ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่

แชร์

Thai Red Cross Emerging Infectious Disease and Neuroscience Centre for Research and Development

- การตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยโรคติดเชื้อในสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและความพิการจากการรักษาและวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การวินิจฉัยผู้ป่วยสมองอักเสบจากเชื้อตระกูล เฮอร์ปีส์ และ เอนเทอโรได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาทันทีและสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งหากวินิจฉัยช้าและรักษาไม่ทันสมองของผู้ป่วยจะถู

05/05/2026

มากกว่าแค่ไวรัสจากหนู: 5 ความจริงสุดสะพรึงเกี่ยวกับ "ฮันตาไวรัส" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

การเจอหนูวิ่งผ่านในบ้าน หรือการเข้าไปทำความสะอาดห้องเก็บของที่ปิดตายมานาน อาจดูเป็นเรื่องน่ารำคาญใจทั่วไป แต่ภายใต้ร่องรอยของสัตว์ฟันแทะเหล่านี้ อาจมีภัยเงียบที่รุนแรงถึงชีวิตซ่อนอยู่ นั่นคือ "ฮันตาไวรัส" (Hantavirus) กลุ่มไวรัสที่แพร่เชื้อจากหนูสู่คน ซึ่งมีแง่มุมที่น่าประหลาดใจและอันตรายกว่าที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสชนิดนี้มีระยะฟักตัวที่ค่อนข้างกว้าง โดยอาการของโรคอาจปรากฏขึ้นได้ตั้งแต่ 1 ถึง 8 สัปดาห์สำหรับกลุ่มอาการทางปอด และ 1 ถึง 2 สัปดาห์สำหรับกลุ่มอาการทางไต

ในฐานะนักสื่อสารด้านสุขภาพ ผมจะพาคุณไปเจาะลึก 5 ความจริงเกี่ยวกับฮันตาไวรัสที่คุณต้องรู้ เพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรูที่มองไม่เห็นนี้

--------------------------------------------------------------------------------

1. "หนึ่งไวรัส สองชะตากรรม" – ความแตกต่างสุดขั้วตามภูมิศาสตร์

ในทางระบาดวิทยา ฮันตาไวรัสถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามพื้นที่ที่พบและลักษณะอาการที่เกิดขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกขานพวกมันว่ากลุ่ม "โลกใหม่" และ "โลกเก่า"

* ไวรัสโลกใหม่ (New World Hantaviruses): พบในทวีปอเมริกาเป็นหลัก ก่อให้เกิด โรคปอดอักเสบจากฮันตาไวรัส (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS) หรือเรียกอีกชื่อว่า HCPS (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome) ไวรัสจะโจมตีปอดและหัวใจโดยตรง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ (Noncardiogenic pulmonary edema) ผู้ป่วยจะหายใจลำบากอย่างรุนแรงและเกิดภาวะช็อก
* ไวรัสโลกเก่า (Old World Hantaviruses): พบมากในยุโรปและเอเชีย ก่อให้เกิด ไข้เลือดออกที่มีกลุ่มอาการทางไต (HFRS) เน้นการโจมตีไปที่ระบบหลอดเลือดและไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
* ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง: แม้ HFRS จะพบมากในซีกโลกตะวันออก แต่สายพันธุ์ Seoul Virus ที่ก่อโรคทางไตนั้นกลับพบได้ทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ความเสี่ยงก็อาจมาถึงตัวได้

2. อัตราการเสียชีวิตที่สูงจนน่าตกใจ

ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของฮันตาไวรัสคืออัตราการพรากชีวิตที่สูงลิ่ว เมื่อเทียบกับโรคติดเชื้อทั่วไป ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและองค์การอนามัยโลกยืนยันความรุนแรงดังนี้:

* HPS/HCPS ในทวีปอเมริกา: มีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) สูงถึง 38% - 50%
* HFRS ในเอเชียและยุโรป: ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ Hantaan และ Dobrava มีอัตราการเสียชีวิตระหว่าง 5-15% ขณะที่สถิติในประเทศจีน (ช่วงปี 1950–2014) ระบุอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 2.89% ส่วนสายพันธุ์ Puumala มักมีอาการเบากว่า โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 1%

