20/11/2017
บทสัมภาษณ์บรรณาธิการของวารสารครับ
สัมภาษณ์: 10 ปัญหาครูไทย ผ่านแว่นตา "ครุเศรษฐศาสตร์" ของพิริยะ ผลพิรุฬห์ - Knowledge Farm
Knowledge Farm-ฟาร์มรู้สู่สังคม ชวนไขปริศนาปัญหาการศึกษาไทยผ่านแว่นตา ’ครุเศรษฐศาสตร์’ กับ ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ และนักวิจัยในหลายโครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
16/02/2017
วารสาร Developmeng Economic Review ฉบับใหม่เป็น ฉบับพิเศษ (Special Issue) ในเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษาไทย: ปัญหาและความท้าทาย" ทางเราจะนำผลการวิจัยมานำเสนอในโอกาสต่อไปครับ
28/11/2016
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่การเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัยล้วนเอาต้นแบบมาจากเนื้อหาในต่างประเทศ โดยถ้าเอาสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างเดียวมาวิเคราะห์จะพบว่า การเรียนการสอนส่วนใหญ่ในประเทศไทยถูกถอดแบบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้งานศึกษาของ ดร.กุลลินี มุทธากลิน จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของการเรียนการสอนในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ของไทยโดยโดยมีหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษา
จากการศึกษาพบว่า อุปทานของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยยังคงมีพัฒนาการตามการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเศรษฐศาสตร์แบบนีโอคลาสสิกที่สะท้อนให้เห็นผ่านการพิจารณาด้านอุปทานของการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์และความคิดเห็นของนักศึกษาในประเด็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนเศรษฐศาสตร์ อันได้แก่ วิธีคิด ทฤษฎี และการประยุกต์ใช้ โดยพัฒนาการดังกล่าวนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นของการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและความพยายามในการสร้างผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์โดยมองนักเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการดังกล่าวดำเนินไปพร้อมๆไปกับการให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์สถิติ และเศรษฐมิติ
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบดังกล่าวถูกวิพากษ์ในประเด็นการปรับใช้เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกกับการวิเคราะห์ในบริบทเศรษฐกิจไทยรวมถึงความไม่สามารถสร้างทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ของเศรษฐกิจสังคมไทย ข้อวิพากษ์ดังกล่าวอาจพิจารณาได้ว่าเป็นข้อจำกัดของนักเศรษฐศาสตร์ไทยซึ่งเป็นเงื่อนไขของปัจจัยภายในประเทศต่อมาในต้นศตวรรษที่ 21 นักศึกษา อาจารย์และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกได้เริ่มตั้งคำถามและวิพากษ์การศึกษาเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกซึ่งเป็นต้นแบบของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยผ่านข้อเรียกร้องของกลุ่มต่างๆโดยข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกพิจารณาได้ว่าเป็นเงื่อนไขของปัจจัยภายนอกประเทศย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในอนาคตไม่มากก็น้อย และแน่นอนว่าการวิพากษ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยไปด้วยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามและการวิพากษ์ที่มีต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้เกิดเฉพาะในหมู่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกเท่านั้นเพราะการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ พบว่ามีการตั้งคำถามต่อการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยในประเด็นที่ใกล้เคียงกับกลุ่มต่างๆ ดังกล่าวโดยเฉพาะประเด็นความสมจริงและความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ประเด็นการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขของปัจจัยภายในอันได้แก่ความสามารถในการปรับการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ให้สอดคล้องและสอดรับกับปัญหาของบริบทเศรษฐกิจสังคมไทยซึ่งมีพลวัตอยู่ตลอดเวลานับเนื่องมาตั้งแต่การใช้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 และการก้าวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ภายในกรอบของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ รวมทั้งต้องปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขภายนอกอันได้แก่ความสามารถในการปรับการศึกษาเศรษฐศาสตร์ให้สอดคล้องและตอบรับกับสภาพความเป็นจริงและการประยุกต์ใช้มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยดังนี้
ประการแรก ในอดีตจวบจนปัจจุบัน การศึกษาเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทยมีพัฒนาการโดยใช้รูปแบบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเมื่อรูปแบบการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่เน้นหนักไปที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกและการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์อย่างเข้มข้นได้ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์ ซึ่งการตั้งคำถามและวิพากษ์ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากความไร้ประ-สิทธิภาพในอธิบายและแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจริงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งข้อวิพากษ์ดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นในการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ไทยดังนั้นการปรับตัวของการศึก-ษาเศรษฐศาสตร์ของไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคำนึงถึงข้อวิพากษ์ต่าง ๆ เหล่านี้
