Thailand Institute of Justice (TIJ)

Thailand Institute of Justice (TIJ)

แชร์

Thailand institute of Justice (Public Organization)

22/05/2026

ตัวคนเดียว : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


เก็บกด แยกตัว และเกือบหลุดจากระบบการศึกษา โรงเรียนจะรับมืออย่างไร


ครูพบว่าเด็กคนหนึ่งขาดเรียนสะสมจนเกือบหมดสิทธิ์สอบ มองอย่างผิวเผินดูเหมือนเป็นปัญหาเรื่องวินัย แต่เมื่อครูติดตามลึกลงไปจึงพบว่า เด็กคนนี้อาศัยอยู่ลำพังเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด ติดเกม เรียนไม่ทัน งานค้างเยอะจนทำให้ไม่อยากมาโรงเรียน ครูจึงได้พยายามติดต่อผู้ปกครอง แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก สุดท้ายจึงหันไปหาพี่ชายของเด็กซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกัน และสนิทกับครู เป็นคนที่เด็กยอมฟัง พี่ชายได้เข้ามาช่วยพาน้องมาเรียน ช่วยจัดการงานค้าง และร่วมมือกับครูเพื่อประคองเด็กกลับเข้าสู่ระบบในที่สุด



กรณีนี้ เด็กมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะหลุดจากระบบการศึกษาในระยะยาวหากไม่มีการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที วิธีการที่ครูใช้ดึงเด็กกลับสู่ระบบคือการติดตามดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้เด็กได้เปิดใจเล่าปัญหา ครูจึงเข้าใจว่าพี่ชายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคนนี้ และได้ติดต่อพี่ชายที่เด็กไว้ใจให้มาทำหน้าที่แทนผู้ปกครอง ตลอดจนวางแผนการติดตามความคืบหน้าทั้งการเข้าเรียน การส่งงาน และการดูแลการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับพี่ชาย


เมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่ เด็กไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวและต้องแก้ปัญหาลำพังอีกต่อไป จึงสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนอีกครั้ง และมีผู้ใหญ่ที่แม้ไม่ใช่ผู้ปกครองโดยตรง แต่สามารถเข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วย



จบลงไปแล้วสำหรับชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน


เรื่องราวทั้ง 6 เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าโรงเรียน สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กได้ ไม่ว่าพวกเขาจะประสบกับเหตุการณ์เช่นไร โรงเรียนก็สามารถเป็นพื้นที่ซ่อมแซมจิตใจและให้ความปลอดภัยแก่เด็ก ๆ เป็นสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตต่อไปได้ และนั่นคือรากฐานสำคัญของการร่วมกันสร้าง "สังคมปลอดภัย หัวใจเด็กไทยอบอุ่น"


อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4


ในโอกาสหน้า TIJ จะพาไปพบกับความก้าวหน้าของความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเข้าถึงได้ในด้านใดอีก ติดตามได้ที่>> Facebook และ Website: TIJ Thailand

กรุงเทพมหานคร UNFPA Thailand กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน

22/05/2026

กอดสุดท้าย : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


ความขัดแย้งกับเพื่อน บวกกับภาระจากครอบครัว มันหนักเกินไปสำหรับเด็กคนเดียว


วันหนึ่งครูได้รับแจ้งว่าเด็กคนหนึ่งเริ่มทำร้ายตนเอง จนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เมื่อครูเข้าไปช่วยและเริ่มพูดคุย เด็กจึงเล่าว่าเกิดจากการถูกเพื่อนแกล้งและไม่คุยด้วย จนรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ครูไม่รีบตำหนิใคร แต่เริ่มจากการรับฟังความรู้สึก ของเด็กก่อน แล้วจึงชวนคู่กรณีมาพูดคุยให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นโรงเรียนยังติดตามสภาพจิตใจของเด็ก ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ และทำงานร่วมกับครอบครัว เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลต่อเนื่อง



จะเห็นได้ว่ากรณีเช่นนี้ แม้จะเริ่มจากความขัดแย้งกับเพื่อน ถูกกลั่นแกล้ง แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังคือการที่เด็กขาดความมั่นคงทางใจ และครอบครัวเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของเด็ก


ครูที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ใช้วิธีการ RJ โดยการรับฟังเด็กโดยไม่ตัดสิน มีการสะท้อนความรู้สึก และจัดกลุ่มพูดคุยระหว่างเด็กผู้ได้รับผลกระทบ คู่กรณี ครูแนะแนว ครูประจำชั้น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง อีกทั้งจากการพูดคุยยังทำให้ทราบไปถึงปัญหาทางสุขภาพจิตของเด็ก จึงมีการส่งต่อให้นักจิตวิทยาและแพทย์ได้ร่วมดูแล


ผลจากความช่วยเหลือในครั้งนี้ช่วยให้เด็กได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ กับเพื่อน ได้รับการดูแลทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน


ความภูมิใจของครูในเรื่องราวนี้คือ เด็กได้มาบอกกับครูว่า “ตอนนี้ชีวิตหนูดีมากขึ้นเลย แม่ก็กอดหนูมากขึ้น ให้ความรักกับหนูมากขึ้น” โดยขณะนี้โรงเรียนยังได้ให้การสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษา เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมดีและมีจิตอาสาด้วย



อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4

กรณีศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

กรุงเทพมหานคร UNFPA Thailand กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน

Photos from Thailand Institute of Justice (TIJ)'s post 21/05/2026

🏅TIJ ได้รับรางวัลมาตรฐานสถานที่จัดงานระดับสากล


ที่ TIJ เราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมที่จะร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีกว่า


เราจึงมุ่งมั่นที่จะเปิดพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยยึดหลักประชาชนเป็นศูนย์กลางและพัฒนาสถานที่จัดประชุมภายในอาคาร TIJ ให้สนองตอบความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง


และวันนี้ เราพร้อมจะแบ่งปันความภาคภูมิใจที่ห้องประชุมของเรา
1. Conference Hall
2. Justice Design Studio
3. Learning Studio 1
4. Learning Studio 2


🏆ได้รับรางวัลมาตรฐานระดับสากล ด้วยตราสัญลักษณ์มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย ประเภทห้องประชุม ประจำปี 2568 จาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวมีระยะเวลาการรับรองระหว่างปี พ.ศ. 2569 – 2571


🤩ขอขอบคุณทุกความเชื่อมั่นใน TIJ พื้นที่ Common Ground ของทุกคน


📢สนใจติดต่อสถานที่จัดงาน อาคารสำนักงาน TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ ติดต่อได้ที่:
E-mail: [email protected]
Line OA: https://lin.ee/ST0CQ8h

#มาตรฐานสถานที่จัดประชุม #สถานที่จัดประชุมมาตรฐานสากล

20/05/2026

กระจกสู่ใจ : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


เมื่อการทำลายข้าวของคือเสียงของเด็กที่ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไร


ครูได้รับแจ้งว่าเด็กทำลายประตูห้องน้ำ ตอนแรกเด็กปฏิเสธและไม่ยอมเล่าอะไร ครูยังไม่เร่งเอาคำตอบ แต่ค่อย ๆ สร้างความเชื่อใจ และทำให้เด็กรับรู้ว่าครูต้องการช่วย ไม่ได้ต้องการซ้ำเติม หลังใช้เวลาหลายวัน เด็กจึงยอมเล่าว่า เขารู้สึกว่าตนเอง ไม่มีตัวตน ในครอบครัว และใช้การทำลายของเพื่อเรียกร้องความสนใจ ครูจึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องวินัย แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีปัญหา จึงชวนผู้ปกครองเข้ามาคุยในเวลาที่เด็กพร้อม



ประเด็นของปัญหาในครอบครัวเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่มักจะเข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมของเด็กในโรงเรียน ครูจึงต้องหมั่นสังเกตเด็ก ๆ อย่างพฤติกรรมทำลายทรัพย์สินอาจเชื่อมโยงได้กับความรู้สึกถูกทอดทิ้งและต้องการการยอมรับ


อย่างในกรณีนี้ เมื่อทราบถึงปัญหา ครูได้นำกระบวนการ RJ มาใช้ โดยรับฟังถึงปัญหาอย่างจริงใจ สร้างความไว้วางใจ พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้แก่เด็ก ก่อนจะประสานผู้บริหารเพื่อให้ความช่วยเหลือ ทำให้การรับผิดไม่กลายเป็นการถูกตีตรา ทั้งยังประสาน ความร่วมมือกับผู้ปกครองของเด็กเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของเด็กด้วยว่าอยากให้ครอบครัวเข้าใจตนเองและยอมรับ



อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4

กรณีศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

กรุงเทพมหานคร UNFPA Thailand กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน

20/05/2026

คนที่ถูกลืม : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


เมื่อครอบครัวละเลย โรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กได้ไหม


ครูสังเกตว่าเด็กคนหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวตัวเดิมทุกวัน สะพายกระเป๋าที่สายขาดและมีกลิ่นตัวเป็นระยะเวลานานจนเพื่อนเริ่มนั่งใกล้ ๆ ไม่ได้ ครูจึงเข้าไปสอบถาม ตอนแรกเด็กไม่ยอมบอกเล่าให้ครูฟัง แต่ครูยังค่อย ๆ ถามและติดตาม พบว่าเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากที่บ้าน บางวันหลังเลิกเรียนก็ไม่มีคนมารับ และต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ครูจึงประสานครูประจำชั้น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และคนรอบตัว เพื่อช่วยกันดูแลเด็กอย่างจริงจัง



เมื่อครูเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยกระบวนการ RJ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเด็ก ครูประจำชั้น ครู และผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง คนรอบตัว และชุมชน จึงได้เห็นว่าเบื้องหลังของปัญหาคือการที่เด็กถูกละเลย เนื่องจากขาดการดูแลจากครอบครัว ทำให้สุขอนามัยย่ำแย่ ส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเสี่ยงที่จะถูกตีตราในที่สุด


วิธีการ RJ ที่ครูนำมาใช้ คือการเก็บข้อมูลจากหลายฝ่ายด้วยการสร้างความไว้วางใจจากเด็ก พูดคุยกับผู้ปกครอง และทำข้อตกลงร่วมระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสุดท้ายแล้วเด็กก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพราะได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกปลอดภัยและกลับมาเชื่อใจผู้อื่นได้อีกครั้ง



อ่านเรื่องเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4

กรณีศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

กรุงเทพมหานคร UNFPA Thailand กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน

18/05/2026

เงินที่หายไป : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


จากการถูกตัดสินจากภายนอก สู่การค้นพบตัวเองที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต


เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อเงินของครูหาย แล้วเด็กคนหนึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในทันที เพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่ทำให้คนอื่น ๆ คิดว่าเขาน่าจะเป็นคนเอาไป แต่ครูกลับยังไม่รีบด่วนตัดสิน หากใช้วิธีการค่อย ๆ แยกคุยกับผู้เกี่ยวข้องทีละคนและใช้ความไว้วางใจในการหาข้อเท็จจริง แทนการบังคับให้รับสารภาพ


สุดท้ายความจริงจึงปรากฏ ว่าคนที่เกี่ยวข้องที่แท้จริงคือเด็กอีกคนหนึ่งที่ไม่มีใครสงสัยตั้งแต่แรก ครูจึงค่อย ๆ ทำความเข้าใจเหตุผลของการกระทำร่วมกับนักเรียน จากนั้นจึงมีการจัดวงพูดคุยเพื่อเยียวยา ทั้งเด็กที่ถูกกล่าวหา และเด็กที่ทำผิด




กระบวนการ RJ ที่ครูนำมาใช้เป็นการเลือกรับฟังอย่างรอบด้าน โดยจัดวงพูดคุยทั้งรายบุคคลเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ นำมาสู่การเปิดโอกาสให้ยอมรับความจริงด้วยตัวเอง และพูดคุยระหว่างผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งเด็กผู้ถูกกล่าวหา เด็กผู้ถูกกระทำ ครูประจำชั้น ครูที่ผ่านการอบรม RJ รวมทั้งนักจิตวิทยา ช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความรู้สึก ได้ขอโทษ และร่วมกันวางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำให้ผู้กระทำผิด ถูกตีตรา


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ครูจึงเป็นผู้คืนความเป็นธรรมให้เด็กที่ถูกเข้าใจผิด ส่วนเด็กที่กระทำผิดก็ได้รับผิดชอบอย่างจริงใจ และฟื้นฟูความเชื่อใจ ในห้องเรียนได้




อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4

กรณีศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน #กรุงเทพมหานคร #ศูนย์คุณธรรม

18/05/2026

เดอะแบก : เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน


ความกดดันที่สะสมจนพร้อมปะทุ และสิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ คือความเข้าใจ
เด็กคนหนึ่งมีความฝันที่จะเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เขาเป็นคนร่าเริง ชอบกีฬา และคอยดูแลเพื่อน ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเพื่อนซึ่งมีภาวะออทิซึม แต่เขามีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงในครอบครัวหลังเลิกเรียนก่อนที่จะไปฝึกซ้อมฟุตซอล โดยสลับหน้าที่กับแม่ที่ต้องออกไปทำงาน


ในช่วงเย็นวันหนึ่งเมื่อถูกเพื่อนซึ่งมีภาวะออทิซึมเข้ามาพยายามรั้งไว้เพื่อจะเล่นด้วย ทำให้เขาเครียดและกดดันว่าจะกลับไปดูแลผู้ป่วยช้า และกลัวว่าจะไปซ้อมกีฬาไม่ทัน เขาจึงระเบิดอารมณ์และชกต่อยกับเพื่อนคนดังกล่าวจนเกิดการบาดเจ็บ


เมื่อทราบเรื่อง ครูไม่รีบเข้ามาทำโทษในทันที แต่เริ่มจากการถามและรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ จนกระทั่งได้รู้ว่าปัญหาไม่ได้เริ่มจากการทะเลาะครั้งนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของแรงกดดันและภาระจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในครอบครัว ต่อมา ครูจึงนัดผู้ปกครองและผู้ดูแลของทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบริบทชีวิตของเด็ก และช่วยกันหาทางออกที่ทำได้จริง


การทะเลาะในโรงเรียนที่เกิดจากการแบกรับภาระเกินวัยของเด็กคนหนึ่งกลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบไปถึงเด็กคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้เช่นกัน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กที่เป็นคู่กรณี ครู ผู้ปกครอง และผู้ดูแลในครอบครัว ต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ถึงแรงกดดันและความเครียดสะสมของเด็กคนนี้


การใช้กระบวนการ RJ รับฟัง จัดวงสนทนาร่วมกับครอบครัว และเปิดใจเพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความรู้สึกและข้อจำกัด พร้อมกับหาทางออกร่วมกัน นำไปสู่การสร้างความเข้าใจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ทำให้ครอบครัวเข้าใจเด็กมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ชีวิตที่สดใสสมวัยได้เหมือนเด็กคนอื่นต่อไป


อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ >> https://www.tijthailand.org/article/detail/restorative-justice-in-schools-article-case-studyin-thailand-ep4

กรณีศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

กรุงเทพมหานคร UNFPA Thailand กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนสังกัดกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน

Photos from Thailand Institute of Justice (TIJ)'s post 15/05/2026

อนาคตแบบไหนที่เราคิดจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป


ถ้า ... ลองคิดว่า เราทุกคนอาจมีโอกาสกลายเป็นคนที่เปราะบางที่สุดได้เช่นกัน


ถ้าเราเป็นคนในเมืองที่กำลังจะมีโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาในชุมชนและเราอาจต้องสูญเสียอาชีพ

