22/05/2026
ศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ ตรวจเยี่ยม ประเมินและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวภาคตะวันออกสู่มาตรฐานสากล
วันที่ 18-21 พฤษภาคม 2569 พลเรือเอก ธันยกร เสนาลักษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยองเพื่อตรวจเยี่ยมและประเมินผลแหล่งท่องเที่ยวกองทัพเรือในภาคตะวันออก พลเรือตรี บรรพต นิธิณัฐอาภาศิริ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ณ กองบังคับการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ
คณะตรวจเยี่ยมได้รับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคของหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ คณะกรรมการได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวของกองทัพเรือตามนโยบายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การพัฒนานี้ดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของกรมการท่องเที่ยว
📝18-21/05/2569
#กองทัพเรือ #กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #การท่องเที่ยวกองทัพเรือ #พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
21/05/2026
ศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ ตรวจประเมินแหล่งท่องเที่ยว หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง มุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการเพื่อประชาชน
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พลเรือเอก ธันยกร เสนาลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประเมินผลแหล่งท่องเที่ยวในความรับผิดชอบของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ให้การต้อนรับ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามผลการบริหารจัดการ ประเมินมาตรฐานการให้บริการ และความพร้อมด้านความปลอดภัยในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป โดยคณะได้สำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สวนป่าชายเลน ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ (โคกหนองนาโมเดล) และหาดเทียนทะเล
พร้อมกันนี้ ทางหน่วยได้รับฟังข้อเสนอแนะจากคณะผู้ตรวจเยี่ยม เพื่อนำไปปรับปรุงและยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีความทันสมัย ปลอดภัย สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและส่งเสริมการท่องเที่ยวของกองทัพเรือให้เติบโตอย่างยั่งยืน
📝20/05/2569
#กองทัพเรือ #กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง #ศูนย์อำนวยการท่องเที่ยวกองทัพเรือ #ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
19/05/2026
พระอาทิตย์ดับ ณ หาดทรายรี รำลึกวันสิ้นพระชนม์ของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ
19 พฤษภาคม วันอาภากร
พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือที่ปวงชนชาวไทยขนานนามด้วยความเคารพรักว่า "เสด็จเตี่ย" ทรงเป็นเสาหลักผู้ทรงวางรากฐานกิจการกองทัพเรือไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าเท่าเทียมอารยประเทศ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาในการพัฒนาวิชาการทหารเรือ จนได้รับการยกย่องให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย" ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์ บันทึกสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์กลับเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับดินแดนชายทะเลอันเงียบสงบอย่าง "หาดทรายรี" จังหวัดชุมพรย้อนกลับไปในต้นปี พ.ศ. 2466 กรมหลวงชุมพรฯ ได้ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ เพื่อเสด็จไปพักผ่อนและรักษาพระองค์ ณ ชายทะเลหาดทรายรี เนื่องจากทรงมีพระพลานามัยที่ไม่สมบูรณ์ ระหว่างที่ประทับสูดอากาศบริสุทธิ์และทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณอยู่นั้น พระองค์ได้เกิดประชวรด้วยไข้หวัดใหญ่อย่างกะทันหัน แม้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มกำลัง แต่พระอาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 เวลา 11.40 น. เสด็จเตี่ยได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างสงบ ณ พลับพลาที่ประทับชายหาดทรายรี สิริพระชันษาได้เพียง 44 ปี
เหตุการณ์สิ้นพระชนม์ในวันนั้น ถูกเปรียบเปรยอย่างลึกซึ้งและสะเทือนใจว่าเปรียบเสมือน "พระอาทิตย์ดับ ณ หาดทรายรี" ดวงประทีปดวงใหญ่ที่เคยส่องสว่าง นำทาง และให้ความร่มเย็นแก่กองทัพเรือและราษฎรชาวไทยได้อับแสงและลาลับไปอย่างไม่มีวันกลับ ทิ้งไว้เพียงความอาลัยอาวรณ์อย่างที่สุดของทหารเรือและประชาชนในยุคสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม แม้พระวรกายของพระองค์จะสูญสิ้นไปตามกาลเวลา แต่คุณงามความดี พระเกียรติคุณ และความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ยังคงสถิตอยู่ในใจของผู้คนไม่เสื่อมคลาย