"ในบางพื้นที่ของทวีปอเมริกา ฮันตาไวรัสอาจพรากชีวิตผู้ติดเชื้อไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวกว่าโรคไข้หวัดใหญ่หลายเท่าตัว"

3. "กับดักการทำความสะอาด" – เมื่อการกวาดบ้านอาจทำให้คุณติดเชื้อ

สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ "หนูที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ" (Asymptomatic) คุณจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าหนูตัวไหนมีเชื้อ ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้มาจากการถูกกัดเท่านั้น แต่มาจากการทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธีจนเกิดกระบวนการ Aerosolization หรือการที่เชื้อฟุ้งกระจายในอากาศ

แนวทางการทำความสะอาดที่ถูกต้องตามคู่มือ CDC:

* ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นเด็ดขาด: ในพื้นที่ที่มีมูลหนูหรือคราบปัสสาวะ เพราะจะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายจนคุณสูดดมเข้าไปได้
* ระบายอากาศล่วงหน้า: หากเป็นพื้นที่ปิดทึบหรือบ้านพักที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ ควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อ ระบายอากาศอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนเริ่มทำความสะอาด
* ฉีดพ่นให้เปียกชุ่ม: ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำ (สัดส่วน 1.5 ถ้วยต่อน้ำ 1 แกลลอน หรือประมาณ 1:9) ฉีดลงบนคราบและมูลหนูให้เปียกโชก ทิ้งไว้ 5-15 นาทีก่อนเช็ดออก เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อถูกทำลายโดยไม่ฟุ้งกระจาย

4. การแพร่เชื้อจาก "คนสู่คน" – ข้อยกเว้นที่น่าสะพรึงกลัว

แม้ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่จะไม่แพร่กระจายระหว่างมนุษย์ แต่สายพันธุ์ "Andes virus" ในอเมริกาใต้คือข้อยกเว้นสำคัญที่ยืนยันแล้วว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะประเมินความเสี่ยงทั่วโลกในปัจจุบันไว้ในระดับ "ต่ำ" (Low) แต่เหตุการณ์ล่าสุดในปี 2026 ที่พบคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญในแถบแอตแลนติกใต้ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยเสี่ยงสูงสุดของการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ได้แก่:

1. คู่รักและคู่ขา (Sexual partners): ซึ่งมีการสัมผัสใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่ง
2. สมาชิกในครัวเรือนเดียวกัน: ที่มีการใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน
3. การสัมผัสในช่วงระยะแรกของโรค: ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงสุด

5. ความอึดของไวรัส – ศัตรูที่มองไม่เห็นและอยู่ได้นานกว่าที่คิด

ฮันตาไวรัสเป็น "ไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม" (Enveloped virus) ซึ่งปกติจะไวต่อสภาพแวดล้อม แต่สำหรับฮันตาไวรัสนั้นมีความคงทนในพื้นที่มืด อับ และเย็น มากกว่าที่หลายคนคาดคิด:

* ในอุณหภูมิห้องปกติ เชื้อสามารถคงประสิทธิภาพในการติดเชื้อได้นาน 10-15 วัน
* ในอุณหภูมิต่ำ (เช่น 4 องศาเซลเซียส) เชื้อสามารถมีชีวิตรอดได้นาน มากกว่า 18 วัน

ความทนทานนี้ทำให้บ้านพักตากอากาศ ห้องใต้ดิน หรือโรงรถที่ไม่ค่อยได้เปิดใช้งาน กลายเป็นจุดอันตรายที่เชื้อสามารถสะสมอยู่ได้แม้ตัวหนูจะจากไปนานแล้ว การระบายอากาศและฆ่าเชื้ออย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

--------------------------------------------------------------------------------

บทสรุปและข้อคิดทิ้งท้าย

แม้ว่าฮันตาไวรัสจะไม่ได้แพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ง่ายเท่ากับไข้หวัดใหญ่ แต่ความรุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะไตวายหรือน้ำท่วมปอดเฉียบพลันนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่อาจประมาทได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดหนู และใช้ความระมัดระวังสูงสุดเมื่อต้องสัมผัสกับพื้นที่ที่อาจมีการปนเปื้อน

