สมัชชาสาธารณสุขปกป้องประชาธิปไตย - สสปป.

สมัชชาสาธารณสุขปกป้องประชาธิปไตย - สสปป.

แชร์

สมัชชาสาธารณสุขปกป้องประชาธิปไตย สมัชชาสาธารณสุขปกป้องประชาธิปไตย - สสปป. Assembly of Public Health Workers for Defense of Democracy

17/09/2020

วันนี้พบกับ
- ทำความรู้จัก 'เพื่อนสาธารณสุขเพื่อประชาธิปไตย'
- ‘แพทย์-พยาบาล’ หนุนประชาชนปลดแอก ฟื้นประชาธิปไตย
- เปิดรับ ‘อาสาสมัคร’ ดูแลสุขภาพผู้ชุมนุม 19ก.ย.นี้

ติดตามรายการ Voice Go ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.30 น. ทาง , Youtube/VoiceTV , Facebook/VoiceOnlineTH และ www.voicetv.co.th/watch

31/08/2020

แถลงการณ์ “กลุ่มเพื่อนสาธารณสุข เพื่อประชาธิปไตย”
.. สนับสนุน “การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา”

1. การชุมนุมและแสดงออกของนักเรียนนักศึกษา ทั้งในและนอกสถานศึกษา เป็นสิทธิที่กระทำได้

2. ควรยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช้พรก.ฉุกเฉิน มาควบคุมการชุมนุม

3. ควรยกเลิกการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมด้วย ม.116 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์

4. ที่มา รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ รัฐบาลปัจจุบัน ไม่เป็นประชาธิปไตย

5. รัฐบาล ล้มเหลวในการบริหารประเทศ

"กลุ่มเพื่อนสาธารณสุข เพื่อประชาธิปไตย" จึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ชุมนุมที่ให้ "รัฐบาลต้อง 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 3. ยุบสภา"

ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อแสดงการให้การสนับสนุนแก่กลุ่ม "นักเรียน นักศึกษา และประชาชน" ที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ที่คอมเม้นท์ด้านล่าง หรือในโปรแกรมนี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeK7PODUl57IYEBlIfrCc9jc2OnPykS6OIU_zXTsGgVPg43wA/viewform?fbclid=IwAR3BAvmZUpUATN3rWCARVEL6XiRpn9iCXVYQiY_SSdwJdNv0E2y0vkqpqTA

25/12/2019

ปาฏิหารย์แห่งความรัก
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
................................


เสียงเพลง We Wish You a Merry Christmas ลอยมาตามลมอีกแล้ว

20 ปีแล้วสิ ที่ผมฟังเพลงคริสต์มาสด้วยความสดชื่นเมื่อรำลึกถึงอดีตอันแสนสุขใจ

นึกถึงภาพของการพบกันครั้งแรกของคน 2 คน ซึ่งจะเป็นที่จดจำไปอีกแสนนาน คนหนึ่งคือ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ดร.ทักษิณ ชินวัตร อีกคนคือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงษ์ แพทย์หนุ่ม มันสมองสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข

24 ธันวาคม 2542 คือวันที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจรับแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นนโยบายของพรรคไทยรักไทย

เป็นแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งในวันนั้นยังเป็นเพียงความใฝ่ฝันที่จับต้องไม่ได้ จินตนาการไม่ออก

หลังจากรับเป็นนโยบายแล้ว ดร.ทักษิณมักเล่าเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้บุคคลต่างๆทั้งในพรรคและนอกพรรคฟัง แต่ไม่มีใคร "อิน" ไปด้วย อย่างมากก็เออออคล้อยตามไปแบบเสียไม่ได้ เวลาวางแผนเตรียมจัดทำนโยบายของพรรค เรื่องนี้ถูกจัดวางไว้ท้ายๆ เป็นเพียงไม้ประดับ

เมื่อพรรคไทยรักไทยทำโพลสอบถามความคิดเห็นของประชาชนทุกครั้ง เรื่องนโยบายที่ต้องการให้พรรคการเมืองประกาศระหว่างการหาเสียง เรื่องสุขภาพเป็นปัญหาท้ายๆที่ประชาชนนึกถึง ผมแอบสังเกตเห็นสีหน้าผิดคาดระคนผิดหวังของหัวหน้าพรรคเมื่อเห็นผลโพลเกี่ยวกับสาธารณสุขที่ออกมา

กลางปี 2543 การจัดทำแคมเปญเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยเป็นไปอย่างคึกคัก นโยบายด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ SME OTOP และยาเสพติด ได้รับการจัดวางให้เป็นนโยบายหลัก เรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งได้ชื่อนโยบายที่เตรียมใช้รณรงค์ให้เข้าใจง่ายๆว่า "30 บาทรักษาทุกโรค" แทบไม่มีใครพูดถึง

