Laboratory Medicine Chulalongkorn Hospital

Laboratory Medicine Chulalongkorn Hospital

แชร์

เวชศาสตร์ชันสูตร จุฬาลงกรณ์
Email : [email protected] ภาควิชาเวชศาสตร์ชันสูตร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และฝ่ายเวชศาสตร์ชันสูตร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

Photos from The Medical Technology Council's post 05/06/2023
Photos from Laboratory Medicine Chulalongkorn Hospital's post 02/06/2023

ฝ่ายเวชศาสตร์ชันสูตร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขอแสดงความยินดีกับ
ทนพ.สุรพัศ ตันติเจริญการ และ ทนพ.ธัชพล นันทขันธ์
ได้รับทุนนำเสนอผลงานและเข้าร่วมประชุมวิชาการที่ต่างประเทศ จาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ณ งาน EuroLabmed-WorldLabmed ROMA2023 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี
เมื่อวันที่ 21 - 25 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา

ในหัวข้องานวิจัย "Reference Intervals of Thyroid stimulating hormone, thyroid hormones, and thyroid autoantibodies in adult and elderly Thai individuals." โดย ทนพ.สุรพัศ ตันติเจริญการ, ทนพ.พงศภัค พิพัฒน์นวกิจ, ทนพญ.ลาวัณย์ ปิยะสุวรรณยิ่ง และ ผศ.พญ.ภรณี กนกโรจน์

และ "The Evaluation of Carryover Impact on Biochemistry Analytes Preceding with Whole Blood HbA1c Sample on Clinical Chemistry Analyzer" โดย นทพ.โกศัย อยู่ยิ้ม, ทนพ.ชาตินันท์ ศรีโรจน์นพคุณ, ทนพญ.มัลลิกา จารุอารยนันท์ และ นทพ.ธัชพล นันทขันธ์

Photos from โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย's post 19/08/2022
01/03/2022

ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)

พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้มีการสลายมวลกระดูกมากขึ้น แต่การสร้างมวลกระดูกนั้นลดลง ซึ่งการสลายมวลกระดูกที่มากขึ้น ทำให้เกิดภาวะเสียสมดุลระหว่างการสลายมวลกระดูกเดิมและการสร้างมวลกระดูกใหม่ ส่งผลให้กระดูกเสื่อมโทรมลงและกระดูกเกิดการแตกหักได้ง่ายขึ้น
การตรวจวินิจฉัยหลัก จะใช้การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยวิธีการทางรังสีวิทยา (DEXA) นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาสารที่บ่งชี้ถึงการสร้างมวลกระดูก หรือการสลายมวลกระดูกได้ ซึ่งเรียกว่า “Bone Marker”โดยอาศัยการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เนื่องจากสารบ่งชี้มวลกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และมีความไวในการตรวจวัดมากกว่าการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยวิธีทางรังสี ดังนั้นสารบ่งชี้มวลกระดูกจึงถูกนำมาใช้พยากรณ์โรค และตรวจติดตามการรักษาภาวะกระดูกพรุน
โรงพยาบาลต่างๆ จึงมักนิยมใช้วิธีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและติดตามการรักษาภาวะกระดูกพรุน เป็นไปด้วยความรวดเร็วและการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

📌 ตัวอย่างสารบ่งชี้มวลกระดูกที่นิยมส่งตรวจมาก
ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการสารบ่งชี้มวลกระดูก
เพื่อดูการสร้างมวลกระดูก (Bone formation marker)
🦴Bone alkaline phosphatase (ALP-B)
เป็นเอนไซม์ที่สร้างจากเซลล์ Osteoblast เพื่อใช้สลายฟอสเฟต เพื่อใช้ในกระบวนการสะสมแร่ธาตุของกระดูก พบค่าสูงในเด็กวัยเจริญเติบโต หรือ ในมะเร็งกล้ามเนื้อและกระดูก
🦴Osteocalcin เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเนื้อเยื่อกระดูกที่ไม่ใช่คอลลาเจน ประกอบด้วยกรดกลูตามิคปริมาณมาก เมื่อมีการสร้างกระดูก Osteocalcin จะเพิ่มสูงขึ้นในกระแสเลือด และถูกขับออกทางไตได้

