ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC

แชร์

รู้จักเรา เข้าใจคน : มานุษยวิทยาเพื่อฟื้นคุณค่าความเป็นมนุษย์

“การศึกษาวิชามานุษยวิทยา มีจุดประสงค์ให้มนุษย์เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมนุษยชาติทั้งมวล
มนุษย์จะได้เข้าใจตนเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นพื้นฐานให้เกิดความเข้าใจอันดี
และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”

พระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินเปิดศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2542

Photos from ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC's post 01/06/2026

📣เปิดลงทะเบียน

การประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69
“ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง”
Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imagery amid Structural Deterioration

วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569
ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

📌เปิดลงทะเบียน 2 ช่วง
- Early Bird วันนี้ - 20 มิ.ย. 2569 ค่าลงทะเบียน คนละ 800 บาท ชำระเงินภายในวันที่ 20 มิ.ย. 2569 ภายในเวลา 23.59 น.
- วันที่ 21-30 มิ.ย. 2569 ค่าลงทะเบียน คนละ 1,000 บาท ชำระเงินภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ภายในเวลา 23.59 น.
** พิเศษสำหรับนักศึกษา ค่าลงทะเบียน คนละ 500 บาท ตลอดงาน (โปรดแสดงบัตรนักศึกษาหรือหลักฐานหน้างาน)

ลงทะเบียนได้ที่ 👉 https://www.sac.or.th/portal/th/activity/detail/561
รับกระเป๋าใต้เงาวิกฤต พร้อมอาหารว่างและอาหารกลางวัน

ตลอดทั้ง 3 วัน มีพาเนลที่น่าสนใจอะไรบ้าง ไปดูกัน
📅 วันที่ 8 ก.ค. 2569
✅ปาฐกถา ร่ายมนต์เอไอ: อุดมการณ์ทุนเทคและการต่อต้านขัดขืน โดย ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ
- โซเมียไทในรัฐ-ชาติอันผันผวน
- วิกฤตวิจัย วิจัยวิกฤต: ข้อจำกัดและข้อเสนอต่อระบอบการผลิตความรู้ร่วมสมัย
- จากภูผาถึงทะเล: วิกฤตพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้เงื้อมมือมนุษย์
- ภาพยนตร์สั้น Capital of Mae La/ Space of Refuge
- วิกฤตชายแดน: อคติของรัฐ ความรุนแรง ความตาย
- คนร้าว โลกรวน สังคมผุพัง: ปฏิบัติการฟื้นฟูคนท้องถิ่นด้วยจินตภาพใหม่
- สิทธิของธรรมชาติในวิถีชาติพันธุ์ จากสากลสู่ชุมชนชาติพันธุ์ไทย
- ภาพยนต์สั้น กาลครั้งหนึ่ง ณ ท่ามะปราง (Memorial In Prang)
- ใต้เงาวิกฤตชายแดนเหนือ การต่อรองชีวิตในเศรษฐกิจทุนนิยม สารพิษกับทรัพยากร สถานะพลเมือง และการเลือนหายของภาษากุชงในพื้นที่ชายแดนเชียงราย
- ชีวิตภายใต้โครงสร้างที่เปราะบาง: จินตภาพใหม่ของระบบอาหาร ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางนิเวศ
- ภาพยนตร์สั้น Silent Witness

📅 วันที่ 9 ก.ค. 2569
✅ปาฐกถา วิกฤตกับปฤจฉาปะการัง (Can corals care for a crisis?) โดย รศ.ดร.จักรกริช สังขมณี
- วิกฤตน้ำข้ามแดน เหมืองแร่หายากในพื้นที่สงคราม ทุนข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และชะตากรรมของผู้คนบนที่สูงและในอาณาบริเวณชายแดน (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน)
- ครอบครัว การดูแลศีลธรรม การอยู่ดี-ตายดี และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
- Infra-struggle: โครงสร้าง(วิกฤต)พื้นฐาน และการดิ้นรนของคนชายขอบ
- ใต้เงาวิกฤตลุ่มน้ำโขง: วิกฤตเชิงความรู้ ชีวิตและจินตภาพใหม่ในโลกที่โครงสร้างกำลังผุพัง
- การเมืองของการดูแล อัตวิสัย และสภาวะเรื้อรัง
- ธรรมชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต
- วิกฤตที่มองไม่เห็นกับจินตภาพใหม่จากชายขอบ: ไฟป่า ชายแดน สวนทุเรียน และชายฝั่ง
- ความตายอันเจ็บปวดใต้เงาวิกฤต: รัฐ โครงสร้าง และการจัดลำดับช่วงชั้นของชีวิตที่เปราะบาง
- มุสลิมบ้านบางเทาใต้เงาวิกฤต

📅 วันที่ 10 ก.ค. 2569
✅ปาฐกถา วิกฤตในฐานะเงื่อนไขทางศีลธรรม: ความไม่เท่าเทียม อนาคตที่ถูกแขวนลอย และชีวิตในภาวะคลุมเครือ โดย ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น
- พลิกวิกฤตให้เป็นวิกฤต: โลกของผี ธุรกิจศรัทธา ฉากการเมือง และศีลธรรมของการดูแลช้าง
- และแล้ว “ความปรกติ” ก็ปรากฎ: ระเบียบชีวิตของผู้คนที่ถูกกำกับในห้วงนิวนอร์มัล
- อยู่กับวิกฤต: แนวคิด รัฐ พื้นที่ และชีวิตประจำวันที่หุ้มห่อหล่อเลี้ยงด้วยวิกฤต
- ความหวังที่ถูกกวาดท่ามกลางความโกลาหล: ธุรกิจลอตเตอรี สินค้าวัฒนธรรม และเส้นทางผู้ประกอบการชนบท
- อยู่ในรอยร้าว: เรื่อง(ไม่)เล่าถึงความเจ็บป่วย จินตนาการและความหวังของผู้คนในสังคมร่วมสมัย
- เก็บ จำ สู้: คลังเอกสารภาคประชาชนและงานเอกสารภาคประชาสังคมประเทศไทย
- รอยร้าวในโครงสร้าง: สภาวะสั่นคลอนของชีวิตและทางเลือกในโลกที่เปราะบาง
- Assembling the Urban Uncertainty: ออกแบบโอกาส การอยู่ร่วมกับวิกฤตสภาวะอากาศ
- ปาฐกถาปิดการประชุม ในวิกฤตมีโอกาส (ของใคร) โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2880-9429 ต่อ 3834 ในวันและเวลาทำการ
สามารถดูกำหนดการได้ที่ 👉https://www.sac.or.th/portal/th/activity/detail/561