ประการที่สอง การปรับตัวดังกล่าวข้างต้นต้องอาศัยการระดมความคิดเห็นในวงกว้างจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องรวมถึงจากผู้เรียนหรือนักศึกษาเองด้วยในเรื่องเป้าหมายของการศึกษาหรือผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ว่าประเทศไทยยังจะคงเป้าหมายการผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบของนักเทคนิคที่มองเศรษฐศาสตร์ในฐานะความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือจะมุ่งผลิตบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักสังคมศาสตร์ซึ่งมองเศรษฐศาสตร์อย่างเชื่อมโยงใกล้ชิดกับศาสตร์ทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ การจัดการศึกษาเพื่อตอบรับกับเป้าหมายที่แตกต่างกันนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดกลุ่มวิชาต่างๆในหลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิต
ประการที่สาม การปรับเปลี่ยนการศึกษาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวคงไม่สามารถครอบคลุมแค่การจัดกลุ่มวิชาหรือสร้างวิชาหรือกลุ่มวิชาใหม่ ๆ รวมถึงการเพิ่มหรือลดวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรแต่เพียงเท่านั้น การระดมความคิดเห็นดังกล่าวควรจะครอบคลุมถึงการสำรวจสถานะขององค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่มีในปัจจุบันว่า มีพัฒนาการไปในทิศทางใด มีจุดแข็ง และจุดอ่อนอะไร องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของไทยเน้นหนักไปทิศทางใดควรจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรจึงเหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจสังคมและความต้องการของประเทศ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อจำกัดสำคัญอยู่ 2 ประการ ประการแรก การศึกษานี้ใช้หลักสูตรเศรษฐศาสตรบัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ดังนั้นการศึกษานี้จึงไม่ได้ครอบคลุมที่การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างหลากหลายในรายละเอียดกันออกไป นอกจากนี้ การศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับอื่น ๆนอกจากปริญญาตรี ประการที่สอง การศึกษานี้ยังไม่ได้ครอบคลุมประเด็นอื่น ๆซึ่งอาจะช่วยสะท้อนให้เห็นภาพการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย เช่น การสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ การสำรวจองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของไทยจากงานวิจัย หนังสือ และตำรา ซึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นทิศทางของการศึกษาเศรษฐศาสตร์ของไทยมากยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจในงานศึกษาชิ้นนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/112.pdf
13/04/2016
วันที่ 14 เมษายนนี้เป็นวันครอบครัว ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่คนไทยจำเป็นต้องเห็นความสำคัญของการมีครอบครัว และแน่นอนว่าโครงสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งย่อมส่งผลต่อการพัฒนาสังคมในทุกๆ ด้าน การศึกษาเองก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ครอบครัวมีผลกระทบค่อนข้างสูง เนื่องจากครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่สามารถทำหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในครอบครัว ด้วยการอบรมเลี้ยงดู ให้ความรักและความอบอุ่น พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เติบโตมาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความพร้อมที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ดังนั้นครอบครัวจึงมีความสำคัญที่สุดต่อชีวิตของทุกคน
โดยทั่วไป ปัจจัยทางด้านครอบครัวจะมีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น โครงสร้างครอบครัว วัฒนธรรมของครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ระดับการศึกษาสูงสุดของพ่อแม่ เป็นต้น โดยโครงสร้างครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างครอบครัว หมายถึง การมีพ่อและแม่อาศัยอยู่ในครอบครัว รวมไปถึงลักษณะความสัมพันธ์และการเลี้ยงดูที่พ่อแม่มีให้กับเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่อาศัยอยู่ด้วยกัน (Two-Parent Family) จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อการสร้างพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ซึ่งมีผลสืบเนื่องโดยเริ่มมาตั้งแต่ในวัยเด็กจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในทางตรงข้าม ครอบครัวที่ไม่มีพ่อแม่อย่างครบถ้วน เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (Single Parent Family) และครอบครัวที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่นั้น จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางลบต่อการพัฒนาเด็กในทุกด้าน ดังนั้นโครงสร้างครอบครัวย่อมส่งผลสำคัญต่อคุณภาพการศึกษาด้วยเช่นกัน
งานศึกษาของคุณศิว้ช เทียมทัด (มหาบัณฑิตจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ได้ทำการประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กโดยใช้ข้อมูลรายนักเรียน (Student-Level Data) จากโครงการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทย โดยพบว่า การอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ไม่ครบถ้วนนั้นส่งผลทางลบอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในทุกด้าน จากการประมาณการว่า เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งจะมีผลการประเมินสมรรถนะทางด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ประมาณร้อยละ 1.64 และร้อยละ 2.49 และร้อยละ 1.54 ตามลำดับ อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เด็กที่ไม่อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่นั้นก็มีผลการประเมินสมรรถนะทั้งสามด้านต่ำกว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่เช่นเดียวกัน โดยมีผลการประเมินสมรรถนะทางด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าประมาณร้อยละ 5.70 และร้อยละ 5.61 และร้อยละ 4.82 ตามลำดับ ผลที่ค้นพบนี้ตอบสนองไปในแนวทางเดียวกับการศึกษาอื่นที่ได้ทำขึ้นในต่างประเทศว่า ครอบครัวที่มีพ่อแม่ไม่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่นั้นต่างก็ไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กในอนาคต
นอกจากนี้เมื่อทำการประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในอนาคต โดยจำแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ดีขึ้น ถ้าครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ผลที่ได้นี้มีนัยว่า ถ้าครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง ผู้ปกครองเด็กในครอบครัวนี้ก็ย่อมมีความสามารถในการจัดหาและลงทุนในทรัพยากรทางด้านการศึกษาให้กับเด็กเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ในครอบครัวซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กในอนาคต ในทางตรงข้าม ถ้าเด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะร่ำรวยมากเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นผลดีที่ช่วยทำให้เด็กมีการพัฒนาทักษะทางปัญญาให้ดีขึ้นได้
จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยจากการอยู่อาศัยในครอบครัว ซึ่งรวมไปถึงความอบอุ่นในครอบครัวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ในกรณีของครอบครัวที่เด็กไม่ได้มีพ่อหรือแม่อยู่ด้วย โรงเรียนควรให้ความสนใจกับเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษโดยเข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมในบ้านของเด็กเหล่านี้นั้นไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางด้านการเรียนเท่ากับเด็กที่อาศัยอยู่ร่วมกันทั้งพ่อและแม่
ในส่วนของข้อจำกัดของการศึกษานี้คือ การขาดข้อมูลรายบุคคลที่เป็นข้อมูลการสำรวจซ้ำ (Panel Data) เหมือนงานศึกษาในต่างประเทศซึ่งเป็นการสำรวจที่มีระยะเวลาและสามารถที่จะศึกษาดูแนวโน้มของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้งานศึกษาชิ้นนี้ยังทำเพียงการประเมินทักษะทางด้านสติปัญญาจากผลของคะแนนสอบเท่านั้น ไม่ได้ประเมินทักษะทางด้านพฤติกรรมของเด็กคนนั้นด้วย เช่น ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะในการคิดบวก และการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เป็นต้น การเก็บข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยทำให้การประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาและทักษะทางด้านพฤติกรรมอื่นๆ ได้อย่างมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพได้
สำหรับผู้สนใจสามารถอ่างงานวิจัยนี้ได้จากhttp://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/1-61-83.pdf
20/02/2016
การศึกษาถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนามนุษย์และเป็นกระบวนการผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากสถานการณ์การศึกษาของไทยในอดีตที่ผ่านมา แม้มีเรื่องที่ดีเกี่ยวกับการศึกษาไทยในแง่เชิงปริมาณ โดยจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย ปี 2554 พบว่าสถิติการเข้าเรียนศึกษาในภาคการศึกษาบังคับของเด็กไทยนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี อีกทั้ง จากการสำรวจภาวะการทำงานของคนไทยโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ได้พบว่า จำนวนปีที่ได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปนั้นก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยจากเดิมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.2 ปี ในปี พ.ศ.2545 ได้เพิ่มเป็น 8.0 ปี ในปี พ.ศ.2553 แสดงให้เห็นว่าปริมาณหรือจำนวนคนไทยที่ได้รับการศึกษานั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สวนทางกับตัวเลขโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเรื่องคุณภาพการศึกษา โดยกลับพบว่า ตัวบ่งชี้ถึงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากลับไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราการได้เข้าเรียน อีกทั้งในบางช่วงเวลากลับมีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในอัตราคงที่ด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของ Glowwe และคณะ (2011) ที่ศึกษาผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากงานวิจัยกว่า 9,000 ชิ้นในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ได้ข้อสรุปว่า เวลาที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน ลักษณะโรงเรียนลักษณะของครูไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน มีเพียงปัจจัยไม่กี่ปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ได้แก่ จำนวนโต๊ะเรียน ความรู้ความสามารถของครูในวิชาที่สอน และการขาดแคลนครู อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงทรัพยากรในโรงเรียนที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จด้านคุณภาพการเรียนการสอนของผู้เรียนแล้ว ประเด็นสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของปัจจัยทางด้านงบประมาณทางการศึกษา ซึ่งในบางงานศึกษาพบว่างบประมาณสถานศึกษาที่ได้รับมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลลัพธ์ในด้านคุณภาพผู้เรียน เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Baker, 2012) โดย James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลได้กล่าวถึงความสำคัญของการลงทุนด้านการศึกษาในวัยเด็กไว้ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะก่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาวให้กับทั้งตัวเด็กเองซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตและก่อให้เกิดผลดีกับสังคมด้วยเช่นกัน (Heckman and Masterov, 2007) ด้วยเหตุนี้การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้แก่สถานศึกษาในระดับการศึกษาต่างๆจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเนื่องจากในประเทศกำลังพัฒนาเช่นในประเทศไทย
ถึงแม้ว่าในภาพรวมแล้วต่างฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยได้มีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษามาเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากลับลดต่ำลงก็ตาม แต่คำถามก็คือ งบประมาณทางการศึกษาที่ถูกจัดสรรนั้นจะไม่ส่งผลใดๆ ต่อการศึกษาในแต่ละระดับชั้นจริงหรือ การศึกษาของรองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อาจารย์ศิริพงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ของงบประมาณทางการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้วยสมการถดถอยเชิงซ้อน โดยมีสมมติฐานว่างบประมาณโรงเรียนมีผลต่อการพัฒนานักเรียนไม่ว่าจะทั้งทางตรงผ่านการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การว่าจ้างครูที่มีความชำนาญพิเศษ หรือการพัฒนานักเรียนโดยทางอ้อมผ่านการพัฒนาสาธารณูปโภคหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่วัดผลจากคะแนนสอบของนักเรียน
การศึกษาครั้งนี้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. โดยข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลสามฐานข้อมูล โดยข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามีการเก็บรวบรวมจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)หรือ สทศ. (NIETS) และข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนและข้อมูลงบประมาณโรงเรียนมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับโรงเรียนหรือ สพฐ. (OBEC)และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. (ONESQA)โดยมีการเชื่อมโยงและบันทึกข้อมูลจากทั้งสองแหล่งให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันของแต่ละโรงเรียนระหว่างปี 2547-2552 (แล้วแต่แหล่งข้อมูล) ซึ่งจากการศึกษาโครงสร้างและตัวแปรของข้อมูลแต่ละแหล่ง พบว่า ข้อมูลที่ตรงกันที่ดีที่สุดและเป็นปัจจุบันที่สุดคือข้อมูลในปี 2552 โดยการศึกษาผลกระทบของงบประมาณทางการศึกษาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในระดับโรงเรียนมีการใช้ข้อมูลจากตัวแปรทางคุณลักษณะของโรงเรียน (School Characteristics) เช่น ขนาดของโรงเรียน ขนาดห้องเรียน คุณภาพบุคลากร ทรัพยากรของโรงเรียน สถานที่ตั้ง และอื่นๆ ที่มีในฐานข้อมูลสองฐานข้อมูลนี้ในระดับโรงเรียน จากการรวบรวมข้อมูลจากทั้งสามฐานข้อมูลในปี พ.ศ. 2552 มีจำนวนโรงเรียนทั้งสิ้น 32,572 โรงเรียน
ผลการศึกษาพบว่า พบว่า โรงเรียนในสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทยทั้งสิ้น 32,572 โรงเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเป็นจำนวนมากถึง 90.0 และโดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษา และตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ยังเป็นโรงเรียนที่ไม่มีห้องสมุดและห้องคอมพิวเตอร์ สะท้อนถึงการขาดแคลนสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้หรือการศึกษาของนักเรียนไทย ในขณะที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนที่น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 0.49 แต่กลับมีคะแนนสอบในทุกรายวิชาสูงกว่าโรงเรียนในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแสดงให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนของการศึกษาในกรุงเทพมหานครและในภูมิภาค
นอกจากนี้ยังพบว่า สัดส่วนนักเรียนต่อครูที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี ในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูงมาก (202 ต่อ 1) แสดงถึงคุณภาพครูที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตามในภาพรวมคุณภาพครูที่วัดจากระดับการศึกษาของครูไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนแต่อย่างใด ในขณะที่สัดส่วนของครูทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติต่อระดับคะแนนของทุกวิชา โดยพบว่า สัดส่วนนักเรียนต่อครูแปรผันผกผันกับคะแนนสอบหรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กล่าวอีกนัยคือยิ่งโรงเรียนมีสัดส่วนนักเรียนต่อครูที่น้อยลงมากเท่าใด นักเรียนก็มีแนวโน้มที่จะทำคะแนนสอบในรายวิชาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาที่ต้องการครูในการดูแลการเรียนการสอนเด็กเล็กอย่างเต็มที่และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีการเรียนการสอนที่เข้มข้นขึ้น ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนครูต่อนักเรียนยังคงเป็นประเด็นที่รัฐต้องเข้ามาแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการขาดแคลนครู หรือเรื่องการเพิ่มครูที่มีความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับวิชาที่เปิด
