คณะประมง มก.

คณะประมง มก.

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คณะประมง มก., Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Bangkok.

Photos 08/10/2015

จากที่คณะประมงได้ส่งบทสรุปและประมวลความรู้จากการเสวนา "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" และ "มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน" และข้อเสนอแนะเพื่อการจัดการประมงทะเลไทยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น ทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือตอบกลับและแจ้งว่าได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว และได้ส่งต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป..

Photos from คณะประมง มก.'s post 23/08/2015

ปัญหา...ที่ยังคงเป็นปัญหา ????

การสัมมนาของคณะประมง มก. ช่วงบ่ายของวันที่ 18 สิงหาคม ในประเด็น “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน” จริงแล้วหลายท่านที่มาสัมมนาในวันนั้นคงเห็นพี่น้องชาวประมงมาตั้งแต่เช้ามืดมานั่งคอยนอนคอยเพื่อที่จะได้ร่วมเสนอความคิดเห็นของตนเองในช่วงบ่าย มันบ่งบอกถึงความเดือดร้อนที่ทุกคนต้องเผชิญทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะไม่มีคำตอบที่อยากฟังกลับบ้าน แต่พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนยังพยายามที่จะสะท้อนให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาและความต้องการ เราได้เห็นพี่น้องชาวประมงจากปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ระยอง ตราด และอีกหลายจังหวัด เนื่องจากเวลามีจำกัด กติการ่วมกันที่กำหนดไห้ไว้ก่อนเริ่มสัมมนาฯ คือ ในห้องประชุมจะไม่มีการคุยถึงปัญหาแต่ให้พูดคุยกันถึงมาตรการที่จะช่วยกันบริหารจัดการประมงไทยให้ยั่งยืนได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านการเขียน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การเขียนจะใช้ได้น้อยมากสำหรับชาวประมง แต่จากสิ่งที่พบวันนั้นทำให้ “ทึ่ง” และ “อึ้ง” เพราะมีจำนวนคนที่ส่งการ์ดกลับคืนถึง 175 แผ่น บางคนบอกปัญหา บางคนบอกเฉพาะความต้องการ บางคนบ่น บางคนลงชื่อจริง นามสกุลจริง หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ บางคนพยายามเขียนแม้จะไม่สันทัด หรือวานเพื่อนเขียนให้แต่ตนเองลงชื่อ แต่ทุกคนต้องการที่จะบอกเล่าถึงปัญหาและความต้องการของตน

จากการ์ดที่ส่งกลับมาทำให้ได้เห็นถึงความหลากหลายของกลุ่มคน ทั้งในส่วนของชาวประมง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการออกทำการประมง เช่น โรงน้ำแข็ง หรือผู้ซื้อผลผลิตสัตว์น้ำไปแปรรูป เช่น ปลากระตักต้ม-ตาก โรงน้ำปลา แรงงานทั้งในส่วนของเรือประมงและโรงงานประมง ผู้ให้บริการขนของในแพปลา จากข้อมูลปัญหาที่ดูเหมือนอาจจะซ้ำ ๆ กัน การวิเคราะห์ถึงปัญหาในวันนี้จึงจะนำเสนอออกมาในรูปแผนภาพปัญหา จุดศูนย์รวมของปัญหาคือ “เรือไม่ได้ออกทำการประมง” ซึ่งมาจากสาเหตุหลักคือ ไม่มีอาชญาบัตร อาชญาบัตรผิดประเภท หรือถูกห้ามตาม ม.44 และปัญหาที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดวันนี้และอาจเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น คือ “ภาวะหนี้สิน”


จากแผนภาพปัญหาและขอบเขตของปัญหาที่ได้รับจากการ์ดใบเล็ก ๆ แม้จำนวนไม่มากนักแต่จะชี้ให้เห็นว่าปัญหามันไม่จบที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มันจะเชื่อมโยงต่อไปเป็นปัญหาของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องฝากให้ภาครัฐช่วยตระหนักถึงขอบเขตปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรการใด ๆ ก็ตาม ไม่มองเพียงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักเท่านั้น แต่ต้องมองให้ครอบคลุมกลุ่มทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงน้ำหนักของปัญหาและผลกระทบในแต่ละประเด็นอย่างแท้จริง ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบของแต่ละกลุ่มอย่างเป็นธรรม อาทิ กลุ่มที่มีภาระหนี้สินเป็นหลักล้าน กลุ่มที่ไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะจะทำให้การกำหนดมาตรการใด ๆ ก็ตามสามารถจำกัดวงของผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือการเยียวยาผลกระทบได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย / 23 ส.ค. 58

22/08/2015

มุมมองจากภาคประชาชน.. ในงานเสวนาทางวิชาการ
เรื่อง "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" และ “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน”
วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๓๐ น.
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในช่วงบ่าย มีผู้เข้าร่วมเสวนารวมทั้งหมด 278 คน (จังหวัดที่เข้าร่วม อาทิ ตรัง ชุมพร สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และชลบุรี) ประกอบด้วย

- ตัวแทนกลุ่มอวนรุน (อาทิ จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพชรบุรี)จำนวน 57 คน
- ตัวแทนกลุ่มอวนลาก ประกอบด้วย อวนลากเดี่ยวแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง อวนลากแขก (อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตรัง) จำนวน 58 คน
- ตัวแทนกลุ่มอวนล้อมปลากะตัก อวนดำ เรือได (อาทิ จังหวัดชลบุรี) จำนวน 97 คน
- ตัวแทนชาวประมง (ไม่ได้ระบุเครื่องมือ) จำนวน 29 คน
- ผู้ประกอบการ/อุตสาหกรรมต่อเนื่อง (โรงงานต้มปลา โรงงานน้ำปลา บริษัทแปรรูปอาหาร อุปกรณ์ในเรือประมง) จำนวน 13 คน
- สมาคมทางการประมง (อาทิ สมาคมผู้ผลิตปลาป่นในประเทศไทย (นายก) สภาอุตสาหกรรมปัตตานี (รองประธานสภา) สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมประมงปากตะโก สมาคมเรือลากคู่ สหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว จำกัด) จำนวน 14 คน
- ประชาสัมพันธ์ ศปมผ./ นักข่าวสารคดี จำนวน 3 คน
- นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 7 คน

มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน

# อวนลาก

• เนื่องจากทรัพยากรเสื่อมโทรม ชาวประมงต้องร่วมมือกันโดยการถอยคนละก้าว ทั้งในมุมมองด้านวิชาการ เรือประมงทุกลำ ทุกเครื่องมือ เพื่อกำหนดทิศทางและยุติข้อปัญหาในการทำประมง

• ต้องการให้ภาครัฐมีการผ่อนผันให้มีการทำประมงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้ทำการปรึกษาหารือทางด้านวิชาการประกอบในภายหลัง

• การกำหนดขนาดตาอวนที่เหมาะสม (เนื่องจากขนาดตาอวน 5 ซม. นั้นจับสัตว์น้ำไม่ได้ และการปรับขนาดตาอวนควรมีการปรึกษาหารือร่วมกัน เช่น ขนาดตาอวนที่ 4 ซม. หรือ 3 ซม. ทั้งนี้ขึ้นกับกลุ่มสัตว์น้ำที่ต้องการ) และควรมีการศึกษาถึงอัตราการรอดระหว่างขนาดตาอวนที่แตกต่างกัน ความแตกต่างของตาอวนไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดเลือกสัตว์น้ำ โดยผลจับสัตว์น้ำจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการใช้เครื่องมือและเวลาในการลงแรงประมง

• ควรปรับขนาดความกว้างของปากอวนมากกว่าการกำหนดขนาดตาอวนก้นถุง

• ควรมีการจ่ายค่าชดเชยตั้งแต่ 1 ก.ค. 58

• ชุมชนควรให้ความร่วมมือกันในดูแลพื้นที่ใกล้ฝั่ง ที่จะขยายไปถึง 3 ไมล์ทะเล โดยอาจร่วมกันทิ้งแนวปะการังเพื่อเป็นแนวในการอนุรักษ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และทำข้อตกลงร่วมกันในการแบ่งพื้นที่ทำประมง และกำหนดเครื่องมือให้เหมาะสมกับพื้นที่ใกล้ฝั่ง ไกลฝั่ง และใช้ระบบ VMS ในการควบคุมตรวจสอบพื้นที่การทำประมงของเรือพาณิชย์

• ความร่วมมือในการอนุรักษ์ โดยการกำหนดโซนการทำประมง การใช้ทรัพยากรร่วม และคนต้องอยู่ร่วมกันได้

• ให้มีการปรึกษาหารือหาแนวทางการจัดการร่วมกันระหว่างตัวแทนชาวประมงและเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด และร่วมมองภาพของปัญหาร่วมกัน การผิดประเภทของเรือ การใช้ผลงานวิชาการภายใต้ข้อเท็จจริงที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ

# อวนล้อมปลากะตัก

• ควรผ่อนผันให้ทำประมงได้ในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ก่อน เพื่อให้เวลาชาวประมงในการปรับเปลี่ยนเครื่องมือ

• ควรให้มีการออกอาชญาบัตรชั่วคราวควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา

• ควรกำหนดเขตในการทำประมงอวนล้อมปลากะตัก โดยพื้นที่อนุรักษ์ไม่ทำประมงอวนล้อมปลากะตัก (๑-๖ ไมล์) ทำประมงอวนล้อมปลากะตักโดยไม่ปั่นไฟ (ใช้การล้อมปลาด้วยจอเรดาร์) (๖-๑๒ ไมล์) และทำประมงล้อมปั่นไฟได้ (>๑๒ ไมล์) หรือการทำประมงโดยพิจารณาพื้นที่ตามระดับความลึกของน้ำ

# อวนรุน

• มาตรการการให้ชาวประมงเปลี่ยนอาชีพ/เครื่องมือประมง โดยเฉพาะกลุ่มเรือที่มีอาชญาบัตรถูกต้อง เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดเรือ และประสบการณ์ด้านการทำประมง

• รัฐควรผ่อนผันให้ทำประมงได้ ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยการทำประมงอวนรุน เพื่อนำข้อมูลมาสรุป และกำหนดทางออกร่วมกัน

• ให้ภาครัฐสำรวจศึกษาการทำประมงอวนรุนอย่างแท้จริงก่อนประกาศยกเลิกการทำประมง

• ให้รัฐชดเชยค่าเสียเวลาจากการหยุดทำประมงตั้งแต่เริ่มต้นที่มีประกาศ

• การแบ่งเขตการทำประมงให้ชัดเจนระหว่าง ประมงพื้นบ้าน พาณิชย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

• ชาวประมงยินยอมลดการลงแรงประมง แต่ควรพิจารณาไปในแต่ละพื้นที่ถึงความเหมาะสมของทรัพยากรและรูปแบบของการจัดการของชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ

# อุตสาหกรรมต่อเนื่อง

• เกิดความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ส่งออกปลากะตัก แพปลา ซูริมิ โรงงานน้ำปลา โรงงานปลาป่น เสียโอกาสทางการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียน และต่อเนื่องถึงด้านแรงงาน การใช้แรงงาน การว่างงาน การกำหนดกฎระเบียบต้องใช้วิธีการพิจารณาทั้งระบบ

• รัฐควรฟังเสียงของชาวประมงและพิจารณาด้านความเดือดร้อน ควรให้มีการออกใบอาชญาบัตรชั่วคราว และทำวิจัยต่อเนื่องก่อนออกมาตรการมาบังคับใช้

• ควรศึกษาหาข้อมูลเชิงวิชาการร่วมกับกลุ่มต่าง ๆ มาตรการที่จำกัดพื้นที่หรือจำนวนเครื่องมือหรือกำหนดจำนวนเรือ ควรมีระยะเวลาให้ชาวประมงมีโอกาสในการปรับตัวและปรับเปลี่ยน

• ปรับปรุงกฎหมายที่ขัดแย้งกัน เพื่อให้เกิดโอกาสในการทำประมงได้ และการประกอบการไม่ใช่มีคู่ค้าเฉพาะ EU ทำให้ตลาดในภูมิภาคอื่นได้รับผลกระทบเกิดการขาดโอกาสในทางการค้า สู่คู่แข่งไม่ได้

# เลขาสมาคมประมงและผู้เชี่ยวชาญ

• ควรประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจชาวประมงถึงสถานภาพสภาวะทรัพยากรที่แท้จริง

• อวนลาก อวนรุน อวนล้อมกะตัก โพงพาง – เราจะถอยอย่างไรเพื่อให้รัฐเปิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถทำประมงต่อไปได้?

