02/06/2026
คุณรู้หรือไม่ว่า ตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 66 มีปริมาณเกือบ 7 แสนตัน
💻ตัวเลขซากผลิตภัณฑ์เครืองใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งทั่วโลก จากการเก็บข้อมูลของ The Global E-waste Monitor 2024 มีสูงถึง 62,000 ล้านกิโลกรัม
และการประเมินมูลค่าความสูญเสียจากผลกระทบภายนอกของการจัดการขยะที่ไม่ได้ประสิทธิภาพคือ 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่หากมีการจัดการที่ดี เราสามารถเรียกคืนมูลค่าของโลหะมีค่าจาก WEEE ได้ถึง 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มีประเทศที่มีนโยบายหรือกฎหมายจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจนประมาณ 81 จาก 193 ประเทศ
📱มาดูกันที่ ประเทศไทย : ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีปริมาณ 680,386 ตัน มีเพียง 21% เท่านั้นที่เข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ส่วนอีกเกือบ 80% ยังเป็นการจัดการนอกระบบโดยชาวบ้านหรือซาเล้ง ซึ่งเสี่ยงต่อสารพิษรั่วไหล ซึ่งหากประเมินตัวเลขภาระค่าใช้จ่ายที่ระบบสาธารณสุขต้องแบกรับจากปัญหาทางสุขภาพที่เกิดจากมลพิษเหล่านี้ จะสูงถึง 60,000 ล้านบาท
🖨️ศาสตราจารย์ ดร.วนิดา แก่นอากาศ รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และการต่างประเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) รวมถึงพันธมิตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา ที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์เครืองใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ ขยายผลสู่การพัฒนา “ระบบติดตามซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (DWM)” เพื่อติดตามวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
⛓️💥โดยระบบ DWM มุ่งเน้นสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเก็บรวบรวม และคัดแยกสารอันตราย โดยสามารถรองรับการติดตามขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล ทั้ง 9 ประเภท ระบบจะทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ผู้เก็บรวบรวมขยะ โรงงานคัดแยก ภาครัฐ และนักวิจัย ให้สามารถติดตามเส้นทางของขยะได้แบบ Real-time ช่วยลดปัญหาการลักลอบทิ้งหรือจัดการผิดวิธี และดึงขยะเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ได้มาตรฐานมากขึ้น และเตรียมการต่อยอดสู่ระดับภูมิภาค และมองไปถึงการจัดการขยะประเภทใหม่ๆ ในอนาคต เช่น แผงโซล่าเซลล์ และ แบตเตอรี่รถยนต์ EV เป็นต้น
อ่านรายละเอียดความร่วมมือในเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) เพิ่มเติมได้ที่
https://runetworkthailand.com/news-and-media/weee/
คุณรู้หรือไม่ว่า ตัวเลขขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 66 มีปริมาณเกือบ 7 แสนตัน - RUN Thailand
ตัวเลขซากผลิตภัณฑ์เครืองใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูก....
29/05/2026
ขอเชิญชวนเข้าร่วมชม "มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)" จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 - 26 มิถุนายน 2569 ณโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพ
📌พลาดไม่ได้ กับเวทีเสวนา จัดโดยเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network RUN) ภายใต้หัวข้อ: โอกาสและความท้าทายของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวิกฤตการณ์ (Science and Technology: Opportunity and Challenge in Crisis)
📌โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ประเทศไทยกับบทบาทการเป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวิกฤตการณ์"
📌 และรับฟังเสวนาวิชาการ เรื่อง “ทางออกของประเทศในยามวิกฤต ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อน ได้อย่างไร”
📍การใช้ วทน.จัดการขยะอย่างยั่งยืน โดย รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ)
📍การใช้ วทน.จัดการมลพิษทางอากาศ PM2.5 โดย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (รองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม)
📍การใช้ วทน. จัดการวิกฤตน้ำท่วม และมลพิษทางน้ำ โดย รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.ธนิต เฉลิมยานนท์)
📍ดำเนินรายการโดย ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล
🔈ในวันที่ 26 มิถุนายน 2026 เวลา 13.00 - 15.45 น.