ในเรื่องของงบประมาณการศึกษา พบว่า งบประมาณเพิ่มขึ้นตามขนาดโรงเรียน ซึ่งสะท้อนการจัดสรรงบประมาณของรัฐในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักเรียน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางมีงบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางด้านงบประมาณทั้งจากภาครัฐและความสามารถของโรงเรียนในการหางบประมาณสนับสนุนจากภายนอกเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนและการส่งเสริมสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อการเรียนรู้อันส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ทั้งนี้ การศึกษานี้ยังพบว่า งบประมาณภาครัฐถูกใช้ไปเป็นค่าจ้างบุคลากรทางการศึกษาเป็นสัดส่วนที่สูงมาก (ร้อยละ 83.9)และสัดส่วนค่าจ้างต่องบประมาณนี้มีค่ามากที่สุดในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งหมายถึงโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับงบประมาณน้อยมากอยู่แล้วมีงบประมาณส่วนเหลือที่จะนำไปพัฒนาการเรียนการสอนในจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ อาจต้องมีการทบทวนนโยบายและวิธีการจัดสรรเงินงบประมาณใหม่ให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะการจัดสรรงบประมาณที่ให้เงินงบประมาณตามจำนวนนักเรียนมีผลกระทบต่อโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย
โรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ได้รับงบประมาณด้านการศึกษาต่อหัวจากงบประมาณประเภทต่างๆในระดับที่สูงสุด ในขณะที่นักเรียนในโรงเรียนขนาดกลางมีแนวโน้มได้รับงบประมาณด้านการศึกษาต่ำสุดจากทุกแหล่งงบประมาณ ซึ่งก็ยังแสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านงบประมาณ ทั้งแง่ของการจัดสรรงบประมาณ และแง่ของความสามารถการจัดหางบประมาณอุดหนุนที่ไม่ใช่จากรัฐของโรงเรียนขนาดต่างกัน
จากผลการวิเคราะห์สมการถดถอยที่พบว่า งบประมาณที่ไม่ได้จากรัฐมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามากกว่างบประมาณจากรัฐ มีนัยว่างบประมาณที่ได้จากรัฐซึ่งถูกใช้ไปกับค่าจ้างบุคลากรเป็นส่วนมาก ไม่มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรทรัพยากรของโรงเรียน ทำให้งบประมาณจากภายนอกมีผลทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามากกว่า เช่น งบประมาณดังกล่าวอาจนำไปใช้ในการจ้างครูเพิ่มทำให้สัดส่วนนักเรียนต่อครูลดลง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเพิ่มระดับคะแนนของนักเรียน
สำหรับผลของปัจจัยทรัพยากรของโรงเรียนที่ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา พบว่า จำนวนห้องสมุด การมีห้องปฏิบัติการทางภาษา และการมีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวม ไม่มีผลต่อระดับคะแนนในแต่ละวิชาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกระดับชั้น ยกเว้นการมีห้องคอมพิวเตอร์ต่อคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การมีห้องสมุดมากกว่า 1 ห้องต่อคะแนนวิชาภาษาไทยในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 การมีห้องสมุด 1 ห้องต่อคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6
งานวิจัยชิ้นนี้โดยสรุปเห็นว่า ทรัพยากรสนับสนุนทางการศึกษารวมทั้งคุณภาพครูไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนที่วัดโดยคะแนนสอบ โดยจำนวนครูและงบประมาณทางการศึกษามีความสำคัญสำหรับผลผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทย ซึ่งตรงกับผลการวิเคราะห์ของ Glowwe และคณะ (2011) ที่วิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากงานวิจัยจากประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกว่า เวลาที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน ลักษณะโรงเรียนและลักษณะของครูไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน มีเพียงปัจจัยไม่กี่ปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ได้แก่ จำนวนโต๊ะเรียน ความรู้ความสามารถของครูในวิชาที่สอนและการขาดแคลนครู ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องทำการศึกษาต่อไปในรายละเอียดเนื่องจากขณะนี้ไม่มีข้อมูลระดับโรงเรียนที่มีตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยในประเด็นเหล่านี้เพียงพอ
สำหรับผู้สนใจในงานศึกษานี้สามารถอ่านในรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากhttp://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/4.pdf
11/02/2016
ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศแรกๆที่ได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามกรอบ Framework Convention on To***co Control (FCTC) ของ World Health Organization (WHO) โดยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดการสูบบุหรี่ของประชาชน ทั้งแบบที่เป็นกฎหมายบังคับใช้ เช่น นโยบายทางด้านภาษี นโยบายควบคุมการลักลอบนำเข้าบุหรี่หนีภาษี นโยบายห้ามโฆษณา นโยบายเกี่ยวกับแบบซองและคำเตือนต่างๆ และแบบสมัครใจ เช่น การให้การศึกษา การรณรงค์และสนับสนุนให้คนเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีการส่งเสริมการงดสูบบุหรี่ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีการใช้มาตรการทางด้านภาษี (ปัจจุบันสรรพสามิตบุหรี่สูงถึง 85% ซึ่งคิดเป็น 70% ของราคาบุหรี่ขายปลีก) การบังคับห้ามการโฆษณาบุหรี่ผ่านสื่อ การบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมไปถึงการบังคับให้มีภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ (Graphic Health Warnings, GHW)