• ควรเข้าใจในจุดอ่อนของข้อมูลทางวิชาการที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดมาตรการ เช่น การเก็บข้อมูลไม่ครอบคลุมทุกฤดูกาลทำประมงในรอบปี และไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของแต่ละระบบ

• เสนอให้ชาวประมงสามารถออกไปทำประมงได้ และนำข้อมูลผลจับมาใช้เพื่อการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน

• ควรมีแผนการจัดการประมงทั้งระยะสั้นและระยะยาว

• ควรมีการศึกษาทางออกในการใช้ระบบโควตาเพื่อเป้าหมายในการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลไทย

• ระยะเวลาผ่อนผันที่จะสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องมือได้ ที่ไม่นานเกินไปจนคิดว่าเป็นการถ่วงเวลา

• ทุกจังหวัดควรคิดหาการจัดการในจังหวัดตนเองและทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

• ทางสมาคมจึงได้มีการกำหนดข้อสรุปเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน โดยจัดทำเอกสารสรุปแนวทางทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และสัตยาบันของชาวประมงที่เข้าร่วม ให้แก่กรมประมง เพื่อการนำเสนอต่อผู้มีอำนาจต่อไป

ฝ่ายวิชาการ / คณะประมง มก. / 22 ส.ค. 58

Photos 21/08/2015

มุมมอง “เป้าหมาย” ในการบริหารจัดการประมง

จากการเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ในภาคเช้า ซึ่งเป็นการพูดคุยกันถึง “การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน” ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นในมุมมองของนักวิชาการ ทั้งจากหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน ในการเสวนาฯ ดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนคำถามว่า “ท่านคิดว่าการบริหารจัดการประมงมีเป้าหมายเพื่ออะไร” และขอให้ตอบก่อนที่จะเข้าห้องประชุม หลายคนเริ่มสงสัยว่าจะเอาไปทำไมกัน…

…คำถามถึงเป้าหมายข้างต้น มีขึ้นเพื่อการเรียนรู้ว่า มุมมองของท่านที่แท้จริงที่ท่านให้ความสำคัญนั้น เป็นอย่างไร ก่อนที่จะมีการอภิปรายเรื่องอื่น ๆ กันต่อ

ผลจากเอกสารที่ตอบกลับทั้งสิ้น 46 ฉบับ พบว่าผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่ร้อยละ 77 มีความคิดเห็นว่าเป้าหมายในการบริหารจัดการประมงเพื่อทรัพยากรสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และร้อยละ 48 ให้มุมมองเป้าหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งหมายรวมถึงความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 16 ที่มีมุมมองเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ผู้ที่ส่งเอกสารตอบกลับมีมุมมองที่คิดว่าการบริหารจัดการประมงมีเป้าหมายมุ่งเน้นเพื่อทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเดียวถึงร้อยละ 46 ในขณะที่ร้อยละ 17 มีมุมมองในเชิงบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียว (ภาพที่ 1) ซึ่งในภาพรวมเราจะเห็นได้ว่าแค่การประชุมที่เพียงไม่กี่ท่าน และมีความหลากหลายขององค์ความรู้และประสบการณ์ไม่มากนัก ก็ยังพบความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปได้อย่างมาก

มิติของเป้าหมายที่แตกต่างกันข้างต้น ย่อมส่งผลต่อมาตรการ/แนวทางการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน หากมาตรการ/แนวทางนั้นเน้นไปในมิติใดมิติหนึ่งมากกว่ากันแล้ว ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ ด้วยเหตุดังกล่าว การบริหารจัดการที่ดีนั้นควรที่จะมีการมองในมิติต่าง ๆ ที่มีอย่างรอบด้าน และมองด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยให้ครอบคลุมในประเด็นที่หลาย ๆ คนอาจลืมคิด ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้มาตรการ/แนวทางที่กำหนดขึ้นมีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบน้อยที่สุด ….

การกำหนดแนวนโยบายหรือมาตรการของรัฐ นับเป็นเรื่องที่เราควรให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในทิศทางบวก และ ทางลบ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในระยะยาวต่อไปได้…

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย / 21 สิงหาคม 2558

21/08/2015

ลองอ่านกันดู … ผลการประมวลความรู้ จากเสวนาวิชาการ..

การเสวนาที่คณะประมง ในช่วงเช้าของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ภายใต้ประเด็น "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" มุ่งเน้นการรับฟังมุมมองจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งที่เป็นตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย..

