สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แชร์

Office of the National Human Rights Commission of Thailand

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์กรตามรัฐธรรมนูญเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

"สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน"

สายด่วนร้องเรียน 1377

31/05/2026
30/05/2026

วันวิสาขบูชา ถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ 3 ประการในพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

30/05/2026

เด็กเมื่อวานซืน ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
อายุปูนนี้ ไปเลี้ยงหลานดีกว่า
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่การล้อเลียนหรือหยอกล้อ แต่สะท้อนถึง "วยาคติ" (Ageism)
หรืออคติแห่งวัยที่ตัดสินคนจากอายุมากกว่าศักยภาพที่แท้จริง

สรุปประเด็นสำคัญจากบทสนทนาในรายการมนุษย์ต่างวัย Talk กับ ประสาน อิงคนันท์ EP.87 คุยกับ คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกี่ยวกับ "วยาคติ" (Ageism) หรืออคติและการเลือกปฏิบัติโดยใช้อายุหรือวัยเป็นเกณฑ์ในสังคมไทย

🔹 การกำหนดอายุเกษียณ กำลังแช่แข็งศักยภาพคน
เกณฑ์การเกษียณอายุที่ 60 ปีของไทย ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ในยุคที่ค่าเฉลี่ยอายุขัยคนไทยยังไม่ถึง 60 ปีด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันที่วิทยาการก้าวหน้าจนเรามีอายุยืนยาวเกิน 70-80 ปี การใช้กฎเกณฑ์เมื่อ 7 ทศวรรษก่อนมาขีดเส้นให้คนหยุดทำงาน จึงเป็นเรื่องที่ตลกร้ายและล้าสมัยอย่างยิ่ง

ในวันที่สังคมไทยเผชิญวิกฤต "เด็กเกิดน้อยลงแต่คนดูแลไม่พอ" การให้คนวัย 60 ที่ยัง "แข็งแรง" พร้อมทำงานและมีศักยภาพไปอยู่บ้าน คือการซ้ำเติมโครงสร้างเศรษฐกิจให้ล่มสลายเร็วขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้รัฐต้องแบกรับงบประมาณดูแลสูงเกินจำเป็นแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่อาจกลายเป็น "คนติดบ้าน ติดเตียง" เร็วกว่าที่ควรจะเป็น เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากการเป็น "ผู้รับการสงเคราะห์" ให้กลายเป็น "ผู้ทรงสิทธิ์" (Rights Holder) ที่มีพลังในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ

🔹วยาคติ กำลังจำกัดสิทธิของผู้สูงวัย
วยาคติยังส่งผลในเรื่องของการถูกจำกัดสิทธิอีกด้วย เช่น กรณีธนาคารบางแห่งไม่อนุญาตให้คนอายุเกิน 70 ปีใช้แอปพลิเคชันเพราะกลัวจะถูกหลอก ทั้งที่ข้อมูลสถิติระบุชัดว่า "ใครก็โดนหลอกได้" วัยรุ่นอาจโดนหลอกเรื่องงานหรือความรัก ส่วนผู้สูงอายุอาจโดนเรื่องการลงทุนกันมาก เพราะความไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่การไม่ใช้เทคโนโลยีก็ไม่ใช่แนวทางการป้องกัน ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นเรื่องของระบบที่ต้องดูแล

รัฐธรรมนูญไทยระบุชัดเจนว่า ห้ามเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ การตัดสิทธิ์เพียงเพราะอายุจึงเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่การกีดกัน แต่คือการออกแบบโลกที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมหรือที่เรียกว่า “ Inclusive Society”

🔹 เราก็ไม่ควรมีอคติแห่งวัยต่อตัวเราเอง เพราะยิ่งเชื่อ เรายิ่งหมดคุณค่า
อคติที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมองเรา แต่คือการที่เราบอกตัวเองว่า "อายุปูนนี้แล้ว ทำไม่ได้หรอก" ความคิดนี้เปรียบเสมือนการสาปตัวเองที่ทำให้เราหยุดพัฒนา และละทิ้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพียงเพราะเราเชื่อไปเองว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องของเด็กเท่านั้น หากเราปลดล็อกคำสาปนี้ได้ เราจะพบว่าช่วงวัยที่เพิ่มขึ้นคือต้นทุนของประสบการณ์ที่ไม่มีเทคโนโลยีใดเลียนแบบได้

🔹สิทธิของผู้สูงอายุในวันนี้คือสิทธิของตัวเราเองในอนาคต
เราต้องเลิกมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ "คนแก่" เพราะในความเป็นจริง ทุกคนคือ "ว่าที่ผู้สูงอายุ" ในอนาคต การสร้างสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในวันนี้ คือการวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่คุณจะได้รับเมื่อเวลาผ่านไป เราต้องขยับทั้งในระดับนโยบาย เช่น การขยายอายุเกษียณ หรือการจ้างงานที่ใช้ทักษะความเชี่ยวชาญจริง (ไม่ใช่แค่จ้างรายชั่วโมงเพื่อทำงานแรงงาน) เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่เราอายุมากขึ้น เราจะยังถูกมองเห็นในฐานะมนุษย์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่ภาระของสังคม

ดังนั้นวยาคติจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคำพูด และไม่ได้ทำร้ายแค่ความรู้สึกแต่มันกำลังตัดโอกาสของคนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีศักยภาพออกไป
..
#มนุษย์ต่างวัยTalk #มนุษย์ต่างวัย #วยาคติ #คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ #กสม #สิทธิผู้สูงอายุ

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 30/05/2026

กสม.ศยามล ร่วมเวทีสาธารณะเสนอแนวทางการคุ้มครองสิทธิประชาชนจากปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำโขงและติดตามเรื่องร้องเรียน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมการิน จังหวัดอุดรธานี นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีสาธารณะ เรื่อง “สถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาและผลกระทบ” จัดโดยเครือข่ายภาคประชาชน สืบเนื่องมาจากความกังวลของชุมชนหลังติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 และตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงภาคอีสานในระดับเกินค่ามาตรฐานคุณภาพในหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจชุมชน และการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวมีหน่วยงานราชการและนักวิชาการมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล อาทิ ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ กรมประมง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การประปาส่วนภูมิภาค กรมวิชาการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการเฝ้าระวังสุขภาพ และนักวิชาการด้านสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วย

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในเรื่องดังกล่าวซึ่ง กสม. มีการติดตามสถานการณ์และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทั้งในพื้นที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี โดยที่ผ่านมา กสม. ได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมทั้งได้ร่วมประชุมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อจำกัดในการดำเนินการ อาทิ งบประมาณ ขอบเขตอำนาจ กลไกระหว่างประเทศ การสำรวจและเฝ้าระวังผลกระทบ การชดเชยเยียวยา

วันเดียวกัน เวลา 16.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ลงพื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย รับฟังปัญหาข้อห่วงกังวลในการใช้น้ำ เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน ปลูกผักริมโขง และใช้น้ำโขงในการทำประปา จึงต้องการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดินถี่ขึ้นเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบจากการปนเปื้อนการทำเหมืองจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ตามริมน้ำสาขาและไหลลงแม่น้ำโขงในบริเวณดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรริมโขงและประมงพื้นบ้านอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะ รับฟังปัญหาสถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษจากชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการพบปลามีตุ่มในแม่น้ำโขง ส่งผลให้ราคาปลาต่ำลง และผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหารซึ่งกระทบต่ออาชีพและรายได้ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนบ่อยครั้งขึ้น

จากนั้นเวลา 11.30 น. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะลงพื้นที่ตำบลปากตม อำเภอเชียงคาน เพื่อคิดตามกรณีโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก และการสร้างคันกั้นน้ำ โดยกำนันตำบลปากตมได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากประตูระบายน้ำก่อสร้างแล้วเสร็จ พบปัญหาการเปิดปิดประตูโดยไม่แจ้งให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้า ส่งผลกระทบให้น้ำขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พัดพาอุปกรณ์และเครื่องมือประมง และมีการกัดเซาะตลิ่งเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กสม. จะรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและมีข้อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาต่อไป

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 29/05/2026

กสม. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น กรณีอำนาจเลขาธิการ ป.ป.ส. ในการอนุมัติแจ้งข้อหาในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน


เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน กรณี “อำนาจเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในการอนุมัติแจ้งข้อหาในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” โดยมีนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการ กสม. นางสาวทิพย์ธีรา รัมมณีย์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. เข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ด้านกฎหมาย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้อง 606 สำนักงาน กสม. และผ่านระบบการประชุมทางไกล

การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 11/7 ที่กำหนดให้การแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 125 หรือมาตรา 127 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ต้องได้รับอนุมัติจากเลขาธิการ ป.ป.ส. หรือผู้ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ส. มอบหมายก่อน โดยดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนตามกฎกระทรวงว่าด้วยการแจ้งข้อหาแก่ผู้กระทำความผิดฐานสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การพิจารณาว่าบทบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ การตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะอำนาจของเลขาธิการ ป.ป.ส. รวมถึงการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองว่ามีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาถึงหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจในการอนุมัติแจ้งข้อหาดังกล่าวด้วย

ที่ประชุมเห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 11/7 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีเจตนารมณ์ให้สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทำหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบการแจ้งข้อหาในคดีความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะความผิดฐานสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 125 และมาตรา 127 เพื่อป้องกันมิให้มีการแจ้งข้อหาที่หนักเกินกว่าข้อเท็จจริง หรือมีการกลั่นแกล้งแจ้งข้อหาโดยมิชอบ อันอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ การกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติก่อนแจ้งข้อหาดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในการใช้อำนาจรัฐ อีกทั้งการใช้ดุลพินิจของเลขาธิการ ป.ป.ส. หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรอัยการและศาลยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวยังมีข้อขัดข้องในทางปฏิบัติบางประการ จึงควรมีการพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และหลักสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุม เพื่อนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อเสนอในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตามหน้าที่และอำนาจของ กสม. ต่อไป

29/05/2026

กสม.ศยามล ให้ข้อมูลต่ออนุ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. กรณีชาวบ้านร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการดำเนินโครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบบูรณาการพื้นที่ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา


เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (อนุ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว.) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Zoom Meeting

สืบเนื่องด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า โครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบบูรณาการในพื้นที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ กสม.จึงได้มีการลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวของ กสม. นั้น

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโครงการมีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) แล้วแต่อยู่ระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณาเอกสารและรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และยังไม่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้ส่งข้อมูลให้กับ กกพ. โดยกำหนดประเด็นตรวจไว้ 3 ประเด็น คือ

1. พื้นที่ตั้งของโครงการ ซึ่ง กสม. เห็นว่าที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว ตามกฎหมายแล้วจะไม่อนุญาตให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งเส้นทางการสัญจรของรถยังคับแคบอันอาจจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้
2. การจัดทำบันทึกข้อตกลงบริการสาธารณะ (MOU) ร่วมกับภาคีสมาชิก โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงรวมทั้งสิ้น 43 แห่ง แต่ภายหลังพบว่า มี อปท. สมาชิก MOU หลายแห่งได้แจ้งยกเลิกหรือถอนตัวจาก MOU อาจจะส่งผลให้ปริมาณขยะที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้าลดลง
3. กระบวนการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงข้อมูลของโครงการ เนื่องภาคประชาชนในหมู่ที่ 19 ของตำบลหนองสาหร่าย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงยังมิได้ทราบว่ามีการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง
ในตอนท้ายของการประชุม ทางอนุกมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับ กสม. ต่อไป

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 29/05/2026

กสม. ร่วมหารือ กมธ. กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ประเด็นสิทธิมนุษยชน


เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศยามล ไกยูรวงศ์ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และสุภัทรา นาคะผิว พร้อมด้วย เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรรษา หอมหวล และรองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาณุวัฒน์ ทองสุข หารือร่วมกับคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมมาภิบาล วุฒิสภา นำโดย ประธานคณะกรรมาธิการ พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร ณ ห้องประชุม 709 สำนักงาน กสม. และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Zoom Meeting เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันในมิติต่าง ๆ

การประชุมในครั้งนี้เป็นการร่วมพิจารณาผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และการวางแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย โดยมีประเด็นหารือที่สำคัญ อาทิ การคุ้มครองสิทธิและสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน โดย กสม. ได้สะท้อนข้อมูลจากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นร่วมกับภาคประชาสังคม เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงและความเสรีภาพทั้งในมิติเศรษฐกิจและจิตใจ ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม และประเด็นการปฏิรูปการบริหารจัดการเรือนจำตามมาตรฐานสากล เช่น ข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อสร้างความโปร่งใสและเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม

ทางด้านคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ได้รับทราบข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมด โดยพร้อมที่จะนำกลไกทางนิติบัญญัติและมาตรการทางการเมืองมาร่วมสนับสนุน เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอแนะของ กสม. ทั้งในระดับรัฐสภาและหน่วยงานฝ่ายบริหาร ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Photos from สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ's post 29/05/2026

กสม. ออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ แก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล กลุ่มผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรในสถานกักตัวคนต่างด้าว (ตม.สวนพลู) ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน


เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นางปรีดา คงแป้น นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมบูรณาการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดกิจกรรมออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ณ สถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) กรุงเทพฯ โดยมุ่งเน้นให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรในสถานควบคุมของรัฐ และหาแนวทางการแก้ปัญหาให้แก่กลุ่มผู้ต้องกักดังกล่าวที่ไม่สามารถปล่อยตัวหรือส่งกลับประเทศต้นทางได้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) พบปัญหาผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร แบ่งเป็น (1) กลุ่มผู้ต้องกักที่อาจมีสถานะเป็นคนไทยแต่ไม่สามารถพิสูจน์สถานะหรือสถานที่เกิดได้ และ (2) กลุ่มผู้ต้องกักที่มีรัฐต้นทางแต่ประเทศต้นทางไม่ยอมรับ ส่งผลให้ผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ตามสิทธิที่พึงมี โดยเฉพาะสิทธิในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ซึ่งปัจจุบันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งกลุ่มผู้ต้องกักดังกล่าวไม่สามารถที่จะได้รับปล่อยตัวหรือส่งกลับประเทศต้นทางได้ทำให้ต้องถูกควบคุมตัวเป็นเวลานานอย่างไม่มีกำหนด

การออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ดำเนินการโดยการประสานความร่วมมือและการสนับสนุนการทำงานจากทีมบูรณาการในการลงพื้นที่เพื่อร่วมกันสอบสวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและคัดกรองคุณสมบัติของผู้ต้องกักที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ มีผู้ต้องกักที่เข้าสู่กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จำนวน 14 ราย และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการยื่นคำขอต่อสำนักทะเบียนในท้องที่เพื่อพิจารณากำหนดสถานะบุคคล และนำไปสู่การได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ ต่อไป

29/05/2026

กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางสุรินทร์ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย ระบุการลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ร่วมตรวจสอบ


นายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายหนึ่ง ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ขณะผู้ร้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสุรินทร์ เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์รายหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) กล่าวหาผู้ร้องว่าลักลอบส่งจดหมายออกนอกแดนขัง จึงขู่เข็ญและใช้กำลังทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพ โดยใช้ไม้ทุบตีบริเวณหลังและท้ายทอย และใช้ท่อพีวีซีทุบตีบริเวณลำตัวจนท่อพีวีซีแตกหัก จากนั้นใช้ท่อพีวีซีที่แตกหักทิ่มแทงบริเวณใบหน้าของผู้ร้อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับแดนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้ห้ามปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำรายดังกล่าว จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 ให้การรับรองว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการห้ามทรมานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยที่พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 กำหนดว่า เมื่อผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย จะถูกลงโทษสถานหนึ่งสถานใดได้แก่ ภาคทัณฑ์ งดการเลื่อนชั้นโดยมีกำหนดเวลา ลดชั้น ตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อไม่เกินสามเดือน ลดหรืองดประโยชน์และรางวัล ขังเดี่ยวไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษ

ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าพยายามส่งจดหมายออกนอกแดน โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องอ้างว่าได้ลงโทษด้วยการอบรมทางวินัยด้วยวาจาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากคำให้การของพยานผู้ต้องขัง 1 รายที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้ไม้และท่อพีวีซีตีผู้ร้อง รวมทั้งใช้ท่อพีวีซีที่แตกแทงบริเวณใบหน้าและหัวไหล่ของผู้ร้อง ขณะที่ผู้ต้องขังอีก 5 ราย พบเห็นร่องรอยบาดแผลและฟังผู้ร้องเล่าเหตุการณ์ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ภาพถ่ายร่างกายของผู้ร้องยังปรากฏรอยฟกช้ำบริเวณหลัง แขน และท้ายทอย รวมถึงบาดแผลบริเวณใบหน้า ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานและคำยืนยันของบิดามารดาผู้ร้องที่พบร่องรอยบาดแผลระหว่างเข้าเยี่ยมในเดือนเมษายน 2567 อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุ 7 วัน บิดาและมารดาของผู้ร้องถูกปฏิเสธการเข้าเยี่ยม โดยอ้างว่าผู้ร้องถูกกักบริเวณจากการกระทำผิดวินัย แต่กลับไม่ปรากฏหลักฐานหรือบันทึกการลงโทษทางวินัยของผู้ร้องในระบบเรือนจำแต่อย่างใด ต่อมาผู้ร้องได้ร้องเรียนต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ และส่งผลสอบให้กรมราชทัณฑ์พิจารณา ทั้งนี้ หลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังมีอาการหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงมีน้ำหนักเพียงพอให้เชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำผู้ถูกร้องทำร้ายร่างกายผู้ร้องจริง และการดำเนินการของเรือนจำกลางสุรินทร์มีลักษณะเข้าข่ายปกปิดการกระทำดังกล่าว จึงถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี

ทั้งนี้ กสม. มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์หรือจัดทำบันทึกรายงานเหตุการณ์ที่ผู้ร้องกระทำผิดวินัยด้วยการพยายามส่งเอกสารข้ามแดน จึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ให้บิดามารดาเข้าเยี่ยมโดยไม่มีหลักฐานรายงานประวัติการกระทำผิดวินัย จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องในการติดต่อบุคคลภายนอกและสิทธิในการชี้แจงข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ ภายหลังพ้นโทษ ผู้ร้องยังได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีความหวาดกลัวและวิตกกังวลจากการถูกโทรศัพท์ข่มขู่ จึงสมควรได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะให้กรมราชทัณฑ์ เร่งพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากกรณีที่เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางสุรินทร์ และเรือนจำกลางสุรินทร์ ลงโทษทางวินัยผู้ร้องไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 รวมทั้งกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 โดยให้ใช้ข้อมูลความเห็นจากรายงานฉบับนี้ในการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย หากพบว่า มีการกระทำความผิดหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ให้ดำเนินการลงโทษตามสัดส่วนความรับผิดของการกระทำ รวมถึงให้ผู้ถูกร้องชดเชยเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ร้องตามความเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ ให้กำกับดูแล และกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 โดยเฉพาะในส่วนที่กำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่เรือนจำต้องปฏิบัติตาม รวมถึงให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ควรสนับสนุนให้เรือนจำสามารถทำการบันทึกภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายติดตามการพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ โดยใช้รายงานฉบับนี้ร่วมในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้ร้องตามสิทธิที่จะได้รับ

29/05/2026

กสม. แนะ ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำชับเจ้าหน้าที่ระมัดระวังการเผยแพร่ภาพและนำสื่อมวลชนเข้าทำข่าวจับกุมผู้ต้องหาหลากหลายทางเพศ ย้ำให้เคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัว


นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 4 คำร้อง จากผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคม เมื่อปลายปี 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ได้แก่ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1 -6) ร่วมกันเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศภายในร้านนวดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยผู้ร้องเห็นว่าการตรวจค้นและจับกุมไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนต่อเพศภาวะ รวมถึงลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของบุคคลหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น ก่อนเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ซึ่งมีแต่เพศชายไม่ได้แสดงบัตรประจำตัว ไม่แสดงหมายค้นและไม่อ่านหมายค้นต่อผู้ครอบครองสถานที่ ไม่แต่งเครื่องแบบข้าราชการในขณะเข้าตรวจค้น ไม่บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องขณะเข้าตรวจค้นและจับกุม ไม่จัดหาสถานที่มิดชิดเพื่อให้ผู้ถูกจับแต่งกายให้เรียบร้อย ทั้งยังปล่อยปละละเลยให้สื่อมวลชนหลายสำนักและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 7) รวมถึงสำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 8) เข้ามาบันทึกภาพและวิดีโอขณะตรวจค้นและจับกุม อีกทั้งตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังนำภาพผู้ถูกจับในสภาพเปลือยกายไปเผยแพร่บนเฟซบุ๊กของหน่วยงานและส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งและสื่อมวลชนหลายสำนัก ซึ่งบางแห่งไม่ได้ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ อันเข้าข่ายเป็นการประจานให้ได้รับความอับอาย จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วมีความเห็นในสามประเด็นดังนี้ ประเด็นแรกการเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลภายในร้านนวด เห็นว่า การเข้าตรวจค้นและจับกุมของผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันจากสายลับที่เข้าไปใช้บริการว่ามีบุคคลต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและมีการค้าประเวณี เข้าข่ายเป็นการจับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้าในที่รโหฐาน จึงกระทำได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น โดยก่อนเข้าตรวจค้นและจับกุม แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 จะไม่ได้แต่งกายในเครื่องแบบ แต่ได้สวมเสื้อแจ็กเกตที่ระบุชื่อและตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานและบางส่วนแขวนป้ายบัตรประจำตัวไว้ ประกอบกับยังได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่และกล่าวขออนุญาตเข้าตรวจค้น และแม้ขณะเข้าตรวจค้นและจับกุมจะมีผู้ถูกจับบางส่วนไม่ได้สวมเสื้อและบางรายนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องที่ให้บริการนวด แต่ก็ไม่ได้มีการนำผู้ถูกจับดังกล่าวออกมานอกห้องทันที และได้อนุญาตให้แต่งกายให้เรียบร้อยภายในห้องโดยอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันการหลบหนีและซุกซ่อนหรือทำลายพยานหลักฐาน จึงไม่เป็นการจับกุมที่เข้าข่ายประจานให้ผู้ถูกจับได้รับความอับอายจนถึงขั้นลดทอนเกียรติและศักดิ์ศรี อีกทั้งผู้ถูกจับยังมีลักษณะภายนอกเป็นเพศชายทั้งหมด การใช้เพียงแต่เจ้าหน้าที่เพศชายเข้าตรวจค้นและจับกุมจึงเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่ปรากฏในขณะนั้น นอกจากนี้ กระบวนการตรวจค้นและจับกุมยังเป็นไปโดยเรียบร้อยไม่เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย รวมทั้งตลอดการตรวจค้นและจับกุมก็ได้มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ มีการบันทึกข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัว และแจ้งการควบคุมตัวไปยังพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แล้ว ดังนั้น การเข้าตรวจค้นและจับกุมกรณีตามคำร้องจึงยังไม่ปรากฏว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