ก่อนที่คุณจะเริ่มจัดการกับมุมอับในบ้านหรือเตรียมตัวไปพักผ่อนในบ้านพักตากอากาศสุดสัปดาห์นี้ ผมอยากให้คุณหยุดสำรวจรอบตัวสักนิด: "คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่า พื้นที่เก็บของหรือบ้านพักที่คุณกำลังจะเข้าไปทำความสะอาด ปลอดภัยจากศัตรูตัวจิ๋วที่มีชีวิตรอดได้นับสิบวันเหล่านี้?"

24/03/2026

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) เป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและมีอัตราการดำเนินโรคที่รวดเร็ว ซึ่งสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตหรือความพิการถาวรได้ในเวลาอันสั้น ข้อมูลจากการศึกษาในระดับประชากรและสถาบันสาธารณสุขระบุว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับความพิการระยะยาว เช่น การสูญเสียการได้ยิน ความผิดปกติทางระบบประสาท และความเสียหายทางสติปัญญา
ประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ข้อมูลมีดังนี้:
ความเสี่ยงต่อความพิการ: ผู้ที่เคยป่วยในวัยเด็กมีความเสี่ยงสูงถึง 29% ที่จะเกิดความพิการอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดยเฉพาะความเสียหายทางโครงสร้างภายในกะโหลกศีรษะและการสูญเสียการได้ยิน
ความแตกต่างของเชื้อสาเหตุ: เชื้อ Streptococcus pneumoniae ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความพิการถาวรสูงกว่าเชื้อ Haemophilus influenzae หรือ Neisseria meningitidis อย่างมีนัยสำคัญ
ความสำคัญของช่วงอายุ: เด็กที่ได้รับเชื้อในช่วงอายุที่น้อยกว่าค่ามัธยฐาน (median age) จะได้รับผลกระทบทางสมองและระบบประสาทรุนแรงกว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ
มาตรการป้องกัน: การฉีดวัคซีน (เช่น MenACWY, MenB และวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส) และการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Chemoprophylaxis) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการระบาดและลดความสูญเสีย

#ไข้กาฬหลังแอ่น #เตือนภัยสุขภาพ #สุขภาพดี2569 #วัคซีนป้องกันโรค

26/02/2026

ภัยเงียบในจานโปรด: 5 ความจริงช่วยชีวิตจากวิกฤต "ไข้หูดับ" ระบาดต้นปี 2569

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่อบอวลไปด้วยรสนิยมทางอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมของเครื่องเทศในจาน "ลาบดิบ" หรือสีสันที่จัดจ้านของ "หลู้" และ "ก้อย" ไม่ได้เป็นเพียงแค่สุนทรียภาพในมื้ออาหาร แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ในวงล้อมของครอบครัวและมิตรสหาย ทว่าภายใต้ความรื่นรมย์นั้น กลับมีมหันตภัยที่รอคอยจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเปลี่ยนเสียงหัวเราะให้กลายเป็นความเงียบงันไปชั่วชีวิต

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจ: เพียงช่วงต้นปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้วถึง 49 ราย กระจายตัวใน 28 จังหวัด โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย นี่คือสัญญาณเตือนว่า "มื้อพิเศษ" เพียงมื้อเดียว อาจแลกมาด้วยความเงียบงันถาวรหรือลมหายใจที่สูญสิ้น

1. "หูดับ" มักเกิดขึ้นถาวรและรวดเร็วอย่างไม่ตั้งตัว

ชื่อโรค "ไข้หูดับ" ไม่ใช่คำเตือนที่เกินจริง แต่มันคือคำอธิบายกลไกของโรคที่รุนแรง เมื่อเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis เข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางผ่านกระแสเลือดมุ่งตรงไปโจมตีเยื่อหุ้มสมอง และลุกลามเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการรับเสียงอย่างรวดเร็ว

