Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย

Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย

แชร์

พิพิธภัณฑ์แมลง กรมวิชาการเกษตร
เปิดให้เข้าชมฟรี วันจันทร์ - ศุกร์
เวลา 9.00 -16.00 น. ติดต่อสอบถามผ่าน Inbox ได้ทุกวันทำการเวลา 09.00 -16.00 น.

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 02/06/2026

#แตนมรกต : ผู้สร้างซอมบี้หรือผู้ควบคุมพฤติกรรมแห่งโลกแมลง

🧩หากพูดถึงซอมบี้ หลายคนอาจนึกถึงภาพยนตร์หรือเกมสยองขวัญ แต่ในโลกของแมลง มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเหยื่อได้อย่างน่าทึ่ง จนได้รับฉายาว่า "ผู้สร้างซอมบี้แห่งโลกแมลง" นั้นคือ แตนมรกต (𝐴𝑚𝑝𝑢𝑙𝑒𝑥 𝑐𝑜𝑚𝑝𝑟𝑒𝑠𝑠𝑎 Fabricius, 1781) ซึ่งเมื่อกล่าวถึงแตนเบียน หลายคนอาจนึกถึงแตนขนาดเล็กที่วางไข่ในตัวแมลงชนิดอื่น แต่ในธรรมชาติยังมีแตนเบียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมอันน่าทึ่ง จนได้รับความสนใจจากนักกีฏวิทยาและนักประสาทวิทยาทั่วโลก

🧩 แตนมรกตเป็นแมลงในอันดับ Hymenoptera วงศ์ Ampulicidae มีลำตัวสีเขียวมรกตเป็นประกายสวยงาม พบได้ในเขตร้อนหลายแห่งของโลก รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่ทำให้แตนชนิดนี้มีชื่อเสียงไม่ได้อยู่ที่สีสันของลำตัว แต่เป็นวิธีการหาอาหารให้ลูกของมัน

🧩 แมลงสาบเป็นเจ้าบ้านหลักของแตนมรกต เมื่อต้องการวางไข่ แตนจะเข้าจู่โจมแมลงสาบและใช้เหล็กไนฉีดพิษเข้าสู่ระบบประสาทอย่างแม่นยำ พิษดังกล่าวไม่ได้ฆ่าแมลงสาบโดยตรง แต่ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้แมลงสาบสูญเสียพฤติกรรมการหลบหนี ทั้งที่ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ มีลักษะคล้ายซอมบี้ หลังจากนั้น แตนจะนำแมลงสาบเดินเข้าสู่โพรงรัง ก่อนวางไข่ไว้บนลำตัวและปิดทางเข้าโพรง เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนแตนจะค่อย ๆ เจริญเติบโตโดยอาศัยร่างของแมลงสาบเป็นแหล่งอาหาร จนกระทั่งเข้าดักแด้และออกมาเป็นแตนตัวเต็มวัยในที่สุด

🧩พฤติกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "การควบคุมพฤติกรรมเจ้าบ้าน" (behavioral manipulation) ซึ่งพบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม ทั้งแมลง เชื้อรา และปรสิตชนิดต่าง ๆ แตนมรกตจึงไม่ได้เป็นเพียงแมลงนักล่าเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของระบบประสาทและความสัมพันธ์ระหว่างปรสิตกับเจ้าบ้านได้ดียิ่งขึ้น

🏞️ ธรรมชาติยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้เราค้นพบ และแตนมรกตก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แมลงตัวเล็ก ๆ สามารถมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

📚เอกสารอ้างอิง
Haspel et al. (2003) Journal of Neurobiology 56:287–292.
Gal & Libersat (2010) Communicative & Integrative Biology 3:208–210.
Kaiser & Libersat (2022) Journal of Experimental Biology 225:jeb243674

✍️ที่มาข้อมูล
ดร.ยุวรินทร์ บุญทบ
นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง
กลุ่มกีฏและสัตววิทยา กองจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 18/05/2026

#ผีเสื้อไหมป่า สกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 ในประเทศไทย

ผีเสื้อไหมป่าในสกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 Hübner, 1819 เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ ในวงศ์ Saturniidae วงศ์ย่อย Saturniinae เผ่า Attacini ซึ่งสมาชิกในสกุลนี้ทั่วโลกพบทั้งสิ้นประมาณ 24 ชนิด มีการแพร่กระจายตามธรรมชาติในเขตเอเซียใต้จากปากีสถาน ตามแนวเทือกเขาหิมาลัย หมู่เกาะอันดามัน ตลอดจนเอเซียตะวันออก เหนือขึ้นไปถึงแมนจูเรีย คาบสมุทรเกาหลี หมู่เกาะญี่ปุ่น และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงหมู่เกาะโมลุกะ โดยสกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 นี้ มีลักษณะทางสัณฐานวิทยาที่ร่วมกัน คือ จุดดำที่ปลายปีกคู่หน้า พบเพียงข้างละจุด ในตำแหน่ง subapical spot แตกต่างจากสกุล 𝐴𝑡𝑡𝑎𝑐𝑢𝑠 และสกุล 𝐴𝑟𝑐ℎ𝑎𝑒𝑜𝑎𝑡𝑡𝑎𝑐𝑢𝑠 ที่มีจุดดำที่ปลายปีกคู่หน้าสองจุด หรือจุดเดียวในตำแหน่ง apical spot และช่องใสกลางปีก (window) ทั้งสองคู่ของสกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 มีลักษณะรูปร่างคล้ายพระจันทร์เสี้ยว (crescent shape) แตกต่างจากสกุล 𝐴𝑡𝑡𝑎𝑐𝑢𝑠 และสกุล 𝐴𝑟𝑐ℎ𝑎𝑒𝑜𝑎𝑡𝑡𝑎𝑐𝑢𝑠 ที่มีช่องใสนี้รูปร่างเป็นสามเหลี่ยม (triangular shape)
ผีเสื้อไหมป่าสกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 นี้ พบตามธรรมชาติในประเทศไทยจำนวน 3 ชนิด และเป็นชนิดที่เพาะเลี้ยงเป็นแมลงอุตสาหกรรมอีก 1 ชนิด รวม 4 ชนิด ได้แก่
1. 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 𝑐𝑎𝑛𝑛𝑖𝑛𝑔𝑖 (Hutton, 1859) พบการกระจายตามธรรมชาติ ตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ตั้งแต่ ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ เมียนมาร์ ตอนใต้ของจีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ในประเทศไทยพบได้เกือบทุกภาค ยกเว้นที่ราบภาคกลางและภาคใต้ตอนล่าง
2. 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 𝑏𝑒𝑒𝑘𝑒𝑖 Paukstadt & Paukstadt, 2012 พบการกระจายตามธรรมชาติ ทางด้านตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัย ตั้งแต่ ทางตะวันออกของเมียนมาร์ ตอนใต้ของจีน ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ในประเทศไทยพบได้เกือบทุกภาค ยกเว้นที่ราบภาคกลางและภาคใต้
3. 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 𝑡𝑒𝑡𝑟𝑖𝑐𝑎 (Rebel, 1924) พบการกระจายตามธรรมชาติในคาบสมุทรมลายู และเกาะบอร์เนียว ได้แก่ ภาคใต้ของไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และภูมิภาคกาลิมันตัน ของอินโดนีเซีย ในประเทศไทยมีรายงานพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส
4. 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 𝑟𝑖𝑐𝑖𝑛𝑖 (Jones, 1791) ไม่พบการกระจายตามธรรมชาติ เป็นชนิดที่เพาะเลี้ยงเป็นแมลงอุตสาหกรรมในประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก ในประเทศไทยพบมีการเพาะเลี้ยงทุกภาค โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