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการสารบ่งชี้มวลกระดูก
เพื่อดูการสลายมวลกระดูก (Bone resorption marker)
🦴Beta-CrossLaps (B-CTx)
เป็นการตรวจวิเคราะห์การทำงานของเซลล์ Osteoclast ที่ทำหน้าที่สลายกระดูก และบ่งชี้ว่ามีการสลายของ collagen type I ในกระดูกโดยเอนไซม์ Cathepsin K
ตรวจด้วยวิธี ECLIA ซึ่งสามารถตรวจหาได้ทั้งใน ซีรัม และ ปัสสาวะ

Indication

Diagnosis
🦴Bone metastasis
🦴Osteoporosis
🦴Primary hyperparathyroidism
🦴Renal osteopathy
Prognosis
🦴Postmenopausal bone loss
🦴Bone fracture risk
Monitoring
🦴Bone metastasis
🦴Anti-resorptive therapy or hormonal therapy

การเตรียมตัวก่อนตรวจก่อนการตรวจเลือดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
🍛 งดอาหารก่อนตรวจ 12 ชั่วโมง อาหารบางชนิดอาจทำให้ค่าของlabสูงขึ้นได้
🌄🕗 ผู้ป่วยควรมาเจาะเลือด ช่วง 8:00-9:00 น. เนื่องจากค่าของ bone markerในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา (diurnal variation) โดยมีระดับสูงสุดในช่วงเช้า (ระยะเวลาการส่งตรวจขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการที่แต่ละโรงพยาบาลกำหนด)

05/07/2021

🩸สเต็มเซลล์คืออะไร🩸

▪️สเต็มเซลล์คือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ที่มีความสามารถในการเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และมีคุณสมบัติพิเศษ คือการให้กำเนิดตัวเองได้ตลอดเวลา
▪️เมื่อเราบริจาคสเต็มเซลล์ให้กับผู้ป่วยทางด้านโรคเลือด
สเต็มเซลล์ก็จะกำเนิดตัวเองขึ้นมาใหม่โดยไม่มีวันหมดไปจากร่างกาย โดยสเต็มเซลล์ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในไขกระดูกและบางส่วนอยู่ในกระแสเลือด

ทำไมต้องบริจาคสเต็มเซลล์❓
▪️โดยทั่วไปผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางโลหิตหลายๆโรครักษาด้วยการให้เลือด แต่หากรับเลือดไปนานๆร่างกายผู้ป่วยจะสร้างสารหรือภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเลือดที่ได้รับ ส่งผลให้การจัดหาเลือดให้ผู้ป่วยในครั้งต่อๆ ไปเป็นไปได้ยากขึ้น สเต็มเซลล์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้

คุณสมบัติเบื้องต้นของอาสาสมัคร
▪️ลงทะเบียนพร้อมการบริจาคเลือด
▪️สุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุ 18 ถึง 50 ปี
▪️น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
▪️ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

หลังลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครบริจาคฯแล้ว เจ้าหน้าที่จะเก็บตัวอย่างเลือด เพิ่ม 1 หลอด (3 มล.) จากการบริจาคโลหิตในครั้งนั้นๆ เพื่อนำไปตรวจหาชนิดของเนื้อเยื่อเอชแอลเอ (Human Leukocytes Antigen; HLA) เบื้องต้น และขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูลรอการจับคู่ตรวจเนื้อเยื่อ HLA, ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และตรวจโรคติดต่อทางกระแสเลือด