ผมรู้ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เลื่อนไหลไปเช่นนี้ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจะไม่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นนโยบายในการหาเสียงอีกเลย

ผมจึงตัดสินใจทำ 2 เรื่อง

เรื่องแรก ขออนุญาตหัวหน้าพรรค ดร.ทักษิณ ชินวัตร จัดอภิปรายเรื่อง "30 บาทรักษาทุกโรค" ขึ้นภายในพรรค แล้วเชิญผู้บริหารพรรคและแกนนำพรรคมารับฟัง ซึ่งหัวหน้าพรรคเห็นชอบ

อีกเรื่อง ผมไม่บอกใคร ไม่ได้ขออนุมัติหัวหน้าพรรค แต่คิดเอาเองว่า ดร.ทักษิณคงไม่ว่าอะไร

ขณะนั้น มีการติดป้ายนโยบายพรรคไทยรักไทยในหมู่บ้านต่างๆทั่วประเทศ และนโยบาย 30 บาทก็ปรากฎอยู่ในป้ายเหล่านั้นด้วย

แต่ในกรุงเทพมหานครไม่เคยมีป้ายนโยบาย 30 บาทเลย ผมจึงเช่าป้ายบิลบอร์ดริมทางด่วนดินแดงด้วยเงินส่วนตัว เขียนข้อความสั้นๆว่า "30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายสาธารณสุขของพรรคไทยรักไทย"

หลังขึ้นป้ายดังกล่าว ก็เกิดการสอบถามถึงที่มาของป้ายกันภายในพรรคว่า "ใครทำ" ผมจึงเรียนผู้บริหารของพรรคว่า ผมเป็นผู้จัดทำเอง ไม่ของบประมาณพรรค และไม่ใช่งบหาเสียงเพราะยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

วันต่อๆมา มีประชาชนจำนวนมากสอบถามเข้ามาที่พรรคเกี่ยวกับนโยบาย 30 บาท และเป็นเหตุให้เกิดความตื่นตัวในหมู่แกนนำพรรคเพื่อหารายละเอียดของนโยบายนี้ไปอธิบายประชาชน

ส่วนการอภิปรายเรื่องนโยบาย 30 บาท ภายในพรรค ผมเชิญนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงษ์ และอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ มาร่วมอภิปราย และผมเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายโดยกล่าวนำเกี่ยวกับตัวอย่างความทุกข์ของผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล 3 ราย

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนแพทย์ เป็นเรื่องราวของยายหลานสองคนซึ่งถูกสุนัขบ้ากัดจึงไปหาหมอที่คลินิก หมอแจ้งว่า ต้องฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าทั้งสองคน ยายอึ้งไปสักครู่แล้วบอกกับหมอว่า

"ยายมีเงินพอฉีดได้แค่คนเดียว คุณหมอฉีดให้หลานเถอะ ยายไม่ห่วงตัวเองหรอก ยายแก่แล้ว"

ผมเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบๆ จากนั้นผู้อภิปรายทั้งสองท่านก็ช่วยกันขยายความเรื่องแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ช่วงท้ายการอภิปราย ดร.ทักษิณกล่าวขอบคุณนายแพทย์สงวนและอาจารย์จอน และบอกอาจารย์จอนว่า ตนได้อ่านเรื่อง "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอยากช่วยกันสร้างสังคมที่ดีเช่นนั้น

เย็นวันนั้น ผมเดินสวนกับ ดร.ทักษิณหน้าห้องประชุมภายในพรรค ดร.ทักษิณบอกผมว่า

"หมอ การอภิปรายวันนี้ดีนะ..." เขาหยุดพูดสักครู่ เม้มปากแล้วพูดต่อว่า

"เรื่องที่หมอเล่าวันนี้ ผมฟังแล้วน้ำตาซึมเลย"

ผมมองด้านหลังของ ดร.ทักษิณที่ค่อยๆเดินห่างออกไปจนลับสายตา และรู้สึกได้ว่า แรงบันดาลใจเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้เบ่งบานขึ้นแล้วในใจของหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

หลังจากวันนั้น ดร.ทักษิณผลักดันเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคในพรรคอย่างเอาจริงเอาจัง แม้ว่า ผลโพลยังออกมาเหมือนเดิมคือ ประชาชนไม่คิดว่า สุขภาพเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญของชีวิต

เมื่อมีการคัดเลือกนโยบายหลัก 3 เรื่องเพื่อชูในการหาเสียง ดร.ทักษิณสรุปในที่ประชุมของคณะรณรงค์เลือกตั้งให้ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็น 1 ใน 3 นโยบายหลักของพรรคควบไปกับ "พักหนี้เกษตรกร 3 ปี และกองทุนหมู่บ้านๆละ 1 ล้านบาท" ท่ามกลางเสียงไม่เห็นด้วยและงุนงงของแกนนำพรรค

