01/06/2026
ควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัว : โอกาสและยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเทคโนโลยีโลก
เมื่อกล่าวถึง “เทคโนโลยีควอนตัม” หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของห้องปฏิบัติการระดับโลก หรือเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง ควอนตัมกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีฐานรากสำคัญที่หลายประเทศเร่งลงทุนและวางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้มีการหารือกับ Pasqal หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีควอนตัมชั้นนำของโลก ซึ่งมีศาสตราจารย์ Alain Aspect เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2022 เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง การแลกเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีควอนตัมไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางวิชาการอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
หัวใจสำคัญของ Quantum Technology คือศักยภาพในการประมวลผลและแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงเกินขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้ายาและวัสดุขั้นสูง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงานและโลจิสติกส์ การพยากรณ์และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคดิจิทัล
แม้ว่าการแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์ควอนตัมในเวทีโลกจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการสร้างบทบาทและความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากมีการกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนากำลังคนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะใน 3 ห่วงโซ่คุณค่าหลัก ได้แก่ Quantum Communication, Quantum Software และ Quantum Sensing
ในมิติของ Quantum Communication เทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นรากฐานของระบบสื่อสารที่มีความปลอดภัยสูงสุด รองรับความท้าทายด้านความมั่นคงทางข้อมูลของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในอนาคต
ด้าน Quantum Software เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถสร้างศักยภาพได้อย่างรวดเร็วผ่านการพัฒนาอัลกอริทึม ซอฟต์แวร์ และบุคลากรด้านการประมวลผลควอนตัม ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศในด้านวิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และการพัฒนากำลังคน
ขณะที่ Quantum Sensing ถือเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีศักยภาพสูงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถตรวจวัดสัญญาณทางชีวภาพที่ละเอียดอ่อนในระดับที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ตั้งแต่การสร้างภาพการทำงานของสมองและหัวใจที่มีความแม่นยำสูง ไปจนถึงการตรวจจับความผิดปกติของโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งและอัลไซเมอร์ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ศักยภาพเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิด Precision Medicine หรือการแพทย์แม่นยำ ซึ่งกำลังเป็นทิศทางสำคัญของระบบสาธารณสุขโลก และยังเป็นโอกาสในการต่อยอดอุตสาหกรรม Wellness Economy ที่ประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับนานาชาติ
ประเทศไทยมีนักวิจัย สถาบันการศึกษา และบุคลากรที่มีความสามารถไม่แพ้ประเทศใดในโลก สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน อำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคเอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุน และการพัฒนานวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับจาก Pasqal คือการริเริ่มความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสในรูปแบบ Joint R&D ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายระดับโลก
ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การรอให้โลกเปลี่ยนแปลงแล้วค่อยปรับตัวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกล วางยุทธศาสตร์ และลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศ และเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21
ควอนตัมอาจเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ในวันนี้ แต่หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีทิศทางที่ชัดเจน ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ยศนันท์ วงสวัสดิ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
----------------------------------------------------
สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารหรือบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเรา เครือข่าย อว.ภาคเหนือ ได้ที่
Fan page : เครือข่าย อว.ภาคเหนือ
#ปค #ประสานเครือข่ายในภูมิภาค #อวส่วนหน้า #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กปว #เครือข่ายอวภาคเหนือ
30/05/2026
“เลี้ยงดง” : พื้นที่ของความเชื่อ เรื่องเล่า และจิตวิญญาณของชุมชนล้านนา
หากมองจากสายตาคนนอก ประเพณี “เลี้ยงดง” อาจดูเป็นเพียงพิธีเซ่นไหว้ผีป่าตามความเชื่อโบราณ แต่ในทางคติชนวิทยา พิธีกรรมนี้กลับซ่อนชั้นความหมายเอาไว้มากกว่านั้น เพราะ “เลี้ยงดง” ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในรูปของพิธี หากยังมีชีวิตอยู่ผ่านเรื่องเล่า ตำนาน ความทรงจำ ภาษา และวิถีปฏิบัติของผู้คนในชุมชนล้านนา
ในสังคมพื้นบ้านล้านนา “ดง” ไม่ใช่แค่ป่า แต่คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติสถิตอยู่ ชาวบ้านเชื่อว่าป่ามีผี มีเจ้าที่ มีวิญญาณบรรพชนคอยคุ้มครองรักษา ความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของผู้คนที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เมื่อป่าให้น้ำ ให้อาหาร และเป็นแหล่งดำรงชีวิต ผู้คนจึงสร้าง “เรื่องเล่า” ขึ้นมาเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีดง ผีป่า หรือเจ้าป่าเจ้าเขา จึงไม่ใช่เพียงนิทานหลอกเด็ก แต่เป็นกลไกทางวัฒนธรรมที่ทำให้คนในชุมชนเกิดความเกรงกลัวและเคารพต่อธรรมชาติ คติชนวิทยามองว่า เรื่องเล่าเหล่านี้ทำหน้าที่ถ่ายทอด “คุณค่าร่วม” ของสังคม เช่น การห้ามทำลายป่า การห้ามลบหลู่ต้นน้ำ หรือการเคารพพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
สิ่งสำคัญคือ เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้ถูกจารึกในตำรา หากแต่อยู่ในคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ อยู่ในบทสวด อยู่ในพิธีกรรม และอยู่ในความทรงจำของชุมชน การเลี้ยงดงจึงเป็นเสมือน “เวที” ที่ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ในหลายพื้นที่ของล้านนา เราจะพบว่า ก่อนเริ่มพิธี ผู้เฒ่าผู้แก่จะเล่าตำนานเกี่ยวกับผีปู่ย่า หรือเจ้าป่าผู้คุ้มครองหมู่บ้าน เด็ก ๆ ที่นั่งฟังอาจไม่ได้ตระหนักว่าตนกำลังเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนผ่าน “มุขปาฐะ” หรือการถ่ายทอดด้วยวาจา นี่คือหัวใจสำคัญของคติชนวิทยา เพราะวัฒนธรรมพื้นบ้านจำนวนมากไม่ได้ดำรงอยู่ในเอกสาร แต่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน
พิธีกรรมเลี้ยงดงยังสะท้อนโลกทัศน์ของคนล้านนาที่มองว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คนกับป่าจึงต้องอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ความเชื่อเรื่องผีป่าในแง่นี้จึงเปรียบเสมือน “ภาษาเชิงสัญลักษณ์” ที่ชุมชนใช้สื่อสารกับธรรมชาติ
นอกจากนี้ องค์ประกอบต่าง ๆ ภายในพิธี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเซ่น อาหารพื้นบ้าน ดนตรีพื้นเมือง หรือภาษาคำกล่าวในพิธี ล้วนเป็น “วัฒนธรรมทางคติชน” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนล้านนา เช่น การใช้ภาษาเหนือในบทกล่าวเซ่นไหว้ การจัดสำรับอาหารแบบพื้นบ้าน หรือการเลือกพื้นที่ประกอบพิธีใกล้ต้นไม้ใหญ่และแหล่งน้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับภูมิประเทศและรากเหง้าของตนเอง
ที่น่าสนใจคือ แม้โลกสมัยใหม่จะทำให้หลายคนตั้งคำถามกับเรื่องผีและความเชื่อดั้งเดิม แต่ประเพณีเลี้ยงดงกลับยังดำรงอยู่ เพราะสำหรับชุมชนแล้ว พิธีนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องเหนือธรรมชาติ หากแต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำร่วม เป็นช่วงเวลาที่คนในหมู่บ้านกลับมาเจอกัน กลับมาระลึกถึงบรรพบุรุษ และกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผืนป่า