𝑆. 𝑟𝑖𝑐𝑖𝑛𝑖 หรือ Eri silkmoth รู้จักกันดีในชื่อ “ไหมป่าอีรี่” เป็นแมลงอุตสาหกรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 3,500 ปี โดยมีจุดกำเนิดในประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่ามีผู้นำผู้นำชนิดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากธรรมชาติ คือ 𝑆. 𝑐𝑎𝑛𝑛𝑖𝑛𝑔𝑖 มาเพาะเลี้ยง ตลอดเวลาสามสหัสวรรษที่ผ่านมา จนไหมป่าอีรี่วิวัฒน์เป็นอีกชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากชนิดสายพันธุ์ดั้งเดิม และไม่พบในธรรมชาติ คล้ายกับในกรณีของผีเสื้อไหม 𝐵𝑜𝑚𝑏𝑦𝑥 𝑚𝑜𝑟𝑖 (Linnaeus, 1758) ในวงศ์ Bombycidae ที่เป็นแมลงอุตสาหกรรมที่เกิดจากการนำชนิดสายพันธุ์ดั้งเดิมจากธรรมชาติ คือ 𝐵𝑜𝑚𝑏𝑦𝑥 𝑚𝑎𝑛𝑑𝑎𝑟𝑖𝑛𝑎 (Moore, 1872) มาเพาะเลี้ยงเป็นเวลายาวนาน จนวิวัฒน์เป็นอีกชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากชนิดสายพันธุ์ดั้งเดิม และไม่พบในธรรมชาติ และประวัติทางอนุกรมวิธานของไหมป่าอีรี่นั้นยังเป็นที่ถกเถียงมาเป็นระยะเวลายาวนานเกี่ยวกับประวัติการตั้งชื่อและผู้ตั้งชื่อ โดยแต่เดิมนั้นมีผู้สันนิษฐานว่าผู้ตั้งชื่ออาจจะเป็น Edward Donovan ในปี 1798 หรือ Jean Baptiste Boisduval ในปี 1854 แต่ในปี 2013 ได้มีนักวิชาการตรวจสอบประวัติทางอนุกรมวิธานของผีเสื้อไหมป่าชนิดนี้ และพบว่าผู้ที่ตั้งชื่อผีเสื้อชนิดนี้ที่ถูกต้องคือ Sir William Jones ในปี 1791 ในชื่อ 𝑃ℎ𝑎𝑙𝑎𝑒𝑛𝑎 𝑟𝑖𝑐𝑖𝑛𝑖 Jones, 1791 ในขณะที่ชื่อสามัญของผีเสื้อชนิดนี้ คำว่า “อีรี่” หรือ “Eri” นั้น มาจากศัพท์ภาษาท้องถิ่นในแคว้นอัสสัมของอินเดีย คือ “era” หมายถึง ต้นละหุ่ง ชนิด 𝑅𝑖𝑐𝑖𝑛𝑢𝑠 𝑐𝑜𝑚𝑚𝑢𝑛𝑖𝑠 Linnaeus, 1753 วงศ์ยางพารา (Euphorbiaceae) ซึ่งเป็นพืชอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยงผีเสื้อไหมป่าชนิดนี้ นอกจากไหมป่าอีรี่ชนิด 𝑆. 𝑟𝑖𝑐𝑖𝑛𝑖 ที่นิยมเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อนแล้ว ยังพบว่าในปัจจุบันได้มีการนำไหมป่าในสกุล 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 นี้ ชนิด 𝑆𝑎𝑚𝑖𝑎 𝑐𝑦𝑛𝑡ℎ𝑖𝑎 (Drury, 1773) ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคทางตอนเหนือของจีน และคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีอากาศเย็น นำมาเพาะเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรมในประเทศเขตอบอุ่นและเขตหนาว เนื่องจากทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดีกว่าไหมป่าอีรี่ชนิด 𝑆. 𝑟𝑖𝑐𝑖𝑛𝑖
ในธรรมชาติของประเทศไทยมีรายงานพบพืชอาหารของไหมป่า ชนิด 𝑆. 𝑐𝑎𝑛𝑛𝑖𝑛𝑔𝑖 หลายชนิด ได้แก่ เครืองูเห่า ชนิด 𝑍𝑎𝑛𝑡ℎ𝑜𝑥𝑦𝑙𝑢𝑚 𝑎𝑠𝑖𝑎𝑡𝑖𝑐𝑢𝑚 (L.) Appelhans, Groppo & J.Wen (Syn. 𝑇𝑜𝑑𝑑𝑎𝑙𝑖𝑎 𝑎𝑠𝑖𝑎𝑡𝑖𝑐𝑎 L.) มะแขว่น ชนิด 𝑍𝑎𝑛𝑡ℎ𝑜𝑥𝑦𝑙𝑢𝑚 𝑚𝑦𝑟𝑖𝑎𝑐𝑎𝑛𝑡ℎ𝑢𝑚 Wall. ex Hook.f. มะข่วง หรือกำจัดต้น ชนิด 𝑍𝑎𝑛𝑡ℎ𝑜𝑥𝑦𝑙𝑢𝑚 𝑟ℎ𝑒𝑡𝑠𝑎 (Roxb.) DC. และเพี้ยกระทิง ชนิด 𝑀𝑒𝑙𝑖𝑐𝑜𝑝𝑒 𝑝𝑡𝑒𝑙𝑒𝑖𝑓𝑜𝑙𝑖𝑎 (Champ. ex Benth.) T.G.Hartley ทั้งหมดในวงศ์ส้ม (Rutaceae) รวมทั้ง การบูร ชนิด 𝐶𝑎𝑚𝑝ℎ𝑜𝑟𝑎 𝑜𝑓𝑓𝑖𝑐𝑖𝑛𝑎𝑟𝑢𝑚 Boerh. ex Fabr. (Syn. 𝐶𝑖𝑛𝑛𝑎𝑚𝑜𝑚𝑢𝑚 𝑐𝑎𝑚𝑝ℎ𝑜𝑟𝑎 (L.) J.S. Presl.) ในวงศ์อบเชย (Lauraceae) ในขณะที่ไหมป่าชนิด 𝑆. 𝑏𝑒𝑒𝑘𝑒𝑖 และ 𝑆. 𝑡𝑒𝑡𝑟𝑖𝑐𝑎 ยังไม่พบรายงานพืชอาหารในประเทศไทย