เมื่อผลของเนื้อเยื่อเอซแอลเอ (HLA) ตรงกับผู้ป่วย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ ดังนี้
1. ตรวจ HLA ระดับละเอียด (High Resolution Typing)
คือ การตรวจเพิ่มเติมจากดีเอ็นเอ (DNA) ที่สกัดไว้ โดยผู้บริจาคไม่ต้องเดินทางมาที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ
2. ตรวจยืนยันผล HLA (Confirmatory Typing)
เจ้าหน้าที่จะทำการประเมินเส้นเลือดดำที่ข้อพับแขนทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ผู้บริจาคตัดสินใจเลือกวิธีการบริจาค พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อตรวจ HLA เพิ่มเติมในระดับละเอียดยืนยันคู่กับตัวอย่างเลือดของผู้ป่วย ว่ามีผล HLA ตรงกันอย่างละเอียดในตำแหน่งที่สำคัญ

หากการตรวจยืนยันผล HLA ตรงกับผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะติดต่อกลับไป พร้อมทำการนัดหมายและเข้าสู่กระบวนการบริจาคสเต็มเซลล์ต่อไป

‼️ ซึ่งโอกาสที่ผู้บริจาค 1 คน จะมี HLA ตรงกับผู้ป่วยนั้นยากถึง 1 ใน 10,000 ‼️

วิธีการบริจาคสเต็มเซลล์
▪️แพทย์จะตรวจความพร้อมของร่างกายก่อนการบริจาคสเต็มเซลล์ล่วงหน้าก่อน 1 เดือน ซึ่งผู้บริจาคจะได้รับการเจาะตรวจนับเม็ดเลือด, ตรวจสารเคมีในเลือด, เอ็กซเรย์ปอด และตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า
การบริจาคสเต็มเซลล์จะต้องเข้าพักโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน (ขึ้นกับวิธีการบริจาคและปริมาณสเต็มเซลล์ที่เก็บได้)

ผู้บริจาคมีอิสระในการเลือกวิธีการบริจาคสเต็มเซลล์ โดยแพทย์จะพิจารณาผลการตรวจร่างกายและแนะนำวิธีการบริจาคตามความเหมาะสม
1. การเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสเลือด
▪️ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว วันละ 1 ครั้ง 4 วัน
▪️เจาะเก็บสเต็มเซลล์จากเส้นเลือดดำที่ข้อพับแขน
▪️ใช้เครื่องคัดแยกสเต็มเซลล์อัตโนมัติ 3-4 ชั่วโมง
▪️ผู้บริจาคจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักที่บ้าน 3-5 วัน

2. การเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูก
▪️ผู้บริจาคต้องเก็บเลือดสำรอง 1-2 ยูนิต ล่วงหน้า 14 วันก่อนการเจาะเก็บสเต็มเซลล์
▪️ดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
▪️แพทย์เจาะเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูก (บริเวณกระดูกสะโพก)
▪️ผู้บริจาคจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาล 1 คืน และกลับไปพักฟื้นที่บ้าน 5-7 วัน

*ทั้งนี้ทุกกระบวนการผู้บริจาคจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ*

ปัจจุบันมีอาสาสมัครขึ้นทะเบียนเป็นผู้บริจาคสเต็มเซลล์กว่า 400,000 ราย และมีผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สำเร็จกว่า 350 ชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

31/05/2021

รู้หรือไม่ 💡การควบคุมระดับน้ำตาล ให้ใกล้เคียงปกติ สามารถป้องกันการเสื่อมลงของอวัยวะต่างๆ ได้ 🍧🍭🍪

การตรวจระดับน้ำตาลที่บ้าน โดยใช้เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด (Glucometer) นั้นทำให้แพทย์สามารถทราบข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจระดับน้ำตาล จึงเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ป่วยสามารถมีส่วนร่วมในการรักษากับแพทย์ เนื่องจากการทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะทำให้ทราบผลระดับนำ้ตาลในเลือดที่เที่ยงตรงและแม่นยำสำหรับแพทย์ในการวางแผนการรักษา

07/03/2021

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการบริจาคโลหิต

🩸การบริจาคโลหิตเป็นกระบวนการที่ปลอดภัยไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริจาคโลหิตในระยะยาว อาจเกิดผลข้างเคียงภายหลังการบริจาคโลหิตได้บ้างซึ่งไม่มีอันตรายและสามารถป้องกันและรักษาได้ดังนี้

🩸 หน้ามืดเป็นลม (Vasovagal syncope)
พบได้บ่อยในคนอายุน้อย สมรรถภาพร่างกาย (Physical fitness) ไม่สมบูรณ์เต็มที่ หรือมีตัวกระตุ้นเช่น ความรู้สึกกลัว เจ็บปวด ความเครียด และความหวาดเสียวจากการเห็นเลือด เป็นต้น ทำให้มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้อาเจียน มือสั่น หมดสติได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้บริจาคครั้งแรก เตรียมตัวมาไม่ดีพอ มีนำ้หนักตัวน้อย และมีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

การป้องกัน :
- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารตามปกติ (หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง)
- ดื่มน้ำอย่างน้อย 2 – 3 แก้ว ภายใน 30 นาที ก่อนบริจาคโลหิต
- หลังการบริจาคโลหิตเสร็จไม่ควรรีบลุกจากเตียง ให้นอนพักอย่างน้อย 5 นาที จากนั้นต้องนั่งพัก รับประทานของว่างและดื่มน้ำเพิ่มอีก 1 - 2 แก้ว
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและขึ้นลงที่สูง กรณีที่เกิดอาการขึ้นส่วนมากจะทุเลาได้เองในไม่กี่นาที หากเริ่มรู้สึกว่าจะเป็นลม ให้รีบนั่ง-โน้มศีรษะชิดเข่า หรือ นอนราบ ไม่ควรฝืนเดิน จะทำให้ล้มและได้รับบาดเจ็บได้

🩸 เขียวช้ำบริเวณที่เจาะเลือด
จากการมีเลือดออกใต้ผิวหนังภายหลังการเจาะเลือด มีลักษณะบวม เขียวช้ำและอาจรู้สึกปวด พบบ่อยในผู้บริจาคที่มีเส้นเลือดเล็ก เจาะหาเส้นยาก หรือจากการไม่ได้กดหยุดเลือดหลังถอดเข็มออกให้นานพอโดยทั่วไปสามารถหายได้เองใน 1 – 2 สัปดาห์

การป้องกัน :
- กดหยุดเลือดหลังการเจาะเลือดอย่างน้อย 5 นาที
- ไม่ใช้งานแขนข้างที่เจาะมากเกินไปเป็นเวลา 1 วัน
- หากมีอาการให้ประคบเย็นในวันแรก และประคบอุ่นในวันถัดไป

🩸 ภาวะธาตุเหล็กต่ำ
จากการสูญเสียธาตุเหล็กไปกับโลหิตที่บริจาค มักพบในผู้บริจาคประจำไม่รับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก หรือไม่รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงให้เพียงพอ ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และอาจเกิดภาวะโลหิตจาง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

การป้องกัน :
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวและถั่วชนิดต่าง ๆ เป็นประจำ
- รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กที่ได้รับจากการบริจาคโลหิตทุกครั้งจนหมด

02/01/2021

การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง คืออะไร ??

ปัสสาวะ 24 ชั่วโมง เป็นการเก็บปัสสาวะต่อเนื่องทั้งหมดที่ขับออกมาในระยะเวลาทั้งหมด 24 ชั่วโมงหรือ 1 วัน เช่น กำหนดให้ผู้ป่วยเก็บปัสสาวะช่วงเวลา 8.00 น. ของวันนี้จนถึง 8.00 น. ของวันถัดไป

ทำไมต้องเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง??
ผลการตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมงที่ได้ จะช่วยลดความแปรปรวนของผลที่เกิดจากปริมาณน้ำและอาหารที่มีผลต่อความเข้มข้นในปัสสาวะ ปริมาณสารต่างๆ และปริมาตรปัสสาวะในหนึ่งวันของคนเรา มีความคงที่ใกล้เคียงกันในทุกวัน การส่งตรวจเช่นนี้ จะทำให้ผลการตรวจหาปริมาณสารต่างๆ ในปัสสาวะได้ค่าที่ค่อนข้างคงที่แน่นอน

วิธีการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง??
มีวิธีการเก็บดังต่อไปนี้
- ควรเริ่มเก็บในช่วงเช้าของวันที่สะดวก โดยในวันถัดมา จะต้องเป็นวันที่นำปัสสาวะทั้งหมดส่งตรวจห้องปฏิบัติการ
- ถ่ายปัสสาวะ "ครั้งแรก" ของวันที่จะเริ่มทำการเก็บทิ้งไปก่อน เพื่อไม่ให้มีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ และบันทึกเวลาดังกล่าวเป็นเวลาเริ่มเก็บปัสสาวะ
- หลังจากนั้นเมื่อมีการปวดปัสสาวะ ให้ถ่ายปัสสาวะลงในภาชนะที่ห้องปฏิบัติการจัดเตรียมให้ ให้ครบจำนวนปริมาตรทุกครั้ง และเก็บภาชนะดังกล่าวในตู้เย็นช่องธรรมดาที่อุณหภูมิ 2 – 8 องศาเซลเซียสตลอดเวลา
- เมื่อครบเวลา 24 ชั่วโมงของวันถัดมา ให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะเก็บไว้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเก็บปัสสาวะที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ แล้วนำปัสสาวะที่เก็บได้ทั้งหมดนำส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการต่อไป

ข้อแนะนำ ...
🍱 ในระหว่างการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหาร และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
🕰 หากเก็บปัสสาวะไม่ครบตามเวลา หรือไม่ครบปริมาตร จะทำให้ผลการตรวจวิเคราะห์ไม่ถูกต้อง (ควรแจ้งห้องปฏิบัติการเมื่อนำส่งปัสสาวะ)
🩸 หากผู้ป่วยมีประจำเดือน ให้เก็บปัสสาวะภายหลังจากหมดประจำเดือน

30/11/2020

🍭 ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์​ 🤰🏻

1 ใน 7 ของมารดาที่ตั้งครรภ์​ อาจตรวจพบได้มากถึง​ 1​ใน​ 5 ของหญิงตั้งครรภ์​ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การตรวจที่โรงพยาบาลเลือกใช้​ และความชุกของโรคเบาหวาน​ในพื้นที่นั้นๆ ความเสี่ยงอื่นๆ​ ของมารดา​ ที่พิจารณาประกอบกับการตรวจเลือด

🤰โรคเบาหวานทำให้เกิดความเสี่ยงในมารดาขณะตั้งครรภ์และขณะคลอด เช่น
💢ภาวะครรภ์เป็นพิษ
💢ภาวะตกเลือดหลังคลอด​ (จากทารกที่ตัวโตและเกิดการบาดเจ็บของมดลูกและช่องคลอดมารดา​ อาจทำให้เสียเลือดปริมาณมาก)
💢ภาวะคลอดก่อนกำหนด

👶 ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในทารก เช่น
💢ภาวะทารกแรกคลอดตัวโต
💢ภาวะคลอดไหล่ติด​ จากทารกตัวโต
💢ภาวะน้ำตาลต่ำในทารกแรกคลอด​ ผลจาก Insulin ปริมาณมากในกระแสเลือดมารดา​ ส่งผ่านไปยังทารก​

🍬 กลุ่มเป้าหมายสำหรับการตรวจคัดกรอง
1) ตรวจคัดกรองทุกราย (Universal​ Screening)
เป็นการตรวจหาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายที่มาฝากครรภ์​ อาจจะขึ้นกับความชุก​ของโรคเบาหวานที่พบในพื้นที่นั้น
2) ตรวจคัดกรองเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น​ (Selective Screening) เช่นคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน​ ภาวะอ้วน​ ความดันโลหิตสูง​ ครรภ์ที่แล้วเป็นเบาหวาน​ หรือประวัติเคยคลอดบุตรน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัม ขึ้นไป

🍨 วิธีการตรวจคัดกรอง
1) การตรวจแบบ​หนึ่งขั้นตอน (One-step screening) เป็นการตรวจหาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์​ ใน 1 ครั้ง​ และต้องงดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด
2) การตรวจแบบสองขั้นตอน (Two-step screening) หมายถึง การตรวจคัดกรองในขั้นตอนแรก​ และตรวจวินิจฉัยซ้ำอีกครั้งเมื่อผลการคัดกรองผิดปกติ นิยมตรวจคัดกรองเบาหวานตั้งแต่อายุครรภ์ 24 ถึง 28 สัปดาห์

ระดับความเข้มข้นของน้ำตาลที่ใช้ในการทดสอบ

🍬 น้ำตาลเข้มข้น 50 กรัม (Glucose challenge​ test​ : GCT) ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร​ โดยดื่มน้ำตาล​ 50​ กรัม​ และรอเจาะเลือดหลังดื่มครบ​ 1​ ชั่วโมง​ เกณฑ์ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกติจะต้องมากกว่า​เท่ากับ​ 140​ mg/dL
🍬🍬 น้ำตาลเข้มข้น​ 75​ กรัม​ ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มก่อนเจาะ​เลือดอย่างน้อย​ 8​ ชั่วโมง
และเจาะเลือด​ 3 ครั้ง​ คือ ตอนครั้งแรกที่อดอาหาร​ ครั้งที่​ 2​ หลังจากดื่มน้ำตาล​ 1​ ชั่วโมง​ ครั้งสุดท้ายในชั่วโมงที่​ 2​ เกณฑ์ผิดปกติเกินจากในตารางอย่างน้อย1​ค่า
🍬🍬🍬 น้ำตาลเข้มข้น​ 100​ กรัม​ เป็นการตรวจวินิจฉัย​ เมื่อผลการตรวจ​ 50​ กรัม​ GCT ผิดปกติ​ ต้องงดอาหารและน้ำก่อนการตรวจ​ โดยตรวจน้ำตาลที่งดอาหารทันที​ และหลังจากดื่มน้ำตาล​ ในชั่วโมงที่ 1, 2​ และ​ 3 เกณฑ์ผิดปกติเกินจากในตารางตั้งแต่​ 2​ ค่าขึ้นไป

✍️ เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์
🍬🍬ตรวจด้วยวิธี 75​ กรัม OGTT
1)​American​ Diabetes​ Associated (ADA)​criteria
2)World​ Health​ Organization (WHO)​ criteria
🍬🍬🍬ตรวจด้วยวิธี​ 75​ กรัม OGTT
1) National​ Diabetes​ Data​ group​ criteria
2) Carpenter and​ Coustan criteria
เกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยมีหลายเกณฑ์ไม่มีข้อสรุปว่าเกณฑ์ใดดีที่สุด​ ขึ้นอยู่กับอัตราความชุกและอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานในประเทศนั้น

Reference :
-https://thailand.um.dk/en/news/newsdisplaypage//~/media/thailand/documents/handel/diabetes_book_thai-eng.pdf
- แนวทางการดูแลรักษาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในโรงพยาบาลศิริราช ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 : 2563

29/09/2020

อย่าทิ้ง‼️ ธาตุเหล็กที่ได้รับหลังการบริจาคเลือด 💊

จากสถิติปี 2561 ผู้บริจาคโลหิตที่ถูกปฏิเสธจากการบริจาคโลหิตเนื่องจากมีสภาวะความเข้มข้นโลหิตไม่เพียงพอจำนวนทั้งสิ้น 35,726 คน โดยเป็นเพศหญิงถึงร้อยละ 94%

🩸 ผู้บริจาคโลหิต ต้องมีความเข้มข้นของโลหิตเท่าใด
ผู้หญิง: 12.5 - 16.5 g/dL
ผู้ชาย: 13.0 - 18.5 g/dL