การเดินสายปราศรัยหาเสียงระหว่างรณรงค์เลือกตั้ง ดร.ทักษิณประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในทุกเวทีด้วยความหลงใหลและมั่นใจ

ในเวทีปราศรัยแห่งหนึ่ง นักการเมืองอาวุโสบอก ดร.ทักษิณว่า "อย่าพูดเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคเลย มันเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้หรอก"

แต่ ดร.ทักษิณยังคงกล่าวปราศรัยเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคอย่างออกรส มีคนเล่าให้ผมฟังว่า นักการเมืองท่านนั้นต้องคอยสะกิดเตือนด้านหลังตลอดเวลาให้หยุดปราศรัยเรื่องนี้

ยิ่งปราศรัยไปนานวัน เสียงประชาชนที่ตอบรับนโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" ยิ่งดังกระหึ่มขึ้นทุกที

และแล้ววันเลือกตั้งก็มาถึง

วันที่ 6 มกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยจำนวน ส.ส.248 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นักวิเคราะห์ทางการเมืองในขณะนั้นงุนงง บางคนบอกว่า ซื้อเสียง บางคนบอกว่า ประชานิยม บางคนบอกว่า นี่คือปาฏิหารย์ทางการเมือง

ต่างคนยลตามช่อง จะมองเห็นเปลือกตม หรือ มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ก็แล้วแต่ภูมิหลังของแต่ละคน

แต่เป็นปาฏิหารย์ทางการเมืองในวันนั้นเองที่นำมาสู่ปาฏิหารย์ในชีวิตของประชาชนในวันนี้

เป็นปาฏิหารย์ที่นำมาสู่ความทะเยอทะยานที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษย์ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญและยกย่องจากนานาชาติ

และเป็นปาฎิหารย์แห่งความรักเพื่อนมนุษย์ซึ่งเริ่มต้นในวันนี้...เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

................................................

สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ

18/12/2018

ยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 60 โดยได้ระบุไว้ว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ และการจัดทำงบประมาณประจำปีต่อไปจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อีกทั้งยังได้มีการระบุโทษไว้ด้วยว่า ข้าราชการที่ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติอาจถึงขั้นโดนไล่ออกจากราชการ ส่วนรัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อาจโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 142 ได้กำหนดไว้ว่า “ในการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องแสดงแหล่งที่มาและประมาณการรายได้ ... และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ” นอกจากนี้ ใน พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 5 ว่า “การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ... รวมตลอดทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ”

ฉะนั้นแล้ว ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และด้วยอำนาจของ พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ไป จะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมด อีกทั้งยังได้ระบุถึงบทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ด้วย

โดยในมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระบุไว้ว่า ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ทางสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะพิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจงใจไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ หากมีมติเห็นว่าจงใจก็จะส่งเรื่องดังกล่าวต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และถ้า ป.ป.ช. เห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูล “ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป”

พูดง่ายๆ ก็คือ ข้าราชการที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐ หากไม่ดำเนินนโยบายตามแนวทางที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ก็อาจโดนลงโทษสูงสุดให้ออกจากราชการได้

ในส่วนของรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้าราชการการเมือง บทเฉพาะกาลในมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 ได้กำหนดไว้ว่า ในช่วง 5 ปีแรกหลังการเลือกตั้งซึ่ง ส.ว. ชุดแรกยังคงทำหน้าที่อยู่ หากเกิดกรณีที่การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดย “เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรี หรือเป็นการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีโดยตรง” วุฒิสภาสามารถพิจารณาว่าการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวนั้น ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามติหรือการกระทำของคณะรัฐมนตรีเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (การไม่ดำเนินนโยบายตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญปี 60) เรื่องดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

โดยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

และในมาตรา 81 ได้ระบุไว้ว่า ถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่าผิด “ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น” โดยที่คนที่โดนเพิกถอนสิทธิดังกล่าว “ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป” (ขอให้สังเกตคำว่า ‘ตลอดไป’) และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกเลย

นอกจากนี้ยังอาจโดนโทษจำคุกด้วย เนื่องจากในมาตรา 172 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ระบุไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี”

นั่นหมายความว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้า หากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่าทำผิดกฎหมายเนื่องจากไม่ดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องเลิกเป็นนักการเมืองเลยตลอดชีวิต เนื่องจากไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งใดๆ ได้อีก อีกทั้งยังเสี่ยงโดนโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปีด้วย

พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดถัดไปอาจโดนลงโทษหนัก หากไม่ดำเนินนโยบายตามกรอบที่ยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ โดยอาจโดนลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และอาจโดนถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับตลอดชีวิต รวมถึงจะไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok