พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

แชร์

ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้

03/06/2026
Photos from พรรคเพื่อไทย's post 02/06/2026

“รมช.ปิยะรัฐชย์” เร่งผลักดันโครงการน้ำ หนุนสหกรณ์ยางดอยหลวง เพิ่มโอกาสเข้าถึงทุน ยกระดับรายได้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ใน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองป่าก่อ ตำบลโชคชัย และตำบลปงน้อย เพื่อติดตามปัญหาและเร่งผลักดันแนวทางแก้ไขความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำ การอนุรักษ์และฟื้นฟูดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเกษตร ตลอดจนการยกระดับยางพาราและข้าวให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

น.ส.ปิยะรัฐชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ การฟื้นฟูดิน และโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยมุ่งผลักดันโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่

โดยจุดแรก ที่ตำบลหนองป่าก่อ ได้ติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน ทั้งโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำบง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 700 ไร่ และเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับประชาชน 508 ครัวเรือน รวมถึงโครงการระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยสัก ที่จะช่วยส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 900 ไร่ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้แก่เกษตรกร พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาแนวทางสนับสนุนโครงการที่มีความพร้อมและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ ยังติดตามการบริหารจัดการซังข้าวโพดตามแนวทาง PM2.5 Free Plus ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 98 ราย พื้นที่กว่า 1,338 ไร่ เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยหมักและไบโอชาร์ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในชุมชน

“ได้เน้นย้ำให้ผู้นำท้องถิ่นและเกษตรกรเร่งจัดทำประชาคมและดำเนินการด้านเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำโครงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากพื้นที่มีความพร้อม โอกาสที่โครงการจะได้รับการผลักดันก็จะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นเช่นกัน” น.ส.ปิยะรัฐชย์กล่าว

จากนั้น ลงพื้นที่ตำบลโชคชัย เพื่อติดตามการพัฒนายางพาราภายใต้แนวทางเกษตรมูลค่าสูง โดยพื้นที่มีการรวมกลุ่มชาวสวนยางและจัดตั้งสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายยางพาราได้สูงกว่าราคาตลาดท้องถิ่นประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมรับฟังข้อเสนอการสนับสนุนจุดรวบรวมยางพารา โรงเรือนผลิตปุ๋ย และเครื่องมือผลิตชีวภัณฑ์ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกร ควบคู่กับการผลักดันโครงการขุดลอกลำน้ำบงและปรับปรุงฝายเดิมเป็นประตูระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนพื้นที่เกษตรกว่า 1,500 ไร่ รวมถึงโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรน้ำฝน

นอกจากนี้ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ยังมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งผลักดันการจัดตั้งสหกรณ์การยางอำเภอดอยหลวง เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักรกล และงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ พร้อมต่อยอดรองรับพืชเศรษฐกิจอื่นในพื้นที่ อาทิ ข้าวและข้าวโพด เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาดในระยะยาว

ต่อมา น.ส.ปิยะรัฐชย์ ลงพื้นที่ตำบลปงน้อย เพื่อติดตามการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวและศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านป่าลัน ซึ่งเป็นต้นแบบการลดต้นทุนการผลิตผ่านการตรวจวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ และการใช้เครื่องจักรกลร่วมกัน พร้อมรับฟังข้อเสนอด้านการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตร การก่อสร้างถนนขนส่งผลผลิต การขุดลอกลำห้วยแม่ไร่ และการต่อยอดโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือ “บ่อจิ๋ว” ควบคู่ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำ ลดต้นทุนพลังงาน และสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งหลายโครงการมีความพร้อมและสามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้ในระยะต่อไป โดยเฉพาะด้านแหล่งน้ำ การอนุรักษ์ดิน การพัฒนาไฟฟ้าและถนนเพื่อการเกษตร รวมถึงการยกระดับศักยภาพการผลิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรของพื้นที่

“ทุกข้อเสนอจากพื้นที่สะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อผลักดันโครงการที่มีความพร้อมและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนให้เดินหน้าได้เร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีน้ำใช้ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการทำการเกษตร และมีโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” น.ส.ปิยะรัฐชย์กล่าว

#เพื่อไทย #ปิยะรัฐชย์ติยะไพรัช #ดอยหลวง #เชียงราย

02/06/2026

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’ ชูหลักสูตร ‘ฐานสมรรถนะ’ ยกระดับวิชา "ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย" ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก โดยย้ำชัดว่าการปรับหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่การลดทอน แต่คือการเสริมสร้างให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง และมีความหมาย สอดรับกับแนวทาง "หลักสูตรฐานสมรรถนะ" อย่างแท้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ "การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์" เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม

"ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ วิชาหน้าที่พลเมืองจะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ควบคู่กับการรักษาอัตลักษณ์ไทย พร้อมออกแบบกิจกรรมที่ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา และจิตอาสา เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ามี 3 กลไกขับเคลื่อน และการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด พร้อมชี้แจงกรอบการขับเคลื่อนของกระทรวงฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

1. ส่วนรายวิชา: มุ่งเน้นเนื้อหาที่ทันสมัยและวิเคราะห์เชิงลึก
2. ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: เน้นการฝึกวินัยและจิตสาธารณะ
3. ส่วนกิจกรรมเสริมหลักสูตร: ปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ครอบคลุมความรักชาติ ซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นไทย

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังส่งเสริมให้สถานศึกษาบูรณาการเทคโนโลยี ทั้งสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้ากับแหล่งเรียนรู้ดั้งเดิม เช่น พิพิธภัณฑ์และพื้นที่ในชุมชน โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ที่ประสบการณ์จากพื้นที่จริงไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน พร้อมเปิดกว้างให้ "ครู" มีอิสระในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนมากที่สุด

"ภาษาไทย" ฐานรากที่แข็งแกร่งสู่การเรียนรู้ภาษาที่สอง สำหรับวิชาภาษาไทย รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าการรักษาภาษาแม่คือการรักษาตัวตน โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีหน่วยงานระดับชาติกำกับดูแลมาตรฐานภาษา ควบคู่ไปกับการผลักดันสู่เวทีโลก

ทั้งนี้ มีงานวิจัยด้านประสาทวิทยาทั่วโลกยังยืนยันว่า เยาวชนที่มีทักษะภาษาแม่แข็งแกร่ง จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การพูดได้หลายภาษายังช่วยพัฒนาความจำ สมาธิ และทักษะการแก้ปัญหา การส่งเสริมภาษาไทยจึงไม่ใช่การแย่งพื้นที่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคง

นอกจากนี้ นายประเสริฐยังได้กล่าวถึงกรณีเยาวชนสัญชาติไทยในโรงเรียนนานาชาติที่ขาดทักษะภาษาไทย โดยระบุว่า กระทรวงฯ ได้หารือร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติแล้ว และทุกฝ่ายมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าเยาวชนไทยทุกคนควรสื่อสารภาษาของตนเองได้ โดยกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนแนวทางดูแลทักษะภาษาไทยแก่นักเรียนกลุ่มดังกล่าว โดยไม่กระทบต่อจุดเด่นและหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารแนวทางทั้งหมดไปยังสถานศึกษาทุกสังกัด ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และหลักสูตรแกนกลางฯ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศต่อไป โดยในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่างพรบ. การศึกษาครั้งแรก โดยมีศาสตราจารย์ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานคณะอนุกรรม พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษาเข้าร่วมประชุม

#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #ประเสริฐจันทรรวงทอง #ฐานสมรรถนะ

02/06/2026

‘เพื่อไทย’ ขอบคุณทุกพรรคการเมือง หนุนร่างแก้ รธน. ย้ำไม่แบ่งฝ่ายค้าน–รัฐบาล มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทย มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อสนับสนุนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยมี สส. รวม 189 คน จาก 7 พรรคการเมือง ร่วมลงชื่อ และพรรคเพื่อไทยจะนำร่างดังกล่าวไปยื่นต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้

นายจาตุรนต์ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณ สส. จากพรรคต่าง ๆ ที่ร่วมลงชื่อให้ร่างของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นไปตามที่ได้หารือกันไว้ว่า สส. ไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด จะร่วมมือซึ่งกันและกัน โดยไม่คำนึงว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน หากยังมีพรรคใดต้องการผู้ลงชื่อเพิ่มเติม พรรคเพื่อไทยยินดีร่วมลงชื่อสนับสนุน เพื่อให้มีร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นจำนวนมาก และให้ทุกพรรคสามารถมีร่างที่ตนเองยกร่างขึ้นได้ โดยพิจารณาจากหลักการสำคัญในการแก้ไขมาตรา 256 ให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะประเทศต้องมีความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต หากยังล่าช้าในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ในขณะที่วิกฤตยังบานปลายและยืดเยื้อ ประเทศก็จะอยู่กับระบบที่ไม่พร้อมต่อการปรับตัว จนสูญเสียโอกาสที่จะพัฒนา ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นระบบที่มีเจ้าของ มีผู้ที่มีอำนาจหรือองค์กรเหนือกว่าประชาชนและยังไม่เชื่อมโยงกับประชาชน แต่กลับมีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตย อย่างน้อยคือเหนืออำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและอำนาจฝ่ายบริหาร ระบบเช่นนี้ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลสูญเสียไป การแข่งขันทางนโยบายไม่มีความเข้มแข็งเหมือนในอดีต และเมื่อป้องกันการทุจริตไม่ได้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะตกต่ำลงเรื่อย ๆ

นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยัน คือ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่จะมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยโจทย์ที่ต้องคิด คือ โมเดลที่ประชาชนในแต่ละจังหวัดเลือกตั้งผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อมาก่อน รวม 300 คน จากนั้นให้สมาชิกรัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน และคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรต่าง ๆ อีก 52 คน รวมเป็น สสร. ทั้งสิ้น 152 คน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่ารัฐสภาจะไม่สามารถผูกขาดหรือกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เมื่อที่มาของ สสร. และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญที่เชื่อมโยงกับประชาชนตลอดทางตั้งแต่ต้นจนจบไปถึงการออกเสียงประชามติ โอกาสที่จะได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นว่าร่างดังกล่าวอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ? นายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตรงกันข้าม หากไม่ทำให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะสูญเปล่า เพราะเนื้อหาอาจเหมือนเดิม หรืออาจแย่กว่าเดิม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ ประชาชนที่ลงประชามติไปก่อนหน้านี้ มีความตั้งใจที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้น สังคมไทยควรใช้ข้อเท็จจริงนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ด้วยการช่วยกันผลักดันให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ฉายแสง #แก้ไขรัฐธรรมนูญ

Photos from พรรคเพื่อไทย's post 02/06/2026

“รมช.ปิยะรัฐชย์” ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำน่าน-ยม เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน 2569 สานต่อ “บางระกำโมเดล” พร้อมเยี่ยมชมนวัตกรรมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ และ การย่อยสลายตอซัง

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนพบปะพี่น้องประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ณ ห้องประชุมนครสรลวงสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ศึกษาและวางแผนการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการกระจายน้ำอย่างทั่วถึงและครอบคลุมทถุกพื้นที่ ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมือในช่วงฤดูฝนนี้ เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกมีแม่น้ำสำคัญ 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำน่าน และแม่ยม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อพี่น้องเกษตรกรให้มากที่สุด ในโอกาสนี้ ได้รับทราบแนวทางการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งมีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และได้ขยายพื้นที่เป้าหมายครอบคลุมกว่า 327,000 ไร่ อีกด้วย

รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้มีเตรียมก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำท้ายเมืองพิษณุโลก ในลักษณะอาคารควบคุมระดับน้ำขนาด 9 ช่องระบาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้าง ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำในแม่น้ำน่านได้ประมาณ 44.33 ล้าน ลบ.ม. ครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 2 หมื่นครัวเรือน และในส่วนของแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ อาทิ บึงราชนกและคลองรับน้ำสาขา ได้เตรียมฟื้นฟูขุดลอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ และเส้นทางการกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ตลอดจนการตรวจสอบเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมต่อการปฏิบัติงานในกรณีฉุกเฉิน

จากนั้น รมช.ปิยะรัฐชย์ และคณะ ได้เดินทางไปยัง ณ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้นวัตกรรมการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบการผลิตจุลินทรีย์ย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร ณ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญในการเปลี่ยนตอซังฟางข้าวให้เป็นปุ๋ยแทนการเผา เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน

#เพื่อไทย #ปิยะรัฐชย์ติยะไพรัช #พิษณุโลก

02/06/2026

‘จุลพันธ์’ เผย ครม. เห็นชอบ MOC ไทย–ญี่ปุ่น รองรับระบบจ้างงานใหม่ เปิดโอกาสแรงงานไทยสู่ตลาดงานคุณภาพ

2 มิ.ย. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program : MOC) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 แทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค (TITP)

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ระบบ ESD ของประเทศญี่ปุ่นนั้นมุ่งพัฒนาแรงงานต่างชาติให้มีทักษะสูงขึ้นและสามารถก้าวสู่สถานะแรงงานทักษะเฉพาะ (SSW) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการจ้างแรงงานจำนวนมาก ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง

“การที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพแรงงานไทยและระบบบริหารจัดการแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยรักษาช่องทางการจ้างงานของแรงงานไทยในตลาดแรงงานญี่ปุ่นภายใต้ระบบใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขยายความร่วมมือด้านแรงงานไปสู่สาขาอาชีพใหม่ ๆ ในอนาคต” นายจุลพันธ์ กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลความร่วมมือ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2569) มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวน 37,323 คน และยังคงทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 21,306 คน ปัจจุบัน การจ้างแรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แรงงานทักษะฝีมือ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค และแรงงานทักษะเฉพาะ โดย 5 สาขาอาชีพที่แรงงานไทยนิยมทำงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร อุตสาหกรรมผลิตโลหะ คนงานทั่วไป ช่างเทคนิคช่างฝีมือ และภาคเกษตรกรรม ซึ่งขณะนี้ยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับแรงงานไทยอีกกว่า 4,750 อัตรา อาทิ งานอุตสาหกรรมทะเล งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งานกดโลหะ งานผลิตอาหารสำเร็จรูป และงานเกษตรกรรม

โดยร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น (MOC) ที่กระทรวงแรงงานผลักดันร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ให้แรงงานไทยได้พัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์การทำงานในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งแรงงานไทยสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดการประกอบอาชีพในไทยต่อไปได้

#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ี่ปุ่น

02/06/2026

พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ร่วมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2569

Photos from Yodchanan Wongsawat - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์'s post 01/06/2026

ภารกิจที่ 4 - ลงพื้นที่ Station F ศึกษาโมเดลศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป้าหมายเตรียมนำมาสร้างระบบนิเวศเชื่อมงานวิจัยกับภาคธุรกิจจริงในไทย

Photos from YPP - Young Professionals Program's post 01/06/2026

โครงการ YPP รุ่นที่ 3 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ 🎊✨🎉

ผู้มีอายุ 21-40 ปี สัญชาติไทย ไม่จำกัดภูมิลำเนา และสะดวกเข้าร่วมกิจกรรมที่จังหวัดนครราชสีมา ❤️

01/06/2026

ภารกิจที่ 3 - เจรจาบริษัท Pasqal เล็งริเริ่มโปรเจกต์วิจัย R&D ร่วมกัน เป้าหมายดันไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่ "เทคโนโลยีควอนตัม" แห่งอนาคต

"ควอนตัม" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว - โอกาสและยุทธศาสตร์ของไทยในเวทีเทคโนโลยีโลก

หนึ่งในวาระทางเทคโนโลยีที่ผมตั้งใจผลักดันเชิงนโยบายให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทยคือ Quantum Technology ครับ ช่วงที่ผมมาทำงานที่ฝรั่งเศส ผมได้คุยกับ Pasqal บริษัทเทคโนโลยีควอนตัมระดับแนวหน้าจากฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้ร่วมก่อตั้งคือ ศาสตราจารย์ Alain Aspect เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 2022

ในมุมมองของผม "ควอนตัม" คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะมาช่วยประมวลผลโจทย์ที่ซับซ้อนเกินข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ตั้งแต่การคิดค้นยาและวัสดุขั้นสูง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างการขนส่งและพลังงาน ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลในยุคดิจิทัล

ประเทศไทยมีบุคลากรและสถาบันวิจัยที่มีศักยภาพสูงมาก สิ่งที่รัฐต้องทำคือการเป็น "Facilitator" เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก แม้งานวิจัยด้านฮาร์ดแวร์ควอนตัมในเวทีโลกจะก้าวไปไกล แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ผมประเมินว่าไทยยังมี "จุดแข็ง" ที่สามารถสอดแทรกเป็นผู้เล่นสำคัญได้ใน 3 ห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่

Quantum Communication - ระบบการสื่อสารที่มีความปลอดภัยระดับสูงสุด

Quantum Software - การพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับ Quantum Computing

Quantum Sensing - เทคโนโลยีเซนเซอร์ความไวสูง

ขอขยายความในมิติของ Quantum Sensing ในฐานะที่ผมอยู่ในสายวิศวกรรมชีวการแพทย์ครับ เทคโนโลยีนี้สามารถตรวจวัดสัญญาณทางชีวภาพที่ละเอียดอ่อนมาก เช่น การสร้างภาพการทำงานของสมองและหัวใจที่แม่นยำ หรือการตรวจจับความผิดปกติของมะเร็งและอัลไซเมอร์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ "การแพทย์แม่นยำ" (Precision Medicine) ที่จะเข้ามาต่อยอดอุตสาหกรรม Wellness Economy ซึ่งไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงมากบนเวทีโลก

ทาง Pasqal แนะนำให้ไทยริเริ่มโครงการ Joint R&D กับฝรั่งเศสอย่างเป็นรูปธรรม และข่าวดีคือ สัปดาห์หน้า ทีมผู้บริหารของ Pasqal จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือเชิงลึกครับ

การยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ ไม่สามารถรอให้โลกเปลี่ยนแล้วค่อยปรับตัว แต่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ นี่คือก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจอนาคตอย่างแท้จริงครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
Bangkok
10310