#ใต้เงาวิกฤต
#ชีวิต
#จินตภาพใหม่
#ความผุพัง
#โครงสร้าง






#มานุษยวิทยา68
#ประชุมวิชาการ
#มานุษยวิทยา
#ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

#ศมส.

31/05/2026

ชวนอ่าน หรือคือกาลอวสาน ? : คุณค่าของศิลปะ ความจริง จริยธรรม และความเป็นมนุษย์ในยุค AI

“ในทางมานุษยวิทยา จริยศาสตร์ควรถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มากกว่าการตัดสินใจในสถานการณ์พิเศษเพียงไม่กี่ครั้ง การใช้ AI ซ้ำ ๆ ในงานประจำวัน เช่น การประเมินผลงาน การคัดเลือกคน การให้คะแนนนักเรียน หรือการจัดสรรทรัพยากร จะค่อย ๆ หล่อหลอมความคาดหวังและพฤติกรรมของผู้คน หากไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือทบทวน เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถโต้แย้งหรือขอให้ทบทวนผลลัพธ์ของระบบได้ การปฏิบัติเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเรื่องปกติและพ้นจากการตรวจสอบทางจริยธรรมไปโดยปริยาย” วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ กล่าว

เราอยู่ในยุคสมัยที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถผลิตซ้ำงานศิลปะ จำลองความรู้ และเนรมิตความจริง ขึ้นมาได้ภายในเสี้ยววินาที การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้เพียงแค่ท้าทายว่าอะไรคือสิ่งจริงหรือสิ่งปลอม

ทว่ามันกำลังสั่นคลอนรากฐานความไว้วางใจในประสาทสัมผัสและสถาบันทางสังคมของมนุษย์ รื้อถอนและเปลือยให้เห็นว่า “ความจริงแท้” (Authenticity) และ “มนต์ขลัง” (Aura) ของต้นฉบับที่เราเคยยึดถือ แท้จริงแล้ว ไม่เคยตั้งอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกค้ำยันไว้ด้วยเงื่อนไขทางโครงสร้างและเครือข่ายความรับผิดชอบร่วมกันมาโดยตลอด


ท้ายที่สุด การรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธ AI หรือการดื้อแพ่งวิ่งหนีไปหาพื้นที่ปลอดเทคโนโลยีอันเพ้อฝัน แต่อยู่ที่การยอมรับร่วมกันว่า ชีวิตมีมิติที่ไม่สามารถและไม่สมควรถูกทำให้มีประสิทธิภาพได้ทั้งหมด ความเป็นมนุษย์สถิตอยู่ในพื้นที่แห่งความช้า ความลังเลใจ การประสานความผูกพัน และสำนึกความรับผิดชอบที่ไม่สามารถโยนให้ระบบอัตโนมัติใด ๆ แบกรับแทนได้

ความท้าทายในโลกปัจจุบันจึงคือการร่วมกันออกแบบโครงสร้างสถาบันและวัฒนธรรมทางสังคม ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถปฏิเสธ ทบทวน หรือโต้แย้งระบบอัลกอริทึมได้จริง การอยู่รอดในยุคปัญญาประดิษฐ์จึงไม่ใช่การเร่งฝีเท้าเพื่อเอาชนะเครื่องจักร ทว่าคือการยืนหยัดโอบกอดความเปราะบางและความไม่แน่นอนของชีวิตเอาไว้ ในฐานะสิ่งเดียวที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีวันเลียนแบบได้สำเร็จ

อ่าน หรือคือกาลอวสาน ? : คุณค่าของศิลปะ ความจริง จริยธรรม และความเป็นมนุษย์ในยุค AI สัมภาษณ์ วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ ได้ที่ https://field-feel.com/art-truth-ethics-and-humanity-in-ai-visut
เรื่องโดย ณหทัย แสนมงคล
จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์: ภาพ

“ในทางมานุษยวิทยา จริยศาสตร์ควรถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มากกว่าการตัดสินใจในสถานการณ์พิเศษเพียงไม่กี่ครั้ง การใช้ AI ซ้ำ ๆ ในงานประจำวัน เช่น การประเมินผลงาน การคัดเลือกคน การให้คะแนนนักเรียน หรือการจัดสรรทรัพยากร จะค่อย ๆ หล่อหลอมความคาดหวังและพฤติกรรมของผู้คน หากไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือทบทวน เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถโต้แย้งหรือขอให้ทบทวนผลลัพธ์ของระบบได้ การปฏิบัติเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเรื่องปกติและพ้นจากการตรวจสอบทางจริยธรรมไปโดยปริยาย” วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ กล่าว

เราอยู่ในยุคสมัยที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถผลิตซ้ำงานศิลปะ จำลองความรู้ และเนรมิตความจริง ขึ้นมาได้ภายในเสี้ยววินาที การมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้เพียงแค่ท้าทายว่าอะไรคือสิ่งจริงหรือสิ่งปลอม