📲 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และฟังเสวนา ได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2569
https://researchexporegistration.com/home
#ยศชนัน #เติมเชน #วช
21/05/2026
AI RUN-in : Driving Research Ecosystem forward EP #2
มหิดลชู MUI Robotic - Startup สัญชาติไทย กับเทคโนโลยีใหม่ Sensory AI เพื่ออุตสาหกรรมอาหารของไทย
👃20 พฤษภาคม ม.มหิดล โดยบริษัท MUI Robotics ได้จัดงาน " Sensory AI Open House 2026" เปิดตัวเทคโนโลยี AI ประสาทสัมผัส- Sensory AI Platform ครั้งแรกของประเทศ ณ ศูนย์ประชุมอาคารมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ศาลายา จ.นครปฐม
👃ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) บริษัท MUI Robotics ผู้พัฒนา AI ที่มีประสาทสัมผัสดมกลิ่นชิมรส หรือ Sensory AI ต่อยอดความสามารถด้านทางตรรกะและภาษา ที่จะสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย จากความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เปลี่ยนกลิ่น และการรับรสชาติ ให้เป็นชุดข้อมูลประสาทสัมผัส ในการพัฒนาในอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพการแพทย์ แหล่งข้อมูลจำนวนมหาศาล ของ Sensory AI (AI Nose and AI Tongue) จะช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างนวัตกรรมทำให้กระบวนการวิจัยและพัฒนาสั้นลง พัฒนาผลิตภันฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร และสุขภาพการแพทย์
👃ดร.ธีรเกียรติิ์ ยังเสนอแนวคิดการสร้างโมเดลที่รวบรวมข้อมูลกลิ่นและรสชาติที่หลากหลายมาต่อยอดพัฒนาไมโครชิปที่สามารถดมกลิ่นและชิมรสได้ เพื่อนำไปติดตั้งในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดรน เป็นต้น
👃รองศาสตราจารย์ ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล RUN Top100 Researcher กล่าวถึงการนำ AI จะเข้ามาช่วยเสริมพลังให้กับนักวิจัยและอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์อาหาร ให้ช่วยประหยัดเวลา ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
👃ดร.ธัญญ์นลิน กล่าวว่าในมุมมองวิทยาศาสตร์อาหาร ความอร่อยนั้นซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากแค่สูตรหรือส่วนประกอบทางเคมีเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ความทรงจำ (Memory), บริบท (Context), วัฒนธรรม, และ อารมณ์
ความอร่อยเกิดจากการรวมกันของหลายประสาทสัมผัส ทั้งกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส (Texture) รวมถึงสีสันของอาหาร
👃บทบาทของ AI ในอุตสาหกรรมอาหาร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน R&D: ช่วยลดขั้นตอนการลองผิดลองถูก (Trial and Error) ช่วยลดเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปีเหลือเพียงหลักเดือนหรือสัปดาห์ AI จะช่วยเรื่องการควบคุมคุณภาพ (QC) เช่นการสกรีนวัตถุดิบแทนมนุษย์ การตรวจวัดมาตรฐานในสายการผลิตแบบ Real-time การออกแบบอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Food) เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคี้ยวกลืน ซึ่งต้องดูแลทั้งความปลอดภัยของเนื้อสัมผัสและความอร่อยไปพร้อมกัน
👃ถึงแม้ใจปัจจุบัน AI ยังไม่รู้สึกอร่อย ได้เท่ากับมนุษย์ แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่ Sensory AI ในปัจจุบันได้แก่ AI nose, AI Tongue, Computer Vision (Eye), Face Reader (Emotional) จะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่จะต่อยอดเป็น ไมโครชิพผัสสะ ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอาหารได้ในอนาคต
👃อาจมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะความอร่อยในแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน แต่ ถือเป็นแนวทางที่ฝากไว้สำหรับผู้พัฒนา Sensory AI ต่อไป
21/05/2026
AI RUN-in : Driving Research Ecosystem forward EP #1
จุฬาฯ ปรับความพร้อมระบบนิเวศวิจัยนวัตกรรมด้วย AI เพื่ออุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
🚀19 พฤษภาคม “ Science forum 2026 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับกิจกรรม Science Forum 2026 โดยมีผู้บริหาร ได้ให้เกียรติเปิดงาน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.วรวีร์ โฮเว่น รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และ รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน นิสิต และผู้สนใจร่วมชมการเปิดตัว “Center for Future Food Industry Promotion” และนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการด้านวิทยาศาสตร์จาก CU Sci Products & Services และศูนย์ OMICS
