Poultry Veterinary Communication
Update your attitude
Present your aspect
Propose your argument
Turn your knowledge into action
Update the knowledge and Review the interested scientific informations about poultry health management, poultry veterinarian, poultry diseases, ventilation system, environmental control issues and other innovation.
31/03/2022
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา มีเพื่อนๆหลายท่านในแวดวงธุรกิจสัตว์ปีกได้สอบถามและพูดคุยถึงปัญหาคุณภาพซากไก่เนื้อ
ก็เลยขออนุญาตนำข้อมูลจากคู่มือการจัดการไก่เนื้อสายพันธุ์ ROSS มาสรุปและขยายให้ทุกท่านเข้าใจความสำคัญของกระบวนการจับไก่มากขึ้นนะครับ
และหวังว่าทุกท่านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเมินเบื้องต้นว่าปัญหาคุณภาพซาก ปัญหารอยช้ำต่างๆที่พบนั้น มันเกิดขึ้นจากตรงไหนและจะดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างนะครับ
..
ตามไปดาวน์โหลดคู่มือได้ตามลิงค์เลยนะครับ
https://en.aviagen.com/assets/Tech_Center/Ross_Broiler/Ross-BroilerHandbook2018-EN.pdf
..
กระบวนการจับไก่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในธุรกิจไก่เนื้อที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนไม่ควรมองข้าม
..
ต้นเหตุของปัญหาคุณภาพซากหลายๆครั้งก็เกิดมาจากความผิดพลาดบางอย่างในขั้นตอนการจับไก่นี่แหละดังนั้นกระบวนการจับจะต้องอาศัยบุคคลากรที่มีความชำนาญและผ่านการฝึกอบรมในการปฏิบัติงานที่เหมาะสมมาแล้ว
..
กระบวนการจับไก่ที่มีประสิทธิภาพ ไก่จะต้องสงบและสบายใจที่สุดตลอดช่วงเวลาการจับไก่
กระบวนการจับไก่ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องไม่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บใดๆกับตัวไก่ทั้งสิ้น
ดังนั้นทุกขั้นตอนก่อนการจับไก่จึงมีความสำคัญทั้งหมดเลยนะครับ
ตั้งแต่รูปแบบการอดอาหาร การลดแสง การลดอุณหภูมิ การระบายอากาศ การจัดพื้นที่สำหรับแบ่งกลุ่มไก่
..
ถ้ากระบวนการจับไก่เกิดความผิดพลาดบางอย่างขึ้น ไก่จะเกิดอาการตื่นตกใจและเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้
เราจะพบปัญหาคุณภาพของซากตามมา อาจจะพบรอยช้ำ อาจจะพบเลือดคั่ง อาจจะพบปีกหัก-กระดูกหัก
..
การจับไก่ที่ถูกต้องตามคู่มือการจัดการสายพันธุ์ที่สามารถลดความเครียดและปัญหาการบาดเจ็บของตัวไก่ได้จริงๆ ก็คือ
ต้องหลีกเลี่ยงการจับที่คอหรือที่ปีกของตัวไก่
อาจจะใช้การจับที่แข้งทั้ง2 ข้างพร้อมๆกัน หรือ ใช้การโอบอุ้มตัวไก่ไม่ให้กระพือปีกได้
แต่ปัญหาคุณภาพซากในบางครั้งก็อาจจะเกิดความสับสนขึ้นมาได้ว่ามันเกิดความผิดพลาดที่ทำให้ตัวไก่เกิดการบาดเจ็บขึ้นมาในขั้นตอนไหนกันแน่
มันเกิดรอยช้ำตั้งแต่ที่ฟาร์มเลยหรือเปล่า หรือมันเป็นรอยช้ำที่พบมันเกิดขึ้นในขั้นตอนการจับไก่ หรือว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆร้อนๆในโรงเชือดนี่เอง
..
เพื่อให้การประเมินลักษณะรอยช้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสรุปข้อมูลคร่าวๆได้ประมาณนี้นะครับ
..