ทว่ามันกำลังสั่นคลอนรากฐานความไว้วางใจในประสาทสัมผัสและสถาบันทางสังคมของมนุษย์ รื้อถอนและเปลือยให้เห็นว่า “ความจริงแท้” (Authenticity) และ “มนต์ขลัง” (Aura) ของต้นฉบับที่เราเคยยึดถือ แท้จริงแล้ว ไม่เคยตั้งอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกค้ำยันไว้ด้วยเงื่อนไขทางโครงสร้างและเครือข่ายความรับผิดชอบร่วมกันมาโดยตลอด


ท้ายที่สุด การรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธ AI หรือการดื้อแพ่งวิ่งหนีไปหาพื้นที่ปลอดเทคโนโลยีอันเพ้อฝัน แต่อยู่ที่การยอมรับร่วมกันว่า ชีวิตมีมิติที่ไม่สามารถและไม่สมควรถูกทำให้มีประสิทธิภาพได้ทั้งหมด ความเป็นมนุษย์สถิตอยู่ในพื้นที่แห่งความช้า ความลังเลใจ การประสานความผูกพัน และสำนึกความรับผิดชอบที่ไม่สามารถโยนให้ระบบอัตโนมัติใด ๆ แบกรับแทนได้

ความท้าทายในโลกปัจจุบันจึงคือการร่วมกันออกแบบโครงสร้างสถาบันและวัฒนธรรมทางสังคม ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถปฏิเสธ ทบทวน หรือโต้แย้งระบบอัลกอริทึมได้จริง การอยู่รอดในยุคปัญญาประดิษฐ์จึงไม่ใช่การเร่งฝีเท้าเพื่อเอาชนะเครื่องจักร ทว่าคือการยืนหยัดโอบกอดความเปราะบางและความไม่แน่นอนของชีวิตเอาไว้ ในฐานะสิ่งเดียวที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่มีวันเลียนแบบได้สำเร็จ

อ่าน หรือคือกาลอวสาน ? : คุณค่าของศิลปะ ความจริง จริยธรรม และความเป็นมนุษย์ในยุค AI สัมภาษณ์ วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ ได้ที่ https://field-feel.com/art-truth-ethics-and-humanity-in-ai-visut
เรื่องโดย ณหทัย แสนมงคล
จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์: ภาพ

29/05/2026

สังคมไทย (ไม่) เรียนรู้อะไรบ้าง

ทุกครั้งหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ สังคมไทยมักเข้าสู่พิธีกรรมแบบหนึ่งอย่างรวดเร็ว พื้นที่ข่าวเต็มไปด้วยการสัมภาษณ์ การค้นหาสาเหตุ การแสดงความเสียใจ การประกาศเยียวยา และการให้คำมั่นว่าจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเป็นบทเรียน

คำว่าบทเรียนปรากฏขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ราวกับเป็นสูตรสำเร็จทางสังคมสำหรับการจัดการความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน ไฟไหม้โรงงานเคมี อาคารถล่ม เหตุกราดยิงในที่โรงเรียนหรือห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่เหตุการณ์ล่าสุดอย่างรถไฟชนรถเมล์ เพราะสิ่งตามมาหลังเกิดเหตุการณ์เหล่านี้คือการถอดบทเรียนราวกับเป็นแบบแผนที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่คำว่าบทเรียน มักถูกใช้ในความหมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ราวกับเพียงแค่คนในสังคมประกาศว่าจะเรียนรู้ ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่หากมองย้อนกลับไปอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในสังคมที่มีบทเรียนจำนวนมากอย่างผิดปกติ เพราะทุกปีมีเหตุการณ์ใหม่ ทุกเหตุการณ์ใหม่มีข้อสรุปใหม่ และทุกข้อสรุปใหม่ต่างอธิบายว่าต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก ทว่าหลายปัญหากลับปรากฏให้เห็นในรูปเดิม ๆ แม้จะมีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดข้อคิดบางประการคือ หากปัญหาเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ภายใต้สังคมที่ประกาศตนว่ามีการเรียนรู้อยู่เสมอหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่าง ความเป็นไปได้หนึ่งอาจกลายเป็นว่า แทนที่เราจะกล่าวว่าสังคมนั้นไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยอย่างที่มักพูดถึงโดยทั่วไป ปัญหาที่แท้จริงอาจอยู่ตรงที่การเรียนรู้เองว่า เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เหล่านี้ และอะไรเป็นสิ่งที่ถูกจดจำในฐานะบทเรียน

เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ความสูญเสียมักไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดคำอธิบายทุกแบบอย่างเท่าเทียมกัน ในทางตรงกันข้าม สังคมมักเริ่มสร้างลำดับชั้นของคำอธิบายอย่างรวดเร็ว บางคำอธิบายถูกผลักขึ้นมาอยู่แถวหน้าผ่านสื่อและปากคำของผู้มีอำนาจ ในขณะที่อธิบายอื่น ๆ แทบไม่มีพื้นที่ให้ปรากฏเลย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาสาเหตุของปัญหา แต่ยังเป็นการคัดเลือกว่าสาเหตุประเภทใดควรได้รับการยอมรับในฐานะความจริงของเหตุการณ์

หลังเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ คำถามที่ปรากฏขึ้นทันทีจำนวนมากมักเคลื่อนที่ไปในทิศทางคล้ายกัน นั่นคือ เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณละเลยหน้าที่หรือไม่ คนขับรถไฟมีใบอนุญาตหรือไม่ มีใครประมาทเลินเล่อหรือใช้สารเสพติดหรือไม่ แน่นอนว่าคำถามในลักษณะนี้ไม่ใช่คำถามที่ผิด เพราะความรับผิดชอบต่อเหตการณ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการสืบสาวต้นสายปลายเหตุและข้อเท็จจริงที่ต้องมีผู้รับผิด แต่คำถามประเภทนี้มักมีสถานะเหนือคำถามอีกประเภทหนึ่งเสมอ

