พรรคประชาชาติ Prachachat Party

พรรคประชาชาติ Prachachat Party

แชร์

ประชาชาติสร้างคน คนสร้างชาติ

Photos from พรรคประชาชาติ Prachachat Party's post 31/05/2026

'พ.ต.อ.ทวี' ลุยตรวจสนามบอลร้าง 177 ล้าน ดันเข้า กมธ. จี้ รมว.กีฬา เร่งสางปม รับ 'นรายูไนเต็ด' ผงาดไทยลีก 2
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่นราธิวาส ร่วมยินดี 'นรายูไนเต็ด' เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 ก่อนนำคณะลุยตรวจสนามกีฬาจังหวัดนราธิวาส งบ 177 ล้านบาท ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างยาวนาน เผยปัญหาคาราคาซังจากผู้รับเหมาทิ้งงานและข้อพิพาทระหว่างหน่วยงาน เตรียมชงเรื่องเข้า กมธ. เรียกทุกฝ่ายหาข้อยุติ ตั้งเป้าเปิดใช้ทันฤดูกาลใหม่เดือนกันยายนนี้ พร้อมฝาก รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาเพื่อซื้อใจประชาชน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้นำคณะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยเริ่มต้นภารกิจด้วยการรับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาคู่ อำเภอเมือง ร่วมกับ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นราธิวาส และนายอัฟฟาน หะยียูโซะ ประธานบริหารสโมสรนรา ยูไนเต็ด (NARA UNITED)
บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างผ่อนคลายและเป็นกันเอง พ.ต.อ.ทวี ได้ร่วมรับประทานเมนูท้องถิ่นชื่อดัง ทั้งข้าวยำ นาสิดาแฆ กรือโปะ และชาชัก พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับสโมสรนรา ยูไนเต็ด ที่เพิ่งเปิดบ้านถล่มเอาชนะ สตูล เอฟซี 5-1 คว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ศึกไทยลีก 2 ได้สำเร็จเมื่อวานที่ผ่านมา
หลังจากการหารือแนวทางการพัฒนาจังหวัด พ.ต.อ.ทวี และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบ โครงการก่อสร้างสนามกีฬาฟุตบอล อบจ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ในสภาพถูกปล่อยทิ้งร้างมานาน มูลค่าโครงการกว่า 177 ล้านบาท
จากข้อมูลการตรวจสอบพบว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้โครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งสนามกีฬา” ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ต่อมาในช่วงปี 2555–2558 ได้มีการมอบหมายให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการในเฟสที่ 2 แต่ปรากฏว่าผู้รับเหมาทิ้งงาน ทำให้โครงการหยุดชะงักยาวนาน มีการฟ้องร้องกันระหว่างหน่วยงาน จนกระทั่ง กกท. ได้ทำการยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกรมทางหลวงไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เปิดเผยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ปีนี้ถือเป็นโอกาสทองของพี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทีมฟุตบอลทั้งปัตตานีและนราธิวาสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและได้เลื่อนชั้น แต่สิ่งที่ขาดแคลนอย่างหนักคือ "สนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐาน"

"สนามกีฬาแห่งนี้ริเริ่มจากวิสัยทัศน์ของอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา สานต่อโดยท่านนายกฯ กูเซ็ง ใช้งบประมาณภาพรวมมหาศาล ภาพทั่วไปคนเข้าใจว่า อบจ. รับผิดชอบทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว อบจ. รับผิดชอบแค่ส่วนลู่วิ่ง สนาม และอัฒจันทร์ฝั่งหนึ่ง ซึ่งทำเสร็จแล้ว แต่อัฒจันทร์รอบด้านที่เหลือเป็นการก่อสร้างที่รับผิดชอบโดยศูนย์สร้างทางลำปาง กรมทางหลวง ทำให้เรื่องคาราคาซังมานาน เสียดายโอกาสของประชาชน" พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีหลายยุคจะเข้ามารับปากแก้ไข แต่ก็ยังติดขัดข้อกฎหมายและการฟ้องร้อง เพื่อให้เรื่องนี้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ตนและนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากางแผนร่วมกัน
"เรามีธงชัดเจนว่าทำอย่างไรให้เดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเปิดฤดูกาลใหม่ สนามแห่งนี้ต้องพร้อมใช้งาน การก่อสร้างที่ค้างอยู่จะทำอย่างไรต่อ ซึ่งจริงๆ ใช้งบประมาณเพิ่มอีกไม่มาก"
ในประเด็นการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในวันที่ 12 ที่จะถึงนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวฝากข้อเสนอแนะผ่าน นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส ซึ่งสังกัดพรรคเดียวกับรัฐมนตรีว่า ขอให้ผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน
"วันนี้เราเอาความต้องการและโอกาสเป็นที่ตั้ง เพราะนี่คือโอกาสของภาคใต้ ฟุตบอลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น การท่องเที่ยวดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งพุทธ มุสลิม ทุกศาสนิกชนเชียร์ทีมเดียวกัน อุดมการณ์ทางการเมืองจะต่างกันอย่างไร แต่ก็รักทีมเดียวกัน วันที่ 12 นี้ ท่าน รมว.กีฬา จะลงพื้นที่ ผมขอฝากว่า การพัฒนาบางอย่างอาจไม่ได้ใจประชาชนเท่าเรื่องนี้ เมื่อวานคนดูเป็นหมื่นคน แต่ยังมีอีกเกือบครึ่งหมื่นที่เข้าสนามไม่ได้เพราะสนามเราไม่พร้อม เราเสียดายโอกาสนั้น ถ้าทำสนามแห่งนี้ให้เสร็จ ซึ่งมันเหลืออีกแค่นิดเดียว จะได้ใจประชาชนอย่างมหาศาล งบประมาณก็มีอยู่แล้ว ขอเพียงทลายข้อติดขัดต่างๆ ให้ได้เท่านั้น" พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย

Photos from พรรคประชาชาติ Prachachat Party's post 30/05/2026

“เราจะไม่ทิ้งกัน” ‘พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ เยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.อดุลย์ พร้อมยกย่องความเสียสละของ ‘ครูฟาตีเมาะ’ ผู้เอาชีวิตปกป้องลูกจากเหตุรุนแรงที่ปัตตานี

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหริ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายดักซุ่มยิงบริเวณทางเข้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ น.ส.ฟาตีเมาะ ยาโงะ ภรรยาของ ด.ต.อดุลย์ เสียชีวิต ขณะใช้ร่างกายของตนเองปกป้องบุตรสาววัยเพียง 38 วันจากกระสุนปืน จนลูกน้อยรอดชีวิตอย่างปลอดภัย สร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนทั่วประเทศ

พ.ต.อ.ทวี ได้มอบเงินช่วยเหลือและให้กำลังใจครอบครัว พร้อมกล่าวยกย่องความรักและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องลูก พร้อมยืนยันว่า “พวกเราจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ”

จากนั้นคณะได้เดินทางไปพบครอบครัวของผู้เสียชีวิตในพื้นที่ตำบลประจัน อำเภอยะรัง เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของครอบครัว โดยเฉพาะประเด็นการดูแลสวัสดิการและอนาคตของเด็ก ๆ ที่ต้องสูญเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้หารือร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมถึงการยกระดับสวัสดิการและความคุ้มครองสำหรับครู บุคลากรทางการศึกษา และประชา

30/05/2026

“ทวี สอดส่อง” เสนอรัฐคิดรอบด้าน ศึกษา “แลนด์บริดจ์” อย่างรอบคอบ ย้ำต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่เดินหน้าเพียงเพื่อกลุ่มทุน

30/05/2026

"สส.ซูการ์โน มะทา" ย้ำเอกสิทธิ์ สส. มีไว้คุ้มครองการทำหน้าที่แทนประชาชน

30/05/2026

“กมลศักดิ์” อภิปรายเดือดกลางสภา หนุนแก้กฎหมายศาลทหาร ชี้ชายแดนใต้ต้องได้ทั้ง “ความมั่นคง” และ “ความยุติธรรม” พร้อมยกประสบการณ์ตรงสะท้อนปัญหาคดีล่าช้า-ประชาชนเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม

29/05/2026

“ทวี สอดส่อง” เสนอรัฐคิดรอบด้าน ศึกษา “แลนด์บริดจ์” อย่างรอบคอบ ย้ำต้องฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่เดินหน้าเพียงเพื่อกลุ่มทุน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนเพื่อศึกษาปัญหาและผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายสรุปว่า แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะถูกศึกษามาแล้วหลายครั้ง แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากนักวิชาการและสถาบันการศึกษาที่ตั้งข้อกังวลต่อความคุ้มค่าและผลกระทบในระยะยาว

พ.ต.อ.ทวี เสนอให้รัฐบาลนำข้อเสนอจากฝ่ายวิชาการของรัฐสภามาประกอบการตัดสินใจ พร้อมย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ คือ

