21/07/2024
สรุป สรุป MK 4.0
สรุปการตลาด 4’O Marketing อิเวนต์ระดับ Olympics ทำการตลาดอย่างไร ? - MarketThink
อีกไม่กี่วัน Olympic Games Paris 2024 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงปารีส ณ ประเทศฝรั่งเศส กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว โดยจัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม - 11 สิงหาคม 2024
อิเวนต์นี้เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้ฟุตบอลโลก ที่ 4 ปีจะมีครั้งหนึ่ง ซึ่งแต่ละครั้งจะเต็มไปด้วยนักกีฬามากความสามารถมารวมตัวกันโชว์ความสามารถให้คนทั้งโลกได้เห็น
โดยในประเทศไทย บริษัท แพลน บี อีเลฟเว่น จำกัด ได้รับมอบหมายจาก Dentsu Inc. ให้เป็นผู้ร่วมดำเนินการด้านการทำตลาดให้ Olympic Games Paris 2024 ในครั้งนี้
โดย แพลน บี อีเลฟเว่น เป็น Sport Marketing Agency บริษัทลูกของ Plan B บริษัทที่เป็นผู้นำสื่อนอกบ้านของไทย
ซึ่งที่ผ่านมา แพลน บี อีเลฟเว่น เป็นหนึ่งในผู้นำเรื่องการตลาดในอุตสาหกรรมกีฬาบ้านเรา ทั้งทำตลาดให้ฟุตบอลไทยลีก, ทีมชาติไทย
หรือแม้แต่การรีโนเวตเวทีมวยราชดำเนิน ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวต่างชาติ
MarketThink มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณปุญญพัฒน์ ฉายินทุ ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท แพลน บี อีเลฟเว่น จำกัด
ซึ่งคุณปุญญพัฒน์ บอกว่าโจทย์ของการโปรโมตโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้
คือต้องทำให้ทุกคน ทั้งคนที่ชอบกีฬา และคนที่ไม่ชอบกีฬา ก็ยังสามารถอินกับ Olympics ครั้งนี้ได้แบบไม่รู้ตัว
โดยจะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า 4’O Marketing
ซึ่งแต่ละ O มีอะไรบ้าง ? มาดูกัน
- OOH (Out Of Home): ใช้สื่อโฆษณานอกบ้านขนาดใหญ่ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เครือ Plan B มีอยู่แล้วในมือ มานำเสนอภาพนักกีฬา รายงานผลการแข่งขัน และถ่ายทอดสดแมตช์สำคัญ รวมถึงแคมเปญต่าง ๆ
แคมเปญอันหนึ่งที่เจ๋งมากคือ ใช้คำว่า “โอลิมปิก” มาเล่นกับไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ของผู้คน
เช่น ถ้าแยกอโศกรถติด ก็จะมีการขึ้นป้ายว่า “รถติดระดับโอลิมปิก” ที่แยกอโศก
ทำแบบนี้ช่วยสร้างการรับรู้กับคนที่ผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี และแม้จะเป็นคนที่ไม่ได้อินกับกีฬา
ก็น่าจะอินกับแคมเปญนี้ได้ไม่ยาก
- Online: ใช้แพลตฟอร์ม StadiumTH ของ แพลน บี อีเลฟเว่น เอง มาร่วมกับสื่อออนไลน์ต่าง ๆ คอยนำเสนอข่าวสารและคอนเทนต์เกี่ยวกับ Olympics ตลอดทั้งช่วงการแข่งขัน
รวมถึงมีแคมเปญ #โอลิมปิกแบบใดห์ มาให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วย
- On-Air: ถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านฟรีทีวี 4 ช่อง และช่องทาง AIS และ TRUE รวม 21 ช่องสัญญาณ พร้อมนำเสนอ ข้อมูลของนักกีฬาในรายการข่าว ชนิดที่ว่าไม่พลาดเลยสักนัด
- On-Ground: จัดงานแถลงข่าว, Olympic Park Mitrtown และจัดงานต้อนรับนักกีฬากลับบ้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ Olympics ให้คนไทยอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการแข่งขันจะจบลงไปแล้ว
โดยทั้งหมดที่ว่ามา จะทำให้ Olympics ครั้งนี้ สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้
ตั้งแต่ออกจากบ้านไปทำงาน, เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่เดินห้าง ก็จะเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับ Olympics ได้ทั้งวัน
พูดง่าย ๆ คือ 4’O Marketing คือการใช้งานสื่อทุกรูปแบบ ทั้งสื่อออนไลน์, สื่อนอกบ้าน, การไลฟ์สด และอิเวนต์แบบ On-Ground ผสมผสานกันไป
ส่วนคอนเทนต์ที่จะนำเสนอ คุณปุญญพัฒน์ บอกว่า
รูปแบบของคอนเทนต์จะถูกแบ่งออกเป็น 5 เฟส ตามช่วงระยะเวลาของการแข่งขัน ตั้งแต่เริ่ม ไปจนจบอิเวนต์
- เฟสที่ 1: เน้นสื่อสารความยิ่งใหญ่ของ Olympics ในช่วงก่อนการแข่งขัน
- เฟสที่ 2: แนะนำนักกีฬาทีมชาติไทยที่ได้เข้าร่วมศึก Olympics ว่าแต่ละคนเป็นใคร
- เฟสที่ 3: เน้นถ่ายทอดความสนุกของการแข่งขันในนัดต่าง ๆ
- เฟสที่ 4: เน้นนำเสนอสถิติต่าง ๆ ที่น่าสนใจในช่วงการแข่งขัน
- เฟสที่ 5: เล่าเรื่องความสำเร็จของนักกีฬา หลังจากจบแล้ว
โดยทั้ง 5 เฟสจะถูกนำมาใช้ร่วมกับกลยุทธ์แบบ 4’O Marketing ที่ว่าไปนั้น
ก็จะยิ่งช่วยให้การสื่อสารเกี่ยวกับ Olympics ในครั้งนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นนั่นเอง..
#โอลิมปิก2024
21/07/2024
Do or Die
ทำไมธุรกิจถึงต้องทำ BCGทำแล้วดีอย่างไร?
ก่อนอื่นพามารู้จักกับ BCG ซึ่งย่อมาจาก Bio-Circular-Green Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวนและทรัพยากรเริ่มน้อยลง ธุรกิจที่มุ่งสู่ BCG ไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจมีความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขวิกฤตโลก
#ทำไมธุรกิจต้องปรับตัวสู่ BCG?
นอกจากเป็นการตอบโจทย์เทรนด์โลกแล้ว ด้วยกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ธุรกิจที่ปรับตัวสู่ BCG จึงมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ และสร้างรายได้เพิ่ม ด้วยสินค้าและบริการหลากหลายเช่น เกษตร อาหาร พลังงาน การท่องเที่ยว ฯลฯ
อีกทั้งยังสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อีก ไม่เพียงเท่านั้นภาพลักษณ์องค์กรก็ดูดีขึ้น ที่สำคัญคือ เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้นเพราะภาครัฐและหลายๆ หน่วยงานพร้อมซัพพอร์ต
🎯5 กลุ่มสินค้า BCG ที่ภาครัฐผลักดัน
✔️ อาหารแห่งอนาคต (Future food) คือ ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ที่รับประทานได้สะดวก รวดเร็ว มีประโยชน์ และปลอดภัยต่อสุขภาพ เช่น Plant based อาหารจากพืช หรือ Organic Food ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี
✔️ อาหารสัตว์เลี้ยง
✔️ บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น วัสดุบรรจุภัณฑ์และวัสดุกันกระแทกที่ทำจากเห็ดโคน
✔️ สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล
✔️ เครื่องสำอางและสมุนไพร
SME จะปรับตัวสู่ธุรกิจ BCG ได้อย่างไร
ก่อนอื่นต้องวิเคราะห์จุดแข็งของตัวเองว่าสามารถประยุกต์หรือปรับตัวเข้ากับ BCG ได้ดังนี้
✅B: เศรษฐกิจชีวิตภาพ (Bio Economy) เน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น การหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ธุรกิจไบโอดีเซล
✅C: เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เน้นการลดปริมาณของเสียให้น้อยลงหรือเท่ากับศูนย์ เช่น การหันมาใช้วัตถุดิบรีไซเคิล
✅G: เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เน้นแก้ไขลดมลพิษปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ธุรกิจติดตั้งโซล่าเซลล์ ธุรกิจเกษตรอินทรีย์
หากต้องการแหล่งเงินทุนก็มีสินเชื่อ BCG Economy จาก SME D Bank ที่ปล่อยวงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 4.75% ต่อปีผ่อนนานสูงสุด 15 ปีปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 24 เดือน ถ้าเป็นลูกค้าใหม่ยื่นกู้ และใช้วงเงิน ตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป จะได้ Cash Back ค่าวิเคราะห์โครงการ มูลค่าสูงสุด 5,000 บาทตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 2567
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : Call Center 1357 หรือhttps://www.smebank.co.th/all-product/
#ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย #ธนาคารเพื่อการพัฒนา #ธพว #เติมทุนคู่พัฒนา #สินเชื่อSME
21/07/2024
WABIZ รู้รอบทิศ ธุรกิจญี่ปุ่น
WABIZ "OPPORTUNITY AROUND JAPAN" นำเสนอข้อมูลด้านธุรกิจ โอกาสทางด้านธุรกิจ สไตล์ญี่ปุ่น อย่างสร้างสรรค์
06/07/2024
อธิบายศัพท์ใหม่ “สมองพ็อปคอร์น” สมาธิสั้นแบบคนสมัยนี้ โอกาสใหม่ ของนักการตลาด - MarketThink
เคยไหม ? ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง แต่ดันมีสิ่งอื่น ๆ มารบกวน จนเสียความตั้งใจที่จะทำสิ่งก่อนหน้า
ยกตัวอย่างเช่น ตั้งใจจะทำงานให้เสร็จในช่วงเช้า แต่พอเปิดคอมพิวเตอร์กลับมีสิ่งอื่นมารบกวนมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น แจ้งเตือนให้อวยพรวันเกิดเพื่อนบน Facebook, แจ้งเตือน Flash Sale จากแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ หรือแม้กระทั่งแจ้งเตือนจากเพื่อนที่ตั้งวงคุยกันใน LINE
ทำให้เราสลับการใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้ไปมา จนรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง โดยที่ลืมเรื่องทำงานไปเสียแล้ว..
หากใครที่เคยเป็นแบบนี้ แปลว่า อาจกำลังตกอยู่ในภาวะ “Popcorn Brain” หรือ สมองพ็อปคอร์น คำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งถูกพูดถึงเมื่อไม่นานมานี้
แล้ว Popcorn Brain คืออะไร ? สมอง กับ พ็อปคอร์น เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างไร ?
บทความนี้ MarketThink จะพาไปหาคำตอบ พร้อมถอดบทเรียนในมุมการตลาดกัน
Popcorn Brain ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรกในปี 2011 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยคุณ David Levy นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน
ซึ่งให้นิยาม Popcorn Brain ไว้ว่าหมายถึง “ภาวะสมาธิสั้น” หรือการที่เราไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้นาน โดยเกิดจากการที่สมองของเราถูกกระตุ้นด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตาม ในอดีตคำว่า Popcorn Brain ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก อาจเพราะเมื่อก่อนยังไม่เกิดภาวะ Popcorn Brain มากหรือหนักเท่าทุกวันนี้
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ในปี 2011 เพิ่งเป็นปีที่ iPhone 4S เปิดตัวเป็นครั้งแรก จึงอาจจะยังไม่มีอะไรมากระตุ้นความสนใจของผู้คนได้มากพอ
แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา Popcorn Brain เริ่มเป็นที่พูดถึงในนิตยสารและเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศมากขึ้น
เพราะในปัจจุบัน นอกจากจะมีสมาร์ตโฟนที่ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นแล้ว
ยังมีแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่พร้อมจะกระตุ้นความสนใจ และขโมยเวลาในชีวิตประจำวัน จนทำให้เราตกอยู่ในภาวะ Popcorn Brain ได้ง่ายขึ้น
ซึ่งวิธีกระตุ้นความสนใจของเรา จากแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น
- การที่แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันต่าง ๆ พร้อมใจกันยิง Notification ทั้งเสนอสินค้าใหม่ อัปเดตเรื่องราวใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจจากเราตลอดเวลา
- แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่พัฒนาหน้าฟีดแบบ “Infinite Scrolls” หรือก็คือ หน้าฟีดที่เลื่อนเท่าไรก็ไม่เจอจุดสิ้นสุด แถมเมื่อรีเฟรชหน้าฟีด ก็มักจะเจอแต่คอนเทนต์ใหม่ ๆ ที่อัลกอริทึมคัดมาให้แบบถูกใจเรา
ซึ่งการที่เราถูกกระตุ้นด้วยแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ทำให้เราติดอยู่ในวังวนแห่งการสลับการใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้ไปมา ทำให้ความคิด ความสนใจของเรากระจัดกระจาย
จนท้ายที่สุด ทำให้เราไม่สามารถโฟกัสในสิ่งที่ต้องการจะทำได้
จุดนี้เองที่ ความคิด ความสนใจของเรากระจัดกระจาย ก็เปรียบเสมือนกับ เมล็ดข้าวโพด ที่กำลังถูกกระตุ้นด้วยความร้อน จนแตกออกทีละเม็ด ๆ กลายเป็นพ็อปคอร์น อย่างรวดเร็วและกระจัดกระจาย
จึงกลายเป็นที่มาของการเรียกภาวะนี้ว่า “Popcorn Brain” นั่นเอง..