คำถามอีกประเภทหนึ่งดังกล่าว มักเริ่มต้นจากการไม่มองเหตุการณ์เป็นจุดโดดเดี่ยว แต่มองว่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นภายในภูมิทัศน์ทางสังคมบางอย่าง เช่น เหตุใดจุดตัดที่มีความเสี่ยงเช่นนี้จึงดำรงอยู่ได้ยาวนานในพื้นที่จราจรหนาแน่น เหตุใดเมืองจึงจัดวางระบบรถไฟ รถยนต์ รถเมล์ ให้ผู้คนเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่ซึ่งเป็นจุดตัดเดียวกันภายใต้เงื่อนไขที่อันตราย และเหตุใดความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดเจนแบบนี้ถึงไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามจนกระทั่งมีความสูญเสียปรากฏขึ้น

ปัญหาทางสังคมเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างผ่านกระบวนการนิยามและการจัดประเภทด้วย ปัญหาในตัวของมันเองจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงล้วน ๆ เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น สังคมไม่ได้เพียงค้นพบว่าอะไรคือปัญหา แต่ยังสร้างข้อตกลงร่วมกันว่าอะไรควรถูกมองว่าเป็นปัญหา และเมื่อสาเหตุถูกกำหนดขึ้นแล้ว แนวทางการแก้ไขก็มักจะถูกกำหนดตามสาเหตุที่ถูกระบุตามไปด้วย ประเด็นสำคัญในที่นี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า คำอธิบายใดจริงหรือเท็จมากกว่า แต่อยู่ที่ว่าคำอธิบายบางชุดมีอำนาจมากพอที่จะทำให้คำอธิบายแบบอื่นจมลง เพราะทันทีที่สังคมชี้ตัวผู้กระทำผิดในระดับเหตุการณ์ได้ ผู้คนมักรู้สึกว่าได้คำตอบแล้ว และเมื่อคำตอบเกิดขึ้นเร็วเกินไป บางครั้งคำถามที่ยากที่สุดก็หายไปพร้อมกัน

เมื่อความเสี่ยงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนย่อมไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนได้โดยปราศจากการปรับตัว ความเสี่ยงจำนวนมากกลายเป็นพื้นหลังของชีวิตประจำวันจนผู้คนต้องเรียนรู้วิธีอยู่กับมัน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจึงเป็นการผลิตองค์ความรู้รูปแบบหนึ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นความรู้ที่เกิดจากการเฝ้าสังเกต ทดลอง จดจำ และส่งต่อกันในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้คนสามารถเคลื่อนผ่านสังคมที่มีความไม่แน่นอนได้อย่างปลอดภัย เท่าที่มีการส่งต่อกันมา

ในอีกด้านหนึ่ง ความรู้เพื่อเอาตัวรอดดังกล่าวก็มีด้านที่ย้อนแย้งอยู่ภายในตัวมันเอง กล่าวคือ ยิ่งประชาชนสามารถรับมือกับข้อบกพร่องของระบบได้มากเท่าใด ระบบก็ยิ่งสามารถดำรงอยู่โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อผู้คนรู้ว่าต้องระวังตรงไหน รู้ว่าต้องเผื่อเวลาเท่าไร หรือรู้ว่าต้องป้องกันตัวอย่างไร ภาระในการจัดการความเสี่ยงจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากโครงสร้างสาธารณะไปอยู่บนบ่าของปัจเจกบุคคลอย่างเงียบ ๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นการที่สังคมเริ่มให้คุณค่ากับความสามารถในการเอาตัวรอด มากกว่าความสามารถในการทำให้ผู้คนไม่จำเป็นต้องเอาตัวรอด

เมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้น สังคมไทยมักมีช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นทางอารมณ์ ความเศร้า ความโกรธ ความตกใจ และความต้องการคำตอบ กล่าวได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาพิเศษที่กระตุ้นให้ทำให้สิ่งที่เคยซ่อนอยู่ใต้ชีวิตประจำวันถูกเปิดเผยขึ้นชั่วคราว ผู้คนเริ่มมองเห็นความเปราะบางของระบบ เริ่มถามคำถามที่ปกติไม่ค่อยถูกถาม และเริ่มตระหนักว่า สิ่งที่เคยดูธรรมดาอาจเป็นปัญหาที่แอบซ่อนอยู่มาช้านาน

เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ในแง่นี้จึงอาจมีความสำคัญมากกว่าตัวอุบัติเหตุเอง เพราะมันทำหน้าที่เปิดรอยแยกเล็ก ๆ ในความคุ้นชินของชีวิตประจำวัน ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนอาจมองเห็นว่าความเสี่ยงที่รายล้อมตนเองไม่ได้เป็นกฎธรรมชาติของโลก แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดวางขึ้นผ่านการตัดสินใจของมนุษย์ นโยบาย การออกแบบเมือง การลำดับความสำคัญของรัฐ และการที่สังคมเลือกจะอดทนอยู่กับมัน คำถามสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า เราจะจดจำเหตุการณ์นี้ได้นานเพียงใด เพราะสังคมไทยไม่เคยลืมทุกอย่างเสียทีเดียว เราสามารถจดจำชื่อเหตุการณ์ ภาพข่าว และความสูญเสียได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ควรถูกถามมากกว่าคือ เราจะจดจำอะไรจากเหตุการณ์ โดยไม่ให้เหตุการณ์ที่ถูกจดจำมาก่อนกลายเป็นการไล่ลำดับบทเรียน และทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นอีกหนึ่งลำดับในบทเรียนต่อไป

หากสิ่งที่ถูกจดจำมีเพียงตัวผู้กระทำผิด สังคมก็อาจได้เพียงรายชื่อบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชุด หากสิ่งที่ถูกจดจำคือวิธีเอาตัวรอด ผู้คนก็อาจมีเทคนิคในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่หากสิ่งที่ถูกจดจำคือเงื่อนไขที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องอยู่กับความเสี่ยงเป็นเวลานาน บางทีความทรงจำอาจเริ่มทำหน้าที่มากกว่าการระลึกถึงอดีต บางที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของสังคมไทยอาจไม่ใช่การไม่มีบทเรียน แต่เป็นการมีบทเรียนจำนวนมากจนเราเริ่มคุ้นเคยกับการสูญเสีย และค่อย ๆ ยอมรับว่านี่คือต้นทุนปกติของการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน

ติดตามได้ในบทความ series มานุษยวิทยาอนาคต "สังคมไทย (ไม่) เรียนรู้อะไรบ้าง"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/830

วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์: เขียน

#มานุษยวิทยาอนาคต #สังคมไทย #การถอดบทเรียน #รถเมล์ #รถไฟ #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

29/05/2026

แนะนำวารสารใหม่ NEWJOURNAL✨

Time
Vol 207 No.15-16 2026

Articles

Cuba waits Three of the island’s leading writers on being caught between its communist regime and U.S. aggressions /Leonardo Paduro

The democrats’ billionaire on the campaign trail with campaign trail with JB Pritzker, running for re-election as lllinois governor, and maybe more / Julia Terruso

The 2026 Time 100 Companies our annual list of the most influential companies, and how they’re shaping the world

อ่านวารสารฉบับเต็มได้ที่ห้องสมุดชั้น 8

📞ติดต่อห้องสมุดได้ที่
Facebook : ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC library
Line : -library
E-mail : [email protected]
Website : www.sac.or.th/library/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-880-9429 ต่อ 3702

#มานุษยวิทยา69 #วารสารใหม่ #ห้องสมุด #ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

Photos from ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC's post 29/05/2026

VisitMuseums พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

VisitMuseums เดือนพฤษภาคมนี้ ชวนสำรวจเรื่องราวภูมิทัศน์ของ “ทุ่งรังสิต” หรือ “ทุ่งหลวง” อันเป็นชื่อเรียกในอดีต เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 ล้านไร่ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำตามฤดูกาล ทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยหนอง บึง จนกลายเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยา เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เช่น ช้าง ละมั่ง กวาง นกน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน รวมไปถึง “สมัน” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของทุ่งหลวง

ทุ่งรังสิต ยังเคยเป็นชายฝั่งทะเลและป่าโกงกางเมื่อประมาณ 8,000-4,000 ปีก่อน ต่อมาเมื่อระดับน้ำทะเลลดลงจนกลายเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ทำการเกษตร และเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงการติดต่อค้าขายกับภูมิภาคอื่น

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ครั้งสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 24 จากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398 อันเป็นการเริ่มต้นการเปิดประเทศสู่การค้าในระดับโลก รัฐต้องการขยายเส้นทางคมนาคมและพื้นที่เพาะปลูกข้าว เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก ส่งผลให้พื้นที่ทุ่งหลวงกลายเป็นพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกเฉียงใต้ (ในสมัยรัชกาลที่ 5)

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทุ่งรังสิตจากป่ารกร้าง กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ ส่งผลให้สัตว์นานาชนิดต้องอพยพไปอยู่ป่าเขาใหญ่ ยกเว้นสมันที่ไม่สามารถย้ายตามสัตว์ชนิดอื่นได้ ด้วยกิ่งเขาที่สวยงามของมันเป็นที่นิยมในหมู่นักธรรมชาติวิทยาชาวตะวันตก ทำให้สมันถูกล่าและสูญพันธุ์ไปภายหลังจากการขุดคลองเพียงไม่กี่ทศวรรษ

เรื่องราวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “ชีวประวัติของทุ่งรังสิต” (Biography of Thung Rangsit) ที่ถูกจัดแสดงขึ้นใน “พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” ตั้งอยู่ ณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เลขที่ 99 หมู่ที่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ได้มีการจัดแสดงเรื่องราวของผู้คน สังคม และวัฒนธรรม ผ่านมิติของเวลา พื้นที่ และการเปลี่ยนแปลง (Time, Space and Change)

สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของทุ่งรังสิตในมิติอื่น ๆ จากแผนที่จำลองขนาดใหญ่ ภาพถ่ายบันทึกความทรงจำ ปืนยาว สิ่งพิมพ์ รวมถึงการจัดแสดงในส่วนของ “นักสะสมและวัตถุสะสม” (Collector & Collection) จะพบกับวัตถุชิ้นสำคัญ เช่น ชุดเครื่องเบญจรงค์ ถาดกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ หน้ากากปูนปาสเตอร์รูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ โดยมีเนื้อหาบรรยายที่ร้อยเรียงให้เห็นถึงความทรงจำและความสัมพันธ์ของสังคม

🎯ข้อมูลพิพิธภัณฑ์
📍 ที่ตั้ง: คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เลขที่ 99 หมู่ที่ 18 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
📅 วันและเวลาทำการ: วันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดี และศุกร์ เวลา 09.00-15.00 น. (หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และในช่วงนี้หยุดทำการวันพุธ เนื่องจากมาตรการประหยัดพลังงานของมหาวิทยาลัย)
💵ค่าเข้าชม: ไม่เก็บค่าเข้าชม

เข้าชมรายละเอียดของพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่
https://db.sac.or.th/museum/museum-detail/245

เข้าชมข้อมูลชุมชนคลองหก (ทุ่งรังสิต) ได้ที่ฐานข้อมูลวิกิชุมชน
https://wikicommunity.sac.or.th/community/1816

#ท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ #แนะนำพิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ #ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย #วิกิชุมชน #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

28/05/2026

คนทรงเจ้าในกฎหมาย: ปฏิบัติการของรัฐสยามช่วงรัชกาลที่ 5 ต่อการเข้าทรงลงเจ้าภายใต้วาทกรรมความศิวิไลซ์

การสร้างวาทกรรมของรัฐที่มีต่อคนทรงเจ้าในกฎหมายไม่เพียงสัมพันธ์กับการสร้างความศิวิไลซ์เท่านั้น แต่อาจมีนัยถึงการรับมือต่อการก่อตัวของระบบทุนนิยม ซึ่งเป็นการรักษาเสถียรภาพทางอำนาจและเป็นการช่วงชิงพื้นที่ทางอุดมการณ์

การเข้าทรงมักเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ในวัฒนธรรมของมนุษย์โดยเฉพาะในพื้นที่ท้องถิ่น เนื่องด้วยวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยสื่อกลางอย่าง “ร่างทรง” เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกวัตถุเข้ากับโลกแห่งจิตวิญญาณ นักมานุษยวิทยาอธิบายว่าการเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันสะท้อนถึงความซ้อนทับระหว่างสิ่งที่มองเห็นซึ่งสัมผัสได้กับสิ่งที่ดำรงอยู่แต่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้

การทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านทัศนะของรัฐสยามต่อคนทรงเจ้าในกฎหมาย จำเป็นต้องพิจารณาถึงบริบทของการเข้าทรงในสังคมก่อนช่วงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยกฎหมายสำคัญในช่วงเวลานั้นคือ กฎหมายตราสามดวง หรือประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุถึงการทรงเจ้าเข้าผีอย่างชัดเจน แต่ก็ปรากฎถึงทัศนะของชนชั้นนำต่อผู้รู้ไสยศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ไว้ในพระอายการเบดเสรจ มาตรา 137 ตีความได้ว่า หากมีผู้ใดกล่าวหาหรือฟ้องร้องว่าบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้อาคมเกี่ยวกับผี มีความรู้ด้านการใช้สมุนไพร ยา และอาคมที่ใช้ทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย…หากพิจารณาแล้วพบว่าเป็นความจริงตามคำกล่าวหานั้น ให้ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ใช้วิชาอาคมนั้นเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้ บุคคลผู้นี้จะกระทำการที่เป็นภัยต่อผู้อื่นอีกในภายภาคหน้า

อาจกล่าวได้ว่า ทัศนะของชนชั้นนำช่วงเวลาดังกล่าวที่มีต่อคุณไสยศาสตร์และอำนาจผี ซึ่งปรากฏแนวคิดแบบไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนโลกทัศน์ที่ยอมรับการมีอยู่ของสิ่งเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบสังคมและขัดเกลาจิตใจของราษฎรให้อยู่ในความเรียบร้อย โดยไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของโลกแห่งจิตวิญญาณแต่อย่างใด

การเปลี่ยนผ่านนิยามของการเข้าทรงลงเจ้าจากความเชื่อโลกจิตวิญญาณสู่วาทกรรมความงมงายของรัฐ สัมพันธ์กับการเสื่อมถอยของแนวคิดไตรภูมิอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาถึงบริบทการถดถอยและการปรับตัวสู่สังคมรัฐสมัยใหม่จึงเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง หนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านจากจักวาลทัศน์แบบไตรภูมิสู่กระบวนการสร้างความศิวิไลซ์ที่มีความเข้มข้นในช่วงรัชกาลที่ 5 คือ อุดมการณ์ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผลนิยม และการขยายตัวจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของชาติตะวันตก ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวาทกรรม โลกทัศน์ และการปฏิรูปโครงสร้างภายในสยามของชนชั้นนำในเวลาต่อมา ดังจะเห็นได้จากการประกาศ พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 120 เพื่อจัดระบบการเก็บทะเบียนที่ดิน และการรังวัดแนวเขต ตลอดจนออกเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างถาวร โดยแยก “กรรมสิทธิ์” ออกจาก “การใช้ประโยชน์” ส่งผลให้เจ้าของยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย แม้จะปล่อยที่ดินไว้รกร้างก็ตาม การปฏิรูประบบการคลังโดยจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อควบคุมการจัดเก็บภาษีโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การจัดตั้งกรมสุขาภิบาลภายใต้กระทรวงนครบาล เพื่อจัดระเบียบพื้นที่และควบคุมสุขอนามัยภายในบ้านเมืองของรัฐสยาม การจัดตั้งกองตระเวนขึ้นในพ.ศ. 2419 เพื่อรักษาความสงบตามแนวถนนและป้องกันการเกิดเหตุการณ์คนพาลชุกชุม การจัดตั้งโรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการป่วยไข้แทนความเชื่อของชาวสยามที่เชื่อว่าความเจ็บป่วยล้วนมาจากอำนาจผี ตลอดจนการตราพระราชบัญญัติลักษณพยาน ร.ศ. 113 หมวดที่ 2 ว่าด้วยคนจำพวกใดควรอ้างเปนพยานได้ มาตรา 2

สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นการปรับตัวของสยามท่ามกลางการแผ่ขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก โดยให้ความสำคัญต่อหลักเหตุผลและการตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่กลายเป็นแกนกลางสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการจัดระเบียบพฤติกรรมทางสังคมของรัฐสยาม การสร้างรัฐสมัยใหม่มิได้หยุดเพียงการปฏิรูปสถาบัน แต่ยังสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการจัดระเบียบร่างกาย โดยเฉพาะ “การควบคุมตนเอง” เพื่อปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอันเป็นเครื่องชี้วัดถึงความเป็นอารยะ

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กระบวนทัศน์เช่นนี้ได้ลดทอนสถานะของกลุ่มที่อยู่นอกขอบเขตของเหตุผลให้กลายเป็นสิ่งงมงาย ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความไม่ศิวิไลซ์แล้ว ยังถูกทำให้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ตามระเบียบทางวิทยาศาสตร์ โดยการแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในภาวะ “แปลกปลอม” หากพิจารณาเช่นนี้ ทัศนะที่ยกย่องผู้ที่สามารถจัดเรียงอารมณ์และพฤติกรรมให้สอดรับกับมาตรฐานของแนวทางรัฐ และการลงทัณฑ์หรือกีดกั้นกลุ่มที่ไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่รัฐสยามสถาปนาขึ้น ผู้เขียนขอนิยามภาวะเช่นนี้ว่า “ระบอบอารมณ์แห่งความศิวิไลซ์”