📝ที่มาข้อมูล
อาทิตย์ รักกสิกร
นักกีฏวิทยาปฏิบัติการ กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

05/05/2026

#เปิดโลกส่องแมลง “มวน” ตอนที่ 25

👀“มวนตองแตก” ชื่อวิทยาศาสตร์ 𝐶ℎ𝑟𝑦𝑠𝑜𝑐𝑜𝑟𝑖𝑠 𝑠𝑡𝑜𝑙𝑙𝑖𝑖 Wolff. จัดอยู่ในอันดับ (Order) Hemiptera วงศ์ (Family) Scutelleridae มวนชนิดนี้มีลำตัวยาวประมาณ 13-15 มิลลิเมตร ส่วนกว้างที่สุดตรงมุมสันหลังอกมีความยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีลำตัวสีเขียวปนน้ำเงินหรือสีม่วง สันหลังอกปล้องแรก (pronotum) มีจุดดำ 8 จุด เรียงตัวอยู่ใกล้ขอบด้านหน้า 3 จุด ด้านปลายมีอีก 3 จุด ซึ่งเป็นจุดที่โตกว่า และทางด้านข้างอีกข้างละจุด สามเหลี่ยมสันหลัง (Scutellum) ขยายคลุมมิดส่วนท้องเป็นรูปตัว U มีจุดดำ 7 จุด เรียงกันเป็นคู่ 6 คู่ และที่เหลืออีก 1 จุด มีลักษณะ เกือบเป็นรูปไข่ โต อยู่ทางด้านหน้า

🪴 พืชอาหารและการทำลาย: มวนชนิดนี้ดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนไม้ป่าต่างๆ เช่น ต้นตองแตก และต้นเปล้า เป็นต้น ซึ่งเป็นไม้ป่าที่ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่เป็นมวนที่อาจจะพบได้ทีละมากๆ ตามป่าทั่วไป

🔎 “มวน” ยังมีความน่าสนใจอีกมากมาย...ไว้ติดตามกันตอนต่อไปใน เปิดโลกส่องแมลง “มวน” ตอนที่ 26 >>>>

📝ที่มาข้อมูล
จอมสุรางค์ ดวงธิสาร
นักกีฏวิทยาชำนาญการ กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 20/04/2026

#ด้วงกินเชื้อรารูปหล่อ (Handsome fungus beetle)