รัฐบาลต้อง “คิดช้า ทำเร็ว” ศึกษาโครงการอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรัดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนบางกลุ่ม
ต้องเปรียบเทียบข้อมูลจากทุกฝ่าย ด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
ประเทศไทยควรวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในระดับโลกก่อน ไม่ใช่นำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มาเป็นตัวตั้ง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับการพัฒนา แต่ควรปรับมุมมองจาก “ทางผ่านเรือ” ไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาท่าเรือระนอง–ชุมพร และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับจีน–ลาว

พร้อมกันนี้ ยังแสดงความกังวลต่อคณะกรรมการศึกษาที่มีแต่ข้าราชการและผู้ใต้บังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร โดยชี้ว่าโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมหาศาล ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง

พ.ต.อ.ทวี ยังยกบทเรียนจากโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ที่เกิดปัญหาการออกแบบทับซ้อนกับโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจโดยขาดการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบอย่างรอบด้าน อาจสร้างปัญหาระยะยาวให้ประเทศ

“ผมพยายามคิดว่าพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้อะไรจากโครงการนี้ แต่ยังไม่เห็นคำตอบที่ชัดเจน เพราะเราไม่มีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และวันนี้ประชาชนตื่นรู้แล้ว คงไม่ยอมให้ผู้มีอำนาจใช้อิทธิพลและผลประโยชน์มากำหนดอนาคตของประเทศ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

29/05/2026

“ซูการ์โน” ย้ำเอกสิทธิ์ สส. มีไว้คุ้มครองการทำหน้าที่แทนประชาชน

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 2 พรรคประชาชาติ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างพิจารณาญัตติด่วน กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขออนุญาตนำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยย้ำว่า เอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมิได้มีไว้เพื่อคุ้มครองบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มีไว้เพื่อคุ้มครองสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนของประชาชน

นายซูการ์โนกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้กำหนดหลักประกันด้านเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา 124 ที่คุ้มครองการอภิปรายในสภา และมาตรา 125 ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสมาชิกในระหว่างสมัยประชุม

“รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อภิสิทธิ์แก่ สส. เพื่อให้อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นกลไกเพื่อให้สมาชิกสามารถทำหน้าที่แทนประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากการแทรกแซงหรืออุปสรรคในระหว่างสมัยประชุม” นายซูการ์โนกล่าว

พร้อมกันนี้ นายซูการ์โนระบุว่า ตลอดหลายสมัยที่ทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เคยผ่านการพิจารณากรณีขออนุญาตนำตัวสมาชิกไปรับทราบข้อกล่าวหามาหลายครั้ง ซึ่งสภายึดหลักการเดียวกันมาโดยตลอด คือ ไม่อนุญาตให้นำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไประหว่างสมัยประชุม เว้นแต่สมาชิกผู้นั้นจะยินยอมไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง

นายซูการ์โนยังกล่าวว่า หลักการดังกล่าวถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เนื่องจากในอดีตหลายรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนในสภาอย่างปริ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องมีหลักประกันเพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินคดีหรือการเรียกตัวสมาชิก กระทบต่อการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมถึงความผิดซึ่งหน้า ซึ่งรัฐธรรมนูญมิได้ให้เอกสิทธิ์คุ้มครองไว้

สำหรับกรณีที่ DSI ยื่นคำขอเข้ามานั้น นายซูการ์โนเห็นว่า สมัยประชุมปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียงประมาณหนึ่งเดือนเศษ และเมื่อปิดสมัยประชุม เอกสิทธิ์ความคุ้มครองดังกล่าวก็จะสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ

“ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นว่าเราควรรักษาหลักการและมาตรฐานที่สภายึดถือมาโดยตลอด คือ ไม่อนุญาตให้นำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปรับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่เจ้าตัวจะยืนยันไม่ใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าว” นายซูการ์โนกล่าว

ช่วงท้ายของการอภิปราย นายซูการ์โนยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรควรยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 และเห็นควรไม่อนุญาตให้ DSI นำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปรับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างสมัยประชุม เพื่อรักษาหลักการและเสถียรภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ

“ไม่มีใครอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญก็ต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน” นายซูการ์โนกล่าวทิ้งท้าย

