17/08/2023
🇲🇾 𝗧𝗶𝘁𝗶𝘄𝗮𝗻𝗴𝘀𝗮 𝗟𝗮𝗸𝗲 𝗣𝗮𝗿𝗸 | 𝗧𝗵𝗲 ‘𝗖𝗲𝗻𝘁𝗿𝗮𝗹 𝗣𝗮𝗿𝗸’ 𝗼𝗳 𝗞𝗟
Taman Tasik Titiwangsa is a 50 acres urban park surrounding Titiwangsa Lake. It is one of Kuala Lumpur’s most famous recreational parks
📷 | Instagram.com/heartpatrick
17/08/2023
หุ้น XO หุ้นผลิตซอส ขายต่างประเทศ วันนี้ +21.9% เพราะประกาศงบกำไรโต 125%
- ดูตัวอย่าง ที่คุยกันต่อหุ้น XO ใน Blockdit Invest ได้ที่ https://www.blockdit.com/invest/XO ในแอปนี้ดูข้อมูลพื้นฐาน การประกาศงบ ผลการดำเนินงาน รวมถึงกดดูกราฟได้ด้วย
- Blockdit Invest แล้วสังคมนักลงทุนไทย จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป -
08/07/2023
🇹🇭 The upper part of Sappaya Sapasathan, the world's largest parliament building, the new parliament building of Thailand, and the Golden Mount of Wat Saket Ratchawora Mahawihan, Bangkok, Thailand
Cr.pic. oatoasta
https://instagram.com/oatoasta?igshid=MzRlODBiNWFlZA==
TH_Admin
06/06/2023
🇹🇭 Bhumibol bridge 🇹🇭
a part of the 13-kilometer-long Industrial Ring Road connecting southern Bangkok with Samut Prakan province, Thailand.
Cr.pic. babyboy2528 https://instagram.com/babyboy2528?igshid=MzRlODBiNWFlZA==
TH_Admin
09/05/2023
ทำไม Starbucks ถึงมีลูกค้า เอาเงินมาฝากไว้ มากถึง 55,000,000,000 บาท /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้ไหมว่า ปัจจุบัน Starbucks มีเงินในบัตรสมาชิก รวมกันมากกว่า 55,200 ล้านบาท แถมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ เงินก้อนนี้ ยังเป็นเงินที่ทิ้งไว้ค่อนข้างนานแบบไม่ต้องรีบใช้อีกด้วย
ทำไมลูกค้าถึงยอมนำเงินมาเติมไว้ในบัตรสมาชิก Starbucks Rewards Card ไว้มากขนาดนี้ ?
แล้ว Starbucks ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้บ้าง ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
บัตรสมาชิก เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าลูกค้าทั่วไป
แน่นอนว่าบัตรสมาชิกของ Starbucks ก็มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์แบบนั้นเช่นกัน
จริง ๆ แล้ว ระบบสมาชิกของ Starbucks หรือชื่อทางการว่า “Starbucks Rewards Card” ถือเป็นหนึ่งในระบบสมาชิกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และกลายเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้ง
โดยในปี 2022 “Starbucks Rewards Card” มีจำนวนเงินที่ถูกเติมเอาไว้มากถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 55,200 ล้านบาท
ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2016 ที่เงินส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 38,500 ล้านบาท
แล้วอะไร ที่ทำให้ลูกค้าเติมเงินในบัตร Starbucks ทิ้งไว้
ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลตอบแทน เหมือนอย่างการนำเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ย
อีกทั้งถ้าเติมเงินไปแล้ว ก็ไม่สามารถแลกคืนกลับเป็นเงินสดได้ด้วย
ต้องบอกก่อนว่า Starbucks กำหนดขั้นต่ำในการเติมเงินเพียง 100 บาท และสามารถเติมเงินให้พอดีกับการซื้อในแต่ละครั้งได้ แต่สมาชิกก็ยังยินดีที่จะเติมเงินเข้าไปสำรองไว้ในบัตรมากกว่าการซื้อในแต่ละครั้งอยู่ดี
เช่น หากเราอยากซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว ในราคา 130 บาท แทนที่จะควักเงินสด 130 จ่ายไปเลย หรือเติมเงินเข้าบัตร Starbucks เพียง 200 บาท
บ่อยครั้ง เรากลับเลือกที่จะเติมเงินเข้าบัตรเผื่อไว้ เป็นจำนวน 500 บาท หรือ 1,000 แทน..
