05/06/2026
รองปลัด มท. "สันติธร" ประชุมคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.บ.ท.) ครั้งที่ 2/2569
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 10.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น มอบหมาย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.บ.ท.) ครั้งที่ 2/2569 ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
สาระสำคัญ คือ ที่ประชุมได้พิจารณากรณีข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีกรณีหรือต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงแก่ความตายก่อนได้รับการวินิจฉัยเรื่องกระทำผิดวินัย และขอรับบำเหน็จตกทอด รวมทั้ง พิจารณาการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวทาง รูปแบบ และวิธีการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.บ.ท.) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
05/06/2026
กระทรวงมหาดไทย จับมือ ป.ป.ส. ดันผู้ว่าฯ - อปท. บูรณาการความรู้ด้านทักษะสมองสู่การบริหารจัดการชีวิต เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดลงสู่ระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน ด้วยองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions : EF) ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (รวม 9 หน่วยงาน) โดยมี พ.ต.อ.อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมไฮเดรนเยีย 2-3 โรงแรม ที.เค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมกันใช้องค์ความรู้ด้านทักษะสมองในการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions: EF) สร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งผลักดันให้เป็นวาระสำคัญในทุกระดับนโยบาย พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม สร้างเครือข่ายสำหรับการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ตลอดจนสนับสนุนทรัพยากรในการจัดทำแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดมีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้าง
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ให้ความร่วมมือกับการลงนามดังกล่าว ในด้านการส่งเสริม สนับสนุน และประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับการนำองค์ความรู้ EF ให้เป็นวาระสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับชุมชนและสถานศึกษา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนกลางในการบูรณาการความร่วมมือจากเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนงานในทุกมิติ พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ EF ไปประยุกต์ใช้ในหลักสูตร แผนการจัดประสบการณ์ และกิจกรรมต่างๆ สำหรับเด็กปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประสานหน่วยงานในสังกัดให้นำความรู้ EF ไปจัดทำแผนงานและโครงการป้องกันยาเสพติด โดยมีการสนับสนุนทรัพยากร พัฒนาบุคลากร ส่งเสริมงานวิชาการ และติดตามรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายในการผลักดันกลไกต่างๆ สู่การนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 619/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69
05/06/2026
"นายกฯ อนุทิน" ร่วมยินดี 9 ปี สำนักข่าว The Standard ก้าวสู่ปีที่ 10 นำเสนอข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ อุดมความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจให้กับประชาชน
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 16.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแสดงความยินดีวาระครบ 9 ปี สำนักข่าว The Standard ก้าวสู่ปีที่ 10 โดยมี นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ (เคน) CEO และบรรณาธิการบริหาร The Standard พร้อมทีมบริหาร อาทิ นายธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย และทีมงานผู้สื่อข่าว เจ้าหน้าที่ และ internship ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย
สำหรับสำนักข่าว THE STANDARD ได้เปิดตัวและเผยแพร่เนื้อหาอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทั้งบทความ ข่าวสาร นิตยสารออนไลน์ วิดีโอ สารคดี และพอดแคสต์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และไลฟ์สไตล์ โดยยึดถือหลักการทำสื่อเพื่อรับใช้ประชาชน และมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 618/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69
05/06/2026
รมช.มหาดไทย "เจเศรษฐ์" นำแถลงปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร EP.3” จับกุมอดีตปลัดอำเภอ-ผู้ใหญ่บ้าน-นายหน้า ทุจริตแจ้งเกิดทิพย์ ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 14.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร EP.3" โดยมี นางสางวริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 พ.ต.อ.นิยม นิยา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองปรือ ร่วมแถลงฯ ณ ที่ว่าการอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทย สั่งดำเนินคดีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้ากว่า 15 ราย หลังพบพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อนุมัติรับแจ้งเกิดเกินกำหนดเป็นเท็จให้กับบุตรของบุคคลต่างด้าว