(Few minutes) ถ้ารอยช้ำเพิ่งขึ้นที่โรงเชือดหรือเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะเชือด เราจะพบลักษณะร่องรอยการบาดเจ็บเป็นสีแดงสด
(12-18 Hours) ถ้ารอยช้ำเกิดขึ้นในขั้นตอนการจับไก่ที่ฟาร์มก่อนส่งมาที่โรงเชือด เราจะพบลักษณะร่องรอยการบาดเจ็บเป็นสีแดงคล้ำ อาจจะเริ่มพบรอยช้ำม่วงๆ
(More than 24 Hours) ถ้ารอยช้ำเกิดขึ้นที่ฟาร์มตั้งแต่ก่อนดำเนินการจับไก่ ซึ่งอาจจะเกิดจากการจัดการที่ผิดปกติที่ฟาร์มเอง เราจะพบลักษณะร่องรอยการบาดเจ็บเป็นรอยช้ำสีเขียวๆเหลืองๆแล้ว ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับรอยช้ำที่ใกล้จะหายดีแล้วในคนนั่นเอง
04/10/2021
The HPAI H5N8 Scandal : True or False ? / Interesting or Boring?
ข่าวลือเกี่ยวกับ H5N8 เป็นจริงหรือไม่ แล้วมันน่าสนใจหรือไม่
แล้วข้อสงสัยเกิดขึ้นมามากมายเหลือเกิน
AI H5N1, H5N6, H5N8 ...Nต่างๆ มันมีความรุนแรงในไก่ต่างกันอย่างไร
ห้องแลปหรือฟาร์มมีความจำเป็นต้องแยก N? หรือไม่
ถ้าต้องการตรวจแอนติบอดีต่อN? จะสามารถทำได้หรือไม่
+++++++++
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีห้องแลปที่ตรวจเจอ N8 ตรวจด้วยวิธี RT-PCR
แต่ความสำคัญมันอยู่ที่ เมื่อตรวจเชื้อ H5N8 หรือ เชื้อ H5 ตัวใหม่แล้ว
ห้องแลปก็จะตรวจติดตามที่H5ต่อไปว่ามันมีความเหมือนกับH5เดิมแค่ไหน
ภูมิคุ้มกันจาก H5เดิม ยังพอที่จะ cross protect มาที่ H5ใหม่ได้มั้ย
ซึ่งผลที่ทราบ ณ ตอนนี้ก็คือ
- H5N8 ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องตื่นตูม แต่เป็นสิ่งที่เราต้องต้องติดตาม
- H5N8 ไม่ใช่อดีต แต่มันคือปัจจุบันที่เราต้องเฝ้ามองไปจนถึงอนาคต
- HI titer จากการใช้ H5เดิม กับ H5N8ของใหม่ มันก็ต่างกันไม่เกิน 1-3 log
- Clade ของ H5 ใน H5N8 ยังเป็น 2.3.4.4 (ทำ Whole genome sequence แล้ว)
- HPAI H5N8 clade 2.3.4.4 ยังไม่มีรายงานการก่อโรคในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ
- จาการตรวจติดตาม N? ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็มีการตรวจเจอ N6 N1 N8 N5
- การตรวจแอนติบอดีต่อN8 จะสามารถทำได้ด้วยวิธี neuraminidase inhibition test หรือวิธี ELISA
- สำหรับประเทศไทยนั้น ไม่เจอรายงานไข้หวัดนกมาเป็นระยะเวลานานกว่า 13 ปีแล้ว
- สำหรับมีรายงานการตรวจพบ H5N1 ครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2008
+++++++++
กดเข้าไปอ่านรายละเอียดในรูปเลย
สำหรับประวัติ H5N8 และการพิจารณาเลือกใช้วัคซีน
+++++++++
25/06/2021
ต้องขออนุญาตเอา Q&A นี้มาแชร์ลงเพจเพื่ออัพเดตซักนิกนึง
ฟาร์มไก่ในแทบประเทศไทยมักจะต้องพบเจอกับปัญหาวัสดุรองพื้นชื้นแฉะ
โดยเฉพาะบริเวณแถวๆคูลลิ่งแพดที่มักจะพบปัญหาแกลบเป็นก้อนเค้กเลย
ซึ่งมันก็ยังมีคนที่เข้าใจผิดอยู่ว่าปัญหาพื้นแฉะมันเกิดจากการเปิดน้ำของคูลลิ่งแพดเท่านั้น
เพจ UGA Poultry Housing เค้าสรุป Q&A มาให้เห็นภาพว่าปัญหาพื้นแฉะมันไม่ได้เกิดจากการเปิดน้ำของคูลลิ่งแพดเพียงอย่างเดียว
มันไม่ได้เกิดจากการตั้งค่าคูลลิ่งแพดให้ทำงานที่อุณหภูมิต่ำเกินไปเท่านั้น
แต่มันมักเกิดจากความผิดปกติประเด็นอื่นๆด้วย
ประเด็นที่ 1 คือ ไก่จะอยู่กันอย่างหนาแน่นที่บริเวณคูลลิ่งแพด
อาจจะเกิดจากบริเวณนั้นมันเย็นกว่าที่อื่น หรือ อาจจะเกิดจากมีการเลี้ยงไก่หนาแน่น
น้องไก่อยู่กันหนาแน่น ก็มีปริมาณสิ่งขับถ่ายมากขึ้น พื้นก็ยิ่งแฉะมากขึ้น
น้องไก่อยู่กันหนาแน่น ก็นอนบังไม่ให้อากาศไหลเวียนลงไปพัดบนพื้นแกลบ
สุดท้าย พื้นตรงนั้นก็จะชื้นแฉะมากขึ้นๆจนกลายเป็บก้อนเค้ก
ประเด็นที่ 2 คือ ลมภายในโรงเรือน Evap ที่ไหลด้วยความเร็วลมน้อยเกินไป
เมื่อลมวิ่งช้า ก็เหมือนมีมวลอากาศไหลผ่านพื้นแกลบน้อยลง
มวลอากาศที่น้อยลงก็จะมีความสามารถในการนำพาความชื้นออกไปน้อยลง
เมื่อเกิดภาวะแบบนี้เป็นระยะเวลายาวนาน พื้นมันก็ชื้นมากขึ้น แฉะมากขึ้น
ประเด็นที่ 3 คือ การตั้งค่าการทำงานของคูลลิ่งแพดและพัดลมท้ายเล้าที่ไม่เหมาะสมกัน
คูลลิ่งแพดทำงานเร็วเกินไป หรือ พัดลมแต่ละตัวทำงานช้าเกินไป
การแก้ไขทั้งหลายก็ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุนะครับ
ขอให้ทุกคนพิจารณาให้ดีว่าต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่แต่ละท่านพบเจอคืออะไร แล้วก็ค่อยไปแก้ที่ตรงนั้นนะครับ
ถ้าแก้ตรงจุด อะไรๆมันก็จะดีขึ้นเองตามลำดับนะครับ
ปล. ใครมืดแปดด้าน คิดไม่ออกว่าจะแก้อะไรยังไง ก็ inbox มาเล่าให้ฟังได้นะครับ
Wet litter near the tunnel openings is not caused by too much water running over the pads but rather:
Problem #1) Too many birds in the vicinity of the tunnel openings. The greater the number of birds, the lower the amount of air movement there will be over the litter, the more likely cake will form. In addition, more birds means more moisture will be added to the litter in this area of the house.
Solution: When installing migration fences consider putting fewer birds in the vicinity of the pads.
Problem #2) Too low of a pad temperature setting. The lower the pad temperature setting the more likely the pads will be operating in the early morning and evening hours. When pads operate when the outside temperature is 80 F or lower the more likely the incoming air will have a Rh of 90% or greater.
Solution: Set pads to operate closer to 85 F than 80 F.
Problem #3) The amount of air movement in the tunnel inlet area is lower than the remainder of the house. Full tunnel air velocity is not achieved until you reach the end of the pad system. So though a house may have an air velocity of 700 ft/min air velocity in the tunnel inlet area will vary from essentially 0 ft/min near the end wall to 700 ft/min at the end of the tunnel inlet. Lower air velocity over the litter, less litter drying. Tunnel doors can help to improve air movement over the litter but it will never be as high as in the remainder of the house and as a result the litter will tend to be a wetter in this area of a house.
Partial Solution: Install tunnel doors and open them no further than a 45 degree angle to the side wall.
Problem #4) Not operating all the tunnel fans prior to turning on evaporative cooling pads (last 1/3 of the flock) tends to cause moisture to build up in the litter. The greater the amount of air entering the house prior to the pads becoming wet the greater the amount of moisture will be removed from the litter.
Solution: During the last 1/3 of the flock all the tunnel fans should be operating by approximately 80 F. Set evaporative cooling pads to operate between 82 and 85 F.
26/03/2020
Virulent Newcastle disease virus elicits a strong innate immune response in chickens
.........
เมื่อวัคซีนไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน Humoral immunity ในระดับที่มากพอที่จะลดความเสียหายจากการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากได้
เราก็จะพบกับการตอบสนองของ Innate immunity ในระดับที่สูงมากแทนในช่วงแรก
แต่หลังจากที่ไก่ตัวนั้นรอดตายจากภาวะ Cytokine storm ไปได้
เราก็จะพบกับการตอบสนองของ Adaptive immunity ในระดับที่สูงมากแทน
..
เมื่อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรง สามารถกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดหรือ Innate immunity ได้ในระดับที่สูง
..