29/05/2026

“ทวี” จี้รัฐ ตั้ง กมธ. ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์ ค้านตัวเลขสวยหรูของ สนข. ขณะผลวิจัยจุฬาฯ สวนทาง ผลตอบแทนติดลบ หวั่นซ้ำรอยบทเรียนราคาแพง EEC เตือนรัฐบาลอย่าใช้ จินตนาการบริหารประเทศ แนะเฝ้าระวังกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินนับล้านไร่
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 17 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่เสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเพื่อศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริงและความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการคุ้มครองสิทธิชุมชน ในโครงการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งการเสนอตั้งขึ้นมานี้สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่า โครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ
ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดีย หรือฝั่งอันดามัน กับมหาสมุทรแปซิฟิก หรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้
ต่อมาสมัยนายกฯ ชวน หลีกภัย ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่อง จะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่า สมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารา กับสงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท
ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (Benefit-Cost Ratio หรือ B/C Ratio) ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่
“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
#ทวีสอดส่อง #แลนด์บริดจ์ #อภิมหาโปรเจกต์ ดูน้อยลง

29/05/2026

"เราเกิดในพื้นที่ความขัดแย้ง
เติบโตที่นั่น และเชื่อว่าหลุมฝังศพของเราก็ต้องอยู่ที่นั่น
สิ่งที่เราต้องการคือความสงบสุข ไม่ใช่ความรุนแรง"
-
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (แวยแฮ)
สมาชิกสถ้าผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส เขต 5

29/05/2026

“กมลศักดิ์” หนุนแก้กฎหมายศาลทหาร ชี้ชายแดนใต้ต้องได้ทั้ง “ความมั่นคง” และ “ความยุติธรรม” พร้อมยกประสบการณ์ตรงสะท้อนปัญหาคดีล่าช้า-ประชาชนเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ได้ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า การแก้ไขครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษมายาวนาน

นายกมลศักดิ์ เริ่มต้นอภิปรายด้วยการแสดงจุดยืนในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องหาเป็นทหาร โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามหลายประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และบทบาทของกฎหมายศาลทหาร

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าไม่ต้องการเหมารวมว่าทหารทั้งหมดเป็นปัญหา แต่ต้องการให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแยกแยะเป็นรายกรณี พร้อมชี้ว่า “ความไม่เป็นธรรม” คือหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ถูกใช้ในการสร้างความขัดแย้งและดึงมวลชนในพื้นที่ชายแดนใต้

ส.ส.พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่เข้าสู่สภาเมื่อปี 2562 เขาและพรรคประชาชาติพยายามผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษหลายฉบับ ทั้งกฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนโดยตรง

“เราเกิดในพื้นที่ความขัดแย้ง เติบโตที่นั่น และเชื่อว่าหลุมฝังศพของเราก็ต้องอยู่ที่นั่น สิ่งที่เราต้องการคือความสงบสุข ไม่ใช่ความรุนแรง” นายกมลศักดิ์กล่าว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย คือ สิทธิของผู้เสียหายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยนายกมลศักดิ์ระบุว่า ในอดีตประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายในคดีที่ทหารเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถเข้าเป็น “โจทก์ร่วม” ในคดีศาลทหารได้ แม้จะต้องการแต่งตั้งทนายหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีก็ตาม

เขาได้ยกตัวอย่างคดีลอบยิง “ฟักรุดิน บอตอ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผู้ต้องหาเป็นทหาร โดยระบุว่า ในเวลานั้นตนได้รับการติดต่อให้เข้าไปช่วยดูแลคดี แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดของพระธรรมนูญศาลทหาร ทำได้เพียงนั่งฟังการพิจารณาคดีโดยไม่มีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วม

นายกมลศักดิ์กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าวใช้เวลายาวนานกว่า 10 ปี กว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา และท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ซึ่งสะท้อนปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ที่ส่งผลต่อพยานหลักฐานและความเชื่อมั่นของประชาชน

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงหลายคดีในพื้นที่ อาทิ เหตุการณ์ในพื้นที่ลาโละ อำเภอรือเสาะ ที่ประชาชนมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่เจ้าหน้าที่ทหารตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาได้

นายกมลศักดิ์ ย้ำว่า พรรคประชาชาติเห็นด้วยอย่างยิ่งกับหลักการและเหตุผลของการแก้ไขพระธรรมนูญศาลทหารในครั้งนี้ เพราะจะช่วยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น และเป็นการสร้างสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” กับ “สิทธิมนุษยชน”

พร้อมกันนี้ ยังฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้พิจารณาเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหาร เนื่องจากความล่าช้าเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจกลายเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วงท้ายของการอภิปราย นายกมลศักดิ์ยืนยันว่า พรรคประชาชาติพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ทั้งในหลักการและในชั้นกรรมาธิการ เพื่อผลักดันให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


สรงประภา 30
Bangkok
10210