ถ้าเราเป็นลูกสาวที่ต้องขายบริการทางเพศตามรอยเท้าของแม่ที่ร่างกายเริ่มโรยราเพียงเพราะเราเติบโตอยู่ในสถานบริการและขาดโอกาสทางการศึกษา

ถ้าเราเสียอาชีพ ต้องไปอาศัยอยู่ในชุมชนที่แวดล้อมอยู่ในวงจรยาเสพติด ไม่ได้รับโอกาสเข้าทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ จนกลายเป็นผู้ค้ายาที่วนเวียนเข้าออกเรือนจำ

ถ้าเราต้องตกงานในช่วงวัยกลางคน ไม่มีใครจ้างงานต่อ แต่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว จึงออกไปเร่รอนเป็นคนไร้บ้าน

ถ้าคนที่เป็นเสาหลักในครอบครัวเราเสียชีวิตพร้อมกับถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากร

ถ้าวันหนึ่ง เราอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ ... เราจะออกแบบ “ระบบยุติธรรมใหม่” อย่างไร


“ระบบยุติธรรมใหม่” ที่ออกแบบผ่าน “จินตนาการใหม่” ... ระบบยุติธรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นจากนักกฎหมายหรือผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายเท่านั้น ... ระบบยุติธรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มคนที่อ่อนแอและเปราะบางที่สุด ... ควรจะเป็นอย่างไร

*****

ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง - People Centered Justice เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบความยุติธรรมใหม่ ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมมือกับสถาบันนโยบายสาธารณะ (School of Public Policy) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำงานวิจัยเพื่อออกแบบ “ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ด้วยโครงการ “ปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม” โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ได้ประสานงานกับคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชวนประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ภาคใต้มาเข้าร่วมระดมความคิดเห็นใน “เวทีการพัฒนาเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคใต้”


ประเด็นปัญหาความยุติธรรมที่นำมาจัดเวทีนี้ มาจากการสังเคราะห์ประเด็นปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ภาคใต้ ทั้งจากรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2566 ร่วมกับงานวิจัยเรื่องความต้องการด้านความยุติธรรมของประชาชน (Justice Needs Survey) ปี 2565 และการสัมภาษณ์ทั้งประชาชนและผู้ให้บริการด้านความยุติธรรมในพื้นที่ภาคใต้ โดยพบว่ามีปัญหาสำคัญ 3 ลำดับแรก คือ ยาเสพติด ความรุนแรง ที่ดินและทรัพยากร เช่น ปัญหาการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด ปัญหาคนไร้บ้านที่ได้รับผลกระทบซ้ำจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ ปัญหาเด็กที่เติบโตในสถานบริการและกลายเป็นหญิงขายบริการตามผู้ปกครอง ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ส่งผลกระทบไปถึงโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการปกป้องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน


เวทีนี้ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันตั้งแต่การสะท้อนสภาพปัญหาที่อยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง ลงลึกไปถึงระบบและโครงสร้างทางกฎหมายและสังคม ลึกลงไปที่วาทกรรมความเชื่อต่าง ๆ ที่สั่งสมมายาวนานจนกลายเป้นความเคยชินหรือยอมจำนนต่อปัญหา และร่วมกันใช้จินตนาการใหม่เพื่อออกแบบความยุติธรรมใหม่ที่เริ่มจากความต้องการของประชาชนจริง ๆ


โครงการปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ยังจะจัดเวทีในรูปแบบเดียวกันนี้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยจะวิเคราะห์ตามสภาพปัญหาที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และจะจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสู่รัฐบาล เพื่อนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นพัฒนาระบบยุติธรรมไทยให้เป็นระบบยุติธรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป

#กระบวนการยุติธรรมที่มีคนเป็นศูนย์กลาง #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

15/05/2026

EP.4 เรื่องเล่า RJ จาก 6 โรงเรียน: โรงเรียนไทยให้ความยุติธรรม ด้วยการฟื้นฟูเยียวยา


ในโรงเรียน เราเห็นเด็ก “มีปัญหา” ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านอารมณ์ ความรุนแรง การแยกตัว หรือการรวมกลุ่ม การขาดเรียน รวมไปถึงบุคลิกการแต่งกาย แต่แท้จริงแล้ว นั่นอาจจะไม่ใช่ “ปัญหา”


หากเป็น “การสื่อสาร” สัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือในแบบที่เขาทำได้
คำถามคือ เรา ในฐานะครู ในฐานะคนที่อยู่รอบข้าง เราอ่านสัญญาณเหล่านั้นออกไหม?

***

ในบทความที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice – RJ) และแนวทางการนำไปใช้ในการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน สัปดาห์หน้า เราจะพาไปรู้จักกับ 6 กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจากโรงเรียนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อครูและโรงเรียนเลือกที่จะมองทะลุเปลือกนอก เข้าไปสู่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหา สิ่งที่ตามมาอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กได้


ทั้งนี้ กรณีตัวอย่างทั้งหมดได้รับการเรียบเรียงโดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลที่อาจนำไปสู่การระบุตัวเด็ก โรงเรียน หรือครอบครัว และมุ่งนำเสนอเฉพาะสาระสำคัญที่สะท้อนบทเรียนจากการใช้กระบวนการ RJ เพื่อประโยชน์ด้านนโยบาย การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการสื่อสารเท่านั้น