เมื่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดหรือ Innate immunity ในระดับที่สูงนี้ ยังไม่ใช้กลไกที่จะสามารถช่วยป้องกันความเสียหายหรือลดความรุนแรงของรอยโรคจากการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากได้
..
เมื่อการตอบสนองของ Innate immunity ในช่วง 1-2 วันแรกหลังจากที่เกิดการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรง กลายเป็นกลไกที่โน้มนำให้เกิดรอยโรคและความเสียหายในอวัยวะต่างๆมากขึ้น
- โรคนิวคาสเซิล หรือ เอ็นดี เป็นโรคที่สำคัญในระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วโลก เพราะโรคนี้สามารถสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
- ไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิล จะถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ก่อโรคไม่รุนแรง (avirulent), ก่อโรคได้รุนแรงปานกลาง (mildly virulent) และก่อโรคได้รุนแรงมาก (highly virulent)
- ไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากจะสามารถก่อให้เกิดอัตราการตายได้สูงถึง 100 % โดยที่มีระยะการฟักตัวของโรคเพียง 3-6 วันเท่านั้น
- การตอบสนองของ Innate immunity ในช่วง 1-2 วันแรกหลังจากที่เกิดการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยลดการเพิ่มจำนวนและความเสียหายจากการติดเชื้อเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมาก
- เซลล์เม็ดเลือดขาว Heterophils, Peripheral blood mononuclear cells และ Macrophages จาก Spleen, Cecal tonsil และ Eyelids ที่ถือว่าเป็นอวัยวะน้ำเหลืองชุดแรกๆที่จะมีการเพิ่มจำนวนของไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลนั้น จะมีการผลิต cytokine และ chemokine ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ Innate immunity ออกมามากมาย อาทิ IL-6, MIP-3α, Mx, Lysozyme, IFIT-5, ISG12-2, iNOS, IL-1β, IL-18, IL-8 และ IFN-γ
- สาร Cytokine และ Chemokine ต่างๆที่มีการผลิตออกมามากมายภายหลังจากการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากนั้น จะสามารถกระตุ้นการตอบสนองของ Innate immunity ได้ในระดับที่สูงมากเช่นกัน
- การตอบสนองของ Innate immunity ในระดับที่สูงนี้ยังไม่ใช้กลไกที่จะสามารถช่วยป้องกันความเสียหายหรือลดความรุนแรงของรอยโรคจากการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากได้
- แต่ในทางกลับกัน การตอบสนองของ Innate immunity ในระดับที่สูงนี้จะเป็นกลไกที่ส่งเสริมหรือโน้มนำให้เกิดรอยโรคและความเสียหายในอัวยวะต่างๆได้มากขึ้นได้อีกด้วย
- เมื่อวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงมากได้ นอกจากเราจะพบกับการตอบสนองของ Innate immunity ในระดับที่สูงในช่วงแรกแล้วหลังจากนั้นเราก็จะพบกับการตอบสนองของ Adaptive immunity ในระดับที่สูงมากเช่นเดียวกัน
- การตอบสนองของ Adaptive immunity ในระดับที่สูงนี้ จะสามารถสังเกตได้จากผลการตรวจวัดระดับแอนติบอดีที่สูงผิดปกติด้วยวิธี ELISA หรือ HI นั่นเอง โดยจะพบว่าฝูงไก่ที่มีการติดเชื้อไวรัสก่อโรคนิวคาสเซิลสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงจะมีระดับของแอนตบอดีสูงมากถึงระดับ ELISA IDEXX titer 16,000-25,000 หรือ HI titer group 10-20
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
Journal of General Virology (2011), 92, 931–939
Cary A. Rue, Leonardo Susta, Ingrid Cornax, Corrie C. Brown, Darrell R. Kapczynski,
David L. Suarez, Daniel J. King, Patti J. Miller and Claudio L. Afonso
Southeast Poultry Research Laboratory, Agricultural Research Service, United States Department of Agriculture, Athens, GA 30605, USA
Department of Veterinary Pathology, College of Veterinary Medicine, University of Georgia, Athens, GA 30602, USA
30/10/2019
Biosecurity system (ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ)
++ ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity system) คือระบบการป้องกันโรคที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อปกป้องฝูงสัตว์เลี้ยงจากบรรดาเชื้อจุลชีพก่อโรคต่างๆ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือลดโอกาสที่สัตว์ในฟาร์มจะป่วยด้วยโรคติดเชื้อทั้งหลายได้
++ ฟาร์มที่นำ Biosecurity system ไปใช้ได้อย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมก็แทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะ วัคซีน หรือเวชภัณฑ์อื่นๆในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อในสัตว์เลย
++ แต่ในการปฏิบัติงานจริงๆที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ก็สามารถพบข้อผิดพลาดที่ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติของ Biosecurity system ได้ เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ยังขาดวินัยและขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันโรคโดยอาศัย Biosecurity system
++ ผู้ปฏิบัติงานในฟาร์มมักจะมีเหตุผลที่คล้ายๆกันสำหรับการเลือกที่จะเพิกเฉย ละเลย และ ไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามหลัก Biosecurity system อาทิ มีเวลาไม่เพียงพอที่จะสามารถปฏิบัติงานได้ครบทุกขั้นตอน หรือ มีเรื่องให้คิดเยอะแยะมากมายจึงเกิดภาวะที่เผลอลืมตัวปฏิบัติงานข้ามขั้นตอนไป หรือ มีความคิดที่ว่าการปฏิบัติงานแบบข้ามบางขั้นตอนไปนั้นจะช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้โดยที่ยังสามารถรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพของระบบป้องกันโรคในฟาร์มได้อยู่
//กดเข้าไปอ่านคำอธิบายประเด็นเกี่ยวกับ Biosecurity errors บางอย่างจากรูปภาพได้เลย
26/08/2019
แอดจูแวนท์กับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยการทำวัคซีน (Immune response from vaccination)
- ปัจจุบันนี้คงไม่มีสัตวแพทย์ สัตวบาล หรือ ผู้เชี่ยวชาญคนไหนกล้าปฎิเสธว่าวัคซีนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการควบคุมและป้องกันโรคติดเชื้อในสัตว์ทั้งหลาย
- กระบวนการผลิตวัคซีนไม่ว่าจะเป็นวัคซีนสำหรับคน สุกร หรือ ไก่ ก็จะต้องคำนึง 2 ปัจจัยหลักๆเหมือนกันคือ
1) แอนติเจน สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะต่อเชื้อโรคต่างๆ หรือ Adaptive immunity
2) สื่อวัคซีนหรือแอดจูแวนท์ สำหรับนำส่งแอนติเจนและกระตุ้นกลไกของระบบภูมิคุ้มกัน
- การคัดเลือกแอดจูแวนท์หรือสื่อวัคซีนอย่างเหมาะสมเพื่อที่จะสามารถสนับสนุนให้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญมากในกระบวนการผลิตวัคซีน
- Alum (Mineral salts), Oil Emulsions, Saponins คือแอดจูแวนท์ที่เราคุ้นเคยเพราะมันเป็นสื่อวัคซีนที่ได้รับความนิยมสำหรับนำมาใช้ในกระบวนการผลิตวัคซีนสำหรับสัตว์ แต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีแอดจูแวนท์หรือสื่อวัคซีนชนิดอื่นๆอีกที่มีการผลิตอย่างจริงจังในทางการค้า อาทิ Bacterial-derived components และ Immunoactive compounds อื่นๆ
- สัตวแพทย์หลายๆท่านที่รับผิดชอบโปรแกรมวัคซีนในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ซึ่งรวมทั้งสัตวแพทย์คุมฟาร์ม สัตวแพทย์ขายวัคซีน หรือสัตวแพทย์บริการวิชาการวัคซีน ที่ทำงานในพื้นที่มานานแล้วก็อาจจะลืมหรือทิ้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนไปบ้างแล้ว จึงขออนุญาตนำ Alum (Mineral salts), Oil Emulsions, Saponins มารีวิวอีกครั้งให้ทุกท่านได้ฟื้นความเข้าใจเก่าๆขึ้นมาอีกครั้ง
- ทางแอดมินหวังว่ารีวิวนี้จะช่วยกระตุกความรู้เกี่ยวกับวัคซีนของผู้อ่านทุกคนขึ้นมาใหม่ ผู้อ่านทุกคนจะมีความตระหนักว่าตนเองต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยววัคซีนที่จะเลือกใข้ มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับวัคซีนชนิดต่างๆที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่วัคซีนไก่เท่านั้น
- สุดท้ายคือคาดหวังว่า นอกจากผู้อ่านจะเข้าใจมากขึ้นว่า “แท้จริงแล้วอยากได้แอนติเจนอะไรมากระตุ้นภูมิคุ้มกันของสัตว์และควรเอาแอดจูเวนท์ตัวไหนมาช่วยเสริมให้การทำวัคซีนนั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุด” แล้ว ผู้อ่านทุกคนยังจะต้องเข้าใจมากขึ้นไปอีกว่า “ทำไมวัคซีนไก่ชนิดต่างๆในท้องตลาด ทั้งๆที่เป็นโรคเดียวกันแท้ๆแต่กลับมีแอดจูเวนท์หรือสื่อวัคซีนมากมายหลากหลายให้เราเลือกใช้ ซึ่งการใช้แอดจูเวนท์ต่างกัน เราก็จะไก้ผลลัพธ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน”
Ref: Burakova Y, Madera R, McVey S, Schlup JR and Shi J 2018. Adjuvants for animal vaccines. Viral immunology. 31(1): 11-22.