พบว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมเสวนาถึง 111 คน ประกอบด้วยกลุ่มทหารเรือ/ศปมผ. (7 คน) กรมประมง (15 คน) องค์กรระหว่างประเทศ (NACA, SEAFDEC, องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ, ศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ รวม 7 คน) คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา (ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ / สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะเศรษฐศาสตร์ / คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวม 24 คน) นักวิชาการจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. (6 คน) สื่อมวลชน (ไทยทีวีสี ช่อง 3; 3 คน) NGO (4 คน) นิสิต (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวม 16 คน) และผู้แทนชาวประมง/สมาคมทางการประมง (29 คน)

การประมวลความรู้จากการเสวนาครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองสำคัญที่เป็น “ทางออก” หรือ “แนวทางการจัดการประมง” ที่ทุกภาคส่วนควรหันมาพิจารณาและให้ความสำคัญร่วมกัน ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย “การพัฒนาฐานความรู้ทางวิชาการ” “การพัฒนาเชิงมาตรการ” และ “การพัฒนาเชิงระบบและกลไกในการขับเคลื่อน” โดยมีประเด็นสำคัญต่อไปนี้

“แนวทางพัฒนาฐานความรู้ทางวิชาการ”
1. เน้นการให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการที่จะใช้ในการแปลผลหรือการวิเคราะห์ต่อยอด และเร่งสร้างความเชื่อมั่น/ความมั่นใจในข้อมูลวิชาการที่นำมาใช้เพื่อการบริหารจัดการประมง ให้เป็นที่ยอมรับในและเผยแพร่ในวงกว้างได้
2. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างกรมประมง องค์กรการศึกษา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อการบูรณาการความรู้ และร่วมจัดทำฐานข้อมูลทางด้านสัตว์น้ำ เครื่องมือประมง และการจัดการประมง ที่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว
3. จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อการศึกษาวิเคราะห์ MSY, CPUE, รวมทั้งเร่งพัฒนาโมเดลทางชีววิทยาที่เหมาะสมกับลักษณะประชากรสัตว์น้ำระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมทางน้ำของไทย โดยเป็นความร่วมมือจากนักวิชาการหลากหลายสาขา และจากชาวประมงที่มีประสบการณ์ความรู้มาร่วมช่วยกัน
4. ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านประสิทธิภาพของเครื่องมือประมง/การลงแรงประมง ในแต่ละแหล่งทำประมงที่จำเพาะ หรือในเขตพื้นที่ที่ครอบคลุมระบบนิเวศต่าง ๆ ที่เรามี ตลอดจนศึกษาข้อมูลด้านจำนวนเรือ ประเภทเรือ อาชญาบัตร ต้นทุน/ผลตอบแทนการทำประมง ที่มีความทันสมัยและเป็นสถานการณ์จริงในปัจจุบัน
5. กลั่นกรองความรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการกำหนดมาตรการ ในการควบคุมหรือจำกัดการทำประมงใด ๆ

“แนวทางการพัฒนาเชิงมาตรการ”
1. คำนึงถึงความถูกต้องและชัดเจนของข้อมูลทางวิชาการที่จะใช้กำหนดมาตรการควบคุมการทำประมง โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ
2. กำหนดมาตรการที่คำนึงถึงความสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำประมงของชาวประมง และควรมีความจำเพาะหรือแตกต่างไปตามรูปแบบการทำประมงและพื้นที่ในการทำประมงที่มีปัจจุบัน
3. กำหนดมาตรการที่มีความครอบคลุม ให้เกิดการรักษาสมดุลทั้งด้านทรัพยากร สังคม/ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
4. กำหนดมาตรการที่คำนึงถึงความสำคัญของพื้นที่ ๓,๐๐๐ เมตรจากฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่แพร่ขยายพันธุ์สัตว์น้ำ
5. กำหนดมาตรการที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ในอาชีพ
6. หาแนวทางที่สะดวกในการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการ (อาทิ การใช้สีทำเครื่องหมายเรือตามประเภทเครื่องมือ)
7. หากระบวนการที่สร้างการยอมรับในมาตรการ เพื่อการบังคับใช้ที่มีประสิทธิผล ภายใต้ระบบการจัดการประมงร่วมกัน
8. ศึกษาประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรการ (เช่น มาตรการขยายขนาดตาอวน มาตรการปิดอ่าว มาตรการลดจำนวนเรือ) ซึ่งการประเมินควรครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงทั้งด้าน ทรัพยากร สังคม/ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อการเรียนรู้และวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

“แนวทางการพัฒนาเชิงระบบและกลไกในการขับเคลื่อน”
1. “เปิดใจยอมรับ” ถึงจุดอ่อนในการจัดการประมงที่เรามีอยู่ และทำความเข้าใจว่าการจัดระเบียบการประมงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา โดยควรมีการนำแนวคิดหรือแบบอย่างที่ดีจากนานาชาติมาประยุกต์ใช้ในการจัดการ
2. วิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงของ EU และทบทวนข้อเสนอแนะด้าน IUU ของ EU ให้เข้าใจถ่องแท้ และวิเคราะห์โอกาสหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการได้ “ใบแดง” ทั้งนี้ ควรใช้ความรู้ทางวิชาการมาเป็นสิ่งสนับสนุนในการแก้ไขปัญหา IUU เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเราอย่างแท้จริง
3. ส่งเสริมให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน นักวิชาการ คณาจารย์ และชาวประมง ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนในการพูดคุยกับ EU หรือมีส่วนร่วมในการใช้ความรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลาย มาช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ
4. เปลี่ยนวิกฤต IUU ให้เป็น “โอกาส” สำหรับภาครัฐ ในการกลับมาศึกษาวิเคราะห์ตนเอง และริเริ่มมิติใหม่สำหรับการพัฒนาประมงทะเลของประเทศไทยอย่างเร่งด่วน
5. เน้นการปฏิรูปในเชิงบวก โดยทุกภาคส่วนควรมีเป้าหมายเดียวกัน และมุ่งทำให้ดีขึ้นทั้งทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด
6. เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคชาวประมง หรือส่งเสริมการบริหารจัดการโดยชาวประมงในพื้นที่ โดยให้ชาวประมงได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการมากขึ้น และสร้างแนวคิดของการยอมรับซึ่งกันและกัน สร้างความรู้สึกที่ดี การยอมรับ และการปฏิบัติร่วมกันให้ได้
7. มีเวทีที่ต่อเนื่องสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกัน สร้างระบบคิดที่เป็นกลาง และเห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นหลัก และสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่สร้างสรรค์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมาดังกล่าว เกิดจากการพูดคุยในเบื้องต้น ถึง “จุดอ่อน” ที่เรามีอยู่ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีมาก ที่ทุกคนพยามรับฟัง อย่างเปิดใจ ยอมรับในข้อบกพร่องต่าง ๆ และได้เสนอแนวคิดและมุมมอง ที่น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา..