สิ่งที่สนับสนุนให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น คือ “การตลาด” และ “ระบบ” ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความคุ้มค่าที่จะจ่ายค่าเครื่องดื่มผ่านบัตรสมาชิก และเต็มใจที่จะเติมเงินก้อนใหญ่ฝากไว้ในบัตร ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบ Starbucks Rewards Card ที่ออกแบบให้ใช้งานง่าย
แม้การใช้จ่ายผ่านบัตร Starbucks จะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้จ่าย แต่ก็สามารถเติมเงินได้ไม่ยาก และไม่ได้กำหนดเงินขั้นต่ำในการเติมที่สูง จนยากต่อการตัดสินใจ
ซึ่งบัตรสมาชิกที่ว่านี้ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ในรูปแบบ Card จริง ๆ แต่ยังสามารถล็อกอินบัตรเข้าไปในแอปพลิเคชันบนมือถือ ที่สะดวกต่อการใช้จ่ายและจัดการบัตร รวมถึงสามารถสั่งออร์เดอร์เมนูต่าง ๆ ได้ในแอปด้วย ทั้งแบบดิลิเวอรี และแบบ Pick-up ที่ร้าน Starbucks
ที่สำคัญ แอปนี้ยังทำระบบรองรับการเพิ่มจำนวนบัตรได้หลาย ๆ ใบ แถมยังโอนเงินจากบัตรหนึ่งไปรวมกับอีกบัตรได้ คล้ายกับการโอนเงินต่างบัญชีของตัวเองผ่านแอปธนาคาร ซึ่งการทำแบบนี้มีส่วนทำให้ลูกค้ารู้สึกยืดหยุ่นในการใช้งาน
แต่แค่ใช้ง่ายก็คงยังไม่พอ ถ้าคุณจะเอาเงินไปฝากไว้กับใครสักคน เพื่อเก็บไว้ใช้ทีหลัง ก็คงต้องเลือกคนที่ไว้ใจและเชื่อใจมาก ๆ เช่นเดียวกันกับลูกค้า Starbucks
- มีความเชื่อมั่นในแบรนด์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Starbucks ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับโลก ด้วยภาพลักษณ์และ Brand Loyalty ทำให้ลูกค้าไว้วางใจที่จะฝากเงิน และทิ้งเงินก้อนไว้ในระบบ แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในทันที
ซึ่ง Starbucks ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นไปอีก เช่น มีบริการอายัดบัตรผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ กรณีทำบัตรสมาชิก (ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว) สูญหาย เหมือนกับบริการของธนาคารด้วย
- คิดว่าเงินที่เติมไป ถึงอย่างไรก็ได้ใช้อยู่ดี
อีกหนึ่งสาเหตุที่คนยอมเติมเงินค้างไว้ในบัตร นอกจากเครื่องดื่มและขนมที่ซื้อซ้ำ ๆ ได้ทุกวันแล้ว Starbucks ยังออกสินค้าใหม่ ๆ มาล่อตาล่อใจให้ซื้ออยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นแก้วทัมเบลอร์ แก้วมัค ที่ออกคอลเลกชันใหม่ถี่ยิบ มีรุ่นแรร์ออกมาให้ซื้อสะสม หรือจะเป็นของที่ระลึก ไปจนถึงเมล็ดกาแฟ ที่ชวนให้ได้ใช้เงินในบัตรอยู่บ่อย ๆ
ดังนั้น สมาชิกของ Starbucks หลาย ๆ คน จึงรู้สึกว่า
ไหน ๆ ก็ต้องใช้จ่ายอยู่แล้ว ตอนเติมเงินเข้าไป ก็เติมเผื่อ ๆ ไว้สำหรับใช้จ่ายในอนาคตทีเดียวไปเลย
- ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
Starbucks ใช้ระบบ Starbucks Rewards ที่ให้ลูกค้ารับดาวสะสม เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร Starbucks Rewards Card เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น สมาชิก Gold Level สามารถรับเครื่องดื่มและขนมเค้กฟรีในเดือนเกิด
แล้ว Starbucks ได้ประโยชน์จากการเติมเงินทิ้งไว้ในบัตร ของลูกค้า มากแค่ไหน ?
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า เงินที่เติมเข้ามาในระบบ ไม่สามารถแลกกลับเป็นเงินสดได้ หมายความว่า จำนวนเงินกว่า 55,200 ล้านบาทนี้ ตกเป็นของ Starbucks อย่างแน่นอน เพียงแค่ “ได้รับเงินก่อน ให้ของทีหลัง”
หรือบางครั้ง Starbucks ก็ได้รับเงินส่วนนี้ไปฟรี ๆ เพราะลูกค้าไม่ได้ใช้ เช่น มีคนให้ Starbucks Gift Cards (บัตรของขวัญ) แล้วลืมใช้ หรือบางครั้งใช้ไปแล้ว แต่ยังเหลือเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในบัตรแล้วไม่ได้ใช้ต่อ
ซึ่งเงินเหล่านี้เมื่อสะสมกันมากเข้า ก็กลายเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ที่ค้างอยู่ในระบบได้เช่นกัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประโยชน์ที่ Starbucks จะได้รับคือ กระแสเงินสด หรือเงินก้อน ที่สามารถนำไปใช้บริหารกิจการ หรือต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น นำไปลงทุนในหุ้นกู้ โดยที่ Starbucks ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า เพื่อเป็นผลตอบแทนใด ๆ เลย
และด้วยความที่มีลูกค้า นำเงินมาฝากไว้ด้วยมากขนาดนี้
จึงทำให้ Starbucks ได้รับอีกฉายาว่าเป็น ธนาคารที่ขายกาแฟ..
-----------------------
Presented by กลุ่มบริษัทธนจิรากรุ๊ป พุ่งเป้าพัฒนาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) เพื่อเข้ามาเติมเต็มและต่อจิกซอว์เทรนด์ไลฟ์สไตล์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หลังจากประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่มาใช้บริการร้าน Marimekko Pop-Up Café คาเฟแห่งแรกในโลก พร้อมเดินหน้าปูทางธุรกิจ F&B ภายใต้แบรนด์อื่นในเครือ หวังเจาะตลาดกลุ่มลูกค้า Gen Y - Gen Z มากขึ้น
TANACHIRA GROUP
-----------------------
References:
-https://www.starbuckscardth.in.th/THHome/Faq
-https://www.starbuckscardth.in.th/THHome
-https://kottke.org/22/02/starbucks-is-a-bank-that-sells-coffee
-https://bettermarketing.pub/starbucks-makes-160-million-from-unused-gift-cards-genius-or-not-3ffaeae6dd6c
-https://knoema.com/infographics/kchdsge/number-of-starbucks-stores-globally-1992-2021
-https://financesonline.com/number-of-starbucks-worldwide/
-https://ir.mercbank.com/financials/deposit-loan-composition/default.aspx
-https://www.federalreserve.gov/releases/h8/current/
09/05/2023
#สื่อนํ้าหอมยืนยันเมสซี่บรรลุข้อตกลงซาอุ
จริงๆ มีข่าวลือเกี่ยวกับประเด็นนี้มาสักพักแล้ว.. แต่ล่าสุด AFP สื่อใหญ่จากฝรั่งเศส รายงานว่า ลีโอเนล เมสซี่ บรรลุข้อตกลงที่จะย้ายไป ซาอุดิอาเบีย เพื่อร่วมทัพสโมสร อัล-ฮิลาล และยืนยันว่า เมสซี่ จะได้รับค่าจ้างมหาศาล
ตอนนี้ เมสซี่ จะหมดสัญญากับ เปแอสเช หลังจบซีซั่น เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ยังต้องรอติดตามกันต่อไป เพราะประตูยังเปิดกว้างเหลือเกิน เช่นเดียวกับ บาร์เซโลน่า ก็ยังมีโอกาส…
เอาจริงๆ ถ้า เมสซี่ ไป ซาอุ เพื่อร่วมลีกกับพี่โด้ นั่นเท่ากับว่าประตูของยุคสมัยใหม่จะเปิดเต็มตัวอย่างเป็นทางการทันที (ถ้าไปจริง แค่รู้สึกว่าไวไปสําหรับ เมสซี่)
#หนุงหนิง
08/04/2023
เป็นเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ ที่ ‘กันดั้ม’ (Gundam) แอนิเมชันซีรีส์แนวสงคราม-ไซไฟ สามารถครองใจผู้คนได้ทั่วโลก ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เพียงเนื้อหาที่เข้มข้น สอดแทรกด้วยข้อคิดเกี่ยวกับการเมืองโลก หรือความสูญเสียจากการเข่นฆ่ากันเองของมนุษย์ แต่รวมไปถึงคาแรกเตอร์ ‘หุ่นรบ’ (Mobile Suit) ที่มีรูปร่างหน้าตาดุดัน ยุทโธปกรณ์เหนือจินตนาการ ทั้งดาบเลเซอร์ ปืนบีมไรเฟิล ปืนใหญ่พลังงานนิวเคลียร์ ฯลฯ พลันจินตนาการว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเราได้ขึ้นขับหุ่นเหล่านี้จริงๆ
อย่างไรก็ดี โลกแห่งความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องสร้างอาวุธสุดอันตรายเช่นนั้น เมื่อมีสิ่งที่เรียกว่า ‘กันพลา’ (Gunpla) หรือหุ่นกันดั้มในรูปแบบโมเดลพลาสติก (Plastic Model Kits) ขนาดพอดีมือ ที่บันได (Bandai) บริษัทผู้ผลิตของเล่นชื่อดังจากแดนอาทิตย์อุทัย วางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 1980 พร้อมพัฒนาลูกเล่น สีสัน และความทันสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ควบคู่ไปกับซีรีส์หุ่นรบอวกาศที่มีการออกฉายภาคใหม่เกือบทุกปี
ขณะเดียวกัน อิทธิพลของกันพลาได้แผ่ขยายมาถึงในประเทศไทย มีผู้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลศาสตร์และศิลป์การประกอบโมเดลพลาสติกชนิดนี้ มีการใช้อุปกรณ์ลงสีแบบต่างๆ ไม่ว่าจะสีน้ำมัน สีสเปรย์ ปากกาเมจิกตัดเส้น สุดแต่จะดัดแปลง สร้างกันพลาคู่ใจให้มีความเท่ดังปรารถนา
วันหนึ่ง ระหว่างที่เราหนีอุณหภูมิร้อนระอุจากแดดเดือนเมษายน เข้าไปหลบในห้างเซียร์รังสิต ได้พบ ไอซ์-รังสรรค์ วันดี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Gunpla Builder Thailand ที่กำลังง่วนกับการจัด ‘Platopia’ งานชุมนุมของคนรักกันดั้ม ที่มีการประกวดกันพลานานาชนิด ก่อนมีโอกาสสนทนาจนรู้ว่า ของเล่นขนาดเล็กนี้มีค่ากว่าแค่ความเท่ แต่ยังแปรเปลี่ยนเป็นอาชีพและแรงผลักดันในการใช้ชีวิต
เรื่อง: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล
ภาพ: อนุวัตน์ เดชธำรงวัฒน์
อ่านบทความในรูปแบบเว็บไซต์ได้ทาง https://themomentum.co/feature-gundam-platopia/
#กันดั้ม #กันพลา
06/04/2023
ทำไม “อินเดีย” ถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการผลิตชิป เป็นของตัวเอง - BillionMoney
เซมิคอนดักเตอร์ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า ชิป เป็นสิ่งที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เพราะว่ามันถูกใช้เป็นส่วนประกอบในสิ่งของต่าง ๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือที่เราใช้งานกันในทุกวัน ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการทหารอันล้ำสมัย
หลาย ๆ ประเทศ จึงต้องหาทางผลิตชิปเป็นของตัวเองให้ได้ และแน่นอนว่าหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง “อินเดีย” ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ความพยายามในครั้งนี้ของอินเดีย กลับไม่ประสบความสำเร็จ
และถ้าหากคุณสงสัย ว่าเพราะอะไรอินเดีย ถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการผลิตชิปเป็นของตัวเองแบบนี้ ?
BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ
ในช่วงทศวรรษ 1960 อุตสาหกรรมชิปกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศกำลังเติบโต และมีความต้องการจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการที่โลกยังอยู่ในช่วงสงครามเย็น
ด้วยความที่การผลิตชิป เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ผู้ผลิตชิปหลาย ๆ แห่งในสหรัฐอเมริกา จึงเริ่มมองหาแรงงานราคาถูก ในประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่น เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และอินเดีย
ประเทศอินเดีย จึงได้เริ่มทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นครั้งแรก จากการที่บริษัท Fairchild Semiconductor จากสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาติดต่อกับทางการของอินเดีย เพื่อเข้ามาตั้งโรงงาน
แต่ด้วยความที่ระบบราชการของอินเดียในตอนนั้น เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน จนทำให้กระบวนการเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก บริษัท Fairchild Semiconductor จึงล้มเลิกแผนการไป และตัดสินใจตั้งโรงงานที่มาเลเซียแทน
การปล่อยโอกาสทองดังกล่าวให้หลุดลอยไปแบบนี้ ได้กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของอินเดีย เพราะในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980
ประเทศที่เริ่มผลิตชิปเป็นของตัวเองได้อย่าง ญี่ปุ่น และไต้หวัน ก็ได้กลายเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกไปแล้ว ส่วนประเทศที่เป็นฐานการผลิตอย่าง เกาหลีใต้, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างก็มีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้เองทางรัฐบาลอินเดีย จึงหันมาจริงจังกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง ด้วยการตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจ ชื่อว่า Semiconductor Complex Limited หรือ SCL ขึ้นมา ในปี 1982
รัฐบาลอินเดีย ได้ทุ่มทุนมากถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
(ประมาณ 3,900 ล้านบาท ในปัจจุบัน) ในการเนรมิตโรงงานของ SCL ขึ้นมาในเมืองโมฮาลี รัฐปัญจาบ พร้อมทั้งเกณฑ์นักศึกษาระดับหัวกะทิ จากสถาบันเทคโนโลยีระดับต้น ๆ ของประเทศ เข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก
จนถึงปี 1984 บริษัท SCL ได้ซื้อลิขสิทธิ์การผลิตชิป ของบริษัท American Microsystems แถมหลังจากนั้นบริษัท SCL ยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชิป จากบริษัท Rockwell ผู้ผลิตระบบอัตโนมัติจากสหรัฐอเมริกา และบริษัท Hitachi จากญี่ปุ่น อีกด้วย
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอินเดีย ดูเหมือนจะมีพร้อมทุกอย่างแล้ว ในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เพราะมีทั้งรัฐบาลที่คอยหนุนหลัง, มีนักวิจัยระดับแนวหน้าของประเทศ และยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติอีกด้วย
แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอินเดีย มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่
1. การผลิตชิป ต้องการเงินลงทุนสูง อย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมการผลิตชิปนั้น แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น ตรงที่เทคโนโลยีในการผลิตชิป สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ
ส่งผลให้การก่อตั้งบริษัทชิปนั้น นอกจากจะต้องมีเงินลงทุนสำหรับสร้างโรงงานแล้ว ยังจำเป็นจะต้องมีเงินทุนอีกมหาศาลในการพัฒนาชิปของตัวเอง เพื่อไล่กวดเทคโนโลยีของคู่แข่งให้ทัน
เพราะฉะนั้น เม็ดเงินอันมหาศาลที่รัฐบาลอินเดียทุ่มทุนสร้างโรงงาน SCL นั้น จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ บริษัท SCL สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ได้
2. การวางทิศทางที่ผิดพลาด
ประเภทของบริษัทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่
- บริษัทผู้รับออกแบบชิป เช่น AMD และ NVIDIA
- บริษัทผู้รับผลิตชิป เช่น TSMC
- บริษัทผู้ผลิตชิปและออกแบบชิปเอง เช่น Intel
