โครงการจัดทำระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS)

โครงการจัดทำระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS)

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โครงการจัดทำระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS), หน่วยงานราชการ, กรมประมง (Department of Fisheries), Bangkok.

01/02/2022

การยื่นขอรับใบอนุญาตประมงพาณิชย์รอบปี พ.ศ. 2565-2666
ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทรศัพท์ 0 2561 2341 หรือ 0 2561 2193 หรือ https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/welcome/fishmanagement หรือ Open chat “คลินิกประสานงานการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ (QR Code อยู่ในคอมเมนต์)

4 - 28 ก.พ. 2565 กรมประมง...เปิดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์
เตือน ! พี่น้องชาวประมงรักษาสิทธิ์เร่งดำเนินการก่อนขึ้นรอบปีทำการประมงใหม่ (2565 - 2566)

กรมประมงแจ้งผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีการประมง 2565 - 2566 สำหรับเรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า 280 แรงม้าขึ้นไป หรือเป็นเรือที่มีหรือใช้เครื่องมือทำการประมงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กำหนด ให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานประมงอำเภอท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 4 - 28 กุมภาพันธ์ 2565 นี้เท่านั้น หากไม่มีใบอนุญาตฯ จะไม่มีสิทธิทำการประมงพาณิชย์ได้ในรอบปีการประมง 2565 - 2566 นี้

นายถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า เนื่องจากใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ในรอบปีการประมง 2563 - 2564 นั้นกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2565 ดังนั้น กรมประมงจึงได้ออกประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดห้วงเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง (2565 - 2566) พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 14 มกราคม 2565 ซึ่งหลักเกณฑ์ในการขอรับใบอนุญาตฯ ได้มีการปรับปรุงและแตกต่างไปจากการขอรับใบอนุญาตฯ ในรอบปีที่ผ่านมาไม่มากนัก
โดยในรอบปีการประมงใหม่นี้ กรมประมงได้กำหนดให้ผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 4 - 28 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายในวันที่ 1 - 31 มีนาคม 2565 แล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอรับใบอนุญาต ดำเนินการดังนี้
1. กรณีได้รับอนุญาตฯ ให้ผู้ขอรับอนุญาตชำระเงินค่าธรรมเนียมและค่าอากรการประมงและรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ณ สำนักงานประมงอำเภอที่ยื่นคำขอ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2565 ซึ่งหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิจากการเป็นผู้ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ณ สถานที่ที่ได้ยื่นคำขอไว้ และจัดทำเครื่องหมายประจำเรือให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ใบอนุญาตมีผลใช้บังคับ
2. กรณีที่ไม่ได้รับอนุญาตฯ ให้ผู้ขอรับอนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตได้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง โดยยื่น “ผ่าน” สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด หรือส่งไปรษณีย์ไปยังกรมประมง
อย่างไรก็ตาม ผู้รับใบอนุญาตต้องได้รับการตรวจเรือและเครื่องมือทำการประมงก่อนออกทำการประมงครั้งแรก
โดยสามารถขอรับการตรวจเรือและเครื่องมือทำการประมงได้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป (หลังจากได้รับใบรับคำขอรับใบอนุญาตฯ) ทั้งนี้ หากไม่ผ่านการตรวจเรือประมงและเครื่องมือทำการประมง จะไม่สามารถออกไปทำการประมงตามที่ได้รับอนุญาตได้
เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ประกอบด้วย
1. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอรับใบอนุญาตฯ ที่ยังไม่หมดอายุ
2. หนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แสดงวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการประมง (กรณีเป็นนิติบุคคล) ที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน
3. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจและแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีที่มีการมอบอำนาจ)
4. หนังสือรับรองสุขอนามัยเรือประมง (สร.3) (เฉพาะเรือประมงที่ใช้เครื่องมือประมงในการจับสัตว์น้ำและเก็บรักษาสัตว์น้ำไว้ในเรือ)
5. หนังสือยินยอมให้ใช้เรือประมง (กรณีที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมหรือสิทธิครอบครองในเรือประมงที่ขอรับอนุญาต)
6. แบบแจ้งชื่อเรือประมงที่ผู้ขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง พร้อมแนบหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในเรือแต่ละลำ (กรณีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในเรือประมง มากกว่า 1 ลำ)
7. เอกสารหรือหลักฐานสำหรับใช้ประกอบการยื่นคำขอ กรณีขอเครื่องมือประสิทธิภาพสูงตามหลักเกณฑ์การจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ที่คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเห็นชอบตามประกาศกรมประมง เรื่อง แนวทางในการออกใบอนุญาต และหลักเกณฑ์การจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง 2565 - 2566 พ.ศ. 2565
8. ภาพถ่ายหรือภาพถ่ายดิจิทัลของเรือประมง จำนวน 3 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 3 เดือน) ดังนี้
8.1) ภาพอัตลักษณ์เรือที่เห็นชัดเจน จำนวน 1 รูป
8.2) ภาพหัวเรือที่เห็นชื่อเรือ ทะเบียนเรือ (กรณีที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์อยู่เดิมจะต้องมี
เครื่องหมายประจำเรือปรากฏอยู่ในภาพถ่ายด้วย) จำนวน 1 รูป
8.3) ภาพถ่ายเรือเต็มลำด้านซ้ายหรือด้านขวา จำนวน 1 รูป
โฆษกกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า กรมประมงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์จะทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีการประมง 2565 - 2566 ให้มายื่นขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์เพื่อเป็นการรักษา “สิทธิ” ของตนเองที่จะสามารถทำการประมงพาณิชย์ในรอบปีการประมงที่จะถึงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทรศัพท์ 0 2561 2341 หรือ 0 2561 2193 หรือ https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/welcome/fishmanagement หรือ Open chat “คลินิกประสานงานการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์