🚀 รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ Center for Future Food Industry Promotion กล่าวถึง มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่อนาคต โดยเน้นการบูรณาการระหว่างงานวิจัยและการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ ของศูนย์ คือเป็นตัวกลางเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจ (Intermediary): ศูนย์นี้ทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยที่มีองค์ความรู้จำนวนมากกับผู้ประกอบการในภาคเอกชน เน้นการดึงงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการออกมาสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรม และลดช่องว่างเพื่อให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงการสร้างระบบนิเวศและลดความเสี่ยงทางการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
“เป็นการสร้าง Ecosystem เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ โดยมีการวิเคราะห์ความไปได้ทั้งในด้านการตลาด เทคโนโลยี การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการในการลงทุนกับนวัตกรรมอาหาร”
🚀Center for Future Food Industry Promotion มีบริการการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ต้นแบบอาหารแห่งอนาคต ตั้งแต่การวิเคราะห์ ทดสอบ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype Development) ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
🚀เปิดประสบการณ์การบริการของศูนย์ Center for Future Food Industry Promotion โดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ซีไอพี แวลู ที่ปรึกษา และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ Start Up ในการให้บริการการพัฒนาผลิตพันธ์และบริการนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมอาหารอนาคต มีการทำงานผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก เพื่อให้การพัฒนาสินค้าแม่นยำและขายได้จริง 4 ขั้นตอน ได้แก่:
1. Market Insight และ Plan-scape: เริ่มต้นจากการเข้าใจความต้องการของตลาดและผู้บริโภค (Consumer-centric) ก่อนเริ่มงานในห้องแล็บ
2. Research and Development (R&D): การวิจัยและพัฒนาโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของคณะวิทยาศาสตร์
3. Product Validation: การทดสอบและยืนยันคุณภาพผลิตภัณฑ์
4. Market Access Strategy: การวางกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
Center for Future Food Industry Promotion มีการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย ทั้งภายในจุฬาฯ ได้แก่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) รวมถึงหน่วยงานภาครัฐอย่าง สวทช. เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นอนาคตของประเทศ Center for Future Food Industry Promotion คือ"พื้นที่แห่งการประดิษฐ์ปัญญา" ที่นำวิทยาศาสตร์เชิงลึกมาตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์และตลาด เพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
🚀Market Insight Plantform ระบบ AI วิเคราะห์ตลาดของศูนย์ Center for Future Food Industry Promotion ทำหน้าที่เป็นเครื่องมืออัจฉริยะในการหาคำตอบและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ โดยการประมวลผลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Database) ที่ได้สะสมและจัดเก็บมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี นำมาประมวลผลรวมกันเพื่อหา Solution ที่แม่นยำให้กับโจทย์ทางธุรกิจ โดยมีการวิเคราะห์
🌟โอกาสและศักยภาพของตลาด (Market Opportunity)
🌟 การเจาะลึกรายละเอียดกลยุทธ์ (Market Insight & Strategy) ระบบสามารถวิเคราะห์ลงลึกได้ว่าควรเข้าสู่ตลาดในเซกเมนต์ใด (เช่น ตลาดพรีเมียม หรือตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ), แนวโน้ม (Trend) เป็นอย่างไร, ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง, รวมถึงการวางแผนด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการกำหนดลำดับความสำคัญ (Priority) ในการดำเนินงาน
🌟การสร้างแผนที่นำทางธุรกิจ (Business Roadmap) AI จะช่วยสร้าง Roadmap ในการตัดสินใจ ทั้งในแง่ของโมเดลธุรกิจระดับโลก (Global Business Model) และขั้นตอนการเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นลำดับขั้น (Step-by-step)
🌟แนวคิดแบบผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer-centric) การทำงานของ AI นี้เน้นที่ข้อมูลการทำความเข้าใจความต้องการและจิตใจของมนุษย์/ลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก (Market Insight) เพื่อให้งานวิจัยในห้องแล็บออกมาตรงกับความต้องการของตลาดจริง
🚀ทั้งหมดประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนและสรุปเป็นกลยุทธ์รวมถึงการแนะนำพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที
15/05/2026
🤩พบกันทุกวันที่ 15 ของเดือน กับ RUN For U ฉบับที่ 111 เดือนเมษายน 2569
😍RUN +12 Deep Tech Accelerators จากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้ารับนโยบาย ศ.ดร.ยศชนัน รมว.อว. ในการขับเคลื่อน Startup งานวิจัยเชิงลึกให้ได้ทั่วประเทศ
อ่าน RUN For U แบบ E-book ได้ที่
https://heyzine.com/flip-book/eaf55c715f.html