***

6 เรื่องราวที่จะได้ติดตามในสัปดาห์หน้า


🔹 เดอะแบก: ความกดดันที่สะสมจนพร้อมปะทุ และสิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ คือความเข้าใจ
🔹 เงินที่หายไป: จากการถูกตัดสินจากภายนอก สู่การค้นพบตัวเองที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต
🔹 คนที่ถูกลืม: เมื่อครอบครัวละเลย โรงเรียนจะเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ให้เด็กได้ไหม
🔹 กระจกสู่ใจ: เมื่อการทำลายข้าวของคือเสียงของเด็กที่ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไร
🔹 กอดสุดท้าย: ความขัดแย้งกับเพื่อน บวกกับภาระจากครอบครัว มันหนักเกินไปสำหรับเด็กคนเดียว
🔹 ตัวคนเดียว: เก็บกด แยกตัว เกือบหลุดจากระบบการศึกษา โรงเรียนจะรับมืออย่างไร

***

เมื่อพฤติกรรมคือการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง


สิ่งที่เรื่องราวทั้ง 6 เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นตรงกันคือ ปัญหาที่ปรากฏในโรงเรียนมักไม่ใช่เพียง "พฤติกรรมของเด็ก" แต่คือหนึ่งในวิธีที่เด็กสื่อสารว่าตนเองกำลังต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะมาจากความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ความกดดันในครอบครัว ความเปราะบางทางอารมณ์ หรือการขาดผู้ใหญ่ที่รับฟังอย่างแท้จริง


สิ่งที่ทำให้กระบวนการช่วยเหลือได้ผลในทุกกรณีไม่ใช่การเร่งหาคนผิดหรือการลงโทษโดยทันที แต่คือการมีผู้ใหญ่ในโรงเรียนที่มองเห็นสัญญาณเล็ก ๆ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และการทำงานร่วมกันระหว่างครู ผู้บริหาร ครอบครัว และหน่วยงานสนับสนุน เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กได้บอกเล่าความต้องการที่แท้จริงออกมา


กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นความสำคัญ 5 ประการ ของการบริหารจัดการโรงเรียนที่คำนึงถึงสภาพปัญหาที่เด็กเผชิญ


✅การมีระบบตรวจจับสัญญาณการขอความช่วยเหลือ เมื่อเด็กมีแนวโน้มอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง
✅การมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
✅การทำงานเชื่อมต่อกับครอบครัวและหน่วยงานภายนอก
✅การหลีกเลี่ยงการตีตราเด็กจากพฤติกรรมที่แสดงออก
✅การมองการฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ


เพราะเมื่อโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกว่ามีคนเห็น มีคนฟัง และมีคนพร้อมช่วย โรงเรียนก็ไม่ใช่แค่สถานที่เรียน แต่คือก้าวแรกของการสร้าง "สังคมปลอดภัย ให้หัวใจเด็กไทยอบอุ่น"

***

ติดตามเรื่องราวแรกได้ในสัปดาห์หน้า และหากเรื่องไหนโดนใจ หรือมีเรื่องอยากแลกเปลี่ยน คอมเมนต์กันมาได้

***

อ่านชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน
- EP. 1 เมื่อสังคมตั้งคำถามว่า เด็กที่ทำผิดได้รับโทษจริงหรือ? https://www.facebook.com/share/p/1GZoUShFHo/
- EP. 2 เด็กกระทำผิดในโรงเรียน ต้องลงโทษ หรือต้องเยียวยา?
https://www.facebook.com/share/p/1JUbT5Wh4Y/
- EP. 3 การสื่อสาร : เครื่องมือ RJ สร้าง "สัมพันธ์" เพื่อความเท่าเทียมในโรงเรียน https://www.facebook.com/share/p/14eVZ3v7oJn/

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #กรุงเทพมหานคร #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน #ศูนย์คุณธรรม

08/05/2026

EP. 3 - การสื่อสาร : เครื่องมือ RJ สร้าง "สัมพันธ์" เพื่อความเท่าเทียมในโรงเรียน
ชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

จากสองบทความที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่า RJ แตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมดั้งเดิมอย่างไร และทำไมโรงเรียนจึงควรนำมาใช้ บทความนี้จะลงลึกในขั้นตอนและเครื่องมือของ RJ โดยใช้กรณีศึกษาจากเหตุการณ์จริงเป็นตัวนำ เพื่อให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการ RJ ดำเนินไปอย่างไร และต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง

Case:
พลีส เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากมีเรื่องผิดใจกับครูเอลลี่ในห้องเรียน ได้โพสต์ข้อความต่อว่าครูด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เมื่อครูได้เห็นจึงโกรธมากและนำไปเล่าให้ครูคนอื่นฟัง เพื่อให้ช่วยจัดการปัญหานี้ พร้อมกล่าวว่าจะฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับพลีสให้ถึงที่สุด เมื่อถึงชั่วโมงที่ครูต้องเข้าสอน ก็มักจะมีการแสดงอารมณ์ไม่พอใจพลีสอยู่เสมอ
ในกรณีนี้ หากนำกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice – RJ) มาใช้จะทำให้เกิดผลอย่างไร?

