
พื้นฐานของชาติที่ไม่ได้การแก้ไขและนำมา
ปฏิบัติทางนโยบาย เพราะการเมืองการ
ปกครองของไทยนั้น อยู่ภายใต้แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมที่ถูกวางแนวทาง
ไว้โดยนักวิชาการที่รับใช้และสนองต่อผล
ประโยชน์ของชนส่วนน้อยในประเทศ รวม
ไปถึงผลประโยชน์ที่ต่างชาติจะได้รับจาก
ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศเรานี้
...........................................................................
จากปัญหาพื้นฐานของชาติที่เสรีภาพบุคคล
และเสรีภาพทางโอกาสของประชาชนถูก
จำกัดอยู่ภายใต้นโยบายที่เห็นแก่ประโยชน์
ของชนส่วนน้อยและต่างชาติ และกฎหมาย
ที่จำกัดเสรีภาพทางโอกาสที่ออกมาจาก
สภานิติบัญญัติของนักการเมือง หรือระบบ
รัฐสภาในแนวทางคณะราษฏร์ ได้สร้างปัญหา
และความทุกข์ร้อนให้เกิดขึ้นกับชีวิต
ของประชาชน และได้ถูกคณะบุคคลบาง
กลุ่มหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลที่จะปฏิรูป
สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดพระราช
อำนาจให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของคณะ
ราษฏร์ ลดพระราชอำนาจที่แฝงอยู่ในการ
ปฏิรูปนั้นกล่าวกันอย่างตรงๆ ก็คือ มีเจตนาที่
ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแค่
เพียงสัญลักษณ์นั่นเอง หากว่ากันตามหลัก
วิชาทางรัฐศาสตร์แล้ว องค์ประมุขแห่งรัฐ
เมื่อถูกลดพระราชอำนาจให้อยู่ภายใต้
กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศไทยมี
ประมุขเป็นพระมหากษัตริย์ก็เหมือนไม่มี
ซึ่งไม่มีประเทศไหนที่เป็นรัฐปกครองแล้ว
ไม่มีประมุขแห่งรัฐ ( Head of State )
เพราะประมุขแห่งรัฐ จะเป็นองค์อธิปัตย์ของ
ปวงชนที่คอยดุลอำนาจของนักการเมือง
จากการทำหน้าที่ในรัฐสภานั่นเอง
ที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า เป็นอำนาจสามฝ่าย
คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ
อำนาจตุลาการ นั่นเอง
หากเป็นไปตามที่คณะราษฏร์บรรลุจุดประสงค์
ต่อจากนั้นไป ศาลสถิตยุติธรรมจะพิพากษา
ภายใต้อำนาจของใคร?
....................................................................
ข้อเขียนที่ทำความเข้าใจกับประเทศที่ถูก
เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ
โลกมีร้อยกว่าสาธารณรัฐ แต่เป็นประชาธิปไตย
ไม่ถึงสิบรัฐ ซึ่งบางรัฐชาติก็ยังธำรงรูปของรัฐ
เป็นราชอาณาจักร !
และในความจริง ณ ปัจจุบัน ประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ
ส่วนใหญ่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของ
ประเทศนักล่าอดีตเจ้าอาณานิคมมาก่อนทั้งสิ้น
......................................................................
รูปของรัฐ ( ประเทศ ) จะเป็นราชอาณาจักร
หรือเป็นสาธารณรัฐ มันเป็นความเชื่อมโยงทาง
ประวัติศาสตร์ของชนชาติและประเทศอันเป็น
รากฐานประเทศตามหลักปรัชญาวัตถุนิยม
ประวัติศาสตร์ ทฎษฎีที่พวกขบวนการรีพับลิก
ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้านั้น
แท้จริงแล้วเป็นพวกล้าหลังสุดๆ เพราะเป็นพวก
ทาสที่ไม่ยอมปลดปล่อยความคิดตัวเอง
ออกจากการครอบงำของชาติตะวันตก
......................................................................
การเมืองที่ดี ต้องรองรับรากเหง้าความเป็นมา
ทางประวัติศาสตร์ และการก่อกำเนิดของชน
ในชาตินั้นๆ หลายประเทศที่เป็นอดีต เจ้า
จักรวรรดิ จึงยังคงรูปความเป็นราชอาณาจักร
เอาไว้ ถึงแม้จะเปลี่ยนการเมืองการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์มาเป็นระบอบ
การเมืองยุคใหม่แล้วก็ตาม
ประเด็นที่ผมเขียนคือ สาธารณรัฐที่มีอยู่ใน
โลกนี้ร้อยกว่าประเทศนั้น คือประเทศที่เคย
ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษและ
ฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ และในช่วงที่ถูกปกครอง
โดยเจ้าอาณานิคม ประวัติศาสตร์และความ
เป็นชาติ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ก็ถูกลบทิ้ง
และยกเลิกไป ในบางประเทศถึงกับไม่มีภาษา
ของตัวเองมาใช้เพราะถูกยกเลิกไป
เช่นฟิลิปปินส์ เวียดนาม ที่ตัวอักษรของ
เวียดนามไม่มีให้ใช้อีกต่อไป ดังนั้นความเป็น
รีพับบลิก หรือเป็นสาธารณรัฐ จึงเกิดขึ้นจาก
การที่ประเทศนั้นตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่ง
และถูกทำลายรากเหง้าไปจนไม่เหลือ ความ
เชื่อมโยงรากเหง้าของอดีตไม่มีให้สานต่อ
เมื่อเป็นได้รับเอกราช จึงจำเป็นต้อง
ตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐนั่นเอง
.......................................................................
รูปของรัฐ กับระบอบการเมืองการปกครอง
ของรัฐ เป็นคนละมิติกัน แต่มีความสัมพันธ์กัน
ทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ
ชนชาตินั้นๆ ปัญหาระบอบการเมือง จึงไม่ใช่
ปัญหาว่าเป็นประเทศมีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐ
หรือเป็นราชอาณาจักร เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว
ประเทศที่เคยเป็นอดีตเจ้าจักรวรรดิ คงเปลี่ยน
รูปของประเทศเป็นสาธารณรัฐไปทั้งหมดแล้ว
ปัญหาของประเทศไทย เกิดขึ้นจาก
การเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ปัญหา
ที่เกิดจากประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นพระราช
อาณาจักรอย่างที่บางฝ่ายเข้าใจผิดและหลง
ประเด็นไปสูดกู่
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าประเทศประชาธิปไตย
ที่เคยเป็นอดีตเจ้าจักรวรรดิยังคงรักษาความ
เป็นราชอาณาจักร คือ สหราชอาณาจักร
( United Kingdom: UK ), ราชอาณาจักรสเปน
( Kingdom of Spain ), ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
( ดัตช์ : Constituent Country ) ส่วนสาธารณรัฐ
ฝรั่งเศส ( République française ) สถาบันกษัตริย์
ถูกยกเลิกไปแล้วในการปฏิวัติฝรั่งเศส
ทั้ง 4 ประเทศที่ผมกล่าวถึงนี้ ครั้งหนึ่งในยุคล่า
อาณานิคมได้ล่าเมืองขึ้นไปทั่วทุกภาคพื้น 3 ทวีป
โดยเฉพาะประเทศแถบเอเซียตกเป็นเมืองขึ้น
ของชาติตะวันตกทั้งหมด ยกเว้น ประเทศสยาม จีน
และญี่ปุ่นเท่านั้น