ความน่าสะพรึงกลัวอยู่ที่กรอบเวลาอันสั้น อาการไข้สูงและปวดศีรษะจะปรากฏภายใน 3-5 วัน และหากเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท การสูญเสียการได้ยินอาจเกิดขึ้นตามมาภายในเวลาเพียง 14 วันหลังจากเริ่มมีไข้ โดยมักเป็นการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับ

โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี ได้ให้คำเตือนที่สะท้อนถึงความสูญเสียไว้อย่างเฉียบคมว่า:

"หูที่ดับไป อาจไม่มีวันกลับคืนมา"

2. ผิวหนังคือประตูหน้าด่าน ไม่ใช่แค่การรับประทาน

ความเข้าใจผิดในวงกว้างคือการคิดว่า "ถ้าไม่กินก็รอด" แต่ในฐานะสื่อสารมวลชนด้านสุขภาพ เราต้องบอกว่านั่นเป็นความประมาทที่อันตราย เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ฉลาดพอที่จะใช้ "ทางลัด" ผ่านรอยขีดข่วน บาดแผล หรือแม้แต่ถลอกเพียงเล็กน้อยบนผิวหนังเพื่อเข้าสู่กระแสเลือด

กลุ่มอาชีพที่ต้องคลุกคลีกับเนื้อหมู เช่น คนชำแหละเนื้อหมู เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด จึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงแถวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาดหนักอย่าง นครราชสีมา, แพร่, ชลบุรี, ชัยภูมิ และสุรินทร์ การสัมผัสเลือดหรือเนื้อหมูดิบในระหว่างการปรุงอาหารที่บ้าน หรือการล้มหมูในงานเทศกาลโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน คือการเปิดประตูรับความพิการเข้าสู่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

3. ยิ่งดื่มเหล้าแกล้มหมูดิบ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงถึงชีวิต

ในวงสนทนาอาหารพื้นเมือง มักมีวาทกรรมที่ว่า "แอลกอฮอล์ช่วยฆ่าเชื้อ" หรือ "บีบมะนาวให้เนื้อเปลี่ยนสีคือสุกแล้ว" แต่นี่คือกับดักทางความคิดที่เลวร้ายที่สุด นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ได้ให้ข้อเท็จจริงเพื่อเตือนสติไว้ว่า:

"การบีบมะนาวหรือการใช้แอลกอฮอล์ไม่สามารถทำให้เนื้อหมูสุกหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียได้"

ในทางวิทยาศาสตร์ แอลกอฮอล์มีฤทธิ์เป็น "สารกดภูมิคุ้มกัน" (Immunosuppressant) หรือทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชั่วคราว การดื่มสุราร่วมกับการทานหมูดิบจึงไม่ใช่การฆ่าเชื้อ แต่เป็นการ "เปิดทาง" ให้เชื้อโรคแพร่กระจายและทำลายระบบอวัยวะได้รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

4. โปรไฟล์ของกลุ่มเปราะบาง: ใครคือผู้ที่เสี่ยงที่สุด?

แม้สถิติปี 2569 จะพบผู้ป่วยครอบคลุมตั้งแต่อายุ 5-90 ปี แต่กลุ่มที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงที่สุดคือเพศชายในวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะร่างกายไม่สมบูรณ์จากการมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณในการพบปะสังสรรค์:

* ผู้ป่วยโรคตับแข็ง และผู้ป่วยโรคเบาหวาน
* ผู้ป่วยไตวาย และโรคมะเร็ง
* ผู้ที่เคยถูกตัดม้าม (ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการดักจับเชื้อโรค)

บุคคลในกลุ่มนี้หากติดเชื้อจะมีโอกาสเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) และอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น

5. มาตรฐาน 70-10: ตัวเลขนำโชคเพื่อความปลอดภัย

เพื่อให้คุณยังคงรื่นรมย์กับรสสัมผัสของเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจ มาตรฐานความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องอาศัยวินัยที่เคร่งครัดผ่านหลักการง่ายๆ ดังนี้:

* ความร้อนระดับ Lucky Number: ปรุงเนื้อหมูและเลือดด้วยอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป นานอย่างน้อย 10 นาที
* กฎเหล็กการแยกอุปกรณ์: แยกเขียง มีด และภาชนะสำหรับของดิบและของสุกอย่างเด็ดขาด
* ตะเกียบต้องชัดเจน: ในวงหมูกระทะหรือปิ้งย่าง อย่าใช้ตะเกียบคู่เดียวคีบทั้งหมูดิบลงเตาและคีบหมูสุกเข้าปาก

บทสรุป: สมดุลระหว่างวัฒนธรรมและลมหายใจ

สถิติการระบาดที่พุ่งจาก 19 จังหวัดในปี 2568 สู่ 28 จังหวัดในช่วงต้นปี 2569 ของ นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นเครื่องยืนยันว่าพฤติกรรมการกินดิบยังคงเป็นความท้าทายที่หยั่งรากลึก

ในโลกที่เราเชิดชูความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสุนทรียภาพแห่งรสชาติ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ "รสสัมผัสที่พึงใจเพียงชั่วครู่ คุ้มค่าหรือไม่กับการแลกด้วยการไม่ได้ยินเสียงของคนที่คุณรักไปตลอดกาล?" การเลือกความสุกสะอาดในทุกมื้ออาหาร คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของคุณ

หากพบอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือมีปัญหาการได้ยินหลังจากสัมผัสเนื้อหมูดิบ ควรรีบพบแพทย์ทันที และสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
#สภากาชาดไทย


#โรคไข้หูดับ
#ดูแลสุขภาพ

Photos from ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่'s post 23/02/2026

งานประชุมวิชาการประจำปี 2569
“โรคสมองอักเสบกับพิษสุนัขบ้า”
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 12 (ห้อง 1201)

#โรคสมองอักเสบ #พิษสุนัขบ้า #สุขภาพ

15/02/2026

🚨🚨ข่าวปลอม อย่าแชร์🚨🚨
⚠️ไวรัสนิปาห์ถึงไทย” แล้ว ⚠️

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบแล้ว พบว่า ยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในไทย

#ข่าวปลอม #ไวรัสนิปาห์ #กรมควบคุมโรค #กระทรวงสาธารณสุข #กรมควบคุมโรคห่วงใยอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี💖

30/01/2026
30/01/2026

แจ้งข้อมูลเพื่อการดูแลสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงในหลายพื้นที่
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากผลกระทบของฝุ่นละอองดังกล่าว

ฝุ่น PM2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบปอด หัวใจ รวมถึงดวงตาและผิวหนัง

ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ

ตรวจสอบค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ก่อนออกจากบ้าน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง

สวมหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างเหมาะสม เช่น N95, KN95 หรือ KF94

ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศภายในอาคาร หากมี

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และทำความสะอาดร่างกายทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศและข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองสูง

#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

#สภากาชาดไทย



30/01/2026

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการครองอันดับ 1 จากผลวิจัย 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐ (Government Hospital) ตอกย้ำบทบาท “ที่พึ่งทางสุขภาพ” ของสังคมไทยอย่างชัดเจน โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อน “ความเชื่อมั่นของผู้รับบริการ” ที่เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพบริการ มาตรฐานการรักษา และการบริหารจัดการที่ทันสมัย

จุดแข็งสำคัญคือการบูรณาการพลังร่วมในฐานะ Academic Medical Center ผสานความเป็นเลิศด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อรองรับการรักษาโรคยากซับซ้อนในระดับสูงสุดของระบบสาธารณสุขไทย

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่โดดเด่น คือการขับเคลื่อนองค์กรด้วย “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ตั้งแต่นวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ไปจนถึง Digital Health ที่ยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ พร้อมปรับระบบการให้บริการให้คล่องตัว ลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง

ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลยังเดินหน้า “พันธกิจความยั่งยืน” ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ขององค์กรที่ได้รับการยอมรับ แต่คือผลลัพธ์ของการบริหารเชิงกลยุทธ์จนทำให้เกิด “ความไว้วางใจ” ระยะยาว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.brandage.com/article/45504
#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