24/07/2019
Mucosal immune system :
(Master regulator of bidirectional gut–brain communications)
- การใช้ Probiotic เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์เพื่อการบริโภค แต่ผู้ผลิตและผู้ใช้บางรายยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของ Probiotic ต่อระบบกลไกภูมิคุ้มกันเยื่อเมือกภายในลำไส้ วารสารรีวิวฉบับจะช่วยให้เสริมแนวความคิดและเปิดมุมมองใหม่ๆให้แก่ผู้ที่สนใจเกี่ยว Probiotic และ Mucosal immunity
//อ่านไปแล้วอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
//แต่จริงๆมันคือเรื่องใกล้ตัวมาก เพราะเราทุกคนก็มี gut–brain axis
- การสื่อสารระหว่างระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้และสมองคือกลไกที่ช่วยควบคุมการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียดต่างๆ
- การใช้ Probiotic bacteria จึงได้รับความนิยมมากขึ้นสำหรับใช้ควบคุมกลไกการตอบสนองของลำไส้ต่อความเครียดต่างๆ
- เชื้อจุลชีพในกลุ่ม Probiotic bacteria จะมีความสามารถในการเข้าไปเจริญเติบโตภายในลำไส้ทดแทนเชื้อจุลชีพกลุ่มเดิมที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเผชิญภาวะเครียดหรือการใช้ยาปฏิชีวนะ และสามารถทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของระบบภุมิคุ้มกันและการทำงานของลำไส้ได้เช่นเดียวกับเชื้อจุลชีพกลุ่มเดิม
- ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคือตัวกลางสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงการสื่อสารแบบสองทางระหว่างของสมองและอวัยวะในทางเดินอาหาร
- ความผิดปกติและความเครียดที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในระบบทางเดินอาหารสามารถโน้มนำให้ภูมิคุ้มกันเยื่อเมือก (Mucosal immunity) มีการทำงานที่ผิดปกติไปได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นผลมาจากกลไกการทำงานที่ผิดปกติของระบบทางเดินอาหารเองหรือเกิดจากการติดเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินก็ได้
- การทำงานที่ผิดปกติของ Mucosal immunity ในระบบทางเดินอาหารก็เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งสัญญาณย้อนกลับไปที่สมองเพื่อควบคุมสมดุลของกลไกการตอบสนองที่สมองต่อความเครียดต่างๆที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารนั่นเอง
- ปริมาณและสัดส่วนของเชื้อจุลชีพในลำไส้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยกำหนดกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในสภาวะต่างๆ
- สาร cytokine ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นของเชื้อจุลชีพในลำไส้นี้เองก็คือตัวสัญญาณที่ลำไส้ใช้สำหรับการส่งข้อมูลกลับไปเพื่อควบคุมกลไกการตอบสนองของสมองของต่อความเครียดต่างๆ
- สามารถสรุปได้ว่าสมองจะตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย โดยการส่งสัญญาณไปควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับสมดุลของเชื้อจุลชีพในลำไส้ และในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของเชื้อจุลชีพในลำไส้ก็จะส่งสัญญาณกลับไปควบคุมการทำงานสมองด้วย
Reference:
- Powell N, Walker MM and Talley NJ 2017. The mucosal immune system: master regulator of bidirectional gut–brain communications. Nature Reviews Gastroenterology & Hepatology. 14(3): 143.