ในมุมนี้ “เลี้ยงดง” จึงเป็นมากกว่าพิธีกรรมพื้นบ้าน แต่มันคือ “คลังความทรงจำ” ของชุมชน เป็นพื้นที่ที่เรื่องเล่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมยังคงมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และบางที สิ่งที่ประเพณีนี้พยายามบอกเรา อาจไม่ใช่เรื่องของผีป่าเลย แต่คือการเตือนว่า มนุษย์ไม่ควรหลงลืมรากเหง้าของตนเอง และไม่ควรลืมว่า ครั้งหนึ่งเราเคยใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติด้วยความเคารพ มากกว่าความเป็นเจ้าของ
----------------------------------------------------
สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารหรือบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเรา เครือข่าย อว.ภาคเหนือ ได้ที่
Fan page : เครือข่าย อว.ภาคเหนือ
#ปค #ประสานเครือข่ายในภูมิภาค #อวส่วนหน้า #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กปว #เครือข่ายอวภาคเหนือ
29/05/2026
“PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง”
“เลิกเผา” อาจไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่” ของเกษตรกรไทย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหา PM2.5 กลายเป็นวิกฤตใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเผชิญทั้งหมอกควัน ไฟป่า และการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรซ้ำซากทุกปี ที่ผ่านมา การแก้ปัญหามักเน้น “การห้ามเผา” แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีทางเลือกที่คุ้มค่าพอ
เศษฟาง ซังข้าวโพด กิ่งไม้ หรือชีวมวลต่าง ๆ ถูกมองว่าเป็น “ภาระ” มากกว่า “ทรัพยากร” สุดท้าย การเผาจึงกลายเป็นวิธีที่ง่ายและต้นทุนต่ำที่สุด นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง”
โครงการที่พยายามเปลี่ยนแนวคิดจาก ”หยุดเผาเพราะผิด” ไปสู่ “หยุดเผาแล้วได้รายได้” โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ บพข. และเครือข่ายมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และนักวิจัย พัฒนาโมเดลใหม่ที่นำ “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง แทนที่จะเผาทิ้งกลางไร่ เกษตรกรสามารถนำวัสดุเหล่านี้เข้าสู่ระบบ “Zero Burn to Earn” เพื่อแลกเป็นสิทธิประโยชน์และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน เศษวัสดุทางการเกษตรเหล่านี้จะถูกนำไปต่อยอดเป็น
• เชื้อเพลิงชีวมวล
• ไบโอชาร์
• น้ำมันไพโรไลซิส
• วัสดุชีวภาพ
• พลังงานสะอาด
• ผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
แนวคิดสำคัญของโครงการคือ “เศษวัสดุเหลือทิ้งต้องมีค่า” เพราะหากของเหลือในไร่มีมูลค่ามากพอ แรงจูงใจในการเผาก็จะค่อย ๆ ลดลงเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่พยายามเชื่อม “งานวิจัย” เข้ากับ “เศรษฐกิจจริง” มหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ วว. เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปชีวมวลให้เกิดการใช้ประโยชน์จริงในระดับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เข้ามาช่วยสร้าง “ตลาดรองรับ” เพื่อให้วัสดุเหลือใช้เหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงโครงการทดลองระยะสั้น
อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ผลักดันแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง คือ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่พยายามผลักดันแนวคิดการใช้ “นวัตกรรม” และ “กลไกทางเศรษฐศาสตร์” มาแก้ปัญหา PM2.5 แทนการใช้มาตรการเชิงบังคับเพียงอย่างเดียว
ดร.ยศชนัน มองว่า
การแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน ต้องทำให้ชุมชน “อยู่ได้” ไปพร้อมกับ “อากาศที่ดีขึ้น”
จึงเกิดแนวคิดเปลี่ยน “ภาระของเกษตรกร” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรใหม่ของประเทศ” โมเดลนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงอนาคตด้านพลังงานสะอาดของไทย ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ ไฮโดรเจนจากชีวมวล SAF (Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
พื้นที่นำร่องของโครงการเริ่มต้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญปัญหา PM2.5 รุนแรงที่สุดของประเทศ ก่อนขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นในอนาคต แน่นอนว่า โครงการนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นได้ทั้งหมดในทันทีแต่สิ่งสำคัญคือ การเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดจาก “การแก้ปัญหาปลายเหตุ” ไปสู่ “การสร้างระบบใหม่ที่ทำให้คนอยากเลิกเผาเอง”
เพราะสุดท้ายแล้ว การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน อาจไม่ใช่แค่การบอกว่า “ห้ามทำ” แต่คือการทำให้ทุกคนเห็นว่า ”การรักษาสิ่งแวดล้อม ก็สร้างอนาคตและรายได้ได้เช่นกัน”
----------------------------------------------------
สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารหรือบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเรา เครือข่าย อว.ภาคเหนือ ได้ที่
Fan page : เครือข่าย อว.ภาคเหนือ
#ปค #ประสานเครือข่ายในภูมิภาค #อวส่วนหน้า #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กปว #เครือข่ายอวภาคเหนือ
28/05/2026
จิตวิทยาสำหรับองค์กร: สิ่งที่ระบบการทำงานต้องการ มากกว่าระเบียบที่เข้มงวด
องค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะในระบบราชการ มักถูกออกแบบขึ้นบนความเชื่อว่าความชัดเจนของระเบียบ ขั้นตอน และสายบังคับบัญชา คือรากฐานสำคัญของประสิทธิภาพในการทำงาน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้อย่างเป็นระบบ มีกรอบ มีหน้าที่ มีลำดับชั้น มีแบบฟอร์ม มีคำสั่ง มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนราวกับว่าหากทุกคนปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน องค์กรก็น่าจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในความเป็นจริง เราต่างรู้ดีว่าการทำงานไม่ได้ดำเนินไปบนกระดาษเพียงอย่างเดียว
ต่อให้มีระเบียบที่สมบูรณ์เพียงใด มีคำสั่งที่รัดกุมเพียงใด หรือมีแผนงานที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดเพียงใด หากผู้คนในองค์กรไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าใจ ทุกอย่างก็อาจสะดุดลงได้จากสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่เคยถูกเขียนไว้ในข้อบังคับ
เพราะสิ่งที่ทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้จริง ไม่ใช่เพียงระบบ แต่คือมนุษย์ที่อยู่ภายในระบบนั้น
มนุษย์ที่มีความคิด ความรู้สึก ความกังวล ความกดดัน และวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
หลายครั้ง ปัญหาในการทำงานมิได้เกิดจากความบกพร่องทางวิชาการ หรือการขาดทักษะเชิงเทคนิค หากเกิดจากความไม่เข้าใจกันในระดับที่ลึกกว่านั้น เป็นความไม่เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ไม่เข้าใจพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่เข้าใจขอบเขตของบทบาท และไม่เข้าใจว่าการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงนั้นต้องอาศัยความละเอียดอ่อนทางจิตวิทยามากเพียงใด
ในองค์กร เรามักพบสถานการณ์ที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปด้วยความหวังดี มีการติดตาม มีการสอบถาม มีการเข้าไปให้คำแนะนำ มีการพยายามมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่างานจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
แต่บางครั้ง ความหวังดีที่ปราศจากความเข้าใจ อาจกลายเป็นแรงกดดันโดยไม่ตั้งใจ
การตั้งคำถามที่ดูเหมือนห่วงใย อาจสร้างความอึดอัด
การเข้าไปมีส่วนร่วมที่คิดว่าช่วยเหลือ อาจกลายเป็นการรุกล้ำ
การติดตามอย่างใกล้ชิดที่เชื่อว่าเป็นความรับผิดชอบ อาจถูกตีความว่าเป็นการไม่ไว้วางใจ
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอในพื้นที่ทำงาน โดยเฉพาะในองค์กรที่ผู้คนต้องทำงานภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนและความสัมพันธ์เชิงบทบาทที่ละเอียดอ่อน
นี่เองที่ทำให้ “จิตวิทยาสำหรับการทำงาน” กลายเป็นองค์ความรู้ที่จำเป็นอย่างยิ่ง
จิตวิทยาในการทำงานไม่ได้สอนเพียงวิธีคิดเชิงบวก หรือเทคนิคการสร้างแรงจูงใจอย่างผิวเผิน หากแต่สอนให้เราเข้าใจมนุษย์ในฐานะมนุษย์
สอนให้เข้าใจว่าความเงียบไม่ได้แปลว่ามีปัญหาเสมอไป
ความนิ่งไม่ได้หมายถึงการต่อต้าน
การไม่เปิดเผยความรู้สึกไม่ได้สะท้อนถึงการไม่ร่วมมือ
บางครั้ง สิ่งที่ผู้คนต้องการไม่ใช่การถูกซักถาม ไม่ใช่การถูกติดตามอย่างใกล้ชิด และไม่ใช่การถูกชี้นำด้วยความหวังดี
แต่เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้เขาได้จัดการตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี
ในบริบทเช่นนี้ หลักสูตรด้านจิตวิทยาการทำงานจึงมีคุณค่าอย่างมาก โดยเฉพาะหลักสูตรออนไลน์อย่าง “จิตวิทยาประยุกต์ในการทำงาน เพื่อความสำเร็จ ความสุข และความมั่งคั่ง” บน ThaiMOOC ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์ การจัดการอารมณ์ การสื่อสารอย่างเหมาะสม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในบริบทของการทำงาน
องค์ความรู้เหล่านี้อาจดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับศาสตร์ด้านการบริหารจัดการที่ซับซ้อน แต่กลับเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่น่าอยู่
เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้องค์กรมีระบบที่ดีเพียงใด หากผู้คนยังไม่เข้าใจวิธีอยู่ร่วมกันอย่างเคารพพื้นที่ของกันและกัน ระบบนั้นก็อาจเป็นเพียงโครงสร้างที่ขาดชีวิต
บางทีสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญ อาจไม่ใช่การสร้างกฎเกณฑ์เพิ่มเติม หรือการเพิ่มกลไกกำกับติดตามให้เข้มข้นขึ้น
แต่อาจเป็นการสร้างความเข้าใจที่ลึกพอให้ทุกคนตระหนักว่า การทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพนั้น ไม่ได้หมายถึงการเข้าไปมีบทบาทในทุกเรื่อง ไม่ได้หมายถึงการแสดงความใส่ใจในทุกจังหวะ และไม่ได้หมายถึงการพยายามควบคุมทุกความเคลื่อนไหวของผู้อื่น
บางครั้ง ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง อาจเริ่มต้นจากความสามารถในการรับรู้ว่าเมื่อใดควรพูด เมื่อใดควรถาม และเมื่อใดควรถอยออกมาเพื่อเว้นพื้นที่ให้ผู้อื่นได้เป็นตัวของตัวเอง
เพราะองค์กรที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนระเบียบที่มี
แต่สะท้อนผ่านความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อกัน
และความเข้าใจนั้น
ไม่มีระเบียบข้อใดสร้างขึ้นได้ หากปราศจากการเรียนรู้เรื่องจิ
----------------------------------------------------
สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารหรือบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเรา เครือข่าย อว.ภาคเหนือ ได้ที่
Fan page : เครือข่าย อว. ภาคเหนือ
#ปค #ประสานเครือข่ายในภูมิภาค #อวส่วนหน้า #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กปว #เครือข่ายอวภาคเหนือ
27/05/2026
ม.พะเยา ผนึกกำลังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ขับเคลื่อนการประกวดรางวัล Innovative City & Learning Village Award ณ ประเทศอินโดนีเซีย
รองศาสตราจารย์ ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา มอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยพะเยา (UPITI) ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐภูมิ พรหมณะ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ สมชาติ ธนะ รองผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี เข้าร่วมประสานความร่วมมือกับคณะผู้บริหารจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย นายเมธี ลิมนิกุล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานเครือข่าย อว. ในภูมิภาค และคณะ เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการสร้างสรรค์ชุมชนนวัตกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การหารือความร่วมมือดังกล่าวจัดขึ้น ณ TK PARK PHAYAO เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อน “Learning Village” หรือ “หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้” เพื่อยกระดับพื้นที่สร้างสรรค์สู่มาตรฐานสากล ตามแนวทางเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC) โดยอาศัยกลไกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากเครือข่ายคลินิกเทคโนโลยีและอุทยานวิทยาศาสตร์ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าไปช่วยบ่มเพาะและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้ง 18 แห่ง ครอบคลุมประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย และเครือข่ายองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEAMEO SEPs)
ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้มีกำหนดการสำคัญ คือ การจัดพิธีมอบรางวัล “Innovative City & Learning Village Award” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 ณ Bali Tourism Polytechnic ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเชิดชูเกียรติเมืองและชุมชนที่มีผลงานโดดเด่นด้านการใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับอาเซียน และมุ่งสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระดับสากลต่อไป
นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังได้ลงพื้นที่ติดตามการนำเทคโนโลยีไปใช้ในการรักษาคุณภาพผลผลิตลิ้นจี่ อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและเพิ่มศักยภาพการส่งจำหน่ายสู่ผู้ประกอบการในกรุงเทพมหานคร
ที่มา : https://www.up.ac.th/NewsRead.aspx?itemID=37716
______________________________________________________________
สามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารหรือบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเรา เครือข่าย อว.ภาคเหนือ ได้ที่
Fan page : เครือข่าย อว. ภาคเหนือ
#ปค #ประสานเครือข่ายในภูมิภาค #อวส่วนหน้า #อว #กระทรวงอว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กปว #เครือข่ายอวภาคเหนือ
ม.พะเยา ผนึกกำลังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ขับเคลื่อนการประกวดรางวัล Innovative City & Learning Village Award ณ ประเท
ม.พะเยา ผนึกกำลังสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ขับเคลื่อนการประกวดรางวัล Innovative City & Learning Village Award ณ ประเทศอินโดนีเซีย
26/05/2026
🚨 โค้งสุดท้าย! ใกล้ปิดรับสมัครแล้ว 🚨
เปลี่ยน "ไอเดีย" ให้กลายเป็น "ผลงานนวัตกรรม" ด้วยพลังของ Generative AI กับหลักสูตรทักษะนวัตกรเบื้องต้นในยุคดิจิทัล เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมทางการศึกษาที่ดี ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการ "ทำงานหนักขึ้น" เสมอไป แต่คือการเลือกใช้ "เครื่องมือช่วยทุ่นแรง" ที่สามารถขยายศักยภาพให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ไกลกว่าเดิม
ก้าวข้ามขีดจำกัดรูปแบบเดิมด้วยการเรียนรู้ผ่านเฟรมเวิร์กระดับชาติ STEAM4INNOVATOR จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ผสานเข้ากับความสามารถของ AI อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมการทำงานของคุณ จากที่เคยใช้เวลาพัฒนาผลงานหลักเดือน ให้สำเร็จได้ภายใน "ไม่กี่ชั่วโมง" อย่างมืออาชีพ
📌 สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมหลักสูตรนี้:
เจาะลึกกระบวนการ: เรียนรู้ 4 Stage ของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และสร้างผลลัพธ์ได้จริง
AI Workshop ฟรี!: รับชุดคำสั่ง Gemini Gems กว่า 30 รูปแบบ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อย่นระยะเวลาการทำงานของครูโดยเฉพาะ
ต่อยอดความสำเร็จ: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน และส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของคุณเอง
⏳ โอกาสสุดท้าย เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน! (เรียนฟรี พร้อมรับเกียรติบัตร)
รีบลงทะเบียนด่วน ปิดรับสมัครรอบแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้เท่านั้น
👉 คลิกลิงก์เพื่อสมัครเลย: https://moocs.nia.or.th/course/ai-general-program
"ในโลกยุคใหม่ ครูที่เข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือผู้นำที่จะพลิกโฉมการศึกษา และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อย่างแท้จริง"
อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกัน!