🩸 สาเหตุของการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่
ร่างกายได้รับธาตุเหล็กที่ไม่เพียงพอ เช่น
• รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยหรือไม่รับประทานธาตุเหล็กเสริมหลังจากบริจาคโลหิต
• รับประทานยาหรืออาหารที่รบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก อาทิ ผู้ที่รับประทานยาลดกรดเป็นเวลานาน หรือ รับประทานยาแคลเซียม
ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าปกติ หรือสูญเสียในปริมาณน้อยเป็นเวลานาน เช่น การมีประจำเดือนโรคแผลในกระเพราะอาหาร เป็นต้น

🩸 อาการเมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก
• รู้สึกเมื่อยล้าง่าย - เนื่องจากความสามารถในการจับออกซิเจนจะลดลง
• ซีด - เนื่องจากระดับเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดน้อยลง
• ระบบภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพลดลง
เล็บซ้อน และ เล็บเปราะ

🩸 อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
• ธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้โดยตรง เช่น เนื้อสัตว์ เลือด ตับ เครื่องในสัตว์ ปลา อาหารทะเล
• ธาตุเหล็กในรูปที่การดูดซึมขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ พีช ผัก ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่แดง นม

🩸 ธาตุเหล็กเสริมสำหรับผู้บริจาคโลหิต
ผู้บริจาคโลหิตทุกท่านจะได้รับธาตุเหล็ก (Ferrous fumarate) 50 เม็ดรับประทานวันละ 1 เม็ด ก่อนนอน ต่อเนื่องเป็นเวลา 50 วัน เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปในระยะเริ่มแรก
ในกรณีที่ความเข้มข้นโลหิตไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดจะได้รับ Ferrous fumarate 100 เม็ด รับประทานครั้งละ 2 เม็ด 30 นาที ก่อนอาหารเช้าและเย็น จนครบ 25 วัน และกลับมาตรวจใหม่อีกครั้งนอกจากนี้ยังมีบริการดูแลผู้บริจาคโลหิตที่มีภาวะโลหิตจาง มีแพทย์และพยาบาลให้คำปรึกษาแนะนำตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมและพิจารณาส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลตามความจำเป็น

🩸 การบริจาคโลหิตครั้งหนึ่งเสียเลือด 350-450 ml หรือเสียธาตุเหล็กประมาณ 200-250 ml
แม้การบริจาคโลหิตปริมาณดังกล่าวจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่ผู้บริจาคโลหิตควรได้รับธาตุเหล็กทดแทน และไม่ควรบริจาคโลหิตบ่อยกว่าทุก 3 เดือน เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนได้เหมาะสมและป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

พญ. ณัฐนรี เจนไพบูลย์
แพทย์ประจำบ้าน พยาธิวิทยาคลินิก

18/08/2020

ระดับน้ำตาลสะสม คืออะไร ??? 🍧🍩🍯

​ แต่เดิมการติดตามระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน อาศัยการตรวจระดับน้ำตาลจากเลือดดำในขณะที่ผู้ป่วยอดอาหารมาก่อนเจาะเลือดตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการติดตามระดับน้ำตาลสะสมย้อนหลังของผู้ป่วยในช่วงสัปดาห์หรือเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ การติดตามระดับฮีโมโกลบิน เอวันซี (HbA1c), ฟรุกโตซามีน (Fructosamine) และ 1,5-Anhydroglucitol
โดยการตรวจน้ำตาลสะสมไม่จำเป็นต้องอดอาหารและน้ำ เนื่องจากค่าที่ตรวจวัดได้เป็นการบอกระดับน้ำตาลสะสมย้อนหลังในช่วงที่ผ่านมา
ไม่ใช่ผลในขณะที่เจาะเลือด