ภาพจากการประชุมในภาคเช้าของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 นี้ สะท้อนให้เห็นนิมิตหมายที่ดี ที่นอกจากสังคมในวงกว้างจะได้รับการกระตุ้นให้หันมาสนใจภาคประมงกันบ้างแล้ว “คนประมง” ของเราเอง รวมทั้ง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ..จากหลายวงวิชาการ ยังได้มาร่วมกันมองไปข้างหน้า ซึ่งอาจยังไม่ครบถ้วนนัก แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่ออนาคตที่ดี ที่ยั่งยืนของการประมงทะเลไทย ซึ่งเป็นความพยายามในการรักษาสมดุล หรือการให้ความสำคัญ ในทั้งทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และผู้คน .. เพื่อให้ทุกด้าน ได้ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันให้จงได้

…จากนี้ ในเชิงวิชาการ อาจต้องใช้ระยะเวลา สร้างการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน และคงมีเวทีที่จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในแต่ละประเด็นข้างต้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมที่จะชัดเจนขึ้นตามลำดับ… อย่างไรก็ตาม .. ในเชิงการจัดการ หรือการหาทางออกเพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในสภาวะความกดดันและความลำบากอย่างรุนแรงของชาวประมงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกคนที่ทราบปัญหา และมีบทบาทในการขับเคลื่อน หรือการตัดสินใจได้ ควรช่วยกันหาออกอย่างเร่งด่วน และที่ดีที่สุด ..

ฝ่ายวิชาการ / คณะประมง มก. / 21 สิงหาคม 2558

20/08/2015

เล่าสู่กันฟัง….

เสวนาวิชาการ
"การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน"
และ “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน”
วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สืบเนื่องจากผลของประกาศกฎระเบียบสหภาพยุโรป ว่าด้วยการจัดตั้งระบบของประชาคมยุโรปในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการประมงที่ผิดกฎหมาย (Illegal) รวมทั้งการไม่รายงาน (Unreported) และไร้การควบคุม (Unregulated) หรือ IUU ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓ และผลการพิจารณาที่ให้ “ใบเหลือง” กับประเทศไทย โดยให้เวลา ๖ เดือน สำหรับประเทศไทยในการคิดแผนการแก้ไขปัญหา มิฉะนั้นประเทศไทยอาจเจอคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากไทยในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปนั้น

ในส่วนของประเทศไทยเรา ทางภาครัฐได้มีการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย หรือ ศปมผ. ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหา โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดตั้งศูนย์ควบคุมการการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง จัดทำระบบติดตามตำแหน่งเรือ (VMS) ปรับปรุงการตรวจสอบย้อนกลับ การปรับปรุงพระราชบัญญัติการประมง กฎหมาย และการออกมาตรการต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เรายังพบปัญหาที่ตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำถามจากภาคประชาชนในข้อกำหนดบางประการที่ขาดความอะลุ่มอล่วย เป็นไปได้ยากในทางการปฏิบัติ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง นอกจากนี้ หลายภาคส่วนยังจับตามองว่าการจัดการที่มีในปัจจุบันเป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าหรือไม่ และ การประมงของไทยควรเดินหน้าต่อไปอย่างไร ควรมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพภายใต้ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน และเป็นการจัดการประมงร่วมโดยแท้จริง

ในมุมมองของทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์กรหลักทางการศึกษา และการค้นคว้าวิจัยเพื่อการสร้างสรรค์ความรู้และทางออกที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาของประเทศ เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งในฐานความรู้และความร่วมมือทางวิชาการระหว่างทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการการประมงของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิผลและเกิดความยั่งยืนภายใต้วิกฤตการณ์ปัญหา ต่างๆ ที่เผชิญหน้าอยู่นั้น จำเป็นต้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้มีความเข้าใจร่วมกันอย่างถ่องแท้ บนพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้องและชัดเจน และสร้างสรรค์สังคมของการเรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กับการประยุกต์ความรู้ ไปสู่การวางระบบบริหารจัดการเพื่อพัฒนาการประมงที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตของสังคมไทย

ซึ่งในท่ามกลางสภาวการณ์ที่กดดันทางการประมงที่เราเผชิญหน้าอยู่ หากพิจารณาในเชิงบวกจะพบว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเราหันกลับมาพัฒนาการบริหารจัดการประมงที่เป็นระบบและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ในการนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยความร่วมมือกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้จัดงานเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" ซึ่งเป็นการระดมนักวิชาการ นักวิจัย และคณาจารย์ที่สนใจเข้ามาร่วมให้มุมมองและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการประมงของประเทศไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 หลังจากนั้นยังได้จัดงานเสวนาที่ต่อเนื่องในช่วงบ่าย เรื่อง “มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นชาวประมงหรือตัวแทนกลุ่มชาวประมงทะเลที่มาจากทั่วประเทศ มาร่วมให้มุมมองและความคิดเห็น โดยเฉพาะในด้าน ทางออกที่อยากให้เกิดขึ้น ในมุมมองของภาคประชาชนและภาคธุรกิจการประมงที่ต่อเนื่องกัน

เวทีดังกล่าวนี้ มีขึ้นเพื่อเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางในการรับฟังความคิดเห็น ประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิทั้งที่เป็นตัวแทนจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน นักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ และภาคประชาชน รวมทั้งผู้ที่สนใจมาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมเสนอแนวทางต่าง ๆ ซึ่งทั้งนี้ เพื่อการนำไปสู่การสังเคราะห์ทางออกสำหรับการแก้ปัญหาและพัฒนาระบบการบริหารจัดการประมงของไทยภายใต้วิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เผชิญหน้าในปัจจุบัน และเพื่อการสร้างสรรค์แผนการพัฒนาการประมงที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต

ทางคณะประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญหนึ่งในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผสานมุมมอง และสร้างสรรค์ให้เกิดแนวคิดที่ดีร่วมกัน และที่สำคัญเรายังจะได้มองเห็นโอกาสในพัฒนาฐานความรู้ทางการประมงที่จำเป็น และร่วมสร้างสรรค์ข้อมูลความรู้ทางวิชาการที่จะมาช่วยสนับสนุนในบริบทของการจัดการความรู้ ที่สามารถนำไปใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาทางการประมงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิผลต่อไป….
……………………………………………..
…………………………………………………………………………

จากการเสวนาทางวิชาการในช่วงเช้า ของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 เรื่อง "การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน" ซึ่งเน้นการให้มุมมองจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งที่เป็นตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย …

ผลการประมวลความรู้ในการเสวนาครั้งนี้ ทำให้เราได้มุมมองสำคัญในด้าน “ทางออก” หรือ “แนวทางการจัดการประมง” ที่ทุกภาคส่วนควรหันมาพิจารณา และให้ความสำคัญร่วมกัน ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย “การพัฒนาฐานความรู้ทางวิชาการ” “การพัฒนาเชิงมาตรการ” และ “การพัฒนาเชิงระบบและกลไกในการขับเคลื่อน” ซึ่งแนวทางที่พูดคุยกัน นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือในระยะสั้น หากแต่เป็นมุมมองที่ครอบคลุมในระยะยาว เพื่ออนาคตที่ดีของการประมงทะเลไทย ที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างสมดุล ภายใต้บริบทของการดูแลอย่างบูรณาการในระหว่าง.. ทรัพยากร ..สิ่งแวดล้อม และ…ผู้คนหรือชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในทุกภาคส่วนที่มีได้…

โปรดติดตามสรุปผลสาระความรู้จากการเสวนาในเร็ว ๆ นี้ …. . . .
ฝ่ายวิชาการ/ คณะประมง มก. / 20 ส.ค. 58

ภาพบรรยากาศการเสวนา 18 ส.ค. 58 ช่วงบ่าย 20/08/2015

“มุมมองของภาคประชาชนต่อการจัดการประมงไทยอย่างยั่งยืน”
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2558 เวลา 13.00-16.00 น.
ณ ห้อง 303 ชั้น 3 อาคารบุญอินทรัมพรรย์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาพบรรยากาศการเสวนา 18 ส.ค. 58 ช่วงเช้า 19/08/2015

“การบริหารจัดการประมงไทยภายใต้วิกฤตการณ์ปัจจุบัน”
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 08.30-12.00 น.
ณ ห้อง 303 ชั้น 3 อาคารบุญ อินทรัมพรรย์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

11/08/2015

การบริหารจัดการประมงควรทำอย่างไรดี

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านในแวดวงการประมงมาเรามักจะได้ยินกันอยู่ 2 คำ คือ IUU กับ การบริหารจัดการประมง ทั้งที่จริงทั้งสองคำนี้มีมานานไม่ต่ำกว่า 20 ปี แต่ส่วนใหญ่คุยกันในกลุ่มนักวิชาการประมง ซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง แล้วแต่แนวคิด ประสบการณ์ ของแต่ละคนไป และมักพูดถึงแต่เครื่องมือที่จะใช้บริหารจัดการ เช่น ลดเรือ ขยายขนาดตาอวน ปิดอ่าว ฯลฯ โดยประเด็นดังกล่าวมักจะมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตลอดเวลา หลายคนคงตั้งคำถามแล้วว่าจะเดินต่อไปอย่างไร จะให้อยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไหม ๆๆ การประมงไทยไปเรื่อย ๆๆ หรือจะช่วยกันคิดว่าจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

การบริหารจัดการประมง แท้จริงแล้วเป็น “ระบบ” หรือ “กระบวนการ” ซึ่งจะต้องมีการ “ปรับเปลี่ยน” “ปรับปรุง” ตลอดเวลาเพราะเป็นสิ่งที่ต้องจัดการกับ 3 องค์ประกอบ กล่าวคือ “สัตว์น้ำ” “สิ่งแวดล้อม” และ
ที่สำคัญคือ “คน” ซึ่งในที่นี้หมายถึงทั้ง ชาวประมง ผู้ประกอบการต่อเนื่องที่อยู่ในสายการผลิต และผู้บริโภค ซึ่งวันนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ในประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบทั้ง 3 สิ่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และคาดการณ์สถานการณ์ได้ยากขึ้นทั้งสิ้น แล้วการบริหารจัดการประมงไทยจะยังคงเหมือนเดิมไหม ??? ก่อนที่จะลงลึกถึง เรื่องอื่น ๆๆ ลองมาทำความเข้าใจกับวงจรในการบริหารจัดการก่อนดีหรือไม่ แต่ที่จริงแล้ววงจรนี้ก็ไม่ได้ต่างจากวงจรการตัดสินใจโดยทั่วไป แต่เพียงแต่อยากยกขึ้นมาเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นได้ชัดขึ้น และตั้งคำถามกับตนเองว่าต้องทำอะไรถึงจะดีที่สุดวงจรบริหารจัดการประมง ประกอบด้วยกระบวนการที่เชื่อมโยงกัน 3 กระบวนการ กล่าวคือ

กระบวนการจัดการข้อมูล :- กระบวนการนี้จะรวมถึงกระบวนการรวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลทั้งทางด้านชีววิทยาสัตว์น้ำ ทรัพยากรสัตว์น้ำข้อมูลพื้นฐานทางด้านการประมง เช่นเรือ เครื่องมือประมง สังคม-เศรษฐกิจ ของชาวประมง ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนแนวโน้มทางด้านการค้า กติกาสากล และผลการวิเคราะห์เหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการวางแผนเพื่อการตัดสินใจ

กระบวนการตัดสินใจ :- กระบวนการนี้จะหมายรวมถึงกระบวนการวางแผน ปรึกษาหารือ เจรจาต่อรอง ระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งผลลัพธ์ของกระบวนการนี้คือ “แผนการบริหารจัดการประมง” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจับ การแปรรูป และการตลาด ปัจจัยที่สำคัญของกระบวนการนี้คือการที่มีเป้าหมายร่วมกันในการที่จะพัฒนาการประมงให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

กระบวนการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS):-กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญที่สุด และเป็นการกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายแพงที่สุด ทำให้กระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่ควรจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของ “รัฐ” และ “เอกชน” เพราะคือ “ต้นทุน” กระบวนการ MCS เป็นกระบวนการที่จะยืนยันได้ว่า “แผน” ที่ทำมาเป็นเพียง “กระดาษ” หรือปฏิบัติได้จริง และการไม่ให้ความสนใจหรือความมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรม MCS มักจะส่งผลให้เกิด overfishing ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของการประมง หรือ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่คนในรุ่นอนาคตถัด ๆ ไป จากที่กระบวนการนี้มีความสำคัญคงที่จะได้มีการนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยนในรอบต่อ ๆๆ ไป
จากการที่ทุกท่านทราบเป็นอย่างดี (เพราะเปิดตำราเล่มไหนก็มีการเกริ่นประมาณนี้) แล้วว่า ทรัพยากรสัตว์น้ำบ้านเรามีความซับซ้อน สิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างสูง การประมงเรามีความหลากหลาย ทั้งวิธีการ ขนาด ทำให้ชาวประมงมีความหลากหลายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และจากความหลากหลายดังกล่าวทำให้มีผู้เกี่ยวข้องค่อนข้างสูงทั้งภาคประมงโดยตรง อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ตลอดจนกิจกรรมที่ทำการสนับสนุนการทำประมงเช่น คนทำเครื่องมือ ร้านขายเครื่องมือ โรงน้ำแข็ง ฯลฯ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในการบริหารจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมจะส่งผลกระทบในวงกว้างไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการบริหารจัดการประมงของประเทศไทยควรต้องปฏิบัติตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระประเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็คือการ“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้การประมงไทยมีความยั่งยืนภายใต้สังคมที่มีการเรียนรู้และขับเคลื่อนไปร่วมกัน

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย /
11 สิงหาคม 2558

10/08/2015

เรียนรู้อย่างง่าย ให้เข้าใจ MSY..
แต่จะไปต่อกันอย่างไร…ต้องคิด ให้ครอบคลุม..

MSY (Maximum Sustainable Yield) หรือ “ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน” ซึ่งเมื่อก่อนเรียกว่า “ศักย์การผลิตสูงสุด” นั้น สามารถทำความเข้าใจในที่มาและความหมายได้ง่ายๆ ดังนี้

MSY หมายถึง ปริมาณสูงสุดของสัตว์น้ำที่จะจับมาใช้ประโยชน์ได้ โดยสัตว์น้ำส่วนที่เหลือยังคงได้วางไข่และเจริญเติบโตมาทดแทนอย่างสมดุลกับปริมาณนั้น นับเป็นการพิจารณา การจับ ที่รักษาสมดุลของวงจรชีวิตสัตว์น้ำ ภายใต้สภาวะ การเกิด แก่ เจ็บ และตายของสัตว์น้ำที่มีนั้น

ด้วยความสำคัญดังกล่าว นักวิชาการจึงคิดหาแนวทางที่จะประเมินค่า MSY นี้ ออกมาใช้ ซึ่งมักทำใน 2 แนวทาง…แนวทางแรก ศึกษาได้จากการใช้ข้อมูลสถิติผลจับสัตว์น้ำกับปริมาณการลงแรงประมงหลาย ๆ ปี แต่ต้องเป็นข้อมูลในช่วงเวลาที่การทำประมงนั้นมีประสิทธิภาพของเครื่องมือประมงไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิดที่ว่าเมื่อเริ่มการทำประมงและมีการลงแรงประมงเพิ่มขึ้นในแต่ละปีสัตว์น้ำจะถูกจับเพิ่มขึ้น จนเมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้การลงแรงเพิ่มขึ้นแต่จะได้สัตว์น้ำลดลง จุดที่จับสัตว์น้ำได้สูงสุดนี้คือ MSY แนวทางนี้เรียกว่า “แบบจำลองผลผลิตส่วนเกิน (Surplus Production Model)” ชุดข้อมูลผลจับและการลงแรงประมงที่ใช้จึงต้องมีค่าครอบคลุมทั้งซ้ายและขวาของจุดสูงสุดนี้และมีจำนวนข้อมูลมากพอที่จะวิเคราะห์ในทางสถิติด้วย Regression Analysis ได้ (เช่น ตามสมการของ Fox หรือ Schaefer) มิเช่นนั้นจะได้ ค่า MSY ที่ไม่แท้จริง และก็เป็นปัญหาที่จะใช้กับสัตว์น้ำโดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีการทำประมงมายาวนานและมีการปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพเครื่องมือมาเป็นระยะ ๆ

อีกแนวทางหนึ่งที่ใช้กันอยู่ คือ การวิเคราะห์ประชากรเสมือน (Virtual Population Analysis; VPA) โดยใช้ค่าพารามิเตอร์ทางชีววิทยาของสัตว์น้ำด้านการเจริญเติบโตและการตายตามธรรมชาติ ร่วมกับข้อมูลจำนวนของกลุ่มอายุหรือความยาวแต่ละรุ่นของสัตว์น้ำที่ถูกจับในรอบปี และประเมินกลับไปว่าจับมาจากจำนวนสัตว์น้ำที่มีอยู่เท่าไร เข้าใจง่าย ๆ คือ สัตว์น้ำที่ถูกจับขึ้นมานั้นมาจากจำนวนสัตว์น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ในทะเลเท่าไร แล้วนำเข้าสู่การคาดการณ์ผลจับสัตว์น้ำในอนาคตโดยการกำหนดระดับการลงแรงประมงที่เทียบกับการลงแรงปัจจุบัน จากระดับน้อยไปหามาก ว่าจะได้ค่าผลจับในแต่ละระดับได้มากน้อยเท่าไร จุดที่ผลจับได้มากที่สุดจะเป็นค่า MSY และมาจากระดับการลงแรงประมงที่เป็นสัดส่วนหรือร้อยละของการลงแรงประมงปัจจุบัน (ปีของข้อมูลที่นำมาคิด)