"การเข้าจับกุมในครั้งนี้ สามารถจับกุมขบวนการนายหน้าและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันทุจริตแจ้งเกิดเท็จให้ลูกคนจีนและเมียนมาได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ อย่างน้อย 10 คน เหตุเกิด ณ สำนักทะเบียนท้องที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ในห้วงระหว่างเดือน เม.ย. 68 - ก.พ. 69 โดยพบมีผู้ร่วมกระทำความผิดอย่างน้อย 15 คน ในฐานความผิด “ร่วมกันทำให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ได้อนุมัติหมายจับและสามารถจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้แล้ว 3 ราย ได้แก่ 1. อดีตปลัดอำเภอ ในฐานะนายทะเบียนผู้รับแจ้งการเกิดและอนุมัติ 2. ผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะผู้รับแจ้งย้ายเข้า และ 3. ชายไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นขบวนการนายหน้า"
นายเจเศรษฐ์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญขั้นสูงสุดกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และธุรกิจทุนสีเทา เพราะการมีพฤติกรรมเข้ามาทุจริตหรือแอบอ้างใช้สัญชาติไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง “กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้ยึดมั่นในข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' และไม่สนใจว่า ผู้กระทำผิดจะเป็นใคร มีตำแหน่งหรืออิทธิพลระดับใด โดยมุ่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาตามหลักฐานที่ปรากฏ และจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและเข้มข้นจนกว่าปัญหานี้จะหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย
นางสาววริษฐา ได้สั่งการด่วนที่สุดถึงสำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่นทุกแห่ง ยกระดับการทำงานมาตรการ "Check and Balance" และนำแอปพลิเคชัน ThaiD มาใช้ช่วยตรวจสอบ พร้อมสั่งเอ็กซเรย์พื้นที่เป็นพิเศษ โดยในกรณีที่มีการย้ายปลายทางเพื่อทำบัตรประชาชนครั้งแรกของบุคคลอายุเกิน 15 ปี และกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด ให้ "ผู้ปกครองท้องที่" ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ "บ้านว่าง" หรือ "บ้านที่ไม่มีตัวบ้านจริง" ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการย้ายชื่อทิพย์เข้ามาสวมสิทธิ์ในทะเบียนบ้านโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำความผิดหรือพบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดต้องได้รับโทษทั้งทางอาญาและทางวินัยไม่มีละเว้น
สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการจับกุมขบวนการแจ้งเกิดทิพย์และสร้างบ้านทิพย์ที่ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ก่อนจะขยายผลพบเส้นทางทุจริตโยงมาที่ อ.หนองปรือ โดยพบพฤติการณ์ทำกันเป็นขบวนการ 5 ขั้นตอน คือ 1. ใช้สิทธิสัญชาติกึ่งหนึ่ง โดยขบวนการนี้จะกำหนดให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย เพื่อให้เด็กได้รับการซึมซับสัญชาติไทยตามสายโลหิตทันทีหลังอนุมัติ 2. อ้างหมอตำแย-คลอดที่พักคนงาน โดยทุกรายไม่มีหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล แต่จะใช้มุกเดียวกันหมด คือ อ้างว่าคลอดกับหมอตำแยที่บ้านพักคนงาน ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะอีกฝ่ายเป็นชาวเมียนมาที่ไม่มีสัญชาติ 3. สวมสิทธิ์ข้ามถิ่น โดยเด็กที่นำมาแจ้งเกิด แท้จริงแล้วเกิดในท้องที่อื่น เช่น อ.ทองผาภูมิ, อ.ไทรโยค และ อ.สังขละบุรี แต่กลับเดินทางมาขอแจ้งเกิดเกินกำหนดที่ อ.หนองปรือ 4. แจ้งเสร็จแล้วหย่า โดยจากการตรวจสอบเอกสาร ป.ค.14 พบว่าหลังจากออกสูติบัตรเรียบร้อยแล้ว เกือบทุกคู่บิดา-มารดาจะทำทีเป็นเลิกรากัน โดยทิ้งเด็กไว้ให้อยู่กับฝ่ายที่มีสัญชาติไทย และ 5. หลีกเลี่ยงการตรวจ DNA ซึ่งแม้กรมการปกครองจะมีโครงการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตให้ฟรี แต่อดีตปลัดอำเภอรายนี้กลับเลือกเชื่อพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว และไม่อนุมัติให้มีการตรวจ DNA
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 617/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69
05/06/2026
"นายกฯ อนุทิน" นั่งประธานเปิดประชุม "คณะกรรมการปราบอาชญากรรมไซเบอร์-อาชญากรรมข้ามชาตินัดแรก" สั่งทุกหน่วยงานจับมือสแกนเข้ม กวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ นอมินี และกลุ่มทุนแฝงกฎหมาย เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และนานาชาติ
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการชุดนี้ ภายหลังจากที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ตามที่รัฐบาล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หนึ่งในนโยบายที่สำคัญประการหนึ่งคือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ทั้งยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย อาชญากรรมทางไซเบอร์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมและรูปแบบอื่นที่กระทบต่อความปลอดภัยความมั่นคงของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
“ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปราบปรามภัยอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวาดล้างกระบวนการสแกนเมอร์ การทลายเครือข่ายยาเสพติดและอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แผลผลผลผลละได้มีการแถลงผลงานออกมาเป็นที่ประจักษ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องขอชื่นชมทุกหน่วยงานที่ได้ให้ความร่วมมือในการสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ อาจจะเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลได้ตั้งใจที่จะดำเนินการเรื่องการสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ รัฐบาลก็ยังไม่นิ่งนอนใจเมื่อทราบว่ายังคงมีชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายประกอบธุรกิจในประเทศของเราเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยคนกลุ่มเหล่านี้มักจะเข้ามาประกอบอาชีพในพื้นที่ประเทศไทยและได้ใช้สัญชาติไทย รวมถึงทำธุรกิจถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวแทนคนไทย หรือที่เรียกว่า “นอมินี” หรือในบางกรณีก็มีการรวมตัวกันของต่างชาติในชนชาติของตนเองในบางพื้นที่ของประเทศ และมีการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และหากมีการปล่อยประละเลยก็อาจจะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามสร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกิดเป็นปัญหาทางสังคมและความมั่นคงตามมา
“การจัดตั้งคณะกรรมการฯ ดำเนินการชุดนี้ขึ้นมาจึงเป็นการให้ความสำคัญต่อการปราบปรามอาชญากรรม ทุกประเภท ผ่านการบูรณาการของทุกส่วนราชการร่วมกันเพื่อการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ความเสียหายและผลที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในวันนี้ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านทุกหน่วยงานทางผู้บริหารหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นถึงความพร้อม ความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะคอยปกป้องดูแลความปลอดภัย ความมั่นคงชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน และขอให้ข้าราชการทุกท่านได้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไป เพื่อให้การดำเนินการการปราบปรามการกระทำความผิดเครือข่ายอาชกรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยให้อยู่ในระดับที่สูงในสายตานานาชาติ ก่อให้เกิดผลสำเร็จและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยได้ในที่สุด” นายอนุทิน กล่าวช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 616/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 2569
05/06/2026
มหาดไทย ร่วมกับ 7 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ลงนาม MOU ขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ มุ่งส่งเสริมพัฒนาทักษะอาชีพผู้พิการ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 13.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานฯ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.สนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล ผู้อำนวยการสถานบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (องค์การมหาชน) สำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงาน 7 หน่วยงาน ได้แก่ นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรม ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมบอลรูมเอ ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จ.นนทบุรี
โครงการขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ โดยสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนัก ส่งเสริมการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการผลักดันการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ ความพร้อม และความจำเป็น ในการพัฒนาศักยภาพคนพิการ เพื่อนำไปสู่การออกแบบแนวทางและตัวแบบนโยบายการจ้างงานคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐอย่างยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 615/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69
05/06/2026
รองปลัดมหาดไทยฝ่ายความมั่นคง ร่วมเวทีเสวนาวิชาการ JDC-World Bank-UNHCR ด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน โชว์วิสัยทัศน์มิติการแก้ไขปัญหา ครอบคลุม และการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้พลัดถิ่น สู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 09.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ร่วมเสวนาในการประชุมวิชาการด้านการโยกย้ายถิ่นฐานโดยถูกบังคับ (Research Conference on Forced Displacement) ครั้งที่ 4 ณ โรงแรม Chatrium Grande Bangkok เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.อรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมในงาน
การประชุมวิชาการด้านการโยกย้ายถิ่นฐานโดยถูกบังคับในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารโลก (World Bank) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย ภายใต้ศูนย์ข้อมูลร่วมด้านการโยกย้ายถิ่นฐานโดยถูกบังคับ (JDC) และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับการพลัดถิ่น ซึ่งเน้นมิติการแก้ไขปัญหา การสร้างความครอบคลุม และการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้พลัดถิ่น ซึ่งในช่วงการเสวนานโยบาย (Policy Panel) หัวข้อการพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) นายภาสกร บุญญลักษม์ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ นายราอูฟ มาซู ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ด้านปฏิบัติการ UNHCR นางสาวอนันยา บาซู รองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน ธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอแนวทางการดำเนินการของไทยเกี่ยวกับการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้หนีภัย อีกทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
นายภาสกร บุญญลักษม์ ได้กล่าวถึงภาพรวมการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของประเทศไทย ซึ่งดูแลผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมามาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก ราชบุรี และกาญจนบุรี รวมประมาณ 77,000 คน ทั้งนี้ ความสำเร็จที่สำคัญของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง คือการผลักดันมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งอนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถออกมาทำงานภายนอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นโยบายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาความช่วยเหลือไปสู่การพึ่งพาตนเอง โดยปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบกว่า 5,500 คน ที่ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ในส่วนทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไปของกระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยสนับสนุนให้ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถเข้าสู่ระบบการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างประเทศ ร่วมกับองค์กรด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา รวมถึงประเทศผู้บริจาค ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ทั้งในด้านงบประมาณ การพัฒนาทักษะอาชีพ การจัดหาข้อมูลตลาดแรงงาน และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนร่วมกัน” นายภาสกร กล่าว
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 614/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69
05/06/2026
"ปลัดมหาดไทย" ร่วมลงนาม MOU วุฒิสภา และกรมประชาสัมพันธ์ รุกประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือของประชาชนเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศสู่ความยั่งยืน
วันนี้ (5 มิ.ย. 69) เวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรองพิเศษ 203 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถ.สามเสน กรุงเทพฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และภาพลักษณ์ที่ดีของวุฒิสภา ระหว่างสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กระทรวงมหาดไทย และกรมประชาสัมพันธ์ โดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธี โดยมี นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมลงนามในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ และนางนวนันทน์ เนติธนากุล รองเลขาธิการวุฒิสภา นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายศุภพงษ์ เชาวน์แล่น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมลงนามในฐานะสักขีพยาน
ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า "วุฒิสภา" เป็นองค์กรนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ในด้านการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องกระทำร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารมีความหลากหลายมี "การประชาสัมพันธ์ร่วมกันในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีความร่วมมือร่วมกัน"
"กระทรวงมหาดไทยมีเครือข่ายตั้งแต่ระดับบนจนกระทั่งถึงระดับหมู่บ้านตำบล และในระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดกับประชาชน จึงเป็นองค์กรสำคัญที่จะสื่อสารข้อมูลจากข้างบนลงไปล่าง และก็รับรู้ความต้องการจากข้างล่างขึ้นมาสู่ข้างบนด้วย เพราะฉะนั้นการได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาคือผู้ที่เป็นสำนักงานที่มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่ "กรมประชาสัมพันธ์" มีหน้าที่สำคัญในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของรัฐ และสื่อของกรมประชาสัมพันธ์มีทุกจังหวัด มีอาสาสมัครของกรมประชาสัมพันธ์อยู่เป็นจำนวนมาก"
ประธานวุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน จะส่งผลไม่ให้สังคมเกิดความตื่นตระหนก รวมถึงการต่อต้านข้อมูลข่าวสารจากภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นมามาก ทุกคนมีสื่อ มีเครื่องมือในการรับรู้ข่าวสารหลายช่องทาง ซึ่งมีทั้งเรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง อาจจะก่อให้เกิดความสับสนและบางครั้งก็เป็นอันตรายต่อสังคม ถูกหลอกลวง มีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย
"เหล่านี้คือภารกิจสำคัญของพวกเราที่จะต้องจัดการเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับประชาชน ด้วยการสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน เพื่อป้องกันข้อมูลที่ผิด ความเชื่อผิด ๆ จนนำไปสู่การหลอกลวงตั้งแต่ระดับเล็กจนถึงระดับระดับใหญ่ จึงจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลกับประเทศของเรา การประชาสัมพันธ์จึงมีความสำคัญกับพี่น้องประชาชนและสังคมไทย" ประธานวุฒิสภา กล่าวในช่วงท้าย
ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชน ซึ่งในหลายครั้งคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ไปติดตามในเรื่องต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะเป็นหน่วยที่นำปัญหาต่าง ๆ ไปสู่การแก้ไขจากข้อเสนอแนะของท่านวุฒิสมาชิกเพื่อที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
"การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ เพื่อร่วมกันสื่อสารข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านหอกระจายข่าวและทุกช่องทาง เรียกว่า ทั้งท้องที่และท้องถิ่น ร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนตามอำนาจหน้าที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งการลงนาม MOU วันนี้จะเกิดผลดีและทำให้พี่น้องประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแท้จริง ทั้งจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และสามารถทำให้ข้อมูลต่าง ๆ นำไปสู่การสร้างความร่วมมือของพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วนได้" ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกระดับการประชาสัมพันธ์เชิงรุกของวุฒิสภาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมยุคใหม่ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และทันต่อสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของวุฒิสภา พร้อมทั้งพัฒนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 613/2569
วันที่ 5 มิ.ย. 69