ซึ่งบริษัท SCL ของอินเดียนั้น พยายามที่จะเป็นผู้รับผลิตชิป เพื่อที่จะใช้จุดเด่นเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศอื่น ๆ
จนมองข้ามจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ว่า บริษัท SCL นั้น เต็มไปด้วยนักวิจัยระดับหัวกะทิ ที่มีความสามารถในการออกแบบชิป
บริษัท SCL จึงไม่ได้ใช้ความสามารถในการออกแบบชิป ที่ตัวเองได้เปรียบมากเท่าที่ควร แต่กลับไปเน้นการรับผลิตชิป ซึ่งต้องไปแข่งกับบริษัทอย่าง TSMC ของไต้หวัน ที่มีเทคโนโลยี และฝีมือแรงงาน นำหน้าอินเดียไปไกลแล้ว
3. ไม่เกิด Economies of Scale
Economies of Scale คือการที่ผู้ผลิต สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมาก ๆ จนกดต้นทุนต่อชิ้นในการผลิตสินค้า ให้ต่ำลงได้ ทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งในด้านต้นทุน
อย่างไรก็ตาม บริษัท SCL ก็ไม่เคยไปถึงจุดนั้นได้ เนื่องจากอินเดีย จำเป็นต้องนำเข้าเครื่องผลิตชิปจากต่างประเทศ ซึ่งเครื่องผลิตชิป ไม่ใช่รายการสินค้าที่อินเดียลดภาษีนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตชิปสูงขึ้น
นอกจากนี้ ชิปของบริษัท SCL ยังไม่สามารถตีตลาดในประเทศได้เลย เนื่องจากต้นทุนที่สูง ก็ต้องทำให้ SCL ขายชิปในราคาที่สูง
ในขณะที่ผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากต่างประเทศ กลับขายในราคาถูกกว่าได้ เพราะต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ฐานลูกค้าของบริษัท SCL ส่วนใหญ่แล้ว จึงมีแต่หน่วยงานรัฐ
ด้วยเหตุนี้เอง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอินเดีย จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และเริ่มถดถอยลง เมื่อโรงงานของ SCL เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1989
ซึ่งเหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น ต้องใช้เวลานานถึง 8 ปีเต็ม บวกกับค่าซ่อมแซมกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,100 ล้านบาท ในปัจจุบัน) กว่า SCL จะกลับมาเดินเครื่องผลิตได้อีกครั้ง
ปัจจุบันนี้ บริษัท SCL ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์วิจัยเซมิคอนดักเตอร์ ให้กับรัฐบาลอินเดียแทน
หลังจากที่รัฐบาลอินเดีย พยายามที่จะจับมือกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ในประเทศ เพื่อกลับมาผลิตชิปอีกครั้ง อย่างเช่น บริษัท JP Associates ในปี 2016 และบริษัท HSMC ในปี 2019
แต่การร่วมมือกันทั้ง 2 ครั้งก็ต้องล่มไป เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท ไม่สามารถหาเงินทุนจำนวนมากพอ ในการลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปอีกครั้งได้
อินเดียจึงกลายเป็นประเทศ ที่ยังผลิตชิปไม่ได้ และต้องนำเข้าชิปจากต่างประเทศแทบทั้งหมด ทั้งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิปจากประเทศจีน ที่ก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ไม่ค่อยดีกับอินเดียนัก
ก็เป็นที่น่าสนใจว่า ถ้าหากในวันนั้น ประเทศอินเดีย สามารถตกลงกับ บริษัท Fairchild Semiconductor ได้สำเร็จ
เราอาจจะได้เห็นประเทศอินเดีย กลายเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เคียงข้างสหรัฐอเมริกา และไต้หวัน ก็เป็นได้..
ติดตาม BillionMoney ช่องทางอื่นได้ที่
Website : billionmoney.com
Blockdit : blockdit.com/billionmoney
Facebook : BillionMoney
Twitter : twitter.com/BillionMoneyTH
Instagram : instagram.com/billionmoneyth/
Youtube : youtube.com/billionmoney
References
-https://www.the-waves.org/2023/01/09/semiconductor-industry-in-india-innovation-failure/
-https://www.thestatesman.com/opinion/indias-semiconductor-moment-1503046515.html
-https://www.trade.gov/country-commercial-guides/japan-semiconductors
-https://en.wikipedia.org/wiki/Semi-Conductor_Laboratory
-https://meet-global.bnext.com.tw/articles/view/47579?
https://www.semiconductors.org/wp-content/uploads/2018/06/SIA-Beyond-Borders-Report-FINAL-June-7.pdf
-https://comtradeplus.un.org/