และห้ามพลาด! 🎥
📌 ช่อง YouTube :Research University Network Thailand
https://www.youtube.com/
📌Instagram: runetworkthailand
https://www.instagram.com/runetworkthailand/
👉 คลิกไปติดตาม เพื่อไม่พลาดแรงบันดาลใจจากงานวิจัยและนวัตกรรม
01/05/2026
30 เมษายน 2569 – RUN ร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการหน่วยงานพันธมิตรเพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ สําหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงด้านสุขภาพและสุขภาวะสู่ตลาดสากล (Thailand NQI Alliance for Future Food and Health Innovation) ณ ห้องวิมาน บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ
🔎ศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงกรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กรรมการบริหารเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) รศ.ดร.สุขกิจ ยะโสธรศรีกุล คณบดี คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รศ.ดร.กิติพงษ์ รัตนาภรณ์ รองคณบดี ฝ่ายวิจัยและเมืองนวัตกรรมอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการหน่วยงานพันธมิตรเพื่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ สําหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงด้านสุขภาพและสุขภาวะสู่ตลาดสากล
🔎โดยได้รับเกียรติจาก ท่านทูตอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ศาสตราจารย์ ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้อำนวยการแผนงานอาหารมูลค่าสูง หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ขึ้นกล่าวปาฐถาพิเศษ
🔎กิจกรรมนี้อยู่ภายใต้โครงการวิจัย GLOBAL PARTNERSHIP IMMERSION PROGRAM • GPI หรือแนวทางการพัฒนา โครงสรางพื้นฐานด้านคุณภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูงของประเทศไทยสู่ตลาดสากล ผ่านความร่วมมือนานาชาติ ระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย ครอบคลุมอาหารแห่งอนาคต สมุนไพรมูลค่าสูง และการเกษตรยั่งยืน โดยมีผู้ชวยศาสตราจารย์ ดร.ประวีร์ เครือโชติกุล เป็นหัวหน้าโครงการ
ขอ 3 คำ เพื่อเป็นผู้นำตลาด “มาตรฐาน สม่ำเสมอ ยั่งยืน”
🔎ท่านทูตอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษในการสนับสนุนโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและเกษตรแปรรูปของไทยสู่สากล รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าแทนการส่งออกวัตถุดิบ ต่อยอดจุดแข็งของไทยในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
🔎การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและคุณภาพที่สม่ำเสมอ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และคู่ค้าทั่วโลก จากการมีมาตรฐานที่เข้มงวดด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดที่ผู้ประกอบการไทยต้องก้าวตามให้ทัน ท่านทูตยืนยันความพร้อมของ ทีมประเทศไทย ในการเป็นสะพานเชื่อมต่อภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจผ่าน การทูตวิทยาศาสตร์ และการบูรณาการมาตรฐานที่เป็นสากลร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
อย. ยุคใหม่: จาก "ผู้คุมกฎ" สู่ "สะพานเชื่อม" นวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก!
🔎เภสัชกรหญิง สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กล่าวถึงจุดเปลี่ยนบทบาท อย. จากเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแล มาเป็น "Promoter & Facilitator" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เน้นการเป็น "สะพานเชื่อม" นำงานวิจัยจากห้องแล็บไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และตลาดจริง โดยเฉพาะเทรนด์โลกเรื่องการดูแลสุขภาพ (Wellness) โดยเฉพาะตลาด Longevity ที่เป็นจุดแข็งของไทยเรื่อง "ความหลากหลายทางชีวภาพ" ทั้งอาหารและสมุนไพร โดย อย. ยังคงยึดถือหลักการ "ความปลอดภัยต้องมาก่อน" แต่ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทในการสร้างร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลก เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการขึ้นทะเบียน รวมถึงการให้บริการเชิงรุกเพื่อ "นวัตกร" และ "ผู้ประกอบการ"โดยการจัดตั้ง กองผลิตภัณฑ์สุขภาพนวัตกรรมและบริการ (สนบ.) เพื่อให้คำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นวิจัย เพื่อให้ผู้ประกอบการ "เดินถูกทาง" และไม่ติดขัดเรื่องกฎระเบียบในภายหลัง มีการทำ MOU กับสถาบันการศึกษา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหิดล เพื่อร่วมกันบ่มเพาะนวัตกรและตรวจสอบความปลอดภัย การส่งออกไปตลาดระดับบนอย่างออสเตรเลีย ต้องเน้นความ "สม่ำเสมอ" ของคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญคือการสร้าง "Value" ด้วยนวัตกรรม แทนการส่งออกเพียงวัตถุดิบราคาถูก เพื่อให้แบรนด์ไทยเติบโตในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
บทบาทผู้ให้ทุนวิจัย - บพข.