ด้วงกินเชื้อรา 𝘛𝘳𝘰𝘤𝘩𝘰𝘪𝘥𝘦𝘶𝘴 𝘥𝘦𝘴𝘫𝘢𝘳𝘥𝘪𝘯𝘴𝘪 Guérin-Méneville, 1857 เป็นด้วงที่อยู่ในวงศ์ Endomychidae มีขนาดลำตัวประมาณ 3.0-4.0 มิลลิเมตร ส่วนบนของลำตัวปกคลุมด้วยเส้นขนสั้นขนาดเล็ก มีหนวด 5 ปล้อง หนวดปล้องสุดท้ายของเพศผู้มีขนาดใหญ่มาก (ในขณะที่หนวดปล้องสุดท้ายของเพศเมียมีลักษณะเรียวยาวคล้ายไส้กรอก) ส่วนกลางของอกปล้องแรกกว้างและค่อยๆ แคบลงมาทางด้านล่างของฐานอกปล้องแรก ขาทุกคู่มีกระเปราะขา 4 ปล้อง

โดยทั่วไปด้วงกินเชื้อราจะอาศัยอยู่ในต้นไม้ที่ยืนต้นตายหรือใต้เปลือกต้นไม้ที่มีชีวิต รวมถึงสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับมดดำบ้าน (𝘗𝘢𝘳𝘢𝘵𝘳𝘦𝘤𝘩𝘪𝘯𝘢 𝘭𝘰𝘯𝘨𝘪𝘤𝘰𝘳𝘯𝘪𝘴) มดน้ำผึ้ง (𝘈𝘯𝘰𝘱𝘭𝘰𝘭𝘦𝘱𝘪𝘴 𝘨𝘳𝘢𝘤𝘪𝘭𝘪𝘱𝘦𝘴) และปลวกบางชนิด ตัวเต็มวัยสามารถพบในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น กล้วย มะละกอ และมะพร้าว มีอุปนิสัยชอบเข้าหาแสงไฟ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าด้วงกินเชื้อรา 𝘛. 𝘥𝘦𝘴𝘫𝘢𝘳𝘥𝘪𝘯𝘴𝘪 สามารถเข้าทำลายผลิตผลในโรงเก็บที่มีความชื้นสูงหรือเมล็ดธัญพืชที่เกิดเชื้อราได้อีกด้วย

สามารถพบได้ในประเทศแถบทะแลแปซิฟิก เช่น หมู่เกาะอันดามัน บอเนียว ฟิจิ อินเดีย อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย เมียนมาร์ นิวกินี ฟิลิปปินส์ ซามัวร์ ศรีลังกา และประเทศไทย

ที่มาข้อมูล
อิทธิพล บรรณาการ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ
กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
กองวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

10/04/2026

🔎 เพลี้ยอ่อนไผ่ราพิดิส (bamboo aphid)🔍
𝘈𝘴𝘵𝘦𝘨𝘰𝘱𝘵𝘦𝘳𝘺𝘹 𝘳𝘩𝘢𝘱𝘪𝘥𝘪𝘴 (van der Goot, 1917)

🧐เพลี้ยอ่อนไผ่ราพิดิส (bamboo aphid) มีชื่อวิทยาศาสตร์ 𝘈𝘴𝘵𝘦𝘨𝘰𝘱𝘵𝘦𝘳𝘺𝘹 𝘳𝘩𝘢𝘱𝘪𝘥𝘪𝘴 (van der Goot, 1917) จัดอยู่ในอันดับ Hemiptera วงศ์ Aphididae วงศ์ย่อย Hormaphidinae เป็นเพลี้ยอ่อนขนาดเล็ก ลำตัวยาว 1.50 – 1.68 มิลลิเมตร สีเหลืองอมน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม มีไขสีขาวอยู่รอบๆ ลำตัว ส่วนหน้าของหัวที่ยื่นออกมามีลักษณะคล้ายเขาส่วนโคนห่างกันปลายมน หนวดสั้นมี 5 ปล้อง ปากสั้น ยาวถึงโคนขาคู่หน้า ไซฟังคูไลมีลักษณะเป็นรู ส่วนหางมีลักษณะเป็นตุ่ม ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบไผ่

🧐พืชอาหาร
ไผ่ 𝘉𝘢𝘮𝘣𝘶𝘴𝘢 sp.