27/01/2026

แจ้งข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
(Thai Red Cross Emerging Infectious Diseases Health Science Centre,
King Chulalongkorn Memorial Hospital)

จากรายงานสถานการณ์การพบผู้ติดเชื้อ โรคไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในต่างประเทศ
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนรับทราบและเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่ดังกล่าวอย่างเหมาะสม

โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรค ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึม หรือสับสน และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ

ศูนย์ฯ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรืออาหารที่อาจปนเปื้อน และหากมีอาการผิดปกติร่วมกับประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

#ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่

23/01/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์
เตือนเฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)” โรคติดต่ออุบัติใหม่ อันตรายรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง

หน่วยงานด้านสาธารณสุขขอแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศอินเดีย โดยเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) ที่มีความรุนแรงสูงและอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตได้

ไวรัสนิปาห์พบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 มีแหล่งรังโรคหลักคือ ค้างคาวผลไม้ และสามารถแพร่เชื้อสู่คนผ่านการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ การบริโภคอาหารหรือผลไม้ที่ปนเปื้อน รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนในบางกรณี โดยเฉพาะในสถานพยาบาลหรือในครอบครัวที่มีการสัมผัสใกล้ชิด

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด เช่น

ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก

ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจเกิด สมองอักเสบ หมดสติ หรือระบบหายใจล้มเหลว

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาเฉพาะสำหรับโรคไวรัสนิปาห์ การรักษาเป็นการดูแลตามอาการและการพยุงอวัยวะสำคัญ ทำให้การป้องกันและเฝ้าระวังเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด

คำแนะนำในการป้องกัน

ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว หรือสัตว์ป่าที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

ไม่บริโภคผลไม้ที่มีร่องรอยถูกสัตว์กัดแทะ

ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล

หากมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงและมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด

หน่วยงานสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งทางการ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือพบอาการผิดปกติ สามารถติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

#ไวรัสนิปาห์ #โรคติดต่ออุบัติใหม่

24/02/2025

#ไข้หวัดนกในมนุษย์ - สหรัฐอเมริกา (05): H5N1, ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมว [California Healthline]

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา แมวบ้านมากกว่า 80 ตัว รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิด ได้รับการยืนยันว่าเป็นไข้หวัดนก

ปัจจุบัน แมวบ้านจำนวนหนึ่งป่วยด้วยไข้หวัดนก H5N1เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากกินอาหารดิบหรือดื่มนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ แมวบางตัวก็ตาย

อาการไข้หวัดนกในแมว คล้ายกับโรคทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ น้ำมูกไหลและมีของเหลวไหลออกรอบดวงตา อย่างไรก็ตาม โรคทางเดินหายใจส่วนบนพบได้บ่อยในแมวมากกว่า ขณะที่ไข้หวัดนก H5N1 ยังคงพบได้ค่อนข้างน้อย

เป็นเรื่องดีที่สายพันธุ์ไข้หวัดนกที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ยังไม่สามารถแพร่กระจายในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่มีรายงานกรณีการแพร่เชื้อจากแมวสู่คนในช่วงการระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแมว ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ในแง่ของความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน

บางคนให้สัตว์เลี้ยงของตนกินเนื้อดิบหรือนมที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าหรือเป็นธรรมชาติมากกว่า เว็บไซต์ของสมาคมสัตวแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาไม่สนับสนุนให้ทำเช่นนี้ เนื่องจากมีเชื้อก่อโรคที่ติดต่อทางอาหาร เช่น Salmonella และ Listeria และปัจจุบันยังมีเชื้อ H5N1 ที่ก่อโรคได้รุนแรงอีกด้วย

ความกังวลต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว [มกราคม 2025] ว่าขณะนี้กำลังบังคับให้บริษัทอาหารแมวและสุนัข
ปรับปรุงแผนความปลอดภัยของตนเพื่อป้องกันไข้หวัดนก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bang Rak?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


อาคาร อปร. ชั้น 9 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
Bang Rak
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00