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2544-2554) อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมของคนไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตโดยเมื่อแยกพิจารณาตามกลุ่มอายุ มีเพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 40 ปีเท่านั้นที่อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนกลุ่มอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-39 ปีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการลดลงหลังปีพ.ศ.2544 คนไทยยังคงมีอัตราการสูบบุหรี่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-60 ปี ซึ่งส่งผลให้ในปัจจุบันยังคงมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละมากกว่า 50,000 คน ดังนั้นนโยบายเพื่อลดการสูบบุหรี่ในประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันยังคงเป็นสิ่งที่ที่ท้าทายถ้าสังเกตได้จากการที่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุอันดับสามที่ทำให้เกิดโรคในประเทศไทย
ถ้าจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบของมาตรการการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศแคนาดาสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน มีการศึกษาถึงผลของการบังคับใช้ภาพคำเตือนที่มีต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากมาย โดยผลการศึกษาส่วนใหญ่พบว่าภาพคำเตือนช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยยิ่งถ้าขนาดภาพคำเตือนที่ใหญ่ขึ้นก็จะได้ผลดีขึ้นเท่านั้นแต่การเพิ่มขนาดจะได้ผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ถึงแค่ขนาดรูปภาพขนาดหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนั้น การศึกษาของ Hammond (2011) ยังพบว่า ภาพคำเตือนมักได้ผลต่อผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่คิดสูบบุหรี่ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางและพบว่าการใช้นโยบายภาพคำเตือนได้ผลที่ชัดเจนกว่าในกลุ่มผู้สูบวัยรุ่นที่มีอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุ ในขณะที่ การศึกษาของ Changและคณะ(2011)และ Cantrellและคณะ (2013) ยังพบว่าความแตกต่างทางเศรษฐกิจและระดับการศึกษามีผลอย่างมากต่อประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนในประเทศไต้หวัน กล่าวคือ นโยบายดังกล่าวได้ผลดีกับกลุ่มคนที่มีอัตราการอ่านออกและเขียนได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้สูบไม่จำเป็นต้องอ่านและเข้าใจประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่ แต่สามารถเข้าใจการสื่อสารจากรูปได้โดยตรง ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท
อย่างไรก็ดี มีงานศึกษาบางส่วนที่พบว่าการใช้ภาพคำเตือนนั้นมีผลน้อย หรือไม่มีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ เช่น Cecilและคณะ(2006) พบว่าภาพคำเตือนมีผลค่อนข้างน้อยต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของกลุ่มวัยรุ่นในมลรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Siahpush และคณะ(2009) พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลในประเทศออสเตรเลียและ Aroraและคณะ(2012) และ Sansone และคณะ (2012 พบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศอินเดียยังไม่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการสูบบุหรี่เท่าที่ควร
สำหรับประเทศไทยนั้น ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ประโยคคำเตือนบนซองบุหรี่มาเป็นการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ในปีพ.ศ. 2548 การศึกษาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงการวิเคราะห์สถิติเบื้องต้นจากข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น เช่น พิมพ์พรรณ ศิลปะสุวรรณและคณะ (2548) และศรัญญา เบญจกุลและมณฑา เก่งพาณิช (2556) ซึ่งพบว่าประสิทธิผลของการใช้ฉลากและภาพเตือนบนซองบุหรี่ในประเทศไทยได้ผล ในเชิงที่ผู้สูบบุหรี่รับรู้ถึงอันตรายมากขึ้น และมีความคิดที่จะเลิกสูบ ในขณะที่ผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ไม่อยากสูบมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นของ ธนนันท์ วรรณศิไรรัตน์ และคณะ(2553) และความมีประสิทธิผลของGHW จะขึ้นอยู่กับว่ารูปภาพคำเตือนนั้นเป็นรูปอะไร (โดยภาพมะเร็งปอดเป็นภาพที่ได้ผลมากที่สุด) แต่การวิเคราะห์ผลศึกษาของงานวิจัยทั้งสามที่ได้กล่าวมาไม่ได้มีการใช้แบบจำลองทางสถิติที่ควบคุมปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการอัตราการสูบบุหรี่อื่นๆ เช่น ไม่มีการควบคุมถึงผลของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ หรือการกำหนดพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเลย
งานศึกษาของ ดร.ภาณุทัต สัชฌะไชย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาผลของภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ต่ออัตราการสูบบุหรี่ของคนไทย และได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review โดยการศึกษานี้ใช้ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยที่มีการเผยแพร่ทางสาธารณะในช่วงปีพ.ศ. 2544 ถึง พ.ศ.2554 โดยข้อมูลเป็นข้อมูลในเชิงภาพรวม(Aggregate Data) ที่รวบรวมจาก 3 แหล่งฐานข้อมูลได้แก่1) รายงาน Global Adult To***co Survey(GATS) ขององค์การอนามัยโลก (WHO), 2) รายงาน Cigarette Smoking and Drinking Behavior Survey ของสำนักงานสถิติแห่งชาติและ 3) รายงาน Health and Welfare Survey (HWS) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฐานข้อมูลมีการจัดเก็บในปีแตกต่างกัน ดังนั้นฐานข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษานี้สร้างคือ ข้อมูล Pseudo-Panel Data ที่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปีที่ไม่ต่อเนื่องกันโดยแต่ละปีจะแบ่งผู้สูบบุหรี่ตามกลุ่มอายุ 8 กลุ่มคือ อายุ 15-19ปี, 20-24ปี, 25-29ปี, 30-34ปี, 35-39ปี, 40-49ปี, 50-59ปีและ 60ปีขึ้นไป