ประเด็นการเปิดเผย เผยแพร่ และนำเสนอภาพข่าวของผู้ถูกจับกุม เห็นว่า ในขณะที่สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 8) นำเสนอข่าวการจับกุมตามเรื่องร้องเรียนนั้น กลุ่มผู้ถูกจับยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดีที่ตนถูกจับกุม จึงมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และจะต้องไม่ถูกปฏิบัติเสมือนว่าเป็นผู้กระทำความผิดแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำเสนอข่าวโดยเผยแพร่เนื้อหาข่าว ภาพและวิดีโอการจับกุมทันทีในวันที่เกิดเหตุจับกุม ผ่านทางเฟซบุ๊กของผู้ถูกร้องที่ 8 โดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับ จึงทำให้ผู้พบเห็นภาพข่าวดังกล่าวเกิดความเข้าใจว่าผู้ถูกจับทั้ง 6 คน เป็นผู้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับจากการนำเสนอข่าวก็ไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องเปิดเผยใบหน้าของผู้ถูกจับ นอกจากนี้ ในคลิปวิดีโอการตรวจค้นและจับกุมที่ผู้ถูกร้องที่ 8 นำมาเผยแพร่ ยังมีภาพของผู้ถูกจับบางรายไม่ได้สวมใส่เสื้อและเห็นส่วนลับของร่างกายในการเคลื่อนไหวบางขณะ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดความอับอายแก่ผู้ถูกจับที่ปรากฏภาพในคลิปวิดีโออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่า การใช้เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของผู้ถูกร้องที่ 8 ข้างต้น มีการกระทำที่เกินสัดส่วนกับเหตุผลและความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในคดีอาญาที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหายังไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล และยังส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของบุคคล อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นการนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เห็นว่า การแถลงข่าวดังกล่าวยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วย เนื่องจากไม่ได้ส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีให้เพิ่มมากขึ้นหรือจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม นอกจากเพียงทำให้เกิดการรับรู้อัตลักษณ์หรือรูปร่างหน้าตาของผู้ถูกจับเท่านั้น ในทางกลับกันการให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นโดยสรุปก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงพฤติการณ์แห่งคดีและผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 ร่วมกันแถลงข่าวโดยนำผู้ต้องหามาร่วมแถลงด้วยโดยไม่มีเหตุจำเป็นดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียงและครอบครัวของผู้ถูกจับกุม และโน้มน้าวให้คนในสังคมยอมรับและเข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดแล้วโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกจับกุมที่ถูกนำตัวมาแถลงข่าว

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังผู้ถูกร้องทั้งแปด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

1) ให้สำนักข่าวท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่นและสำนักข่าวออนไลน์ที่เผยแพร่ภาพข่าวโดยไม่ปกปิดใบหน้าของผู้ถูกจับกุมลบภาพและคลิปวิดีโอการจับกุมบุคคลในร้านนวดดังกล่าวทั้งหมด และให้นำแนวปฏิบัติของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เรื่อง “การได้มาและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของสื่อมวลชน โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ตกเป็นข่าว” มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานตามครรลองแห่งวิชาชีพของตน

2) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น สถานีตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ที่ได้ร่วมกันนำผู้ถูกจับกุมมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อสั่งการที่เกี่ยวข้องของ ตร. หรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงให้เยียวยาผู้เสียหายตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ให้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี รวมทั้งกำกับดูแลการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

3) ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกรมการจัดหางาน ดำเนินการในกรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดต้องเข้าร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยกำกับดูแลไปยังหน่วยงานในสังกัด งดเว้นหรือห้ามไม่ให้นำผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาในคดีมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เว้นแต่กรณีที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องพยายามกำกับควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาให้มากที่สุด รวมทั้งกำชับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดทุกคนให้ระมัดระวังการเปิดเผย ส่งต่อ หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ต่อสื่อมวลชนเช่นกัน

4) ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้ถูกร้องที่ 1 - 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ผู้ถูกร้องที่ 7 ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานทุกช่องทาง ไม่ให้ไปกระทบหรือละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารรัฐประศาสนภักดี ฝั่งทิศใต้ ชั้น 6-7 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30