การสร้างมาตรฐานทางอารมณ์ความรู้สึกที่ยกย่องความเป็นเหตุและผล ควบคู่กับการควบคุมกลุ่มที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานภายใต้บริบทของการเคลื่อนตัวสู่รัฐสมัยใหม่ ผลของการจัดระเบียบเช่นนี้ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนโลกทัศน์และการสร้างวาทกรรมต่อการเข้าทรงลงเจ้าและสิ่งเหนือธรรมชาติของชนชั้นนำสยามในช่วงรัชกาลที่ 5 ที่นำระบอบอารมณ์แห่งความศิวิไลซ์มาใช้พิสูจน์ความเชื่อที่มีอยู่เดิม ดังเช่นบทความว่าด้วยเรื่อง “ผีโขมดแลกระสือ” ที่อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นเพียงกลุ่มก๊าซ ซึ่งไม่ใช่สิ่งลี้ลับตามความเชื่อแต่อย่างใด

การเปลี่ยนผ่านของทัศนะชนชั้นนำต่อการเข้าทรงลงเจ้านับตั้งแต่กฎหมายตราสามดวงจนถึงกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 นำมาสู่ข้อเกตที่ว่า เหตุใดรัฐถึงผูกโยงมิติทางพิธีกรรมและความเชื่อให้กลายเป็นอาชญากรรมฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นโทษทางเศรษฐกิจแบบสังคมสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี จากการสืบค้นหลักฐานผู้เขียนกลับไม่พบถึงการจับกุมหรือการลงโทษคนทรงเจ้าตามกฎหมายข้างต้นอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจมิได้มีผลบังคับในทางปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากพิจารณาถึงบริบทแวดล้อมในมิติที่กว้างออกไป จะพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐต้องเผชิญกับการก่อตัวของระบบทุนนิยมในสยาม นำไปสู่ข้อสังเกตต่อมาว่า การผูกโยงความเชื่อเข้ากับการฉ้อโกงอาจมีนัยที่สัมพันธ์กับการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากระบบทุนนิยมซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณาร่วมด้วย

ความเชื่อในเชิงพิธีกรรมและสิ่งเหนือธรรมชาติอาจมิได้มีลักษณะที่ตรงข้ามกับหลักความเป็นเหตุและผลโดยสิ้นเชิง ทว่าการที่รัฐนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าเป็น "ความงมงาย" อาจสัมพันธ์กับการรับมือต่อการขยายอิทธิพลของลัทธิบูชาความมั่งคั่งและการเติบโตของวัตถุนิยม เนื่องจากร่างทรงกลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงและบั่นทอนอำนาจการควบคุมของรัฐสยาม นอกจากนี้ ผู้เขียนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กระบวนการลดทอนความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณภายใต้รัฐสมัยใหม่ อาจเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงพื้นที่อุดมการณ์ของพุทธศาสนาสมัยใหม่ หรือการสถาปนากระบวนทัศน์ความรู้แบบธรรมยุติกนิกาย

ติดตามได้ในบทความ series อดีตในปัจจุบัน "คนทรงเจ้าในกฎหมาย: ปฏิบัติการของรัฐสยามช่วงรัชกาลที่ 5 ต่อการเข้าทรงลงเจ้าภายใต้วาทกรรมความศิวิไลซ์"
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/829

อภิพล สุระเสน: เขียน

#อดีตในปัจจุบัน #คนทรงเจ้า #กฎหมาย #รัฐสยาม #รัชกาลที่5 #การเข้าทรงลงเจ้า #วาทกรรม #ความศิวิไลซ์ #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

Photos from ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC's post 28/05/2026

พระเมรุมาศ” และ “พระเมรุ” เป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ตามโบราณราชประเพณีซึ่งถือปฏิบัติสืบมาด้วยคติความเชื่อในศาสนาพุทธและพราหมณ์ ด้วยคติที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปรียบเสมือนสมมติเทพเมื่อสวรรคตจึงมีการสร้างสถานที่ในการพระบรมศพ โดยจำลองพระเมรุมาศอันเป็นศูนย์กลางจักรวาล 🖤🎗️

การออกแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ พระเมรุ และการปลูกสร้างนั้น ต้องอาศัยการสร้างสรรค์ออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญทางศิลปกรรมหลายแขนง เพื่อออกแบบรูปลักษณ์ ก่อสร้างอาคาร การประดิษฐ์ลวดลายตกแต่ง โดยต้องคำนึงถึงว่าความสมพระเกียรติและการถ่ายทอดลักษณะของพระเมรุมาศให้สอดคล้องกับพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

สำหรับการออกแบบพระเมรุมาศและเครื่องประกอบเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั้น กรมศิลปากร ได้ยึดหลักการออกแบบให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ควบคู่กับความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ที่สะท้อนพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรไทย ตลอดจนการจำลองรูปแบบตามคติภูมิจักรวาล และการถวายพระเกียรติยศสูงสุด

สามารถสืบค้นรายการบรรณานุกรมแนะนำทรัพยากรสารสนเทศประเด็นเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพิ่มเติมได้ที่
https://culturio.sac.or.th/content/2274

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม และใช้บริการได้ที่ห้องสมุดชั้น 7 ในวันและเวลาเปิดให้บริการ

ติดต่อห้องสมุดได้ที่
Facebook : ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC library
Line : -library
E-mail : [email protected]
Website : www.sac.or.th/library/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-880-9429 ต่อ 3702

#พระเมรุ #พระเมรุมาศ #พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง #แพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม #ห้องสมุด #ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