ในปัจจุบัน หาดทรายรี จังหวัดชุมพร จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม แต่เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ บริเวณชายหาดเป็นที่ตั้งของศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสร้างขึ้นอย่างสง่างามบนเรือรบหลวงพระร่วงจำลอง หันหน้าออกสู่ทะเลกว้าง พร้อมด้วยอนุสรณ์สถานเรือรบหลวงชุมพร เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น "วันอาภากร" จะมีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลและเทิดพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า แม้พระอาทิตย์จะดับแสงลงที่หาดทรายรีแห่งนี้ไปนานกว่าศตวรรษ แต่แสงแห่งความดีงามและความจงรักภักดีต่อเสด็จเตี่ยจะยังคงส่องสว่างอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป
#วันอาภากร
#ท่องเที่ยว
#ท่องเที่ยวกองทัพเรือ
07/05/2026
ทัพเรือภาคที่ 3 เชิญชวน "ท่องเที่ยวเชิงผจญภัยและเดินป่าเชิงนิเวศ" ณ สวนป่าบางขนุน ป่าที่ราบผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต
ทัพเรือภาคที่ 3 จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ทรัพยากรธรรมชาติ ณ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางขนุน ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต พื้นที่นี้เป็นป่าที่ราบผืนสุดท้ายของจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์จากการผสมผสานระหว่างป่าปลูกและป่าธรรมชาติ กิจกรรมเน้นการเข้าชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในพื้นที่จริง ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามและศึกษาความหลากหลายของแมลงจำพวกผีเสื้อที่มีมากกว่า 25 สายพันธุ์
โครงการนี้มุ่งสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าไม้เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ยั่งยืนของชุมชน การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในการร่วมดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รับผิดชอบ
ผู้สนใจติดต่อได้ที่หมายเลข 0936989516
#กองทัพเรือ #กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #ทัพเรือภาคที่3 #สวนป่าบางขนุน #ภูเก็ต
29/04/2026
คณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพเรือ รุ่นที่ 22 ได้มอบเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จำนวน 2 เครื่อง ให้แก่กองทัพเรือ
โดยมี พลเรือเอก ธันยกร เสนารักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ เป็นผู้แทนรับมอบอุปกรณ์ช่วยชีวิตดังกล่าว
เพื่อนำไปติดตั้งและเตรียมความพร้อมสำหรับดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวในยามฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
กองทัพเรือ จะมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นที่พึ่งและพร้อมเคียงข้างดูแลทุกชีวิตในสังคมตลอดไป
📝29/04/69
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #ความปลอดภัยของประชาชน
24/04/2026
ศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ ลงพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 3 ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล
พลเรือเอก ธันยกร เสนาลักษณ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมทัพเรือภาคที่ 3 (จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่) เพื่อประเมินและเตรียมความพร้อมแหล่งท่องเที่ยวของกองทัพเรือ โดยมี พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 จังหวัดภูเก็ต
การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และติดตามความพร้อมในการขอรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว โดยคณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่จริง ณ ฐานทัพเรือพังงา และกรมทหารราบที่ 2 กองพลนาวิกโยธิน จังหวัดกระบี่ พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพเรือ และสอดคล้องกับมาตรฐานของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
📝23/04/2569
#กองทัพเรือ #กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #การท่องเที่ยวกองทัพเรือ #ทัพเรือภาคที่3 #พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
02/04/2026
#ทรงพระเจริญ
๒ เมษายน ๒๕๖๙ วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการ ศูนย์อำนวยการการท่องเที่ยวกองทัพเรือ 
01/03/2026
ทำไมเกาะโลซินขนาดเล็กถึงมีความสำคัญอย่างมหาศาลต่ออธิปไตยทางทะเลไทย
📍เกาะโลซินแม้จะมีพื้นที่ขนาดเล็กเพียงประมาณ 1,100 ตารางเมตร แต่มีความสำคัญอย่างมหาศาลต่ออธิปไตยทางทะเลและผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วยเหตุผลหลักดังต่อไปนี้
1. เป็นจุดอ้างอิงในการขยายอาณาเขตทางทะเล ประเทศไทยได้ใช้เกาะโลซินเป็น เส้นฐานและจุดอ้างอิงสำคัญในการกำหนดเขตไหล่ทวีป ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 การลากเส้นฐานใหม่โดยอ้างอิงจากเกาะโลซินทำให้ไทยสามารถขยายอาณาเขตทางทะเลและเขตเศรษฐกิจจำเพาะออกไปได้กว้างขึ้นอย่างมาก
2.การรักษาสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล การใช้เกาะโลซินเป็นจุดอ้างอิง ทำให้เกิดการเหลื่อมทับกันของพื้นที่ทางทะเลกับประเทศมาเลเซียในบริเวณฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 7,250 ตร.ม. ซึ่งการมีอยู่ของเกาะโลซินทำให้ไทยมีสิทธิโดยชอบธรรมในการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่บริเวณนี้
