02/06/2026
หากเกิด พายุ ฝนตกหนัก ลมแรง หรือฟ้าคะนอง ระหว่างการใช้วิทยุสื่อสาร
ควรยึดหลักสำคัญคือ “ความปลอดภัยของชีวิตมาก่อน การสื่อสารต้องสั้น ชัด และไม่เสี่ยงต่อฟ้าผ่า” เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าฝนตกหนัก และฝนสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และ ปภ. แนะนำให้หลีกเลี่ยงที่โล่ง ใต้ต้นไม้ เสาไฟฟ้า สิ่งปลูกสร้างไม่แข็งแรง รวมถึงงดใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อเสี่ยงฟ้าผ่า
ลำดับขั้นตอนปฏิบัติระหว่างใช้วิทยุสื่อสารเมื่อเกิดพายุ/ฝนตกหนัก
1. หยุดประเมินความเสี่ยงทันที
ให้ผู้ควบคุมข่าย หรือหัวหน้างาน สังเกตสภาพแวดล้อมทันที เช่น ฝนแรงขึ้น ลมกระโชก ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ น้ำเริ่มไหลแรง เสาอากาศสั่น หรือมีสิ่งปลูกสร้างเสี่ยงพังเสียหาย หากพบความเสี่ยงสูง ให้เปลี่ยนจาก “ปฏิบัติภารกิจต่อ” เป็น “รักษาชีวิตและย้ายเข้าที่ปลอดภัย” ทันที
2. ย้ายผู้ปฏิบัติงานไปยังที่ปลอดภัย
หลีกเลี่ยงการยืนกลางแจ้ง ใต้ต้นไม้ ใกล้เสาไฟฟ้า เสาอากาศสูง ป้ายโฆษณา รั้วโลหะ หลังคาสังกะสี หรือพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรเข้าอาคารที่มั่นคงหรือจุดหลบภัยที่กำหนดไว้ เพราะขณะเกิดวาตภัยควรพักในอาคารที่แข็งแรงและไม่ออกไปอยู่ในที่โล่งแจ้ง
3. ลดการใช้วิทยุให้น้อยที่สุด
หากมีฟ้าคะนองหรือฟ้าผ่าใกล้พื้นที่ ให้งดถือวิทยุในที่โล่ง และไม่ยกเสาอากาศขึ้นสูง ให้ใช้วิทยุเฉพาะกรณีจำเป็นจริง ๆ เช่น แจ้งเหตุฉุกเฉิน แจ้งการอพยพ แจ้งผู้บาดเจ็บ หรือแจ้งจุดปลอดภัยเท่านั้น
4. ส่งข้อความสั้น กระชับ และจำเป็น
ใช้หลัก “สั้น–ชัด–จบเร็ว” เพื่อลดเวลาการส่งสัญญาณและลดความสับสน
ควรแจ้ง 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ใครแจ้ง / อยู่ที่ไหน / เกิดอะไร / มีผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่ / ต้องการความช่วยเหลืออะไร
5. ใช้ความถี่หลักก่อน แล้วสลับความถี่สำรองเมื่อจำเป็น
ให้เรียกข่ายตามแผนเดิมก่อน (ว.31) หากสัญญาณไม่ชัด มีสัญญาณรบกวน หรือความถี่หนาแน่น ให้แจ้งเปลี่ยนไปช่องสำรองตามที่กำหนดไว้ เช่น
“เวลานี่ความถี่ ว.31 หนาแน่น ให้ลูกข่าย ว.6 ว.32 ตามแผน เปลี่ยน”
สำหรับเครือข่ายสถานศึกษา ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครเป็น สถานีแม่ข่าย / สถานีลูกข่าย / สถานีสำรอง / ผู้บันทึกเหตุการณ์
6. ถอดหรือหยุดใช้เสาอากาศภายนอกเมื่อเสี่ยงฟ้าผ่า
หากเป็นสถานีแม่ข่าย หรือมีเสาอากาศภายนอกอาคาร เมื่อมีฟ้าคะนองรุนแรงควรหยุดใช้งานชั่วคราวตามมาตรการความปลอดภัย และอย่าสัมผัสสายอากาศ
สายกราวด์ หรืออุปกรณ์โลหะที่เชื่อมต่อภายนอกอาคาร
7. รักษาแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน
ลดการกดส่งยาว ๆ ใช้ข้อความสั้น ปิดฟังค์ชั่นการใช้งานที่ไม่จำเป็น เช่นการสแกนความถี่ และเตรียมแบตเตอรี่สำรอง/เพาเวอร์แบงก์ในถุงกันน้ำ วิทยุควรใส่ซองกันน้ำหรือถุงซิปล็อก และหลีกเลี่ยงการวางบนพื้นเปียก
8. รายงานตามลำดับชั้น
เมื่อติดต่อได้ ให้รายงานจากระดับพื้นที่ขึ้นไป เช่น
จุดเกิดเหตุ/โรงเรียน → กลุ่มโรงเรียน/ศูนย์เครือข่าย → สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา → ศูนย์ส่วนกลาง/หน่วยงานความปลอดภัย