(สแกน QR Code Open Chat )

24/01/2022

ห้วงเวลาการยื่นขอใบอนุญาตประมงพาณิชย์รอบใหม่📢📜

09/02/2021

ทางศูนย์ FMC สามารถติดต่อเบอร์ตามรูปด้านล่างได้ 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ
ั่วโมง
#เปิดมากกว่า7-11

28/10/2020

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งระบบติดตามเรือประมง และดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา (ฉบับที่ 13)

24/09/2020

จากประกาศกรมประมง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 เปิดช่องทางให้ชาวประมงสามารถเลือกติด VMS Gen. 1 หรือ Gen. 2 ได้ แล้ว

แต่ VMS Gen. 1 นี้ไม่ใช่แบบเดิมที่เราเคยติดกันนะ!!!

VMS Gen. 1 แบบใหม่ที่อนุญาตให้ติดได้จะต้องมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือ Regulator และ แบตเตอรี่สำรอง โดยที่หัว VMS และอุปกรณ์ส่วนที่เพิ่มเข้ามานี้จะต้องผ่านการรับรองจากกรมประมงเท่านั้น

--------------------
ทำไมต้องมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาจากของเดิมล่ะ???

เนื่องจากระบบไฟในเรือมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่ไม่คงที่ การเพิ่ม Regulator ขึ้นมาเพื่อควบคุมระดับแรงดันไฟฟ้าให้สามารถจ่ายไฟไปยังหัว VMS ได้คงที่ ทำให้ช่วยแก้ไขปัญหา VMS ติด ๆ ดับ ๆ ได้

ซึ่งการที่ VMS ติด ๆ ดับ ๆ นี้เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เรือประมงถูกเรียกกลับ เนื่องจากประกาศกรมประมงกำหนดว่า ถ้าสัญญาณ VMS ในเรือประมงขาดหายสะสมครบ 6 ครั้ง ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ต่อการแจ้งออกทำประมง 1 ครั้ง เรือประมงจะต้องถูกเรียกกลับ

ส่วนแบตเตอรี่สำรอง จะช่วยให้มีกระแสไฟฟ้าจ่ายไปยังหัว VMS ได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 วัน

ถ้าระบบไฟฟ้าภายในเรือขัดข้อง แบตเตอรี่สำรองจะจ่ายไฟฟ้าให้กับหัว VMS ทำให้ชาวประมงมีเวลามากขึ้นในการแก้ไขระบบไฟฟ้าภายในเรือให้เป็นปกติ แทนที่จะถูกกรมประมงเรียกเรือกลับใน 4 ชั่วโมง หลังจากได้รับแจ้ง

--------------------
ถ้าท่านในต้องการอ่านประกาศกรมประมงฉบับเต็ม ๆ ก็สามารถกดเข้าไปที่ลิ้งนี้ได้เล�http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/212/T_0014.PDF

อ้างอิง: ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งระบบติดตามเรือประมง และดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2563

03/04/2020

แนวทางปฏิบัติด้านการประมงเกี่ยวกับข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 2)

18/12/2019

📣📢แจ้งประชาสัมพันธ์กรณีบริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ขอยกเลิกทะเบียนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือ

จากกรณีที่บริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด มีความประสงค์ขอยกเลิกทะเบียนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือกับกรมประมงในวันที่ 31 มีนาคม 2563 และได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้

1. แจ้งยกเลิกทะเบียนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือตามแบบคำขอ ศฝป.9 ต่อกรมประมง ไม่น้อยกว่า 30 วัน (ยื่นเอกสารแล้ววันที่ 19 เมษายน 2562)📜
2. แจ้งแผนการจำหน่ายผู้ใช้บริการระบบติดตามเรือต่อกรมประมงไม่น้อยกว่า 30 วัน (แจ้งต่อกรมประมงแล้ววันที่ 24 ตุลาคม 2562)📨
3. แจ้งแผนการจำหน่ายผู้ใช้บริการระบบติดตามเรือต่อชาวประมงที่ใช้บริการของบริษัทไม่น้อยกว่า 30 วัน (ส่งหลักฐานการแจ้งต่อชาวประมงแล้ววันที่ 13 พฤศจิกายน 2562)📨

ชาวประมงผู้ใช้บริการระบบติดตามเรือของบริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด สามารถดำเนินการตามรายละเอียดที่บริษัทแจ้งต่อท่านได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563

สำหรับชาวประมงที่ใช้บริการกับบริษัท ดี.ที.ซี. เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ไม่ประสงค์ใช้อุปกรณ์ติดตามเรือเดิมสามารถปรับเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ติดตามเรือใหม่ในรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 กับบริษัทอื่นที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ให้บริการระบบติดตามเรือกับกรมประมงได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563

Photos from โครงการจัดทำระบบติดตามเรือ (Vessel Monitoring System : VMS)'s post 18/12/2019

แจ้งประชาสัมพันธ์ราคาอุปกรณ์ติดตามเรือรุ่นที่ 1 และ 2 (VMS Gen.1 และ 2) และค่าบริการรายเดือน

26/11/2019

กรมประมงเพิ่มเติมเงื่อนไขปิดระบบติดตามเรือ (VMS) ชั่วคราว

ข่าวดีสำหรับเจ้าของเรือ! ท่านสามารถขอปิด VMS ชั่วคราวได้ 4 กรณีดังนี้

1. เรือประมงเสียหายชำรุดโดยนำเรือประมงขึ้นคาน เข้าอู่ซ่อมเรือ หรือซ่อมแซมที่ท่าเทียบเรือประมง
2. กรณีอุปกรณ์ VMS ชำรุด และอยู่ระหว่างซ่อมแซม หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ VMS
3. กรณีเรือประมงอัปปาง
4. กรณีแจ้งงดใช้เรือ (ชั่วคราว) ต่อกรมเจ้าท่า

เน้นย้ำ!! ท่านต้องปฏิบัติตามวิธีการและเงื่อนไขตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการติดตั้งระบบติดตามเรือประมง และดูแลรักษาระบบติดตามเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ตามลิ้ง

www.ratchakitcha.soc.go.th

10/06/2019

ประกาศ ! 15 มิ.ย. – 15 ส.ค.นี้
ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ปี 62 ฟื้นฟูสัตว์น้ำในพื้นที่ 8 จังหวัด

กรมประมง เตรียมประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2562 ระหว่าง วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคมของทุกปี และระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายนของทุกปี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศฯ...อธิบดีประมง ขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ โปรดปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงของประเทศให้เกิดความยั่งยืน

จากเมื่อปีที่ผ่านมา (ปี 2561) กรมประมงได้มีการปรับปรุงกฎหมายปิดอ่าวไทยรูปตัว ก จากประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประกาศกรมประมง ลงวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของพื้นที่ 8 จังหวัด ของอ่าวไทยรูปตัว ก ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ วงจรชีวิตสัตว์น้ำ และสอดคล้องกับมาตรการปิดอ่าวไทย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงผลของการใช้กฎหมายปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ฉบับใหม่ว่า ผลของการสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำหลังปรับปรุงกฎหมายปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ในปีที่ผ่านมา (อ้างอิงจากการทำประมงของเรือประมงที่ใช้เครื่องมืออวนดำ) พบว่า ผลการจับสัตว์น้ำก่อนมาตรการฯ (เมษายน-พฤษภาคม 2561) มีอัตราการจับเฉลี่ยเท่ากับ 2,417 กิโลกรัม/วัน ระหว่างมาตรการปิดด้านตะวันตก (15มิถุนายน-15สิงหาคม 2561) มีอัตราการจับเฉลี่ยเท่ากับ 1,258.10 กิโลกรัม/วัน ระหว่างมาตรการปิดด้านเหนือ (1 สิงหาคม-30กันยายน 2561) มีอัตราการจับเฉลี่ยเท่ากับ 2,350.77 กิโลกรัม/วัน และหลังมาตรการฯ (ตุลาคม-พฤศจิกายน 2561) มีอัตราการจับเฉลี่ยเท่ากับ 2,863.28 กิโลกรัม/วัน จึงแสดงให้เห็นว่า มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงฤดูการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก สามารถฟื้นฟูและรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างเหมาะสม มีผลผลิตของสัตว์น้ำสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปลาผิวน้ำ เช่น ปลาสีกุนเขียว ปลาหลังเขียว และปลาตะเพียนน้ำเค็ม อย่างไรก็ตาม ปลาทู สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าผลผลิตโดยรวมจะสอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับวงจรชีวิตของสัตว์น้ำที่อพยพตามห้วงเวลาในแต่ละพื้นที่ ที่พบว่าในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี จะเป็นห้วงเวลาที่มีสัตว์น้ำขนาดก่อนเริ่มสืบพันธุ์อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยวัดได้จากการสำรวจพบปลาทูในเขตอ่าวไทยรูปตัว ก ฝั่งตะวันตก (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 1) มีขนาดเฉลี่ย 13 – 14 เซนติเมตร หรือ ที่ชาวประมงเรียก ปลาสาว ยังไม่สามารถสืบพันธุ์วางไข่ได้ ซึ่งปลาทูกลุ่มนี้จะอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก ตอนเหนือ (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 2) และพบว่ามีขนาดเฉลี่ย 16-18 เซนติเมตร ถือว่าเป็นแม่ปลาที่พร้อมผสมพันธุ์และจะกลับลงไปวางไข่ในบริเวณอ่าวไทยตอนกลาง (มาตรการปิดอ่าวไทย) ในปีถัดไป ดังนั้น จึงควรมีการคุ้มครองสัตว์น้ำเหล่านี้มิให้ถูกจับหรือทำลายก่อนวัยอันควร และเป็นการเพิ่มทั้งขนาดและมูลค่ารวมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะช่วยให้ปลาทูกลับฟื้นคืนความสมบูรณ์ดังเดิม

สำหรับ มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2562 ในบางส่วนของพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลาประกาศปิดอ่าวฯ ออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้
• ช่วงที่ 1 : ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม ของทุกปี ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ฝั่งตะวันตกบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
• ช่วงที่ 2 : ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน ของทุกปี ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โดยมีการกำหนดใช้เครื่องมือและวิธีทำการประมงที่สามารถให้ทำการประมงได้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้
1. เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้ในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง
2. เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ให้ใช้เครื่องมืออวนที่มีช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติดตา หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
3. เครื่องมืออวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก
4. เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
5. กรณีการใช้เครื่องมือลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ สามารถทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้
6. กรณีการใช้เครื่องมือลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงเกินกว่า 300 ลูก ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
7. เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด
8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง
9. เครื่องมือคราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องด้วย
10. เครื่องมืออวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องด้วย
11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก
12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง
13. การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า โดยใช้เครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือทำการประมงบางประเภทที่ถูกกำหนดเป็นประมงพาณิชย์ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ และต้องมิใช่การใช้เครื่องมือทำการประมงอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) รวมทั้งเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ

ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่กำหนด และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในส่วนของบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท ตามขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่า ของมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า และเครื่องมือ สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สินค้าสัตวน้ำ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ในการกระทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิดจะถูกริบ

อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทั้งประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ที่เข้าใจการดำเนินงานของทางภาครัฐและเสียสละยอมปรับเปลี่ยนวิถีการทำประมงแบบดั้งเดิมเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรประมงของประเทศให้มีใช้อย่างยั่งยืน แต่ก็ขอฝากพี่น้องชาวประมงโปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการทำการประมง โดยให้ทำประมงเฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้สามารถทำการประมงได้เท่านั้น เครื่องมืออื่นๆ นอกจากชนิดหรือประเภทที่กำหนดไว้ตามประกาศ ห้ามใช้ทำการประมงโดยเด็ดขาด

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


กรมประมง (Department Of Fisheries)
Bangkok
10090