ซึ่งถ้าถามว่า แพลตฟอร์มต่าง ๆ กระตุ้นความสนใจของเรา และทำให้เกิด Popcorn Brain หนักขึ้นแค่ไหน ?
คุณ Gloria Mark นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ทำการวิจัยเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี
เพื่อเปรียบเทียบว่า เมื่อคนเราอยู่กับหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน เราจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ๆ นานแค่ไหน
ผลการวิจัยปรากฏว่า
ในปี 2004 พบว่า ผู้คนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ เฉลี่ย 2.5 นาที
แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ผู้คนใช้เวลาอยู่กับหน้าจอ เฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 47 วินาที
หมายความว่า ในปัจจุบัน ผู้คนใช้เวลาในการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งสั้นลง
เช่น ไถฟีด Facebook ได้เพียงแป๊บเดียว ก็เปลี่ยนไปเลื่อนดูสตอรี IG จากนั้นเพียงแป๊บเดียวก็เปลี่ยนไปเล่นแอปพลิเคชันอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหลายคนจะมีสมาธิจดจ่อสั้นลง
แต่โดยรวมแล้ว ข้อมูลจาก DataReportal ระบุว่า คนทั่วโลกก็ยังถูกสมาร์ตโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ดึงดูดเวลาในชีวิตประจำวันไป เฉลี่ย 6 ชั่วโมง 35 นาทีต่อวัน อยู่ดี..
ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมถึงเป็น Popcorn Brain กันมากขึ้น ?
ต้องอธิบายก่อนว่า โดยปกติแล้วสมองของเราจะมีวงจรการให้รางวัลตัวเอง (Brain Reward Circuit)
หมายถึง การที่เรารู้สึกพึงพอใจหรือมีความสุข เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น จึงทำให้เกิดความต้องการในการได้รับสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นซ้ำ ๆ
อย่างที่รู้กันว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ต่างก็มีอัลกอริทึมหรือมีวิธีที่จะเสิร์ฟคอนเทนต์ เสิร์ฟโปรโมชันให้ตรงใจเรามากขึ้น
ซึ่งเมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้ กระตุ้นเราด้วยการยิง Notification หรือการที่เราเข้าแอปพลิเคชันไปแล้วเจอคอนเทนต์ที่ถูกใจ ก็จะทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินและโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข และรู้สึกดี
เมื่อเป็นแบบนี้ สมองของเราเลยเรียนรู้ว่า การได้รับ Notification ใหม่ ๆ หรือการใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มีความสุข
จึงกลายเป็นวงจรความเสพติด ที่ทำให้เราอยากทำสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ นั่นเอง..
อย่างไรก็ตาม หากใครที่เกิดภาวะ Popcorn Brain ในระยะยาว ก็อาจส่งผลเสียในหลาย ๆ ด้าน
นอกจากสมาธิที่ลดลง เช่น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีความเครียดเพิ่มขึ้น มีความเหนื่อยล้า เพราะสมองต้องทำงานหนักในการสลับความสนใจไปมา
แต่ถ้าในเมื่อพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ๆ กำลังเป็นแบบนี้
แล้วนักการตลาดจะคว้าโอกาสจากยุค Popcorn Brain ได้อย่างไร ?
- คอนเทนต์ย่อยง่าย เช่น วิดีโอสั้น Reels
หากแบรนด์คิดจะทำการตลาดด้วยคอนเทนต์ (Content Marketing) ก็ควรเลือกทำคอนเทนต์ที่ย่อยง่าย สั้น กระชับ เช่น วิดีโอสั้นอย่าง Reels หรือ Shorts ที่ความยาวไม่เกิน 60-90 วินาที
เพื่อตอบสนองความสนใจของลูกค้าที่มีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสั้นลง
- การตลาดที่สร้างความสุขให้ลูกค้าได้แบบเร่งด่วน (Instant Gratification)
ยกตัวอย่าง การยิง Notification หรือยิง LINE Ads เพื่อเสนอโปรโมชัน เช่น ส่วนลด, Flash Sale ที่กำลังจัดอยู่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจภายในไม่กี่วินาที
- การเพิ่มช่องทางการสื่อสาร และช่องทางการขายแบบ Multi-Channel
เพราะลูกค้าในยุค Popcorn Brain ไม่ได้ใช้งานแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ แค่ช่องทางเดียว แต่จะมีพฤติกรรมสลับการใช้งานแอปพลิเคชันไปมา
แบรนด์จึงควรมีช่องทางการสื่อสาร หรือช่องทางการขายที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสและให้เข้าถึงลูกค้าได้ในทุก ๆ ช่องทาง
ทั้งหมดนี้คือ Popcorn Brain ภาวะสมาธิสั้น หรือการที่เราไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้นาน ๆ ในยุคดิจิทัล
โดยพฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อย ๆ เช่น การสลับการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ไปมา, การหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูทุก ๆ ไม่กี่นาที เพื่อส่องแจ้งเตือน หรือไถดูอะไรใหม่ ๆ ในหน้าฟีด
ซึ่ง Popcorn Brain กำลังเป็นภาวะที่หลาย ๆ คนเป็นโดยไม่รู้ตัว..
#การตลาด
------------------------------------
อ้างอิง:
-https://www.forbes.com/sites/traversmark/2024/04/04/a-psychologist-explains-the-rise-of-popcorn-brain/
-https://nypost.com/2024/02/18/lifestyle/popcorn-brain-explained-how-social-media-can-ruin-attention-spans/
-https://www.glamourmagazine.co.uk/article/popcorn-brain
-https://datareportal.com/global-digital-overview
-https://www.popsugar.com/health/popcorn-brain-49360469
-https://redcliffelabs.com/myhealth/news/popcorn-brain-how-being-always-online-is-sabotaging-your-focus-and-how-to-take-back-control/
17/06/2024
Marketing Mix ฉบับร้านอาหาร หลักการตลาดยุคใหม่จาก 4P สู่ 4E ที่เจ้าของร้านต้องรู้!
ไม่มีใครไม่รู้จักกลยุทธ์พื้นฐานอย่าง 4P เพราะมันคือส่วนผสมทางการตลาด(Marketing Mix) แบ่งเป็น Product, Price, Place และ Promotion ซึ่งเป็นโมเดลการตลาดที่ได้ความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันก็มีกลยุทธ์ใหม่ๆที่ตอบโจทย์กับร้านอาหารและผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมากขึ้น จึงได้ออกมาเป็นส่วนผสมทางการตลาดรูปแบบใหม่จาก 4P เป็น 4E ลีพพลัสจะพามาดูกันว่าหลักการนี้คืออะไร
🌟 Product > Experience สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า
ในปัจจุบันลูกค้าไม่ได้คาดหวังแค่เรื่องอาหารและบริการเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงประสบการณ์ขณะซื้อหรือรับประทานอาหาร ซึ่งแปลว่านอกจากเรื่องหน้าตาของอาหารแล้ว คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้รวมถึงการบริการจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงการได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการอีกด้วย
🌟 Price > Exchange สร้างคุณค่าให้ร้านอาหารและความคุ้มค่าของลูกค้า
จากเดิมร้านอาหารมักจะเน้นไปที่การตั้งราคายังไงให้ขายได้ แต่หากคิดตามแนวคิดและพฤติกรรมของลูกค้าในตอนนี้และกลยุทธ์ 4E แล้ว ควรจะต้องมองในมุมของลูกค้ามากขึ้นว่า ทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าของอาหารจานนี้มากที่สุด เช่น หากเสียเงินแพง แต่ได้รับอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่ดีและมีการบริการภายในร้านเป็นอย่างดีลูกค้าก็พร้อมที่จะจ่าย เพราะถือเป็นการแลกเปลี่ยนความพึงพอใจระหว่างลูกค้ากับร้านอาหาร
🌟 Place > Everywhere ทำให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายที่สุด
นอกจากที่ร้านอาหารจะมีหน้าร้านแบบออฟไลน์(Offline) แล้วการมีช่องทางการขายแบบออนไลน์ก็จะช่วยเสริมให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านอาหารของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น
🌟 Promotion > Evangelism เปลี่ยนลูกค้าทั่วไปให้เป็นลูกค้าประจำ
การทำการตลาดโดยใช้โปรโมชัน(Promotion) ไม่ใช่เรื่องแย่หรือไม่ดี แต่ในยุคที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านอาหารอื่นๆง่ายขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้นการใช้แค่โปรโมชันอาจจะยังไม่พอ การทำ Evangelism ก็เป็นเหมือนการสร้าง Brand Loyalty ซึ่งเกิดจากการนำ 3E ก่อนหน้านี้มารวมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างร้านอาหารกับลูกค้าจนสามารถเปลี่ยนจากลูกค้าทั่วไปให้เป็นลูกค้าประจำได้
จากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จาก 4P ไปสู่ 4E ร้านอาหารหลายๆร้านคงจะนึกภาพออกแล้วว่าจะช่วยให้ร้านมีทิศทางดีขึ้นมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงให้ Leap Plus เอเจนซี่ที่เข้าใจร้านอาหารอย่างคุณมากที่สุด ช่วยวางแผนธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน
เราวางแผนการตลาดระดับมืออาชีพให้ ฟรี! (จากปกติ 8,900.-) ทักมาปรึกษาแผนการตลาดได้ที่> m.me/leapdigitalth
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
Facebook :https://www.facebook.com/Leapplusdigital/
Tiktok :https://www.tiktok.com/?lang=en
Line@ :https://lin.ee/kIduFyi
Tel : 092-9894545
#การตลาดออนไลน์ #ที่ปรึกษาการตลาด #เอเจนซี่การตลาด #เอเจนซี่ร้านอาหาร
11/05/2024
อธิบาย Dynamic Pricing ตั้งราคาแบบ ขึ้น ๆ ลง ๆ เหตุผลที่ ราคาโรงแรม ต่างกันทุกวัน - MarketThink
ทำไม จองที่พัก ผ่าน Agoda ถึงมีราคาต่างกันทุกวัน
ทำไม เรียก Grab แต่ละช่วงเวลา ถึงมีราคาไม่เท่ากัน
ทำไม จองตั๋วเครื่องบิน แต่ละเดือน ถึงมีราคาแตกต่างกัน
ในทางการตลาด การตั้งราคาที่เปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นรายวัน หรือรายชั่วโมงแบบนี้ เรียกว่า Dynamic Pricing หรือแปลตรง ๆ ก็คือ “การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น”
แล้ว Dynamic Pricing มีหลักการอย่างไร ? สามารถประยุกต์ใช้อย่างไรได้บ้าง ? มาดูกัน..
การตั้งราคาแบบที่เราคุ้นเคยกันในชีวิตประจำวันคือ Static Pricing หรือการตั้งราคาขายตายตัว คงที่
โดยไม่เปลี่ยนแปลงตามปัจจัยภายนอก อย่างเช่น จำนวนที่ซื้อ, ช่วงเวลาที่ซื้อ, ความต้องการซื้อของลูกค้า
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น
- ร้านอาหารที่ตั้งราคาเมนูต่าง ๆ ตายตัว
- รถไฟฟ้า MRT, BTS ที่คิดค่าโดยสารตามระยะทาง
ซึ่งการตั้งราคาขั้วตรงข้ามของ Static Pricing อย่างสิ้นเชิง ก็คือ การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ที่เกริ่นไป
Dynamic Pricing จะเป็นการตั้งราคาแบบยืดหยุ่น ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้น ๆ ลง ๆ
บางธุรกิจอาจมีราคาเปลี่ยนแปลงรายวัน หรือบางธุรกิจอาจมีราคาเปลี่ยนแปลงรายชั่วโมงเลยทีเดียว
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้น ๆ ลง ๆ เกิดขึ้นมาจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ความต้องการของลูกค้า, เวลาในการให้บริการ อย่างช่วงเวลา High Season รวมถึงการตั้งราคาของคู่แข่ง
โดย Dynamic Pricing จะมีการกำหนดราคาขึ้น ๆ ลง ๆ แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
1. กำหนดราคาตาม “เวลา”
ยกตัวอย่างเช่น การจองตั๋วเครื่องบิน เวลาเดินทางที่ไม่ได้รับความนิยมอย่าง บินเช้าเกินไป หรือบินดึกเกินไป ก็จะมีราคาถูกกว่าช่วงเวลาบินดี ๆ
หรือร้านอาหาร ร้านบุฟเฟต์ ที่มักมีการจัดโปรโมชันช่วง Off-Peak อย่างเช่น ช่วงเวลากลางวัน ให้มีราคาถูกกว่าช่วงเย็น ที่มีลูกค้าเข้าร้านมากกว่า
2. กำหนดราคาตาม “กลุ่มลูกค้า”
ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แตกต่างกันให้กับลูกค้าแต่ละราย ขึ้นอยู่กับประวัติการเงิน และเครดิตการชำระเงิน
โดยธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่า กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี
และอาจเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่า กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี
3. กำหนดราคาตาม “ช่วงพีก”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
- ที่พัก ที่จะมีราคาสูงขึ้น หากอยู่ใกล้กับงานอิเวนต์หรืองานเทศกาล ที่มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก
- บริการเรียกรถรับ-ส่ง ที่จะมีราคาสูงขึ้นในช่วงเย็น ๆ ที่มีความต้องการใช้งานสูง
หรืออย่างตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไปประเทศญี่ปุ่น จะมีราคาสูงในช่วงปลายปี และต้นปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ ที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว
ในขณะที่ตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพมหานครไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลางปีอย่าง เดือนมิถุนายน-ตุลาคม จะมีราคาต่ำกว่า
และสายการบินชอบออกโปรโมชันในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ที่ญี่ปุ่นมีพายุเข้าบ่อย ทำให้ไม่เหมาะแก่การท่องเที่ยว
มาถึงตรงนี้คงเข้าใจภาพรวมของ Dynamic Pricing กันแล้ว..
แล้วถ้าถามว่า ทำไมหลายแบรนด์ถึงชอบใช้การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ?
คำตอบก็คือ การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ช่วยให้แบรนด์สร้างยอดขาย และทำกำไรได้สูงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนเลยนั่นเอง..
ลองนึกภาพตามว่า
โรงแรม 5 ห้องสุดท้าย ในช่วงเทศกาล มีราคา 1,000 บาท มีคนพร้อมจอง 10 คน
โรงแรม 5 ห้องสุดท้าย ในช่วงเทศกาล มีราคา 1,800 บาท มีคนพร้อมจอง 7 คน
โรงแรม 5 ห้องสุดท้าย ในช่วงเทศกาล มีราคา 2,500 บาท มีคนพร้อมจอง 5 คน
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าต่อให้ โรงแรมตั้งราคา 2,500 บาท
โรงแรมก็ยังมียอดจองหมดพอดี แถมยังสร้างรายได้ และกำไรได้มากกว่าอีกด้วย..
อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจเสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น หากเราไปทานร้านอาหารร้านใดร้านหนึ่งแล้วพบว่า ราคามีการเปลี่ยนแปลงเป็นประจำ
ในมุมของลูกค้า เราก็คงไม่อยากรับประทานที่ร้านนี้ เพราะมีราคาไม่แน่นอน
ส่วนในมุมของร้านอาหาร ก็คงไม่คุ้มเช่นกัน เพราะการเปลี่ยนราคา ก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายเรียกว่า “Menu Cost”
ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนในการเปลี่ยนแปลงเมนู, ต้นทุนในการฝึกอบรมพนักงานใหม่, ต้นทุนในการสื่อสารในการเปลี่ยนแปลงราคา
แล้วถ้าถามว่า Dynamic Pricing เหมาะกับธุรกิจประเภทไหนบ้าง ?
1. ธุรกิจที่สามารถวัดได้ว่า ความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลง
อย่างธุรกิจที่สามารถวัดความต้องการของลูกค้าได้ง่าย ๆ เช่น ธุรกิจโรงแรม ซึ่งมักจะเป็นที่ต้องการในช่วงงานเทศกาล หรือช่วงวันหยุด
รวมถึงสามารถดูได้จาก ข้อมูลจำนวนห้องพักว่า มีห้องว่างเหลือมากน้อยเพียงใด
2. ธุรกิจที่คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็มีการตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing
กรณีนี้ เป็นวิธีการเลือกใช้ Dynamic Pricing แบบง่ายที่สุด
เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเงินและเวลา ในการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภค
เพียงแค่ดูว่าคู่แข่งรายอื่น มีการตั้งราคาอย่างไร เราก็สามารถตั้งตามได้นั่นเอง
3. ธุรกิจที่ลูกค้าสามารถรับราคาที่เปลี่ยนแปลงได้
ในอดีต HYBE ค่ายเพลงชื่อดังของประเทศเกาหลีใต้ เคยจะนำ Dynamic Pricing มาใช้กับงานคอนเสิร์ตของ Suga สมาชิกวง BTS, วง TXT และศิลปินคนอื่น ๆ ที่จะจัดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา
เรื่องนี้ส่งผลให้แฟน ๆ ส่วนใหญ่ไม่พอใจอย่างมาก
เพราะแฟน ๆ มองว่า การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing อาจทำให้ราคาบัตรมีราคาสูงเกินจริง ไม่ยึดโยงกับต้นทุนในการจัดงาน ซึ่งเป็นการเอาเปรียบแฟน ๆ มากเกินไป
จนเกิดการประท้วงค่าย HYBE ผ่าน บนโซเชียลมีเดียเลยทีเดียว
การตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ลูกค้า
เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า หรือสอบถามตรง ๆ ว่ารับได้หรือไม่ หากมีการตั้งราคาแบบนี้
ในกรณีที่ลูกค้าไม่พึงพอใจกับการตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing ก็อาจทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ และนำมาสู่การแบนสินค้าของเราได้..
#กลยุทธ์การตั้งราคา
_________________________
อ้างอิง:
-https://research.aimultiple.com/dynamic-pricing-ecommerce/
-https://research.aimultiple.com/dynamic-pricing-examples/
-https://www.business.com/articles/what-is-dynamic-pricing-and-how-does-it-affect-ecommerce/
-https://thethinkwise.com/2022/12/06/hotel-dynamic-pricing-ตั้งราคา/
-https://www.siteminder.com/r/hotel-dynamic-pricing/
-https://blog.hubspot.com/sales/dynamic-pricing
-https://www.koreaboo.com/news/netizens-anger-response-hybe-shocking-revelations-dynamic-pricing-concert-tickets/
-https://research.aimultiple.com/types-of-dynamic-pricing/
28/04/2024
Keller's Model เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
BrandCase
สรุปแนวคิด สร้างแบรนด์-ธุรกิจ สนใจโฆษณาติดต่อ [email protected]
25/02/2024
🎉 ข่าวดีเรียนฟรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 💯💯💯
✨หลักสูตรการจัดการ เปิดรับสมัครนักศึกษา โครงการความร่วมผลิตบัณฑิต มทร.ล้านนา และ บริษัท หมูอินเตอร์ ปีการศึกษา 2567 (เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มีรายได้ระหว่างเรียน)
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 มีนาคม 2567
รับสมัครเพียงจำนวน 20 คน เท่านั้น
👉🏻 สมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://forms.office.com/r/FnAbcYQAVq
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ทางเพจหลักสูตร ฯ
https://www.facebook.com/mgmt.rmutll
#ราชมงคลลำปาง #บริหารธุรกิจ #ศิลปศาสตร์
🎉 ข่าวดีเรียนฟรี สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง
✨หลักสูตรการจัดการ เปิดรับสมัครนักศึกษา โครงการร่วมผลิตบัณฑิต มทร.ล้านนา และ บริษัท หมูอินเตอร์ ปีการศึกษา 2567
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 มีนาคม 2567
รับสมัครเพียงจำนวน 20 คน เท่านั้น
👉🏻 สมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ https://forms.office.com/r/FnAbcYQAVq
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ทางเพจหลักสูตร ฯ
#ราชมงคลลำปาง #บริหารธุรกิจ #ศิลปศาสตร์
01/02/2024
พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ #หน่วยพัฒนาศักยภาพด้านบริหารธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ RMUTL
31/01/2024
📌📌เตรียมตัวพบกับ หลักสูตร “การจัดการเรียนการสอนร่วมกับสถานประกอบการ“ โดยหลักสูตรการจัดการธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เอ็ม เอส พี อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด (หมูอินเตอร์)
✅ เรียนฟรี มีเงินใช้ 💸
✅ ฝึกประสบการณ์ตลอดหลักสูตร👩🏼💼
✅ ได้ทั้งวุฒิ ได้ทั้งงาน (เรียนจบมีงานรองรับ) 👩🏻🎓
ปังไม่ไหววววววววค่ะ🎉🎉🎉
แล้วพบกันนะคะ 💌
#การจัดการธุรกิจ
#ราชมงคลลำปาง