26/06/2019
ค่า Static pressure ในโรงเรือนกับความเร็วลมภายในโรงเรือน-ความเร็วลมที่ผ่าน Air inlet
- จากการศึกษาของ UGA Poultry Housing ก็พบว่าค่า Static pressure ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ความเร็วลมภายในโรงเรือนมีค่าสูงขึ้น แต่กลับมีผลน้อยมากกับความเร็วลมที่ผ่าน Air inlet
- ผู้รับผิดชอบดูแลระบบการระบายอากาศของโรงเรือนเลี้ยงไก่จะต้องแยกให้ออกก่อนว่าความเร็วลมภายในโรงเรือนและความเร็วลมที่ผ่าน Air inlet นั้นไม่ใช่ค่าเดียวกัน
- ความเร็วลมของอากาศที่ไหลผ่าน Air inlet จะต้องสูงพอที่จะส่งผลให้อากาศวิ่งไปถึงกลางโรงเรือนได้
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดและความหมายที่แท้จริงของค่า Static pressure และค่าความเร็วลม
รบกวนกดเข้าไปอ่านและทำความเข้าใจได้ในรูปเลยนะครับ
Acknowledgement
- Page: UGA Poultry Housing
- สพ.ญ.เมธินี พิมลวรรธนะ
- สพ.ญ.วิภาวี ดิสสังวร
- สพ.ญ.ณิชนันทน์ โยนกพันธ์
- สพ.ญ.อนาวสี ก้อนสุวรรณ์
- น.สพ.เกรียงวิชญ์ ลิมปวิทยากุล
- น.สพ.นรงค์ศักดิ์ มุ่งกิจไพศาล
- น.สพ.จติเทพ พลวิชัย
18/06/2019
ผลกระทบจากการจัดการอาหาร (EFFECTS OF FEED ALLOCATIONS)
- กลไกการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ภายใต้การจัดการอาหารแบบจำกัดปริมาณอาหารอย่างเป็นระบบ (feed restriction system) จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบสืบพันธุ์ในแม่ไก่รวมถึงการเจริญพัฒนาของฟอลลิเคิล โดยแม่ไก่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานมาตั้งแต่ระยะไก่รุ่น จะมีการเจริญของฟอลลิเคิลมากกว่าปกติ ซึ่งจะส่งผลเสียระยะยาวมาถึงอัตราการผลิตไข่ของไก่ในระยะให้ไข่ด้วย
- ในแม่ไก่พันธุ์ที่ค่อนข้างอ้วน (moderately overweight hens) มักจะพบกับปัญหาประสิทธิภาพการผลิตไข่ฟักที่ลดลงไปเล็กน้อย แม้ว่าจะมีรายงานยืนยันว่าการให้อาหารแบบไม่จำกัดนี้จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตไข่ฟักและกระตุ้นการพัฒนาของฟอลลิเคิลก็ตาม
- ปัญหาไข่ลมสูงและปัญหาการออกไข่ไม่สม่ำเสมอ มักจะมีสาเหตุมาจากปัญหาไก่อ้วนหรือไก่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการขึ้นผสมพันธุ์ของไก่ตัวผู้ และการเคลื่อนตัวของสเปิร์มในท่อนำไข่ แต่สำหรับอัตราการมีชีวิตรอดของตัวอ่อนในไข่ฟัก (Embryo viability) นั้นจะน้อยลงเรื่อยๆโดยเฉพาะในไข่ที่ออกมาก่อนไข่ฟองอื่นๆเนื่องจากมีไข่เหล่านี้จะโอกาสสูญเสียน้ำออกจากฟองไข่ได้นานกว่าไข่ฟักที่ออกมาทีหลัง
ค่าความสม่ำเสมอของฝูง (FLOCK UNIFORMITY) และ การกระตุ้นแสง (PHOTOSTIMULATION)
- ค่าความสม่ำเสมอของน้ำหนักในฝูงไก่(body weight uniformity) คือตัวชี้วัดที่สำคัญของการวางโปรแกรมการจัดการต่างๆในฝูงพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ เนื่องจากการชั่งน้ำหนักตัวไก่เป็นการปฏิบัติการที่ง่ายไม่ยุ่งยากและยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการประเมินความสมูรณ์ของตัวไก่ (body condition) และพัฒนาการของระบบสืบพันธุ์ (reproductive maturation)
- ฝูงไก่ที่ได้รับการกระตุ้นแสงช้า ย่อมมีจำนวนของไก่ที่มีระบบสืบพันธุ์สมบูรณ์มากกว่า มีจำนวนของไก่ที่พร้อมสำหรับการตอบสนองต่อการกระตุ้นแสงมากกว่า ในขณะที่ฝูงไก่ที่ได้รับการกระตุ้นแสงเร็วเกินไป จะมีความสม่ำเสมอของความสมบูรณ์ในระบบสืบพันธุ์ที่ต่ำมาก ซึ่งจะมีผลเสียต่างตามมาตลอดระยะเวลาการเลี้ยงเลย เนื่องจากไก่ที่ยังไม่พร้อมจะผลิตไข่ถูกเลี้ยงรวมอยู่กับไก่ที่ผลิตไข่ตามปกติ ดังนั้นไก่ที่ยังไม่ให้ไข่จึงได้รับพลังงานและสารอาหารเกินกว่าความต้องการ ซึ่งกว่าที่ไก่ชุดนี้จะเริ่มให้ไข่ชุดแรกก็เข้าสู่ภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรืออาวะอ้วนแล้ว จึงสามารถสรุปได้ว่า ฝูงไก่ที่สามารถรักษาความสม่ำเสมอของฝูงได้ดีย่อมมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงด้วย