🔎ศาสตราจารย์ ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้อำนวยการแผนงานอาหารมูลค่าสูง บพข. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านอาหารมูลค่าสูง ด้านการแพทย์ หรือโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมถือเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านอาหาร สมุนไพร หรือด้านการแพทย์ หากต้องการนำงานวิจัยออกสู่ตลาด การได้รับการรับรองคุณภาพ ผ่านมาตรฐาน และมีความปลอดภัย จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โครงการนี้ถือเป็นการปลดล็อคด้านการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับรับรองคุณภาพ เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับรองคุณภาพของประเทศ
โครงการ GPI ร่วมขับเคลื่อนไทยเป็นประเทศรายได้สูง ขานรับนโยบาย อว. “New Growth Engine” เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง
🔎ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประวีร์ เครือโชติกุล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต สมุนไพรมูลค่าสูง และการเกษตรยั่งยืน) ในการขยายตลาดไปต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือนานาชาติกับออสเตรเลีย ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย เพื่อ “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ” เพื่อรองรับระบบมาตรฐาน การวิเคราะห์ทดสอบ การรับรอง และการกำกับดูแล ผ่านการถอดบทเรียนจากการทำงานจริง ร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานห้องปฏิบัติการ หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานนวัตกรรม และ “การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ” นำร่องประเทศออสเตรเลีย ให้เกิดการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี นำไปสู่การยกระดับคุณภาพ และความปลอดภัย
🔎ขานรับนโยบายกระทรวง อว. ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยเน้นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ กลุ่มเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูง Wellness Economy ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการเกษตรต้นน้ำ จนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา (รวมถึงยากลุ่มความเสี่ยงต่ำ) อาหารฟังก์ชัน และอาหารแห่งอนาคต )
ศักยภาพโรงงานต้นแบบสารสกัดสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร
🔎ศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงกรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ด้านการสกัดสมุนไพรของมหาวิทยาลัยนเรศวร ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Infrastructure) ในการเชื่อมต่อระหว่างการวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) ไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม (Industrial Scale) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถทดลองผลิตและทดสอบตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสูงในระยะเริ่มต้น
🔎โรงงานแห่งนี้ได้รับมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และทำงานภายใต้ระบบนิเวศวิจัย (Research Ecosystem) ที่ครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ การทดสอบความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง ไปจนถึงการทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ “เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยให้มีนวัตกรรม มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล”
28/04/2026
RUN +12 Deep Tech Accelerators จากมหาวิทยาลัยชั้นนำรับนโยบาย รมว.อว.
🪩28 เมษายน 2569 : รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) พร้อมด้วยตัวแทนจาก 12 หน่วยงานเร่งรัดงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech Accelerators) ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสยาม และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมแสดงความยินดี และรับมอบนโยบายการขับเคลื่อนการบ่มเพาะ Deep Tech Start up จาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) อาคารจตุรัสจามจุรี
🪩อว.พร้อมเป็นเจ้าภาพดัน Startup and Deep Tech Accelerator Model สู่ SME
อว. พร้อมเป็นเจ้าภาพในการเชื่อมโยงภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรม หรือสภาหอการค้าไทย ที่จะขยายการค้นหากลุ่ม Startup ตัวจริง และทำให้เพิ่มบทบาทของหน่วยงาน Accelerator ได้ชัดเจนขึ้น
ดร.ยศชนัน ยังแนะนำให้ดึงกลุ่ม Angel Fund หรือ VC จากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เข้ามาให้ได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งแนะให้ Accelerator Platform ปรับบทบาทหน่วยงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบ่มเพาะ Startup และขยายผลการบ่มเพาะด้าน Deep Tech ไปให้ได้ทั่วประเทศ