การรายงานควรแยกเป็น 3 ช่วง คือ
รายงานครั้งแรก แจ้งว่าเกิดเหตุอะไร
รายงานระหว่างเหตุ แจ้งสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
รายงานปิดเหตุ แจ้งว่าปลอดภัยหรือยัง ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่
9. บันทึก Logbook ทุกครั้ง
ควรบันทึกเวลา สถานีที่ติดต่อ เนื้อหาสำคัญ ผู้รับ–ผู้ส่ง และคำสั่งที่ได้รับ เช่น “เวลา 14.25 น. โรงเรียนแจ้งน้ำท่วมหน้าอาคารเรียน / ศูนย์ข่ายสั่งอพยพไปอาคาร 2” เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลังและประกอบรายงานสถานการณ์
10. หลังพายุสงบ ให้ตรวจสอบคน อุปกรณ์ และสรุปสถานการณ์
ตรวจสอบจำนวนนักเรียน ครู บุคลากร ผู้บาดเจ็บ จุดเสี่ยง อาคาร ระบบไฟฟ้า และสภาพวิทยุสื่อสาร จากนั้นรายงานปิดเหตุอย่างเป็นทางการ พร้อมสรุปว่า “ปลอดภัย / ยังเฝ้าระวัง / ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม”
สรุปแบบจำง่าย
หลบภัยก่อน → ใช้วิทยุเท่าที่จำเป็น → พูดสั้นชัด → รายงานตามลำดับ → บันทึกเหตุการณ์ → ตรวจสอบหลังพายุสงบ
ผู้เขียน นายธนภัทร์ ขันธหัตถ์ (อาชีวะ011)
27/05/2026
🚨4 จังหวัดเสี่ยงสูง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยและคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน ฉบับที่ 1 (79/2569) (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569)
ช่วงวันที่ 28 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69 ภาคใต้ และภาคตะวันออกจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 29 พ.ค. – 1 มิ.ย. 69 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยเตรียมพร้อมระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย
📌จังหวัดเสี่ยงสูง
29 พ.ค. 69
ภาคใต้ : ระนอง พังงา
30 พ.ค. 69
ภาคตะวันออก : จันทบุรี ตราด
ภาคใต้ : ระนอง พังงา
📣 ช่องทางติดตาม สพฉ.
Tiktok ➡️ .1669
Youtube ➡️ 1669 Channel
🚨เจ็บป่วยฉุกเฉิน🚨โทร 1669 📞
#สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ #สพฉ #พบเห็นหน่วยปฏิบัติการหรือสถานพยาบาลที่ไม่เป็นมาตรฐานโทร028721669 #เจ็บป่วยฉุกเฉินโทร1669 #ทุกชีวิตปลอดภัยมั่นใจแพทย์ฉุกเฉิน #การแพทย์ฉุกเฉินเพื่อทุกชีวิต #กรมอุตุนิยมวิทยา #น้ำท่วมฉับพลัน #น้ำป่าไหลหลาก
27/05/2026
ในยุคที่ทุกคนมีโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชันจำนวนมาก หลายคนอาจมองว่าวิทยุสื่อสารเป็นเทคโนโลยีเก่า แต่ความจริงแล้ว วิทยุสื่อสารไม่ได้สำคัญเพราะ “ทันสมัยที่สุด” แต่สำคัญเพราะเป็นเครื่องมือที่ ไว้ใจได้ในเวลาที่ระบบสมัยใหม่ล้มเหลว
เมื่อเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว เหตุความไม่สงบ หรือไฟฟ้าดับ ระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตอาจใช้งานไม่ได้ สัญญาณอาจล่ม เครือข่ายอาจหนาแน่น หรืออุปกรณ์อาจไม่มีไฟชาร์จ แต่ “วิทยุสื่อสาร” ยังสามารถติดต่อกันได้โดยตรงในพื้นที่ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานรับรู้สถานการณ์ สั่งการ ประสานงาน และช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันเวลา จุดเด่นของวิทยุสื่อสารจึงไม่ใช่แค่การ “พูดคุย” แต่คือการสร้าง ระบบความพร้อมร่วมกัน ระหว่างคน หน่วยงาน และพื้นที่ เพราะทุกคนที่อยู่ในข่ายเดียวกันสามารถรับข้อมูลพร้อมกันได้ทันที ไม่ต้องโทรหาทีละคน ไม่ต้องรอข้อความ ไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง และไม่ต้องเสี่ยงกับการสื่อสารที่ล่าช้าในช่วงวิกฤต
สำหรับสถานศึกษา วิทยุสื่อสารยิ่งมีความสำคัญ เพราะโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ที่มีนักเรียน ครู บุคลากร และชุมชนรวมกันอยู่จำนวนมาก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน การมีระบบวิทยุสื่อสารจะช่วยให้โรงเรียนแจ้งเหตุ ประเมินสถานการณ์ อพยพนักเรียน ประสานเขตพื้นที่ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานส่วนกลางได้อย่างเป็นระบบ
การให้ความสำคัญกับวิทยุสื่อสารในปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปใช้ของเก่า แต่คือการสร้าง “ระบบสำรองที่แข็งแรง” ให้กับสังคม โดยเฉพาะในภาคการศึกษา ที่ต้องพร้อมดูแลชีวิตของนักเรียนและบุคลากรในทุกสถานการณ์
วิทยุสื่อสารยังจำเป็น เพราะเป็นเครื่องมือที่
1. ใช้งานได้แม้ระบบโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตล่ม
2. ติดต่อได้รวดเร็วแบบกลุ่มพร้อมกัน
3. เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ
4. ช่วยให้การสั่งการและประสานงานเป็นระบบ
5. สร้างความมั่นใจให้สถานศึกษาและหน่วยงานเครือข่าย
6. เป็นหลักประกันด้านความปลอดภัยเมื่อช่องทางสื่อสารอื่นใช้ไม่ได้
วิทยุสื่อสารจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย” ที่ทุกหน่วยงานควรมี ฝึกใช้ และบูรณาการไว้ในแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจัง
บทความ อาจารย์ธนภัทร์ ขันธหัตถ์ (อาชีวะ011)
25/05/2026
📢 ขอความอนุเคราะห์ตอบแบบสอบถาม
เรื่อง การบูรณาการระบบวิทยุสื่อสารกับแผนเผชิญเหตุด้านภัยพิบัติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัยในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ด้วยคณะผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามฉบับนี้ขึ้น เพื่อรวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เกี่ยวกับการใช้ระบบวิทยุสื่อสารในการสนับสนุนการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติในสถานศึกษา
ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปใช้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนาแนวทางการบูรณาการระบบวิทยุสื่อสารกับแผนเผชิญเหตุด้านภัยพิบัติ ให้มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการยกระดับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
จึงขอความอนุเคราะห์ท่านร่วมตอบแบบสอบถามผ่าน QR Code ตามภาพประชาสัมพันธ์นี้
🙏 ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ให้ความร่วมมือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยของสถานศึกษา
ลิงค์ : https://forms.gle/q4ecY8To8ZTvC5n67
#แบบสอบถาม
#วิทยุสื่อสาร #วิทยุสื่อสารสพฐ
#แผนเผชิญเหตุด้านภัยพิบัติ
#ความปลอดภัยในสถานศึกษา
#ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัยในสถานศึกษา #ศสปสพฐ
#สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน #สพฐ
24/05/2026
ต้องทำให้วิทยุสื่อสารกลายเป็นระบบรายงานภัยพิบัติของสถานศึกษา ไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีไว้เฉพาะฉุกเฉิน เพราะเมื่อเกิดภัยจริง ระบบที่ซ้อมไว้แล้วเท่านั้นที่จะทำงานได้ทันเวลา
1. ตั้ง “โจทย์หลัก” ให้ชัด⛈️🔥🌪️📡
เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรงเรียนทุกแห่งในสังกัดต้องสามารถรายงานสถานการณ์ ความเสียหาย ความต้องการช่วยเหลือ และสถานะนักเรียน–ครู ไปยัง สพม.น่าน และเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว แม้ระบบโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง
2. สำรวจ “พื้นที่–คน–เครื่อง–ช่องทาง” ก่อนวางระบบ 🛤️👫📞🎛️
ควรทำแบบสำรวจเบื้องต้นของทุกโรงเรียนในสังกัด สพม.น่าน โดยแบ่งข้อมูลเป็น 4 ส่วน
🗾 พื้นที่
โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงใด เช่น ริมน้ำ ภูเขา หุบเขา พื้นที่อับสัญญาณ พื้นที่ห่างไกล หรือเส้นทางถูกตัดขาดง่าย
👫 คน
มีผู้รับผิดชอบวิทยุสื่อสารกี่คน ผ่านการอบรมมาแล้วหรือยัง มีผู้ปฏิบัติสำรองหรือไม่
📠 เครื่อง
มีวิทยุชนิดมือถือ และสถานีฐาน เสาอากาศ แบตเตอรี่สำรอง เครื่องชาร์จ และสมุดบันทึกการติดต่อหรือไม่
🎛️ ช่องทาง
มีความถี่หลัก ความถี่สำรอง ช่องประสานงานกับ สพฐ. ปภ. อำเภอ ตำรวจ กู้ภัย อปท. หรือเครือข่ายสมัครเล่นในพื้นที่หรือไม่
ผลสำรวจนี้จะทำให้รู้ว่า “โรงเรียนใดพร้อม โรงเรียนใดต้องเสริม และจุดใดเป็นคอขวดของระบบ”
3. ออกแบบโครงข่ายการสื่อสารเป็น 4 ระดับ
ใช้โครงข่ายแบบลำดับชั้น เพื่อไม่ให้การสื่อสารกระจัดกระจาย
🏫 ระดับที่ 1 โรงเรียน
โรงเรียนเป็นหน่วยรายงานเหตุชั้นต้น ทำหน้าที่แจ้งเหตุ ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น รายงานจำนวนนักเรียน–ครูที่ได้รับผลกระทบ และแจ้งความต้องการช่วยเหลือ
🏢 ระดับที่ 2 ศูนย์ประสานงานกลุ่มโรงเรียน/สหวิทยาเขต
ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากโรงเรียนใกล้เคียง คัดกรองความเร่งด่วน และส่งต่อไปยัง สพม.น่าน ลดภาระไม่ให้ทุกโรงเรียนเรียกเข้าส่วนกลางพร้อมกัน
🎙️📻📡📒 ระดับที่ 3 ศูนย์วิทยุสื่อสาร สพม.น่าน /เขตตรวจราชการที่16
เป็นศูนย์กลางรับรายงาน สั่งการ ประสานหน่วยงานจังหวัด และสรุปสถานการณ์ส่งต่อ สพฐ. หรือศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ.
และ ระดับที่ 4 เชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก เช่น ปภ.จังหวัด อำเภอ อปท. ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข และเครือข่ายจังหวัดใกล้เคียง เพื่อสนับสนุนข้อมูล การช่วยเหลือ และการอพยพ
💻 กำหนด “ช่องสื่อสาร” ให้ชัดเจน
ควรแบ่งช่องสื่อสารอย่างน้อย 4 ประเภท
ช่องหลัก ใช้รายงานเหตุประจำวันและเหตุฉุกเฉินทั่วไป
ช่องสำรอง 1 ใช้เมื่อช่องหลักถูกรบกวนหรือมีการใช้งานหนาแน่น
ช่องสำรอง 2 ใช้สำหรับสถานการณ์วิกฤตหรือพื้นที่อับสัญญาณ
ช่องประสานเครือข่าย ใช้ติดต่อประสานกับหน่วยงานภายนอก
4. จัดทำ SOP การรายงานเหตุแบบสั้น กระชับ ใช้ได้จริง
ควรมีแบบรายงานทางวิทยุที่ทุกโรงเรียนใช้เหมือนกัน เช่น “หลัก 6 ข้อ”
SOP = Standard Operating Procedure
คือ ขั้นตอนการประฏิบัติงานมาตรฐาน หรือ มาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ควรทำแบบรายงานทางวิทยุที่ทุกโรงเรียนใช้เหมือนกัน
📒 1. ใครรายงาน
(ชื่อโรงเรียน / นามเรียกขาน)
🏠 2. เกิดเหตุอะไร
(ประเภทภัย)
🏕️ 3. เกิดที่ไหน
(จุดเกิดเหตุ /พิกัน /พื้นที่ใกล้เคียง)
🚨 4. รุ่นแรงระดับใด
(น้ำสูงเท่าไร, ถนนตัดขาดหรือไม่, อาคารเสียหายหรือไม่)
♻️ 5. กระทบใครบ้าง
(นักเรียน, ครู, ผู้ปกครอง)
🚔🚍6. ต้องการอะไร
(อพยพ, รถรับ-ส่ง, อาหาร, น้ำดื่ม, เวชภัณฑ์, เครื่องสูบน้ำ, หรือเจ้าหน้าที่สนับสนุน)
5. ตั้งระดับเหตุ 4 ระดับ🆘
เพื่อให้รายงานแล้วสั่งการได้ทันที ควรกำหนดระดับเหตุ เช่น
💚 ระดับ 1 เฝ้าระวัง
มีฝนตกหนัก หมอกควันสูง น้ำเริ่มเพิ่ม แต่ยังไม่กระทบการเรียนการสอน
💛 ระดับ 2 กระทบเฉพาะจุด
มีน้ำท่วมบางพื้นที่ ถนนบางสายมีปัญหา นักเรียนเดินทางลำบาก
🧡 ระดับ 3 ฉุกเฉิน
โรงเรียนได้รับผลกระทบชัดเจน ต้องอพยพ ปิดเรียนเฉพาะพื้นที่ หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน
❤️ ระดับ 4 วิกฤต
ระบบสื่อสารทั่วไปล่ม มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สูญหาย ติดค้าง หรือจำเป็นต้องเปิดศูนย์บัญชาการร่วม
6. จัดโครงสร้างผู้รับผิดชอบ
ใน สพม.น่าน (หรือ สพป. สพม. จังหวัดอื่นๆ )ควรมีคณะทำงานอย่างน้อย 5 ฝ่าย
👨🏫👩🏫 1. ฝ่ายอำนวยการ
กำหนดนโยบาย อนุมัติแผน ประสานผู้บริหาร และสรุปสถานการณ์
📣 2. ฝ่ายปฏิบัติการวิทยุสื่อสาร
ดูแลสถานี แผนผังความถี่ นามเรียกขาน การรับ–ส่งข่าว และการบันทึก Logbook
📝 3. ฝ่ายข้อมูลและประเมินสถานการณ์
รวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน ทำแผนที่จุดเสี่ยง และจัดทำรายงานสถานการณ์
📡 4. ฝ่ายประสานหน่วยงานเครือข่าย
ติดต่อ ปภ. อำเภอ อปท. กู้ภัย สาธารณสุข และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่
👨💼👩💼 5. ฝ่ายอบรมและทดสอบระบบ
จัดอบรมผู้ใช้วิทยุ ฝึกซ้อมแผน ตรวจเครื่อง และทบทวนบทเรียนหลังเกิดเหตุ
7. แผนที่โครงข่ายวิทยุสื่อสาร🌐
ควรจัดทำ “แผนที่สื่อสารภัยพิบัติ สพม.น่าน” ประกอบด้วย
- ตำแหน่งโรงเรียนทุกแห่ง
- จุดเสี่ยงภัยหลัก
- สถานีวิทยุหลัก/สถานีฐาน
- พื้นที่อับสัญญาณ
- จุดที่ต้องติดตั้งเสาเพิ่ม
- เส้นทางอพยพ
- จุดรวมพล
- หน่วยงานเครือข่ายใกล้เคียง
- เบอร์ติดต่อสำรองและนามเรียกขาน
สรุปแนวทางเริ่มต้นแบบเป็นลำดับ
1. แต่งตั้งคณะทำงานระดับ สพม.น่าน
2. สำรวจโรงเรียน อุปกรณ์ บุคลากร ความถี่ และพื้นที่เสี่ยง
3. จัดทำแผนผังโครงข่าย 4 ระดับ
4. กำหนดช่องหลัก ช่องสำรอง และช่องประสานงาน
5. ตรวจสอบใบอนุญาตและความถูกต้องตามระเบียบ กสทช.
6. จัดทำนามเรียกขานและบัญชีผู้ประสานงาน
7. จัดทำ SOP การรายงานเหตุ 6 ข้อ
8. จัดทำ Logbook และแบบรายงานสถานการณ์
9. ฝึกอบรมผู้ใช้วิทยุทุกโรงเรียน
10. ทดลองระบบรายสัปดาห์ รายเดือน และฝึกซ้อมใหญ่รายปี
✅เอกสารชุดนี้จัดทำขึ้นบรรยายเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากแต่ละพื้นที่แแต่ละจังหวัดสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน การออกแบบป้องกันอาจจะแตกต่างกันได้ และลักษณะภัยพิบัติ
ผู้จัดทำ และออกแบบแผน อาจารย์ธนภัทร์ ขันธหัตถ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธนบุรี Noom Racing