​- HbA1c คือ ดัชนี้น้ำตาลในเลือดที่ตรวจจากน้ำตาลกลูโคสที่จับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงบ่งบอกระดับ
น้ำตาลสะสมเฉลี่ย 2-3 เดือนตามอายุของเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยแต่ละคน ดังนั้นโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่ออายุขัยของเม็ดเลือดแดงจะส่งผลต่อการทดสอบ เช่น โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น
​มีงานวิจัย พบว่า ระดับ HbA1c > 6.5 % จะเพิ่มโอกาสในการเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ในปัจจุบันจึงแบ่งเกณฑ์ การวินิจฉัยโรคเบาหวานที่ ค่า HbA1c 6.5 % และภาวะก่อนโรคเบาหวานที่ HbA1c ที่ 5.7 - 6.5 % การที่สามารถใช้ HbA1c เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานเดียวกันทั่วโลก เนื่องจากมีองค์กรที่ประเมินการวัด HbA1c ในแต่ละห้องปฏิบัติการว่าสอดคล้อง กับวิธีการอ้างอิงหรือไม่ (Standardization) นอกจากนี้การทดสอบซึ่งผ่านการ standardization สามารถแปลงค่า HbA1c กลับเป็นระดับน้ำตาลจากหลอดเลือดดำโดยประมาณได้ (estimated average glucose)

​- Fructosamine ดัชนี้น้ำตาลในเลือดที่ตรวจจากน้ำตาลกลูโคสที่จับกับโปรตีนในกระแสเลือด (90% เป็นโปรตีนอัลบูมิน) บ่งบอกระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ย 2-3 สัปดาห์ ตามอายุของโปรตีนในเลือดในผู้ป่วยแต่ละคน ดังนั้นโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อปริมาณโปรตีนในเลือดจะส่งผลต่อการทดสอบ เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป็นต้น เนื่องจาก fructosamine ยังไม่มีการทำ standardization และยังไม่มีวิจัยที่บอกเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานจากค่า fructosamine ดังนั้น ค่าปกติและค่าผิดปกติของ fructosamine นั้นขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วยและการตรวจวิเคราะห์ของแต่ละห้องปฏิบัติการ

​- 1,5-Anhydroglucitol (1,5-AG) เป็นการตรวจน้ำตาลสะสมซึ่งบอกถึงแนวโน้มของน้ำตาลได้รวดเร็วกว่า HbA1c เป็นสารซึ่งโครงสร้างเหมือนน้ำตาลกลูโคส ภาวะปกติจะกรองผ่านไต แต่ถูกดูดกลับจากท่อไตสู่ร่างกายทั้งหมดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ที่มีน้ำตาลรั่วออกทางปัสสาวะ น้ำตาลจะแย่งช่องทางที่ 1,5-AG ถูกดูดกลับ ทำให้ 1,5-AG ถูกดูดกลับน้อยลงเพราะฉะนั้น 1,5-AG ในเลือดลดลงถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดย 1,5-AG บ่งบอกระดับน้ำตาลสะสมในช่วง 1-2 สัปดาห์ และในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับ HbA1c น้อยกว่า 8 % ระดับ 1,5-AG สามารถนำไปใช้บอกถึงความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในช่วง 1-2 สัปดาห์ เช่น ความแตกต่างของระดับน้ำตาลก่อนอาหารและหลังอาหาร เป็นต้น

13/08/2020

สาระน่ารู้!! How to...

การเตรียมตัวก่อนเจาะเก็บเลือดหรือปัสสาวะที่เหมาะสม สู่ผลการตรวจรักษาที่ถูกต้อง

...ผู้ป่วยควรเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดและการเก็บปัสสาวะอย่างถูกต้องเหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการมีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคและการติดตามดูแลรักษาอาการของผู้ป่วยต่อไป...ติดตามรายละเอียดได้ในรายการติดจอ ฬ
กดรับชมตามลิ้งก์ https://www.youtube.com/watch?v=e6KqY0sMjrI&feature=youtu.be

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


1873 Rama 4 Road
Bangkok
10330