ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ - Chiang Mai City Heritage Centre

ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ - Chiang Mai City Heritage Centre

แชร์

งานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลนครเชียงใหม่ | Open : วันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 08.30 - 16.30 น.

Tel. 053-217793 , 053-219833 Website : www.cmocity.com ประกอบด้วย หอกลางเวียง (Chiang Mai Cultural Centre) , หอพื้นถิ่นล้านนา (Lanna Folklife Centre) และ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ (Chiang Mai Historical Centre)

03/06/2026

ทรงพระเจริญ

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และพนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่

03/06/2026

ทรงพระเจริญ
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

Photos from ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ - Chiang Mai City Heritage Centre's post 02/06/2026

"มอม" สัตว์หิมพานต์ผู้เฝ้าศาสนสถาน
กับปริศนาธรรมแห่งการละกิเลส
________________________________

​หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนวัดวาอารามโบราณในแถบภาคเหนือของไทย คงสะดุดตากับสัตว์ประติมากรรมรูปร่างแปลกตาที่หมอบเฝ้าอยู่บริเวณราวบันไดทางเข้าวิหาร สัตว์ชนิดนี้ไม่ใช่พญานาค ไม่ใช่สิงห์ และไม่ใช่เสือ แต่คือ "ตัวมอม" สัตว์ในป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อท้องถิ่น ลำตัวของมอมเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสัตว์หลายชนิด มีความปราดเปรียวและทรงพลังของสิงโตหรือเสือ ท่าทางคล้ายสุนัขหรือลิง บางตัวอาจมีเกล็ดเลื่อมพรายคล้ายปลา แสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในงานช่างสถาปัตยกรรมล้านนาที่หลุดพ้นจากกรอบตำราภาคกลาง กลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่แฝงด้วยความขี้เล่นทว่าดูน่าเกรงขามในคราวเดียวกัน

​ในทางพุทธศิลป์และกุศโลบายทางธรรม "ตัวมอม" ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ประดับตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น "ปริศนาธรรม" ที่ช่างโบราณจงใจใช้มอมเป็นตัวแทนของ กิเลส ตัณหา และความยึดมั่นถือมั่นอันดุร้ายตามสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ การที่ประติมากรรมมอมถูกจัดวางให้อยู่ภายนอกอาคาร และมักหมอบอยู่แทบเท้าบันไดก่อนเข้าสู่พุทธาวาส เป็นการเตือนสติศาสนิกชนทุกคนว่า ก่อนที่จะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปกราบไหว้พระประธานข้างใน พึงสำรวจใจและทิ้งความมัวหมอง ละกิเลส โลภ โกรธ หลง ทั้งหลายไว้ที่บันไดข้างนอกเสียก่อน

​นอกจากนี้ ในตำนานพื้นบ้านยังเล่าขานถึงบทบาทของมอมในฐานะพาหานะของท้าวปัชชุนนเทวบุตรซึ่งเป็นเทพแห่งเมฆและฝนผู้ถูกปราบด้วยพระธรรม เดิมทีตัวมอมเปี่ยมด้วยฤทธานุภาพและอิทธิฤทธิ์จนมีความเย่อหยิ่งและดุร้าย ทว่าเมื่อได้สดับรับฟังพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มอมก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ยอมลดทิฐิและปวารณาตัวเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องพระศาสนา คอยทำหน้าที่เฝ้าดูแลศาสนสถานไม่ให้สิ่งชั่วร้ายย่างกรายเข้ามา นัยนี้เป็นการเล่าภาพของการเปลี่ยนผ่านจากอวิชชาสู่ปัญญา แสดงให้เห็นว่าแม้แต่วิญญาณหรือสัตว์ที่มีอุปนิสัยดุร้ายที่สุด ก็สามารถถูกขัดเกลาและสงบลงได้ด้วยอานุภาพแห่งธรรมะ

​นอกเหนือจากมิติทางศาสนาแล้ว "ตัวมอม" ยังผูกพันอย่างแนบแน่นกับวิถีชีวิตและการเกษตรกรรมของชาวบ้านในอดีต เนื่องจากมีความเชื่อว่ามอมเป็นสัตว์ที่ชอบความเย็นและผูกพันกับสายน้ำ ในอดีตช่วงที่เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวล้านนาโบราณและชาวไทเผ่าอื่นจะร่วมใจกันแกะสลักตัวมอมด้วยไม้เพื่อนำมาทำพิธีแห่ตัวมอมขอฝน คล้ายคลึงกับประเพณีแห่นางแมว เพื่อวอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ประทานความอุดมสมบูรณ์คืนสู่ผืนดิน ตัวมอมจึงจัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงทั้งพุทธศิลป์ คติธรรม และวิถีชีวิตชุมชนไว้อย่างงดงามและมีชีวิตชีวาจนถึงปัจจุบัน
________________________________

เชิงอรรถ :
ศูนย์สารสนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2563). มอม: สัตว์หิมพานต์ในอุโบสถและวิหารล้านนา. คลังสารสนเทศล้านนา.