ดร.ชาลีดา ได้นำเสนอผลงานที่ผ่านมาของ 12 Deep Tech Accelerators ที่มี Startup มากกว่า 500 ราย และสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ไม่น้อยกว่า 1.2 พันล้านบาท พร้อมทั้งเสนอแผนการขับเคลื่อนการบ่มเพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์ และ เทคโนโลยีเกษตรอาหาร และริเริ่มการผสมผสานเพื่อสร้างมูลค่าให้กับความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงศิลปะหลากหลายแขนงเข้ากับเทคโนโลยีเชิงลึกของประเทศ (Arts Acceleration)โดยจะเข้าไปหารือการทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) และทั้งนี้จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน Deep Tech Acceleration จากมหาวิทยาลัยวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวง อว. ต่อไป
#ยศชนัน #เติมเชน
15/04/2026
🤩พบกันทุกวันที่ 15 ของเดือน กับ RUN For U ฉบับที่ 110 เดือนมีนาคม 2569
😍การพัฒนาศักยภาพ Research manager (RM) ทีมสนับสนุนผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนางานวิจัย ของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย RUN
😍กิจกรรมการขับเคลื่อน ระบบนิเวศวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรม ของเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN)
และห้ามพลาด! 🎥
📌 ช่อง YouTube :Research University Network Thailand
https://www.youtube.com/
📌Instagram: runetworkthailand
https://www.instagram.com/runetworkthailand/
👉 คลิกไปติดตาม เพื่อไม่พลาดแรงบันดาลใจจากงานวิจัยและนวัตกรรม
14/04/2026
💦เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย ขอร่วมสุขสันต์วันสงกรานต์ และวันครอบครัว 2569 ขอให้ปีใหม่ไทยปีนี้เต็มไปด้วยความสุข ความสดชื่น เหมือนสายน้ำที่เย็นฉ่ำ สุขภาพร่างกายแข็งแรง ร่ำรวยเงินทอง สมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา และเดินทางปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาล
💧ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้กรอบนโยบาย และแผนปฏิบัติการเพื่อผลักดันให้กระทรวง อว. เป็นกระดูกสันหลังให้กับประเทศไทย ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ 2. Wellness Thailand 3.Semiconductor Thailand 4. AI & Data Driven Nation ภายใต้แนวคิด “AI for ALL” 5.Frontier Innovation 6.Security Technology 7. Anti-Corruption & Digital Government และ 8. การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University)
💦เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) เป็นหน่วยงานสำคัญโดยความร่วมมือของ 8 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่พร้อมจะสนับสนุนนโยบายกระทรวง อว. ร่วมขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ด้วยโครงการสำคัญ 4 โครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด Thailand Research Innovation Ecosystem ที่ประสานผู้เล่นทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ :
💦 Talented Researcher Capacity building
การสร้างนักวิจัยให้เข้าใจภาษาธุรกิจ ให้มีความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมี Deep Science and Technology Accelerator Platforms จากมหาวิทยาลัยในเครือข่าย RUN และพันธมิตร ที่เข้ามาช่วยบ่มเพาะ เสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจให้แก่นักวิจัย รวมทั้งเชื่อมโยง และสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ให้เกิดพื้นที่แห่งความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุนผ่านกิจกรรมสำคัญ อาทิ การเข้าร่วมจัดงาน FoodX ร่วมกับภาคเอกชน นำนักวิจัยชั้นนำด้านอาหาร ในกิจกรรม Table Talk เป็นครั้งแรกของประเทศไทย หรือการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างนักวิจัยในเครือข่าย
💦Build Supported Research Manager
การเพิ่มพูนศักยภาพทีมเจ้าหน้าสนับสนุนการบริหารงานวิจัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การบริหาร และจัดการงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ด้วยกิจกรรม Research Manager Retreat
💦Global Networking
การเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ เพื่อพัฒนางานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยน Best Practices จากต่างประเทศ ยกระดับคุณภาพงานวิจัยและนวัตกรรมให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล ได้แก่ การเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการพัฒนายุทธศาสตร์การทูตวิทยาศาสตร์ หรือ การหารือกับทูตพาณิชย์อิตาลี รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับ Startups และมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียผ่านการสนับสนุนจากสถานทูตออสเตรเลีย ในประเทศไทย และ สถานทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย
💦RUN InnoSpace
การสร้างเครือข่ายการวิจัยที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาร่วม และการส่งต่อผลงานวิจัยระหว่างเครือข่าย RUN เพื่อยกระดับคุณภาพของงานวิจัย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงได้ในทุกระดับและหน่วยงาน
💦RUN ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ อว. สนับสนุนการสร้างระบบนิเวศวิจัย ให้เกิดนวัตกรรมเพื่อสร้างรากฐานการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
รศ.ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล
ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย
(RUN Office)
#อว #ยศชนัน #ยุทธศาสตร์อว