#ครูนวัตกร #อว
🚨 โค้งสุดท้าย! ใกล้ปิดรับสมัครแล้ว 🚨
เปลี่ยน "ไอเดีย" ให้กลายเป็น "ผลงานนวัตกรรม" ด้วยพลังของ Generative AI กับหลักสูตรทักษะนวัตกรเบื้องต้นในยุคดิจิทัล เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมทางการศึกษาที่ดี ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการ "ทำงานหนักขึ้น" เสมอไป แต่คือการเลือกใช้ "เครื่องมือช่วยทุ่นแรง" ที่สามารถขยายศักยภาพให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ไกลกว่าเดิม
ก้าวข้ามขีดจำกัดรูปแบบเดิมด้วยการเรียนรู้ผ่านเฟรมเวิร์กระดับชาติ STEAM4INNOVATOR จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ผสานเข้ากับความสามารถของ AI อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมการทำงานของคุณ จากที่เคยใช้เวลาพัฒนาผลงานหลักเดือน ให้สำเร็จได้ภายใน "ไม่กี่ชั่วโมง" อย่างมืออาชีพ
📌 สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมหลักสูตรนี้:
เจาะลึกกระบวนการ: เรียนรู้ 4 Stage ของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และสร้างผลลัพธ์ได้จริง
AI Workshop ฟรี!: รับชุดคำสั่ง Gemini Gems กว่า 30 รูปแบบ ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อย่นระยะเวลาการทำงานของครูโดยเฉพาะ
ต่อยอดความสำเร็จ: สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน และส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของคุณเอง
⏳ โอกาสสุดท้าย เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน! (เรียนฟรี พร้อมรับเกียรติบัตร)
รีบลงทะเบียนด่วน ปิดรับสมัครรอบแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้เท่านั้น
👉 คลิกลิงก์เพื่อสมัครเลย: https://moocs.nia.or.th/course/ai-general-program
"ในโลกยุคใหม่ ครูที่เข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือผู้นำที่จะพลิกโฉมการศึกษา และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อย่างแท้จริง"
อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกัน!
#ครูนวัตกร #อว
25/05/2026
📢 ประกาศแจ้งผู้ลงทะเบียน 📢
กรณีท่านลงทะเบียนโดยระบุจังหวัดหรือภูมิภาคคลาดเคลื่อน สามารถแจ้งข้อมูลเพื่อขอปรับปรุงแก้ไขได้ที่
Email: [email protected]
ทีมงานจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งภายหลังปิดรับสมัคร เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมโครงการอบรมในหลักสูตรต่อไป
-------------------------------------------------------------------------
👇 ลงทะเบียนเรียนรอบแรกก่อนใคร ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2569
เพียงสแกน QR Code
หรือคลิกลิงก์ 🔗 https://moocs.nia.or.th/course/ai-general-program
#ทักษะนวัตกร #นวัตกรรมยุคAI #อว. #ครูสกร. #ครูนวัตกร #เครื่องมือผู้ประกอบการ
📢 ประกาศแจ้งผู้ลงทะเบียน 📢
กรณีท่านลงทะเบียนโดยระบุจังหวัดหรือภูมิภาคคลาดเคลื่อน สามารถแจ้งข้อมูลเพื่อขอปรับปรุงแก้ไขได้ที่
Email: [email protected]
ทีมงานจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งภายหลังปิดรับสมัคร เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมโครงการอบรมในหลักสูตรต่อไป
-------------------------------------------------------------------------
👇 ลงทะเบียนเรียนรอบแรกก่อนใคร ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2569
เพียงสแกน QR Code
หรือคลิกลิงก์ 🔗 https://moocs.nia.or.th/course/ai-general-program
#ทักษะนวัตกร #นวัตกรรมยุคAI #อว. #ครูสกร. #ครูนวัตกร #เครื่องมือผู้ประกอบการ