***

ความขัดแย้งในโรงเรียนมักเกิดจากความพยายามทำให้เห็นว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ ว่ากล่าว ทำร้ายร่างกาย การกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำ RJ มาใช้ สถานการณ์นี้เห็นว่าคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งเป็นครู อีกฝ่ายหนึ่งเป็นนักเรียน ครูจึงใช้อำนาจของความเป็นครู ในการกดดันนักเรียนซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของอำนาจระหว่างคู่กรณี (power imbalance) แม้ว่านักเรียนจะเป็นฝ่ายที่มีส่วนผิดก็ตาม

อย่างไรก็ดี จากโครงการ RJ in Schools Sandbox แนวคิดของกระบวนการ RJ ถูกนำไปใช้ในโรงเรียนในสังกัดของกรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และภาคีเครือข่าย นำมาสู่ข้อสรุปของแนวทางการใช้ RJ ว่าสาระสำคัญนั้นอยู่ที่การ "เสริมพลัง" (Empower) ให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการทุกฝ่ายสามารถแสดงความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระและปลอดภัย และตั้งอยู่บนความสมัครใจและยินยอมของทุกฝ่าย

ที่สำคัญ ก่อนเริ่มกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาไม่ว่าจะเป็นบริบทในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วจะต้องพบเจอกับขั้นตอนใดบ้าง และเป้าหมายควรจะเป็นอย่างไร เช่น ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างไร ผู้กระทำผิดได้เรียนรู้ผลของการกระทำ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างไร หากทำเช่นนั้นได้ กระบวนการ RJ จึงจะมอบความเท่าเทียมให้ระหว่างคู่กรณีได้อย่างแท้จริง

***

การจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน: เปลี่ยนบทลงโทษเป็นความเข้าใจ

ในกรณีของพลีสและครูเอลลี่ อาจสรุปได้ว่ากระบวนการ RJ เริ่มต้นขึ้น เมื่อมีครูจอยเข้ามาเป็นคนกลางที่จะช่วยจัดการข้อพิพาท ซึ่งครูจอยผ่านการอบรมกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาแล้ว

ครูจอยได้ใช้หลักการของกระบวนการ RJ ที่ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเยียวยา เสริมสร้างสิ่งที่สูญเสียไป และซ่อมแซมความสัมพันธ์

เริ่มด้วยคำถาม 5 ข้อ เมื่อต้องเป็นผู้ดำเนินกระบวนการ RJ
1. มีใครบ้างได้รับความเสียหาย
2. ผู้เสียหายแต่ละคนมีความต้องการแท้จริงอะไรบ้าง
3. ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการเยียวยาความเสียหายมีใครบ้าง
4. ผู้ได้รับผลกระทบและมีส่วนเกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้นมีใครบ้าง (ทั้งทางตรงและทางอ้อม)
5. กระบวนการที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

ในกรณีของพลีสและครูเอลลี่ ครูจอยเริ่มต้นด้วยการถามตัวเองด้วยคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ก่อนเลย ซึ่งได้คำตอบว่า ผู้เสียหายหลักคือครูเอลลี่ที่รู้สึกถูกดูหมิ่น แต่ผู้ได้รับผลกระทบยังรวมถึงนักเรียนทั้งชั้นที่ต้องอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด ส่วนผู้มีหน้าที่โดยตรงในการเยียวยาคือพลีสซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การพิจารณาว่ากระบวนการที่เหมาะสม อาจเป็นการจัด Restorative Circle เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกัน โดยต้องประเมินความพร้อม ความสมัครใจ และความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องร่วมด้วย ซึ่งอาจช่วยลดความขัดแย้งที่บานปลายจากการเลือกดำเนินคดีตามกฎหมายและลดผลกระทบเชิงลบที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเสียโอกาสในการศึกษา การขัดขวางพัฒนาการตามวัยของเด็ก ค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความและค่าธรรมเนียมศาล การมีประวัติอาชญากร

***

กระบวนการ RJ ด้วยการสื่อสารเสริมพลัง

1. การเยียวยาผู้เสียหาย ครูจอยเน้นที่ให้ผู้เสียหายได้รับการดูแล โดยรับทราบถึงผลกระทบจากการกระทำของผู้กระทำ และสำรวจดูว่าต้องการรับการเยียวยาหรือชดเชยอย่างไร ซึ่งกรณีนี้ครูเอลลี่อาจต้องการความเคารพจากนักเรียนและได้รับการขอโทษอย่างจริงใจมากกว่าการลงโทษเด็กทางกฎหมาย

2. ให้ผู้กระทำรับผิดชอบและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากคุยกับครูผู้ถูกกระทำแล้ว พลีส ตัวผู้กระทำผิดเองก็ต้องได้รับการรับฟังเช่นกัน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการกระทำ จากนั้นครูจอยจึงจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิดให้ทราบถึงที่มาที่ไปของ
พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้

3. ให้ทุกฝ่ายได้ร่วมจัดการความขัดแย้ง เมื่อทราบข้อเท็จจริงและความต้องการของทั้งสองฝ่ายแล้ว ครูจอยได้จัดวงสนทนาเพื่อการฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Circle) ให้ทั้งพลีสและครูเอลลี่ รวมทั้งนักเรียนในชั้นเรียนได้พูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งหลังจากการพูดคุยพบว่าทุกคนล้วนได้รับผลจากความตึงเครียดระหว่างบุคคลคู่กรณี ทำให้บรรยากาศการเรียนไม่เป็นมิตร และนำไปสู่การเจรจาเพื่อแสวงหาหนทางในการปรับปรุงแก้ไข หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