Photos from ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร - SAC's post 28/05/2026

ศมส. จัดกิจกรรม Workshop “แทงหยวก: สืบสาน งานศิลป์ ถิ่นตลิ่งชัน”

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569

กิจกรรม Workshop “แทงหยวก: สืบสาน งานศิลป์ ถิ่นตลิ่งชัน” เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับ “การแทงหยวก” ศิลปหัตถกรรมไทยโบราณในงานช่างสิบหมู่ ซึ่งสะท้อนทั้งภูมิปัญญาช่าง ความเชื่อ และมิติทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย

ภายในกิจกรรมมีการสนทนาในหัวข้อ “งานศิลปกรรมบนกาบกล้วย” โดยนายทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ประธานปราชญ์ชุมชนเขตตลิ่งชัน ร่วมสนทนากับ ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ซึ่งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของงานแทงหยวก ความสัมพันธ์ระหว่างช่างหลวงกับช่างพื้นบ้าน ตลอดจนบทบาทของงานแทงหยวกในพระราชพิธีและพิธีกรรมสำคัญของไทย ทั้งในงานมงคลและอวมงคล เช่น พิธีโกนจุก งานมงคลสมรส การประดับพระจิตกาธาน และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยรูปแบบการประดับตกแต่งยังแบ่งตามลำดับชั้นพระอิสริยยศ ได้แก่ ระดับเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า อันสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่า ความประณีต และความสำคัญของศิลปกรรมแขนงนี้ในระดับชาติ

การสนทนายังชวนให้เห็นถึงคุณค่าของงานแทงหยวกในฐานะศิลปกรรมที่ไม่ได้มีเพียงความงดงามทางลวดลาย หากแต่ยังสะท้อนโลกทัศน์ ความเชื่อ และภูมิปัญญาการใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง “กาบกล้วย” ซึ่งสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะงานแทงหยวกสายฝั่งธนบุรีและย่านตลิ่งชัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแหล่งสืบทอดงานช่างสำคัญที่ยังคงรักษาขนบช่างดั้งเดิมไว้ได้จนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของกิจกรรม Workshop การแทงหยวก ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้กระบวนการแทงหยวกผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การใช้มีดแทงลวดลาย ไปจนถึงการประกอบชิ้นงาน โดยมีนายทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ พร้อมคณะวิทยากรร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเสน่ห์ของงานช่างไทยแขนงนี้ผ่านประสบการณ์ตรง

กิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์และสืบสาน “งานแทงหยวก” ซึ่งปัจจุบันเหลือช่างผู้สืบทอดอยู่เพียงไม่กี่สายตระกูล และกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญหายไปจากสังคมไทย อีกทั้งยังเป็นการร่วมผลักดันให้ผู้คนได้รู้จัก “ของดีแห่งย่านตลิ่งชัน” ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ตลอดจนกระตุ้นการใช้ประโยชน์พื้นที่การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของ ศมส. ให้เกิดคุณค่าแก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่ SAC channel : https://channel.sac.or.th/th/vdo/detail/akcrWjJadkc5TnVORmtsa1BZaGxkUT09

#แทงหยวก #งานช่างสิบหมู่ #ของดีย่านตลิ่งชัน #ศิลปหัตถกรรมไทย #ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม #พื้นที่การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม #ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

27/05/2026

🎧SAC podcast I series มานุษยวิทยากับเพื่อนบ้าน
EP.8 “ดนตรี เพลง และนาฏศิลป์อาเซียน" คุยกับ อ.อานันท์ นาคคง และ อ.ดร.ธรรมจักร พรหมพ้วย

“ในเรื่องของศิลปะ ดนตรีและเพลงอาจเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปยึดว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง การที่บอกว่าสิ่งเหล่านี้มีเจ้าของ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แตะไม่ได้ ยิ่งเป็นการทำลายศิลปะ”
-อาจารย์อานันท์ นาคคง-

“ในเรื่องข้อถกเถียงเกี่ยวกับนาฏศิลป์ระหว่างเพื่อนบ้าน ถ้าเราไม่ได้มองว่าเป็นสนามสงครามวัฒนธรรม แต่เป็นสนามแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็คงไม่นำไปสู่สงครามดังที่เป็นอยู่ เรายังคงอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านต่อไปได้”
-อาจารย์ ดร.ธรรมจักร พรหมพ้วย-

มานุษยวิทยากับเพื่อนบ้านในหัวข้อนี้ พาผู้ชมมาทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สำคัญประเด็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ “ดนตรี เพลง และนาฏศิลป์” ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่มีรากฐานเดียวกัน แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกปักป้ายให้กลายเป็นอัตลักษณ์ของชาติเพียงหนึ่งเดียวจนนำมาสู่ความขัดแย้งในพื้นที่สาธารณะถึงการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

การเสวนาในหัวข้อนี้ ไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นถึงความเป็นรากร่วมทางวัฒนธรรม แต่ต้องการทำให้ผู้ชมได้มองเห็นว่า ดนตรี เพลง และนาฏศิลป์ ควรกลายเป็นวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน เป็นวัฒนธรรมลูกผสม (Hybrid) ซึ่งเกิดจากการมีพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนชวนให้ผู้ชมได้ร่วมกันขบคิดต่อไปถึงการทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้

ร่วมเรียนรู้และชวนคิดไปกับ อาจารย์อานันท์ นาคคง คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, อาจารย์ ดร.ธรรมจักร พรหมพ้วย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และดำเนินรายการโดย วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการประจำสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

รับชมได้แล้วที่ 👇
Sac channel: https://shorturl.asia/xCyov
Youtube: https://youtu.be/-b1QORMzvXM
.
#มานุษยวิทยากับเพื่อนบ้าน #ดนตรี #เพลง #นาฏศิลป์อาเซียน #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี ตลิ่งชัน
Bangkok
10170

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:30 - 16:30