3.ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรมหาศาล พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวได้นำไปสู่การทำบันทึกความเข้าใจ (MoU 1979) และจัดตั้งเป็น พื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) ระหว่างไทยและมาเลเซีย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม พื้นที่นี้เปรียบเสมือน "ขุมทรัพย์แสนล้าน" โดยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่สามารถพัฒนาได้อีกไม่น้อยกว่า 5.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งจะช่วยค้ำจุนความมั่นคงด้านพลังงานของไทยไปได้อีกไม่น้อยกว่า 20 ปี
4.การแสดงสิทธิและปกป้องอธิปไตยโดยกองทัพเรือ กองทัพเรือไทยได้เข้าไปจัดสร้างกระโจมไฟบนเกาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เพื่อประโยชน์ในการเดินเรือ และยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่เกาะโลซินและพื้นที่ JDA อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
🔷สรุปประวัติการเจรจาพื้นที่ JDA
ประวัติการเจรจาพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) ระหว่างไทยและมาเลเซีย มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้
1.จุดเริ่มต้นของพื้นที่ทับซ้อน ภายใต้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ประเทศต่างๆ สามารถประกาศอาณาเขตทางทะเลของตนได้ การประกาศนี้ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียในบริเวณฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง
2.การเจรจาระยะแรก (พ.ศ. 2515) เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2515 ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกำหนดเขตทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องบริเวณปากแม่น้ำสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้สำเร็จ
3.ปัญหาพื้นที่เหลื่อมทับเขตไหล่ทวีป สำหรับพื้นที่ที่อยู่ถัดออกไป ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในขณะนั้น เนื่องจากมีการอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกันคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 7,250 ตารางเมตร โดยฝ่ายไทยได้ใช้ "เกาะโลซิน" เป็นเส้นฐานและจุดอ้างอิงในการกำหนดเขตไหล่ทวีปเข้าสู้ในการเจรจา
4.การบรรลุข้อตกลง (MoU 1979) ในที่สุดความขัดแย้งก็คลี่คลายเมื่อทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงและลงนามใน บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจักรไทยและมาเลเซีย (MoU 1979) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 ที่ จ.เชียงใหม่ และมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2522
5.การเกิดพื้นที่ JDA และองค์กรร่วม MoU 1979 ได้นำไปสู่การจัดตั้ง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และเปลี่ยนพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิเหลื่อมทับกันให้กลายเป็น "พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)" เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์และแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม
6.สถานะปัจจุบันและทิศทางในอนาคต เดิมที MoU 1979 มีกำหนดอายุ 50 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2572 แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลมาเลเซียได้ยืนยันแล้วว่าข้อตกลงดังกล่าวจะยังมีผลบังคับใช้ต่อไปแม้จะครบกำหนดเวลาแล้วก็ตาม เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน
🔷จะเกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงพื้นที่ทับซ้อนเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี
เมื่อบันทึกความเข้าใจ (MoU 1979) ว่าด้วยพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ไทย-มาเลเซีย ครบกำหนดอายุ 50 ปี ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) จะมีเงื่อนไขและทิศทางที่ชัดเจนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนี้
1.เงื่อนไขที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงเดิม บันทึกความเข้าใจได้ระบุเงื่อนไขไว้ว่า หากครบ 50 ปีแล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องแนวเขตไหล่ทวีปได้ ให้ใช้ข้อตกลง JDA ที่มีอยู่ต่อไป แต่ในทางกลับกัน หากสามารถหาข้อยุติเรื่องพรมแดนได้สำเร็จ ก็ให้ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว และทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการร่วมกันให้แบ่งกันคนละครึ่ง หรือจัดทำข้อตกลงกันใหม่
2.มติและท่าทีของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบัน ด้วยบริบทที่ทั้งสองประเทศประเมินแล้วว่าอาจจะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องเขตแดนได้ในเร็วๆ นี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจึงได้หารือและให้การรับรองเงื่อนไขการต่ออายุแล้ว โดย คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560 อนุมัติให้คำรับรองการมีผลบังคับใช้ต่อไปของ MoU 1979 และทางรัฐบาลมาเลเซียก็ยืนยันที่จะให้ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ต่อไปหลังสิ้นสุดระยะเวลา 50 ปีเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันหมดอายุ ตราบใดที่ยังตกลงเรื่องเขตแดนกันไม่ได้
3.การขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นคงและต่อยอดการลงทุน ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2565 รัฐบาลไทยและมาเลเซียได้อนุมัติให้ ขยายอายุสัญญาแบ่งปันผลผลิตในพื้นที่ JDA ออกไปอีก 10 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2582 การขยายสัญญานี้จะช่วยให้ได้ปริมาณก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเปิดโอกาสให้สามารถสำรวจพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติมได้อีกด้วย
⚓️บทบาทของกองทัพเรือในการดูแลเกาะโลซินและพื้นที่ JDA
กองทัพเรือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดูแลเกาะโลซินและพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ทั้งในมิติของการรักษาความมั่นคง การยืนยันสิทธิอธิปไตย และการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยมีบทบาทหลักดังนี้
1.การแสดงสิทธิอธิปไตยและการครอบครองอย่างมีประสิทธิผล (Effective Occupation) กองทัพเรือได้เข้าไปจัดสร้างกระโจมไฟ (ประภาคาร) คอนกรีตสีขาวสูง 13 เมตร บนกองหินโลซินเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือแก่นักเดินเรือและชาวประมง การสร้างและซ่อมบำรุงกระโจมไฟอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการแสดงออกถึงการครอบครองและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญทางกฎหมายที่ช่วยยืนยันสิทธิของไทยในการอ้างพรมแดน นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้มีความพยายามในการนำต้นไม้ไปปลูกบนเกาะ เพื่อสนับสนุนลักษณะทางกายภาพให้เข้าข่ายการรักษาสถานะความเป็น "เกาะ" ตามกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย
2.การปกป้องผลประโยชน์ของชาติในพื้นที่ JDA กองทัพเรือมีหน้าที่และภารกิจโดยตรงในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยยังคงจัดกำลังปฏิบัติงานและลาดตระเวนในบริเวณพื้นที่เกาะโลซินและพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและดูแลความปลอดภัยให้กับพื้นที่แหล่งก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นความมั่นคงทางพลังงาน โดยยึดหลักการเคารพสิทธิภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
3.การดูแลและปกป้องระบบนิเวศทางทะเล กองทัพเรือมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการช่วยฟื้นฟูและปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการังรอบเกาะ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในกลางปี พ.ศ. 2564 เมื่อมีซากอวนประมงยักษ์ขนาดใหญ่ยาวกว่า 200 เมตร น้ำหนักกว่า 800 กิโลกรัม เข้าไปติดและทำลายแนวปะการัง ทัพเรือภาคที่ 2 ได้ให้การสนับสนุนเรือหลวงราวี เรือ ต 991 พร้อมส่งทีมนักดำน้ำระดับมาสเตอร์เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ซากอวนร่วมกับนักดำน้ำอาสาและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จนสามารถรักษาแนวปะการังไว้ได้ (อ้างอิงข่าวไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/news/local/south/2121256)
4.แผนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังในอนาคต ในอนาคต คาดว่ากองทัพเรือจะยกระดับขีดความสามารถในการเฝ้าระวังพื้นที่รอบเกาะโลซินมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย โดยอาจมีการนำเทคโนโลยีมาบูรณาการร่วมกับกระโจมไฟเดิม เช่น การติดตั้งระบบรับสัญญาณระบุตัวตนเรืออัตโนมัติ (AIS) และกล้องวงจรปิดทางไกล เพื่อให้สามารถตรวจสอบการจราจรทางทะเลได้แบบเรียลไทม์จากศูนย์บัญชาการบนฝั่ง ซึ่งจะช่วยตอกย้ำการดูแลพื้นที่ของไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
#เกาะโลซิน
#ปัตตานี
13/02/2026
ศรัทธาริมโขงงดงาม ทหารเรือร่วมขบวนแห่พระอุปคุตฯ สัมผัสเสน่ห์เมืองพระธาตุพนม
วันที่ 10 ก.พ.69 นรข.เขตนครพนม โดย น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม พร้อมด้วย น.อ.ปุณณรัตน์ ถมคำ หน.ยก. - ขว.นรข.เขตนครพนม น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือธาตุพนม นายทหารฝ่ายอำนวยการ กำลังพล บก.นรข.เขตนครพนม และ สน.เรือธาตุพนม ร่วมพิธีอัญเชิญและร่วมขบวนแห่แบกเสลี่ยงส่งพระอุปคุตมหาเถระ กลับสู่สะดือทะเล (แม่น้ำโขง) หลังปกปักรักษางานนมัสการองค์พระธาตุพนม ครบ 9 วัน 9 คืน ณ ลานพระวิหารหอพระแก้ว วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร และขบวนแห่ฯ ตั้งแต่ถนนกุศลรัษฎากร - บริเวณท่าด่านศุลกากร ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จว.นครพนม โดยมี นายปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอธาตุพนม เป็นประธานฯ
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ
#ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ
#นรข
#นรขเขตนครพนม