4. ฟื้นฟูความสัมพันธ์ หลังจากคู่กรณีได้ทราบถึงทั้งที่มาที่ไป ผลกระทบและผลลัพธ์ที่คาดหวังจากกระบวนการแล้ว ทั้งคู่จึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการขอโทษและการให้อภัย ทำให้บรรยากาศในการเรียนของทั้งชั้นเรียนดีขึ้น และพลีสเองก็ตั้งใจเรียนและทำคะแนนสอบได้ดีด้วย

กรณีศึกษาของพลีสและครูเอลลี่ เป็นกรณีที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริง แต่ก็มีข้อสังเกตได้ว่ากระบวนการ RJ นั้นอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในทุกครั้ง เช่น อาจไม่ทำให้เกิดการสำนึกผิด การแสดงความรับผิดชอบ หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์คู่กรณีได้ ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยภายใน เช่น สภาพจิตใจของผู้เข้าร่วมแต่ละคน และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมของครอบครัวและชุมชน อย่างไรก็ดี งานวิจัยและการศึกษาในต่างประเทศจำนวนมากพบว่า โรงเรียนที่มีการใช้ RJ ช่วยลดอัตราการกลั่นแกล้งในโรงเรียน นักเรียนมีทักษะดีขึ้นในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีวินัยและเคารพผู้อื่น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนก็ดีขึ้นด้วย

***

สารพัดวิธีการ "สื่อสาร" เชื่อมสะพานที่แตกร้าว

ครูจอยไม่ได้แค่ "นั่งฟัง" สองฝ่าย แต่ใช้วิธีการสื่อสารที่ผ่านการฝึกมาอย่างเฉพาะเจาะจง คู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา (TIJ, 2025) ระบุว่า ผู้จัดกระบวนการต้องมีทักษะการสื่อสาร 4 ด้าน ได้แก่

1. ทักษะการพูดที่ระมัดระวังไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ใช้ถ้อยคำที่ไม่ตัดสิน ไม่บังคับให้ผู้เข้าร่วมต้องพูดหากยังไม่พร้อม และตั้งคำถามอย่างเหมาะสม
2. ทักษะการสะท้อนคุณค่าเบื้องลึก (Reframing) ในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา
3. ภาษากายที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ
4. การสื่อสารบนพื้นฐานแนวคิดการสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ (Non-Violent Communication – NVC)

เมื่อมีทักษะแล้วสามารถนำมาใช้ร่วมกับวิธีการจัดกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาได้ อาทิ

กฎ 7-38-55 ที่ระบุว่าการสื่อสารแต่ละครั้ง คนจะรับข้อมูลจากหลายส่วนพร้อมกัน กล่าวคือ ร้อยละ 7 มาจากคำพูด เนื้อหา ข้อความต่าง ๆ ร้อยละ 38 มาจากโทนเสียง และร้อยละ 55 มาจากท่าทาง สีหน้า และภาษากาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะในการตั้งใจฟังและจับใจความที่แท้จริงที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

ในกรณีนี้ ครูจอยจึงต้องสังเกตมากกว่าแค่คำพูด เช่น น้ำเสียงของครูเอลลี่ที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดมากกว่าความโกรธ หรือท่าทางก้มหน้าของพลีสที่อาจสื่อถึงความละอายมากกว่าการดื้อรั้น การอ่านสัญญาณเหล่านี้ช่วยให้ครูจอยเลือกใช้คำพูดและน้ำเสียงที่เหมาะสมกับบรรยากาศในแต่ละขั้นตอน

การใช้วงสนทนาในรูปแบบที่เป็นวงกลม ไม่มีประธาน ไม่มีหัวโต๊ะ ทุกคนเท่าเทียมกันภายในวงสนทนาเดียวกัน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย การให้สิทธิทุกคนได้พูดอย่างเท่าเทียม หรือใช้ Talking Piece เช่น ตุ๊กตาหรือลูกบอลเป็นสัญลักษณ์ว่าใครถือคือคนที่มีสิทธิได้พูด
นี่คือเหตุผลที่ครูจอยไม่จัดให้พลีสและครูเอลลี่คุยกันแบบตัวต่อตัวในสำนักงาน แต่เลือกเชิญนักเรียนทั้งห้องเข้าร่วมด้วย เพราะทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศห้องเรียนที่เสียหายไปพร้อมกัน การนั่งเป็นวงกลมโดยไม่มีใครนั่ง "หัวโต๊ะ" ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีความหมายเท่ากัน

การใช้คำถามเพื่อฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Enquiry) เป็นบทสนทนาพื้นฐานสำหรับถามเพื่อให้คู่กรณีและผู้ได้รับผลกระทบได้ถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเอง ลักษณะคำถามเน้นการสะท้อนคิดทั้งช่วงเกิดเหตุ (อดีต) ผลกระทบที่เกิดขึ้น (ปัจจุบัน) และแนวทางการแก้ไข (อนาคต) และให้ผู้ตอบวิเคราะห์เหตุการณ์และสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ครูจอยอาจถามพลีสว่า "ตอนที่โพสต์ข้อความนั้น รู้สึกอย่างไรอยู่บ้าง?" (อดีต) "ตอนนี้รู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าครูเอลลี่ได้เห็นข้อความนั้น?" (ปัจจุบัน) และ "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากให้เหตุการณ์เป็นอย่างไร?" (อนาคต) ขณะเดียวกันก็ถามครูเอลลี่ในทำนองเดียวกัน เพื่อให้ทั้งสองได้ยินมุมมองของกันและกันด้วยตัวเอง