🧐เขตการแพร่กระจาย
อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย ศรีลังกาและฟิจิ ประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภูมิภาค

🧐การวินิจฉัยชนิด
เพลี้ยอ่อนไผ่ราพิดิส 𝘈. 𝘳𝘩𝘢𝘱𝘪𝘥𝘪𝘴 มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เพลี้ยอ่อนไผ่ 𝘈. 𝘣𝘢𝘮𝘣𝘶𝘴𝘢𝘦 แตกต่างกันที่เพลี้ยอ่อนไผ่ราพิดิส 𝘈. 𝘳𝘩𝘢𝘱𝘪𝘥𝘪𝘴 ไม่มีต่อมไขมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนท้องในขณะที่เพลี้ยอ่อนไผ่ 𝘈. 𝘣𝘢𝘮𝘣𝘶𝘴𝘢𝘦 มีต่อมไขมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนท้อง

📝ที่มาข้อมูล

เกศสุดา สนศิริ
นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ
กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 09/04/2026

#สืบสานประเพณีส่งต่อวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569 กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง จัดงานทำบุญประจำปีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ รวมถึงเหล่าแมลงและสัตว์ทดลองทั้งหลาย
และถือโอกาสนี้ แสดงมุทิตาจิต รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ เนื่องในวันปีใหม่ไทยซึ่งเป็นประเพณีที่ดีงามที่ถือปฏิบัติกันมานาน

ขอกราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน ที่คอยเกื้อกูล สนับสนุน และเพิ่มพลังให้งานด้านอนุกรมวิธานแมลงเจริญรุ่งเรือง ด้วยดีตลอดมา 🙏🙏🙏

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 27/03/2026

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 13.30-16.00 น. ได้มีนักศึกษาและคณาจารย์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท ได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แมลง กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 23/03/2026

🔎🌍การแยกเพศโดยอาศัยเพียงลักษณะภายนอกของแมลงที่มีลักษณะคล้ายกันระหว่างเพศผู้และเพศเมียนั้นบางครั้งก็ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะหากเราเจอตัวแมลงแบบตัวเดี่ยว ๆ เราอาจไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย อย่างไรก็ตามในกลุ่มแมลงเหล่านี้ การจำแนกเพศจากลักษณะภายในของอวัยวะสืบพันธ์จะสามารถแยกได้อย่างชัดเจน แต่หากเราพบแมลงเหล่านี้ในธรรมชาติสามารถสังเกตขนาดตัวและเรียนรู้พฤติกรรมในธรรมชาติเพื่อแยกความแตกต่างได้ #แมลงและการเรียนรู้


📝ที่มาข้อมูล

ชมัยพร บัวมาศ
นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ
กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 20/03/2026

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569 ได้มีคณะนิสิตและคณาจารย์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แมลงและคลังเก็บตัวอย่างแมลง เพื่อศึกษาและดูงานการจัดการตัวอย่างแมลงของพิพิธภัณฑ์แมลง กรมวิชาการเกษตร

Photos from Insect Museum Thailand - พิพิธภัณฑ์แมลง ประเทศไทย's post 09/03/2026

#ใบไม้เดินได้ #สุดยอดศิลปะการพรางตัว
หากพูดถึงสุดยอดนักพรางตัวในโลกของแมลง ชื่อของ "ตั๊กแตนใบไม้เขียว จะต้องติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

🦗🍀 ตั๊กแตนใบไม้เขียว หรือ Westwood's Leaf Insect มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า 𝘊𝑟𝘺𝑝𝘵𝑜𝘱ℎ𝘺𝑙𝘭𝑖𝘶𝑚 𝑤𝘦𝑠𝘵𝑤𝘰𝑜𝘥𝑖𝘪 (Wood-Mason, 1875) จัดเป็นแมลงในอันดับ Phasmatodea วงศ์ Phylliidae ซึ่งถือเป็นกลุ่มแมลงที่มีวิวัฒนาการด้านการพรางตัวที่ซับซ้อนที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก โดยลักษณะเด่นคือการเลียนแบบรูปร่างและสีสันให้กลมกลืนกับใบไม้ (Leaf Mimicry) เพื่อการอยู่รอดจากการถูกล่า

🍀เดิมทีแมลงชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในสกุล 𝑃𝘩𝑦𝘭𝑙𝘪𝑢𝘮 แต่จากการศึกษาด้านสัณฐานวิทยาและลักษณะทางพันธุกรรมระดับโมเลกุล จึงได้จำแนกออกมาอยู่ในสกุล 𝘊𝑟𝘺𝑝𝘵𝑜𝘱ℎ𝘺𝑙𝘭𝑖𝘶𝑚 ซึ่งมีความหมายสื่อถึง "ใบไม้ที่ซ่อนเร้น หรือใบไม้จำแลง" โดยมีลักษณะทางกายภาพที่สำคัญคือ:
📍 ลำตัวมีลักษณะแบนราบจากด้านบนลงล่าง (Dorsoventrally Flattened) เพื่อลดการเกิดเงาเมื่อเกาะอยู่บนใบไม้
📍 ปีกคู่หน้าของเพศเมียขนาดใหญ่และแผ่กว้าง ปกคลุมเกือบทั้งลำตัว มีเส้นปีกที่เรียงตัวคล้ายกับเส้นใบไม้ของพืชใบเลี้ยงคู่
📍 บริเวณต้นขา (Femur) ของขาทั้ง 3 คู่ มีการแผ่ขยายออกเป็นแผ่นบาง (Lamellae) โดยเฉพาะขาคู่หน้าที่มีความโค้งมนและกว้างเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นจุดจำแนกสำคัญของชนิดนี้

🍀มีการเจริญเติบโตแบบ Incomplete Metamorphosis หรือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ์ ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ไข่ (Egg), ตัวอ่อน (Nymph) และตัวเต็มวัย (Adult)

🍀พบกระจายพันธุ์กว้างขวางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นและสวนผลไม้ที่มีความชื้นสัมพัทธ์สูง ทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคอันดับต้น (Primary Consumer) โดยกินใบพืชในวงศ์ Rosaceae (เช่น ชมพู่, ฝรั่ง) และ Myrtaceae (ยูคาลิปตัส, หว้า) เป็นอาหารหลัก

🍀ตั๊กแตนใบไม้เขียว มีพฤติกรรมเด่นที่เรียกว่า "Thanatosis" หรือการแกล้งตายเมื่อถูกรบกวน รวมถึงพฤติกรรม การโยกตัวไปมาเป็นจังหวะเพื่อเลียนแบบใบไม้ที่ไหวตามแรงลม (Wind-blown leaf mimicry) ซึ่งเป็นการตบตาการมองเห็นของศัตรู

🍀วิวัฒนาการทางสัณฐานวิทยาและพฤติกรรมการอำพรางตัวที่สมบูรณ์แบบของ ตั๊กแตนใบไม้เขียว สะท้อนถึงกลไกการปรับตัวขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดทางชีวภาพ (Bioindicator) ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และความสมดุลของผืนป่า ดังนั้นการดำรงอยู่ของแมลงชนิดนี้จึงมิใช่เพียงการรักษาเผ่าพันธุ์ แต่เป็นหลักฐานสำคัญทางวิวัฒนาการที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างพืชและสัตว์ในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมีความสำคัญต่อการธำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสากล

🍀ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์แมลง กรมวิชาการเกษตร ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ และเพิ่มปริมาณ "ตั๊กแตนใบไม้เขียว" จนมีจำนวนมาก เพื่อเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต พร้อมขอเชิญชวนน้อง ๆ เยาวชนและผู้สนใจทุกท่าน เข้ามาสัมผัสความมหัศจรรย์ของสุดยอดนักพรางตัว ให้ท่านได้พิสูจน์ศิลปะการซ่อนตัวอันน่าทึ่งนี้ด้วยตาตนเอง

📝ที่มาข้อมูล
ดร.สุนัดดา เชาวลิต
นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง
กลุ่มกีฏและสัตววิทยา
สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Department Of Agriculture
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:00
อังคาร 09:00 - 16:00
พุธ 09:00 - 16:00
พฤหัสบดี 09:00 - 16:00
ศุกร์ 09:00 - 16:00