จะเห็นได้ว่าทั้งสองแนวทาง จะเป็นการหาค่า MSY ของกลุ่มประชากรหนึ่ง ๆ (Stock) ของชนิดสัตว์น้ำ (อย่างเช่น ปลาทูในอ่าวไทย กลุ่มประชากรใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย ที่มีมาตรการปิดอ่าว และอีก 2 กลุ่มอยู่ทางตะวันออก และทางภาคใต้ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าจะเคลื่อนต่อเนื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน) และถึงแม้การหาโดยการวิเคราะห์ประชากรเสมือน จะมีผู้พยายามพัฒนาเพื่อใช้กับสัตว์น้ำเขตร้อนที่มีหลากหลายชนิด แต่เพราะความซับซ้อนจากความหลากหลายชนิดมาก ๆ อย่างของบ้านเรา จึงยากที่จะนำมาใช้ได้

เราพบว่าการศึกษาในแนวทางแรก จาก“ผลผลิตส่วนเกิน” ซึ่งใช้ง่าย ได้ถูกนำมาใช้กับสัตว์น้ำที่มีความหลากหลายโดยสมมุติเป็นชนิดเดียว นักวิชาการจึงนำมาใช้มาก แต่มีโอกาสผิดพลาดสูงและไม่สามารถประเมินได้ว่าถ้าไม่จับสัตว์น้ำขนาดเล็กแล้วจะได้ MSY เท่าไร และ ปริมาณการลงแรงประมงจะเป็นเท่าไรดี

ความสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณานำไปใช้ (ขออ้างอิงเพื่อการใช้กับสัตว์น้ำหน้าดินในอ่าวไทย)เนื่องจากสัตว์น้ำในอ่าวไทยมีการอยู่ร่วมกันหลากหลายชนิดมากจะถูกจับไปด้วยกัน เพียงแต่ถูกจับมากน้อยตามสัดส่วนของขนาดและปริมาณของแต่ละชนิดที่มีอยู่ ส่วนที่เหลือจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นหรือลดลงหมุนเวียนกันไปตามการเจริญเติบโตและการตายในห่วงโซ่อาหาร แต่ปริมาณโดยรวมก็จะลดลงไปตามระยะเวลา

อนึ่ง กรณีการประเมินสำหรับกลุ่มประชากรของสัตว์น้ำหน้าดิน ซึ่งมีทั้งที่อาศัยอยู่เฉพาะในที่ตื้น เฉพาะในที่ลึก และชนิดที่มีการเคลื่อนย้ายจากที่ตื้นออกสู่ที่ลึกเมื่อโตขึ้น (อาจจะเลยไปเขตเพื่อนบ้านซึ่งไม่อาจคาดเดาได้)พบการประเมินค่า MSY เพื่อนำปริมาณการลงแรงประมงมาใช้ในการจัดการการใช้ประโยชน์ของสัตว์น้ำในพื้นที่ของไทย จึงพอจะอนุโลมว่าขอบเขตของ stock อยู่ในพื้นที่น่านน้ำไทย อย่างไรก็ตามการประเมินที่รัดกุมนั้นควรแยกเป็นกลุ่มตามชนิด แล้วประเมินหา MSY ของแต่ละกลุ่มชนิดนั้น เช่น กลุ่มปลาหน้าดิน กลุ่มปลาหมึก กลุ่มกุ้ง เป็นต้น แล้วค่อยนำข้อมูลมาประมวลร่วมกัน ว่าควรจะใช้ปริมาณการลงแรงประมงเท่าใดจึงจะเหมาะสม

กรณีเครื่องมือประมงมีการปรับปรุงประสิทธิภาพหรือปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการทำการประมง (เช่น มีเครื่องมืออวนลากหลายชนิด)อาจต้องประเมินโดยใช้อัตราการจับของเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเป็นตัวแทนของ CPUE ที่เหมาะสมแทน แต่กรณีอวนลากนี้ควรใช้ค่าของเรือสำรวจกรมประมงเป็นตัวแทนจะดีที่สุดเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพใด

โดยสรุปในภาพรวมพบว่า ความน่าเชื่อถือของการใช้ค่า MSY เพื่อการบริหารจัดการจึงอยู่ที่การพิจารณาใช้ข้อมูลภายใต้เงื่อนของแนวคิดทฤษฎีได้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ค่า MSY นั้น เป็นของแท้หรือของเทียม…

…และขอเถอะอย่าหา MSY กันบ่อย ๆ เลย เพราะการเปลี่ยนแปลงการทำประมงแต่ละครั้ง ควรให้เวลาสัตว์น้ำได้ปรับตัวในวงจรชีวิตให้เข้าที่เข้าทางซะหน่อยก่อน ..อาจเป็นช่วง 5 ปี หรือ10 ปี ก็ว่าไป จะได้ไม่เจอแต่ MSY ของเทียม…
และขอย้ำนะครับ.. การจัดการอยู่ที่การลงแรงประมง เมื่อมีมาตรการลงไปแล้วระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในวงจรชีวิตของสัตว์น้ำจะเปลี่ยนไป จะไม่ได้ตาม MSY แน่นอน

สุดท้ายนี้ … การจัดการที่ดีที่สุด ควรครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม ขอฝากให้ทุกท่านได้นำประเด็นนี้มาร่วมกันคิดเพื่อการจัดการด้วย...มาเป็นนักจัดการมืออาชีพ.. ที่รอบคอบ เพื่อการพัฒนาการประมงไทยได้อย่างแท้จริง..

ฝ่ายวิชาการ / สมาคมวิทยาศาสตร์การประมงแห่งประเทศไทย / 10 สิงหาคม 2558

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Faculty Of Fisheries, Kasetsart University
Bangkok
10200