02/06/2026
กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา แถลงเตรียมหารือประธานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเตรียมเสนอยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการฯ แถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับการศึกษาประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ประเด็นแรก กมธ. ประสานงานเพื่อหารือร่วมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดย กมธ. จะทำหนังสือเชิญพรรคการเมืองทุกพรรคที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ส่งผู้แทนเข้าร่วมการหารือดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบและขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชน
ประเด็นที่สอง กล่าวในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ได้ร่วมกับ สว. จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยเตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภา และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใส และการตรวจสอบถ่วงดุล สาระสำคัญของร่างกำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ 8 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เลือกตั้งสภารับฟังความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 200 คน ประกอบด้วยสมาชิกจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 100 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เพื่อทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนและกำกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2) รับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศผ่านเวทีในระดับต่าง ๆ ทั้งระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค เวทีออนไลน์ และเวทีเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3) สรรหาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน จากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องผ่านกระบวนการเปิดรับสมัครและกลั่นกรองคุณสมบัติอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความเป็นอิสระในการยกร่าง 4) การยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องนำความคิดเห็นของประชาชนที่รวบรวมได้มาพิจารณาในทุกประเด็น พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และแสดงความคิดเห็นได้ตลอดกระบวนการ รวมทั้งรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาทุก 60 วัน 5) การเปิดเผยและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยกำหนดมาตรการด้านความโปร่งใส เช่น การถ่ายทอดสดการประชุม การเปิดเผยรายงานการประชุม เอกสารประกอบการพิจารณา และการเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายมาตรา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง 6) รัฐสภาจะมีหน้าที่อภิปรายและให้ข้อสังเกตต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหา 7) สภารับฟังความคิดเห็นของประชาชนพิจารณาให้ความเห็นชอบ และ 8) การออกเสียงประชามติของประชาชนทั่วประเทศ
ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย สว. จะต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน และในวาระแรกร่างดังกล่าวยังต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. อย่างน้อย 67 เสียง จึงจะสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาต่อไปได้ สำหรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ปัจจุบันมีกลุ่มประชาชนที่กำลังรวบรวมรายชื่อจำนวน 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่งเห็นว่าควรได้รับการพิจารณาควบคู่กันไป เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงและลดข้อครหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของนักการเมืองหรือสมาชิกรัฐสภาเพียงฝ่ายเดียว
คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมสร้างความโปร่งใสและระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจน โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายผ่านการออกเสียงประชามติ อันจะนำไปสู่รัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
#วุฒิสภา #สว #กมธ #รัฐธรรมนูญ

02/06/2026
02/06/2026
02/06/2026
01/06/2026