ผลการประมาณการจากแบบจำลอง Random Coefficients Model ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลของปัจจัยที่อาจจะมีขนาดแตกต่างกันตามแต่ละกลุ่มอายุ และผลของปัจจัยแต่ละตัวอาจจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่นั้นช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีและคนอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีตอบสนองต่อภาพคำเตือนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของการใช้ภาพคำเตือนได้ผลค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ซึ่งมีประสิทธิผลมากกว่า
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการสูบบุหรี่มากที่สุด คือ ระดับราคาบุหรี่ขายปลีกโดยเปรียบเทียบ ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนของดัชนีราคาบุหรี่ต่อดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ผู้วิจัยพบว่านโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรี่นั้นไม่มีประสิทธิผลในการลดอัตราการสูบบุหรี่ลง ซึ่งผลที่ได้นั้นสอดคล้องกับ Sarntisart (2011) ที่พบว่าการขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่อาจจะไม่ทำให้ราคาบุหรี่ขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตถูกจัดเก็บจากราคาพื้นฐานที่บริษัทบุหรี่เป็นผู้ตั้งและอาจตั้งต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาให้ราคาบุหรี่ขายปลีกไม่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ผู้วิจัยยังพบว่าแนวโน้มอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากแนวโน้มตามกาลเวลา
เมื่อแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มผู้ชาย ผู้วิจัยพบผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกันกับกลุ่มรวม แต่ผลของการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงถือว่ามีประสิทธิผลต่ำกว่าอยู่ดี และหากแยกวิเคราะห์กลุ่มคนในชนบทและกลุ่มคนในเมือง ผู้วิจัยพบว่าการใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่มีประสิทธิผลมากกว่าสำหรับกลุ่มคนในชนบท ซึ่งมีระดับการศึกษาหรือการอ่านออกเขียนได้ต่ำกว่า ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Fong และคณะ (2009) นอกจากนั้นกลุ่มคนในชนบทมีขนาดการตอบสนองต่อราคาบุหรี่ขายปลีกที่เปลี่ยนไปมากกว่ากลุ่มคนในเมือง นั้นคือ การเพิ่มขึ้นของราคาบุหรี่ขายปลีกจะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนในชนบทลดลงมากกว่าคนในเมือง
นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังพิจารณาผลที่อาจจะเกิดจาก novelty effect โดยผู้วิจัยเลือกใช้จำนวนภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่ใช้หมุนเวียนกันเพื่อป้องกันการเกิดการชินชาของผู้สูบบุหรี่ต่อภาพคำเตือนเดิมๆ ซึ่งการศึกษาพบผลจาก novelty effect ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลงแต่มีขนาดที่เล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการใช้นโยบายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาบุหรี่ขายปลีก
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของงานศึกษานี้สามารถ Download ได้จากhttp://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/1-1.pdf
06/02/2016
วารสารเล่มเดิมภายใต้ชื่อใหม่ "Development Economic Review" ได้ฤกษ์ออกมาจากโรงพิมพ์แล้วครับ ทางเราจะดำเนินการนำเสนอเนื้อหาในบทความนี้ในวาระต่อๆ ไปครับ
20/01/2016
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อันส่งผลให้คนไทยเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารีและชอบบริจาค โดยทั่วไปแล้ว การบริจาคสามารถไปทำได้ 3 รูปแบบได้แก่ การบริจาคเงิน การบริจาคสิ่งของ และการให้เวลาเพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือการบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาลหรือสถานสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส การบริจาคสิ่งของด้วยการตักบาตรทำสังฆทานหรือการมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตลอดจนการสละเวลาเพื่อช่วยเหลืองานของวัด หรือไปเยี่ยมเยียนเด็กพิการหรือคนชราตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น
การวิเคราะห์การตัดสินใจบริจาคในรูปแบบต่างๆ ของปัจเจกบุคคล จะช่วยให้เราทราบถึงลักษณะของบุคคลที่ทำการบริจาคในแต่ละรูปแบบว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่ม มีลักษณะส่วนบุคคลหรือปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการบริจาค ตลอดจนเข้าใจความสัมพันธ์ของการบริจาคทั้งสามรูปแบบ รวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริจาคเงิน นอกจากนี้ การเข้าใจในพฤติกรรมของการบริจาคยังมีความสำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของนโยบายภาครัฐที่มีอิทธิพลต่อความน่าจะเป็นของการบริจาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐ มาตรการส่งเสริมการช่วยเหลือสังคมที่อนุญาตให้ผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จรับเงินที่บริจาคมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในขณะที่การบริจาคสิ่งของหรือเวลาไม่สามารถหักลดหย่อนภาษี มาตรการทางภาษีจะบิดเบือน (Distortion) การตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาหรือไม่ ความเข้าใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการประเมินขีดความสามารถของวัด และองค์กรสาธารณะกุศลทั่วไปที่ต้องการระดมเงินทุน และกำลังแรงงานจากภาคประชาชนเพื่อการจัดสรรบริการสาธารณะประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยสินค้าและบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของคนในชุมชน นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรของชุมชน และลดภาระทางการคลังของรัฐบาล เพราะการช่วยเหลือกันเองของคนในชุมชนจะสร้างสังคมที่น่าอยู่ ก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการผลิตสินค้าและบริการสาธารณะที่ตรงตามความต้องการของสมาชิกชุมชน จึงดีกว่าสินค้าและบริการสาธารณะที่ถูกกำหนดและจัดสรรโดยภาครัฐฝ่ายเดียว
งานศึกษาของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริจาคของคนไทยและวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของบริจาคเงิน สิ่งของ และเวลาของปัจเจกบุคคลในประเทศไทย โดยได้เก็บข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา (Quota Sampling) ซึ่งก็คือการเลือกตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรจำแนกตามรายภาคและกลุ่มอายุของประชากรไทย โดยพยายามให้มีการกระจายตัวของตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางที่ร้อยละ 40 และภาคอื่นๆ ที่ร้อยละ 20 ต่อภูมิภาค และให้ตัวอย่างมีการกระจายตัวตามกลุ่มอายุของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งจากข้อมูลประชากรจากการทะเบียนของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีประชากรในช่วงอายุ 15-20 ปีที่ร้อยละ 10 ของประชากรจำนวน 50.21 ล้านคนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีประชากรในช่วงอายุ 21-40 ปีที่ร้อยละ 40 ช่วงอายุ 41-60 ปีที่ร้อยละ 36 และอายุตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไปที่ร้อยละ 14 ตามลำดับ
ส่วนการเลือกตัวอย่างรายบุคคลเป็นการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จากประชากรใน 19 จังหวัดคือ 1) กรุงเทพฯ 2) พระนครศรีอยุธยา 3) ชลบุรี 4) นครราชสีมา 5) อุบลราชธานี 6) หนองบัวลำภู 7) อุดรธานี 8) เลย 9) หนองคาย 10) เชียงใหม่ 11) อุตรดิตถ์ 12) สุโขทัย 13) กาญจนบุรี 14) นครปฐม 15) สมุทรสาคร 16) นครศรีธรรมราช 17) ภูเก็ต 18) สุราษฏร์ธานี และ 19) ชุมพร หลังจากนั้นได้ทำการวิเคราะห์หาความน่าเชื่อถือจนเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 2,557 คน
จากการประมาณการด้วยแบบจำลอง Multivariate Probit แล้วพิจารณาความสัมพันธ์ของการบริจาคทั้งสามรูปแบบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร การศึกษานี้มีข้อค้นพบที่สำคัญดังนี้
ประการแรก การตัดสินใจบริจาคเงินและเวลา และการตัดสินใจบริจาคสิ่งของและเวลาเป็นการตัดสินใจที่ผู้ให้ทำการตัดสินใจพร้อมกันและไปในทิศทางเดียวกัน จึงกล่าวได้ว่าการให้เงินและเวลา และการให้สิ่งของและเวลาเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกันในสายตาของผู้บริจาค ในขณะที่การตัดสินใจให้เงินและสิ่งของนั้นเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีความสัมพันธ์กันแต่อย่างไร
ประการที่สอง ทุนทางสังคมของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และเครือข่ายทางศาสนาต่างมีผลที่เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจบริจาค ทั้งนี้เพราะเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางให้บุคคลได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น รับทราบปัญหาและความต้องการของผู้ที่เดือดร้อน รัฐบาลจึงควรมีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ สร้างเครือข่ายทางสังคมด้วยการส่งเสริมการทำกิจกรรมในชุมชนอย่างน้อยเดือนละครั้งทุกเดือน เครือข่ายในชุมชนที่เข้มแข็งจะส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในการประกอบอาชีพ การจัดสรรสวัสดิการภายในชุมชน และการช่วยเหลือชุมชนอื่นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ
ประการสุดท้าย เนื่องจากการใช้จ่ายเพื่อศาสนาของรัฐบาลมีผลให้การตัดสินใจบริจาคเพื่อศาสนาและการสาธารณะกุศลอื่นๆ ลดลง (Crowding Out Effect) รัฐจึงควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อส่งเสริมการสะสมทุนทางสังคม และการสร้างเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหา Crowding Out Effect
อนึ่ง สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมนั้น การศึกษานี้พบว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อการบริจาคแต่ประการใด เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะว่าตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจส่วนใหญ่มีรายได้ไม่สูงนัก ประกอบกับระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีรายการหักลดหย่อนเป็นจำนวนมาก ผู้เสียภาษีจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคอีก การศึกษาในอนาคตควรพิจารณาพฤติกรรมการบริจาคของบุคคลแยกตามระดับรายได้ เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้มีรายได้สูงตอบสนองต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมมากกว่าผู้มีรายได้น้อยกว่าหรือไม่ และควรพิจารณาการบริจาคของบริษัทธุรกิจที่มีมูลค่าการบริจาคที่สูงกว่าปัจเจกบุคคล ธุรกิจจึงอาจตอบสนองต่อมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมมากกว่าปัจเจกบุคคลโดยทั่วไป
สำหรับผู้สนใจงานศึกษาดังกล่าว สามารถเข้าไป Download ได้ที่http://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/9-2.pdf