การสะท้อนคุณค่าเบื้องลึก (Reframing) ในส่วนนี้ ผู้จัดกระบวนการ RJ ทำหน้าที่ทวนความ สรุปความ และสะท้อนสิ่งที่ได้ยินกลับไปสู่ผู้พูด โดยแปลงสิ่งที่ผู้พูดกล่าวไว้ให้เป็นความต้องการเบื้องลึกได้

เช่น เมื่อครูเอลลี่พูดว่า "นักเรียนคนนี้ไม่มีความเคารพเลย" ครูจอยอาจสะท้อนด้วยประโยคคำถามกลับว่า "ดูเหมือนครูรู้สึกว่าความสัมพันธ์และความไว้วางใจในห้องเรียนถูกกระทบ ใช่ไหมคะ?" การเปลี่ยนคำพูดที่ฟังดูเป็นการตัดสินให้กลายเป็นความต้องการที่แท้จริง ช่วยเปิดทางให้พลีสได้ยินและรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าถูกโจมตี

***
เมื่อ RJ จบ แต่การดูแลยังไม่สิ้นสุด

การที่คู่กรณีขอโทษและให้อภัยกันได้ หรือตกลงชดใช้กันแล้ว ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการ RJ สิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การดูแลต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า มาตรการเสริม (Supplementary Interventions) เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคน ทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำ ได้รับการดูแลจิตใจอย่างเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น หากพบว่าพลีสโพสต์ข้อความนั้นเพราะสะสมความกดดันจากปัญหาที่บ้านมานาน การปล่อยให้เรื่องจบแค่การขอโทษครูเอลลี่อาจไม่เพียงพอ ครูจอยหรือนักจิตวิทยาโรงเรียนอาจต้องติดตามและประสานงานกับครอบครัวของพลีสต่อไป เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ในทำนองเดียวกัน หากครูเอลลี่ยังรู้สึกบอบช้ำจากเหตุการณ์นี้ ก็ควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน ไม่ใช่แค่ "รับคำขอโทษแล้วก็ผ่านไป"

หลังจบวงสนทนา อาจยังต้องมีการดูแลต่อเนื่องตามความเหมาะสม เช่น การติดตามสภาพจิตใจของผู้เกี่ยวข้อง การประสานครอบครัวให้ดูแลใกล้ชิด หรือการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่จำเป็นมาตรการแทรกแซงที่ดีครอบคลุมทั้งการสังเกตสัญญาณของผลกระทบทางจิตใจ การดูแลโดยคำนึงถึงภาวะบอบช้ำ (Trauma-Informed Care) และการป้องกันภาวะเครียดสะสมในระยะยาว (PTSD Prevention) สิ่งเหล่านี้คือหลักประกันว่า RJ ไม่ใช่แค่การ "ตกลงกันในวงสนทนา" แต่คือการดูแลที่ยั่งยืน

****

หลักการของกระบวนการ RJ ในโรงเรียนมุ่งเน้นให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการแก้ไขเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างสันติ ด้วยเครื่องมือที่เสริมหรือทดแทนการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน หรือไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง โดยไม่ผลักไสให้เด็กต้องแบกตราบาปในชีวิตอย่างการถูกให้ออกหรือต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เว้นแต่เป็นกรณีทำผิดกฎหมายที่ไม่เปิดช่องให้กระบวนการทางเลือก

สิ่งที่กรณีพลีสและครูเอลลี่แสดงให้เห็นได้ชัดที่สุดคือ RJ ไม่ได้เป็นการ "ยกโทษ" แต่เป็นการให้ทุกคนได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ครูเอลลี่ได้รับความเคารพและคำขอโทษที่จริงใจ พลีสได้รับโอกาสแก้ไข และนักเรียนทั้งชั้นได้ห้องเรียนที่กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ ต้องการเพียงคนหนึ่งคนที่มีทักษะและความตั้งใจพอที่จะเป็น "ครูจอย" ในโรงเรียนของตัวเอง
ถ้าอยากรู้ว่าโรงเรียนในไทยที่ลองทำแล้วได้ผลจริงเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความถัดไปของซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools: สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

***

อ้างอิง
1. คู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา https://www.tijthailand.org/th/publication/detail/restorative-justice-in-schools-handbook

***
อ่านชุดบทความซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน
- EP. 1 เมื่อสังคมตั้งคำถามว่า เด็กที่ทำผิดได้รับโทษจริงหรือ? https://www.facebook.com/share/p/1GZoUShFHo/
- EP. 2 เด็กกระทำผิดในโรงเรียน ต้องลงโทษ หรือต้องเยียวยา?
https://www.facebook.com/share/p/1JUbT5Wh4Y/
- EP. 3 การสื่อสาร : เครื่องมือ RJ สร้าง "สัมพันธ์" เพื่อความเท่าเทียมในโรงเรียน https://www.facebook.com/share/p/14eVZ3v7oJn/

#ความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา #กรุงเทพมหานคร #นโยบายการศึกษา #โรงเรียนกทม. #ความรุนแรงในโรงเรียน #ศูนย์คุณธรรม

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Thailand Institute Of Justice 999 Chaengwattana Road , Thung Song Hong, Lak Si
Bangkok
10210