**กดเข้าไปอ่านรายละเอียดของแต่ละส่วนได้ในรูปภาพแต่ละรูปเลยนะครับ**
- สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการดื้อแสงในไก่และผลกระทบจากสารพิษเชื้อราจะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ
F. E. ROBINSON ; The Poultry Informed Professional Issue 59 , March 2002
Published by the Department of Avian Medicine, University of Georgia
Translated & Concluded in TH by Wiphawee Dissungworn & Kriengwich Limpavithayakul**
01/06/2019
Ovarian Development in Broiler Breeders
(พัฒนาการของรังไข่ในแม่พันธุ์ไก่เนื้อ)
- ไก่พ่อ-แม่พันธุ์เนื้อในปัจจุบันได้รับพัฒนาให้มีความสามารถในการถ่ายทอดยีนส์หรือลักษณะทางพันธุกรรมที่สำคัญไปสู่ลูกไก่เนื้อได้โดยเฉพาะยีนส์ที่มีความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเจริญเติบโตของไก่ แต่ในขณะเดียวกันนั้นไก่พ่อ-แม่พันธุ์เนื้อก็จะยังต้องคงความสามารถในการผลิตไข่ฟักเพื่อให้ได้ลูกไก่จำนวนมากๆอยู่
- สรุปได้ว่าไก่พ่อ-แม่พันธุ์เนื้อที่ดีนั้นจะต้องมีการพัฒนายีนส์เกี่ยวกับอัตราการเจริญเติบโตและอัตราการใช้อาหารของไก่ซึ่งมีเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของไก่เนื้อ และยังต้องมีคุณสมบัติในการผลิตไข่ฟักที่ดีเช่นเดียวกับสายพันธุ์ไก่ไข่
- การจัดการที่มีความเหมาะสมกับการเจริญพัฒนาของไก่แม่พันธุ์ตั้งแต่ระยะไก่รุ่นจึงถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ของไก่แม่พันธุ์โดยเฉพาะการพัฒนาคุณลักษณะและการทำงานของรังไข่ที่เหมาะสม สำหรับไก่แม่พันธุ์ในระยะไก่รุ่นนั้นจะมีฟอลลิเคิลอยู่ในรังไข่จำนวนหลายพันฟอลลิเคิล ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ตอนฟักออกจากไข่แล้ว และแต่ละฟอลลิเคิลนี้ก็ยังคงเป็นฟอลลิเคิลที่ไม่สมบูรณ์ แต่จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาเพิ่มขึ้นเมื่อไก่แม่พันธุ์เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักพบปัญหาการผลิตไข่ที่ไม่ดีในไก่แม่พันธุ์เนื้อที่มีฟอลลิเคิลปริมาณน้อย และมักจะพบปัญหาอัตราการตายสูงในไก่แม่พันธุ์เนื้อที่มีฟอลลิเคิลปริมาณมากเกินไป
- จากข้อมูลงานวิจัยและการศึกษาต่างๆในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปปริมาณของฟอลลิเคิลที่เหมาะสมได้อย่างชัดเจน เนื่องจากปริมาณฟอลลิเคิลจะมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะทางพันธุกรรมของไก่สายพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นบทความนี้จะกล่าวรวมถึง หลักการพื้นฐานของการผลิตไข่ในไก่พันธุ์เนื้อ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับข้อมูลพื้นฐานของวงจรการตกและพัฒนาการของรังไข่ในไก่พ่อแม่พันธุ์
**กดเข้าไปอ่านรายละเอียดของแต่ละส่วนได้ในรูปภาพแต่ละรูปเลยนะครับ**
- สำหรับข้อมูลการจัดการเพื่อโน้มนำให้ฟอลลิเคิลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณที่เหมาะสมตามสายพันธุ์ของไก่ตลอดอายุของการให้ผลผลิต แอดมินจะขอกล่าวถึงในโอกาสหน้านะครับ
F. E. ROBINSON ; The Poultry Informed Professional Issue 59 , March 2002
Published by the Department of Avian Medicine, University of Georgia
Translated & Concluded in TH by Wiphawee Dissungworn & Kriengwich Limpavithayakul**
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
