Puey Ungphakorn Institute for Economic Research - PIER

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research - PIER สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (Puey Ungphakorn Institute for Economic Research - PIER) PIER operates as a semi-autonomous body within the Bank of Thailand.

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (สถาบันวิจัยป๋วยฯ) เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการเผยแพร่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงนักวิจัยกับทรัพยากรต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมให้นโยบายเศรษฐกิจไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัย โดยมีการบริหารงานกึ่งอิสระภายใต้การกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

Puey Ungphakorn Institute for Economic Research (PIER) endeavours to foster and promote high-quality economic research in Thailand through a centralized platform for collaboration and dissemination of policy-relevant research.

📢ขอเชิญเข้าร่วมฟังออนไลน์ในงานเสวนา “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” ซึ่งเป...
06/10/2026

📢ขอเชิญเข้าร่วมฟังออนไลน์ในงานเสวนา “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026
จัดโดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (CAB-KU), คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย
📆ในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569
🕗เวลา 7.30–20.00 น.
🎦ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของ TDRI https://www.facebook.com/tdri.thailand
📝 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทางออนไลน์ https://forms.gle/XDhA6RqZTnQJF47s7

“เมื่อ SMEs ไทยได้สินเชื่อแล้ว ธุรกิจไปต่อได้แค่ไหน?”SMEs คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่ากว่า 35% ของ GDP และ...
05/10/2026

“เมื่อ SMEs ไทยได้สินเชื่อแล้ว ธุรกิจไปต่อได้แค่ไหน?”
SMEs คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่ากว่า 35% ของ GDP และจ้างงานเกือบ 70% ของแรงงานทั้งประเทศ แต่ SMEs จำนวนไม่น้อยยังเผชิญโจทย์ “รอดยาก โตยาก” โดยข้อมูลชี้ว่า ธุรกิจที่ดำเนินกิจการมาครบ 10 ปี อาจเหลือรอดเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ภายใต้โจทย์ดังกล่าว สินเชื่อมักถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ SMEs เดินหน้าต่อ บทความวิจัย aBRIDGEd ชิ้นนี้ชวนผู้อ่านร่วมกันสำรวจบทบาทของสินเชื่อตลอดช่วงวงจรชีวิตของธุรกิจ ตั้งแต่การช่วยให้ธุรกิจ “เกิด” และอยู่รอด การเพิ่มประสิทธิภาพทำให้ “เก่ง” ขึ้น ไปจนถึงการ “ก้าว” สู่การเติบโตในระยะยาว และ “แกร่ง” จนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ผลการศึกษาจากข้อมูลระดับกิจการพบว่า สินเชื่อมีบทบาทแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวงจรชีวิตธุรกิจ
🌱 เกิด: สินเชื่อช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอดของ SMEs ในช่วง 1–3 ปีแรก
⚙️ เก่ง: สินเชื่อมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการยกระดับผลิตภาพ (TFP) โดยเฉพาะเงินทุนหมุนเวียน
🚀 ก้าว: ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าสินเชื่อช่วยให้รายได้และสินทรัพย์ของธุรกิจเติบโตในระยะยาว
🛡️ แกร่ง: เมื่อธุรกิจพัฒนาเข้าสู่ระยะหลัง เงินทุนอาจไม่ใช่ข้อจำกัดหลักอีกต่อไป
ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า สินเชื่อมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ SMEs อยู่รอดและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ แต่สินเชื่อเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นโยบายสนับสนุน SMEs ไม่ควรมุ่งเพียงการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้เหมาะกับแต่ละช่วงวงจรชีวิตธุรกิจของ รวมถึงควรดำเนินควบคู่ไปกับการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต อาทิ การยกระดับผลิตภาพ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการปรับกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการขยายกิจการ
📌บทความวิจัย aBRIDGEd เรื่อง “เกิด เก่ง ก้าว แกร่ง: บทบาทของสินเชื่อในวงจรชีวิตของ SMEs” โดย ทศพล อภัยทาน, กานพลู บุรินทรรัตน์, ธนภูมิ นิศามณีวงศ์, รวิภา ไวยาวัจกร, พรพิพัฒน์ ลีลัคนาวีระ, ทศพล ต้องหุ้ย, ปัญจพัฒน์ ประสิทธิ์เดชสกุล https://www.pier.or.th/abridged/2026/25/

"เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางควรรับมืออย่างไร เมื่อ shock แต่ละประเภทส่งผลไม่เหมือนกัน” ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วโลก...
02/10/2026

"เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางควรรับมืออย่างไร เมื่อ shock แต่ละประเภทส่งผลไม่เหมือนกัน”
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาสูงและผันผวนจาก shock หลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวหลังโควิด 19 ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้เงินเฟ้อไทยสูงขึ้นถึง 2.9% ในเดือน เม.ย. และยังอยู่ที่ 2.5% ในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในการตัดสินนโยบายการเงิน ธนาคารกลางมักให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อ เนื่องจาก shock แต่ละประเภทส่งผลต่อราคาสินค้าในระดับย่อยและตัวเลขเงินเฟ้อในภาพรวมแตกต่างกันออกไป
บทความวิจัย aBRIDGEd ชิ้นนี้ศึกษาว่า shock ประเภทต่าง ๆ ทั้งจากปัจจัยเฉพาะสินค้าและปัจจัยมหภาค ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจากด้านอุปสงค์และอุปทาน ส่งผลต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อไทยอย่างไร โดยใช้ข้อมูลราคาสินค้า 231 รายการจากกระทรวงพาณิชย์ในช่วงปี 2002-2019 ผลการศึกษาพบว่า
📍ปัจจัยเฉพาะสินค้าเป็นตัวขับเคลื่อนราคาสินค้ารายย่อยมากที่สุด โดยอธิบายความผันผวนของราคาได้กว่า 85% แต่ผลกระทบมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
📍ปัจจัยมหภาคมีผลต่อราคาสินค้าในวงกว้างและยาวนานกว่า จึงสามารถอธิบายความเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อโดยรวมได้ถึง 60-70%
📍แม้ปัจจัยจากต่างประเทศจะมีอิทธิพลต่อเงินเฟ้อไทยมาก แต่ส่วนใหญ่ส่งผลผ่านหมวดพลังงาน ขณะที่ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะแรงกดดันด้านอุปสงค์ ส่งผลต่อราคาสินค้าในหลายหมวดและมีผลต่อเงินเฟ้อยาวนานกว่า
📍นโยบายการเงินไทยในอดีตตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์เป็นหลัก
ผลที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเข้าใจที่มาของ shock ที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทยในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน ดังนั้น ธนาคารกลางอาจไม่ต้องตอบสนองต่อปัญหาเงินเฟ้อสูง หากมีที่มาจากปัจจัยเฉพาะสินค้า รวมถึงปัจจัยมหภาคบางประเภท (เช่น shock ต่ออุปทานน้ำมันโลก) ที่ไม่ได้ส่งผลต่อราคาในวงกว้างและยืดเยื้อ แต่ควรให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านอุปสงค์ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกประเทศก็ตาม
📌บทความวิจัย aBRIDGEd เรื่อง "เงินเฟ้อไทยมาจากไหน? Shock แบบไหนที่ธนาคารกลางควรกังวล?" โดย ดร.พิม มโนพิโมกษ์ และ ดร.นุวัต หนูขวัญ https://www.pier.or.th/abridged/2026/24/

"จากประตูสู่ตลาดหุ้นกู้ สู่โจทย์การกำกับดูแลสภาพคล่องระยะสั้น" กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะที่พั...
25/09/2026

"จากประตูสู่ตลาดหุ้นกู้ สู่โจทย์การกำกับดูแลสภาพคล่องระยะสั้น"
กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะที่พักเงินของผู้ลงทุน แต่กองทุนกลุ่มนี้ยังเป็นผู้ถือตั๋วเงินรายใหญ่ที่สุดของบริษัทไทยนอกภาคการเงิน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 52-59% ของยอดคงค้าง และเมื่อรวมกองทุนรวมทุกประเภทจะถือตั๋วเงินราว 75-85% ขณะที่ตั๋วเงินมีอายุสั้นและต้องต่ออายุอยู่บ่อยครั้ง จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากกองทุนเผชิญแรงไถ่ถอนจำนวนมาก ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจะส่งต่อมายังบริษัทผู้ออกตั๋วเงินอย่างไร
งานวิจัยชิ้นนี้ได้ติดตามบริษัทจดทะเบียน 187 แห่งที่ออกตั๋วเงินเป็นครั้งแรก และพบว่า
📍ตั๋วเงินเป็น "บันไดขั้นแรก" สู่ตลาดหุ้นกู้: บริษัทที่ยังไม่มีหุ้นกู้และเริ่มออกตั๋วเงิน 41.7% มีหุ้นกู้ภายใน 2 ปี เทียบกับเพียง 4.6% ของบริษัทเปรียบเทียบ
📍ออกตั๋วเงิน ไม่ได้แปลว่าเร่งลงทุน: การลงทุนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ 83.9% ของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูง สะท้อนว่าบริษัทนำเงินมาเสริมสภาพคล่องเป็นหลัก
📍โครงสร้างหนี้หลากหลายขึ้น: บริษัทหันมาใช้ทั้งตั๋วเงิน หุ้นกู้ และหนี้ประเภทอื่นร่วมกัน แทนการพึ่งแหล่งเงินทุนประเภทเดียว
เมื่อกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นผู้ถือตั๋วเงินรายใหญ่ ความเสี่ยงจึงอยู่ตรงรอยต่อระหว่างสภาพคล่องของกองทุนกับภาระต่ออายุหนี้ของบริษัท และในไตรมาสแรกของปี 2563 กองทุนกลุ่มนี้ก็ถูกไถ่ถอนสุทธิถึง 8.8% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ การติดตามเสถียรภาพทางการเงินจึงควรมองทั้งโครงสร้างหนี้ของบริษัท หนี้ที่กำลังจะครบกำหนด และความเชื่อมโยงกับกองทุนรวมไปพร้อมกัน พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านสภาพคล่อง
📌อ่านบทความวิจัย aBRIDGEd เรื่อง “จากประตูสู่ตลาดหุ้นกู้ สู่โจทย์การกำกับดูแลสภาพคล่องระยะสั้น” ได้ที่ https://www.pier.or.th/abridged/2026/23/
📌บทความวิจัยโดย รศ. ดร.คณิสร์ แสงโชติ

“How does a mandatory retirement age shape when Thai workers expect to retire and how much they expect to work as they a...
23/09/2026

“How does a mandatory retirement age shape when Thai workers expect to retire and how much they expect to work as they age?”
📌Read more: “Assessing Expected Retirement Age and Working Hours of Pre-Retirees in Thailand” by Savinee Mega, Kanyaphak Ngaosri, Worawan Chandoevwit https://www.pier.or.th/dp/255/

“การจับชีพจรภาคส่งออกผ่านค่าเงินบาทเทียบสกุลดอลลาร์อย่างเดียวอาจไม่พอ”ในเดือนกันยายนนี้ เงินบาทอ่อนค่าราว 5% มาเหนือระดั...
18/09/2026

“การจับชีพจรภาคส่งออกผ่านค่าเงินบาทเทียบสกุลดอลลาร์อย่างเดียวอาจไม่พอ”
ในเดือนกันยายนนี้ เงินบาทอ่อนค่าราว 5% มาเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ คำถามที่น่าสนใจคือ ภาคส่งออกไทยได้ประโยชน์เพียงใดจากราคาสินค้าในมุมผู้ซื้อที่ควรจะถูกลงตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การตอบคำถามตั้งอยู่บนปัจจัยสำคัญคือ "invoicing currency" หรือสกุลเงินที่ผู้ส่งออกใช้ตั้งราคาสินค้า ตัวอย่างเช่น สินค้าส่งออกไปยุโรปที่ตั้งราคาด้วยสกุลเงินดอลลาร์ แม้จะได้รับผลดีจากการแปลงรายได้เป็นเงินบาท แต่อาจไม่ได้รับผลดีด้านราคาที่ควรจะถูกลงในมุมผู้ซื้อ ยิ่งไปกว่านั้นอาจได้รับผลร้ายจากเงินยูโรที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์
บทความวิจัยชิ้นนี้จึงอยากทำความเข้าใจว่า อัตราแลกเปลี่ยนกระทบต่อราคาสินค้าส่งออกอย่างไร และมีนัยต่อปริมาณการส่งออกหรือไม่ เมื่อการค้าโลกค้าซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย
ซึ่งผลการศึกษาพบว่า หากค่าเงินบาทอ่อนค่าและสินค้าถูกตั้งราคาในเงินบาท ผู้ซื้อจะเผชิญราคาที่ถูกลงในอัตราใกล้เคียงกันกับการอ่อนค่า ขณะที่หากสินค้าถูกตั้งราคาเป็นสกุลดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะปรับลดราคาสินค้าราว 2%–4% เมื่อเงินบาทอ่อนค่า 10% เทียบกับเงินดอลลาร์ ด้านปริมาณการส่งออกพบว่า ราคาสินค้าที่ถูกลง 10% จากอัตราแลกเปลี่ยน จะทำให้ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า 1 ปี
ดังนั้น ผู้ดำเนินนโยบายควรประเมินผลกระทบของค่าเงินต่อภาคส่งออกโดยคำนึงถึงสกุลเงินที่ซื้อขาย และติดตามอัตราแลกเปลี่ยนให้ครอบคลุมหลายประเภทนอกจากเงินบาทต่อดอลลาร์แม้สินค้าส่วนใหญ่ตั้งราคาในดอลลาร์ รวมทั้งเข้าใจที่มาและช่องทางผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ไขอย่างตรงจุด ตลอดจนการลดข้อจำกัดในการเลือกใช้สกุลเงินในการซื้อขายเพื่อให้ผู้กระกอบการมีทางเลือกที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ
📌อ่านบทความวิจัย aBRIDGEd เรื่อง “ค่าเงินกระทบการส่งออกอย่างไร? ในโลกที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินที่หลากหลาย” เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pier.or.th/abridged/2026/22/
📌บทความวิจัยโดย คุณเจตวัฒน์ ภัทรรังรอง, คุณเขมกร ศรีจรรยานนท์, คุณสวรินทร์ ยืนยง

มาทำความรู้จักกับ ดร.วรฤทธิ์ วรรณวาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ดร.วรฤทธิ์ วรรณวาณิชย์ ส...
14/09/2026

มาทำความรู้จักกับ ดร.วรฤทธิ์ วรรณวาณิชย์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ดร.วรฤทธิ์ วรรณวาณิชย์ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกสาขา International Development Studies จาก National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ปริญญาโทสาขา Business Analytics จาก University of California San Diego และสาขาวิชาการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชี (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยมีความสนใจในงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินและเศรษฐศาสตร์การพัฒนา มุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมของครัวเรือนที่ใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและเข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านการวิเคราะห์เชิงประจักษ์ นอกจากนี้ ยังศึกษาผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลผลิตต่อไร่ของพืชเศรษฐกิจของไทยและสินเชื่อในภาคเกษตร
ปัจจุบัน ดร.วรฤทธิ์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาโครงสร้างการแข่งขันของผู้ให้บริการในระบบการเงิน การเข้าถึงบริการทางการเงินของครัวเรือนกลุ่ม unbanked ตลอดจนพลวัตของสินเชื่อธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสินเชื่อรายย่อย
นอกจากนี้ ดร.วรฤทธิ์ มีประสบการณ์ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ฝ่ายตรวจสอบสถาบันการเงิน และฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน รวมถึงมีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบบัญชีที่สำนักงานสอบบัญชีไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC)
📌เข้าอ่านงานวิจัยของ ดร.วรฤทธิ์ วรรณวาณิชย์ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pier.or.th/members/worarit-vannavanit/

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ“เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภ...
11/09/2026

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ“เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” ในงานสัมมนาสัญจร ประจำปี 2569 ณ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจัดโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ
ภายในงาน ดร.กรรณิการ์ ได้นำเสนอแนวทางในการพลิกโฉมภาคเกษตรและเกษตรแปรรูปไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Reinvent Thailand Blueprint สำหรับภาคเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทย มีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ตลอดห่วงโซ่ โดยมี 3 กลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ ประกอบด้วย ตลาดนำการผลิต (market-led) การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven) และการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ (whole value chain integration) นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการเป็นแกนนำในการพลิกโฉมภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยมีภาครัฐและภาคการเงินเป็นส่วนสนับสนุน
📌เข้าชมสไลด์ประกอบการบรรยายได้ที่ https://www.pier.or.th/announcements/2026/0901/

“How do parenting home-visiting programs compare to cash transfers in improving early childhood development outcomes?”📌R...
10/09/2026

“How do parenting home-visiting programs compare to cash transfers in improving early childhood development outcomes?”
📌Read more: “Parenting Home Visitation versus Cash Transfers for Preschoolers: An RCT in Rural Thailand” by Weerachart Kilenthong, Sartja Duangchaiyoosook, Wasinee Jantorn, Varunee Khruapradit https://www.pier.or.th/dp/254/

"FDI พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ไทยได้ประโยชน์มากขึ้นจริงหรือ?" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่า...
08/09/2026

"FDI พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ไทยได้ประโยชน์มากขึ้นจริงหรือ?"
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมูลค่า FDI ในปี 2568 อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “มี FDI เข้ามามากแค่ไหน” หากแต่เป็นว่า “FDI เหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้นหรือไม่”
บทความชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่อุตสาหกรรมใหม่จำนวนมากกลับสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศลดลงเมื่อเทียบกับอดีต โดยเฉพาะในกิจกรรมที่ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูง หรือเน้นการประกอบและทดสอบสินค้า มากกว่ากิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตา ได้แก่
🔹FDI มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์มากขึ้นเสมอไป และอาจไม่ได้สะท้อนว่ามูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน
🔹 อุตสาหกรรมใหม่ยังพึ่งพาการนำเข้าสูง หลายกิจกรรมยังอาศัยการผลิตจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศมีจำกัด
🔹 การเชื่อมโยงบริษัทต่างชาติกับผู้ประกอบการไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากข้อจำกัดด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี เงินทุน และข้อมูล ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเรียนรู้จึงเกิดขึ้นน้อยกว่าศักยภาพที่มี
🔹 โจทย์ของไทยคือ “คุณภาพ FDI” มากกว่า “ปริมาณ FDI” โดยความสำเร็จของนโยบายลงทุนอาจต้องวัดจากการสร้างงานทักษะสูง การเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มในประเทศ มากกว่ามูลค่าโครงการลงทุนเพียงอย่างเดียว
เมื่อหลายประเทศแข่งขันกันดึงดูด FDI อย่างเข้มข้น ดังนั้น อาจไม่ใช่ว่าใครได้รับ FDI มากที่สุด แต่คือใครสามารถต่อยอด FDI ให้กลายเป็นขีดความสามารถใหม่ของประเทศได้ดีที่สุด ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพ FDI การสร้าง supplier linkage ระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับผู้ประกอบการไทย รวมถึงการลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้การลงทุนเหล่านี้นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับผู้ประกอบการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง
📌อ่านบทความเศรษฐศาสตร์เข้า “ท่า” เรื่อง “FDI มากขึ้น แต่ไทยได้ประโยชน์น้อยลง?” ฉบับเต็มได้ที่ https://www.pier.or.th/blog/2026/t097/
📌บทความโดย คุณพรชนก เทพขาม, คุณวสวัตติ์ ชัมพูนทะ, คุณจิดาภา จันทศรีสวัสดิ์

ที่อยู่

273 Samsen Road, Watsamphraya, Phra Nakhon District
Bangkok
10200

เบอร์โทรศัพท์

+6622836066

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Puey Ungphakorn Institute for Economic Research - PIER โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

แชร์