​สมเจตน์ วิมลเกษม. (2542). มอม: สัตว์ในตำนานล้านนา. วารสารวัฒนธรรมไทย, 38(2), 45-52.

​สุรพล ดำริห์กุล. (2545). ขบวนพยุหยาตราและสัตว์หิมพานต์. เมืองโบราณ.

​สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2539). พจนานุกรมภาษาล้านนา. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

Photos from ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ - Chiang Mai City Heritage Centre's post 31/05/2026

"วันศีล" วิสาขบูชา ในวิถีชาวล้านนา
เดือน ๙ ออก ๑๕ ค่ำ (ปฏิทินล้านนา)
_______________________________

วันศีล หรือ วันพระของชาวล้านนา เป็นช่วงเวลาที่วิถีชีวิตทางโลกและทางธรรมหลอมรวมกันอย่างงดงาม ชาวบ้านนิยมเข้าวัดเพื่อทำบุญรักษาศีล โดยมีจารีตสำคัญคือการ "ตานขันข้าว" หรือการถวายสำรับอาหารเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ล่วงลับแสดงถึงความกตัญญูและการส่งต่อบุญกุศลตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา

​โดยเฉพาะในวันศีลใหญ่อย่าง "วันวิสาขบูชา" ซึ่งถือเป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา ที่ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ 3 ประการคือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนชาวล้านนา จะตั้งใจรักษาศีลและฟังธรรมอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ บรรยากาศตามวัดวาอารามจึงเต็มไปด้วยความสงบและการนุ่งขาวห่มขาวของผู้ที่มาจำศีลภาวนา วันศีลจึงไม่ได้เป็นเพียงวันประกอบพิธีกรรม แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจที่ทำให้คนในชุมชนได้ขัดเกลาจิตใจและสร้างทานบารมีร่วมกัน

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

27/05/2026

“ภาพพระบฏ” ในพิธีเลี้ยงดง
สัญลักษณ์แห่งคำมั่นสัญญาของอารักษ์เชียงใหม่
_____________________________________

​“ประเพณีเลี้ยงดง” ณ ลานพิธีเชิงดอยคำ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพิธีกรรมบวงสรวงดวงวิญญาณ “ปู่แสะ-ย่าแสะ” ยักษ์อารักษ์ผู้ปกป้องรักษาผืนป่าดอยสุเทพและดอยคำ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ประมาณเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน) ท่ามกลางบรรยากาศอันลี้ลับของป่าลึกและการเซ่นสังเวยควายรุ่นดิบสด สิ่งที่โดดเด่นและถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดเชิงสัญลักษณ์ในลานพิธีก็คือ “ภาพพระบฏ” หรือผืนผ้าที่วาดภาพพระพุทธเจ้าประทับยืน รายล้อมด้วยพระอัครสาวก ซึ่งจะถูกอัญเชิญมาขึงแขวนไว้กับต้นไม้ใหญ่สองคนโอบ เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีกรรมโบราณนี้

​บทบาทของภาพพระบฏสืบเนื่องมาจากตำนานพื้นเมืองล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ที่เล่าขานว่าในอดีตกาล ปู่แสะและย่าแสะเป็นยักษ์ผัวเมียที่จับมนุษย์และสัตว์ป่ากินเป็นอาหาร จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดและทรงแสดงอภินิหารจนยักษ์ทั้งสองยอมศิโรราบละเลิกพฤติกรรมดุร้าย อย่างไรก็ตามยักษ์ได้ทูลขอผ่อนปรนเพื่อความอยู่รอด โดยขอโปรดประทานเนื้อควายหนุ่มปีละหนึ่งตัวเป็นเครื่องเซ่นสังเวย และให้คำมั่นสัญญาต่อพระพุทธองค์ว่าจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ดูแลรักษาป่าต้นน้ำและพิทักษ์เมืองเชียงใหม่ให้อยู่เย็นเป็นสุข ภาพพระบฏที่แขวนอยู่กลางป่าจึงเป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า เพื่อย้ำเตือนให้อารักษ์ทั้งสองปฏิบัติตามสัตยาบันที่เคยให้ไว้

​ในขั้นตอนพิธีกรรม ขบวนแห่จะอัญเชิญภาพพระบฏศิลปะล้านนาโบราณ (ซึ่งปัจจุบันผืนดั้งเดิมจากวัดป่าชีมีอายุกว่าศตวรรษและจะถูกนำออกมาเปิดใช้เพียงปีละครั้ง) เข้าสู่บริเวณเพื่อประกอบพิธี เมื่อร่างทรงของปู่แสะและย่าแสะเข้าทรง และกระทำพิธีกรรมกินเนื้อควายดิบและดื่มเลือดสดจนอิ่มหนำตามความเชื่อแล้ว ฉากสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือร่างทรงจะเดินตรงเข้ามาหาภาพพระบฏ ทำการกราบไหว้แสดงความเคารพอย่างนอบน้อมต่อหน้าผืนผ้าที่โบกสะบัด ก่อนที่วิญญาณจะออกจากร่าง ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าอำนาจของผีท้องถิ่นดั้งเดิมนั้น ยอมสยบอยู่แทบพระบาทของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง

​ในเชิงมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ภาพพระบฏในพิธีเลี้ยงดงจึงไม่ใช่เพียงแค่จิตรกรรมบนผืนผ้าธรรมดา แต่เป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดของคนโบราณในการจัดการความขัดแย้งทางความเชื่อ โดยการนำศาสนาหลักที่มาทีหลัง (พุทธ) เข้ามาผสมผสาน ครอบคลุม และควบคุมอำนาจดั้งเดิม (ผี) เปลี่ยนจากความน่ากลัวของยักษ์กินคนให้กลายเป็นพลังบวกในการปกป้องธรรมชาติ ผืนผ้าพระบฏจึงเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างคน ผี และพุทธศาสนา ที่ช่วยจัดระเบียบสังคมและหล่อหลอมให้ชุมชนสามารถร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าและสายน้ำให้ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน

_____________________________________

เชิงอรรถ :
ชลธิรา สัตยาวัฒนา. (2561). ลัวะเมืองเชียงใหม่: ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่เพิ่งสร้าง และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของปู่แสะย่าแสะ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชนนิยม.

ศูนย์วิจัยฮักเมืองน่าน. (2554). พระบฏล้านนา: พุทธศิลป์บนผืนผ้าและวิถีความเชื่อของชุมชน. เชียงใหม่: โรงพิมพ์แสงศิลป์.

สุรพล ดำริห์กุล. (2545). แผ่นดินล้านนา: ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

เกริก อัครชิโนเรศ. (2558). ภาพพระบฏกับการสืบทอดพุทธศาสนาและพิธีกรรมในล้านนา. วารสารข่วงผญา, 9(1), 45-62.

ประสงค์ แสงงาม. (2563). การปรับเปลี่ยนหน้าที่และสถานภาพของผีปู่แสะย่าแสะในสังคมเชียงใหม่ร่วมสมัย. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 12(2), 113-138.

ภิญญพันธุ์ พจนาลาวัณย์. (2556). ผี พุทธ พราหมณ์ และรัฐ: อำนาจและการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมเลี้ยงดงเชียงใหม่. วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 9(2), 75-98.

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

26/05/2026

พิธีเลี้ยงดง ผีปู่แสะ - ย่าแสะ
ประเพณีเซ่นสังเวยโบราณ จ.เชียงใหม่
_________________________________

​"ปู่แสะย่าแสะ" ตามตำนานล้านนาและตำนานพระเจ้าเลียบโลก คือยักษ์สองผัวเมียผู้เป็นต้นเค้าบรรพบุรุษของชาวลัวะ ในอดีตเคยเป็นยักษ์ดุร้ายที่ออกอาละวาดกินผู้คน จนกระทั่งได้เผชิญหน้าและพ่ายแพ้ต่อพระพุทธเจ้า จึงยอมหันมารับศีลห้าและเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่างไรก็ตามด้วยสัญชาตญาณเดิม ยักษ์ทั้งสองได้ขออนุญาตพระพุทธเจ้าเพื่อกินเนื้อสัตว์ประทังชีวิต ความเชื่อนี้เองจึงกลายเป็นต้นกำเนิดของพิธี "เลี้ยงดง" ของชาวบ้านตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 เหนือ โดยมีการล้มควายเพื่อเซ่นสังเวย และมีร่างทรงมาทำพิธีกินเนื้อและเลือดควายสด พร้อมทั้งมีการแขวนภาพ "พระบฏ" เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าตามที่ปรากฏในตำนาน

​ในบริบทความเชื่อเรื่องผีของชาวล้านนา ปู่แสะย่าแสะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "อารักษ์ ผีเมือง" หรือ "เจนบ้านเจนเมือง" ซึ่งหมายรวมถึงสรรพผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่ทำหน้าที่ปกป้องรักษาจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นประตูเมือง แจ่งกำแพงเมือง ข่วงลาน ต้นไม้ใหญ่ และภูดอยศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับชาวบ้านในพื้นที่ตำบลแม่เหียะ ปู่แสะย่าแสะยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผีขุนน้ำผู้คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ระบบชลประทานและการเกษตรกรรม ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

​เรื่องราวของปู่แสะย่าแสะได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารโบราณหลายฉบับ เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม ธรรมตำนานวัดนันทาราม ตลอดจนเอกสารร่วมสมัยอย่างตำนานพระธาตุดอยคำ และนิทานมุขปาฐะของชาวบ้าน ซึ่งทุกแหล่งต่างยกย่องให้ยักษ์สองผัวเมียนี้เป็น "เก๊าผี" หรือต้นตระกูลของผีทั้งหมดในเชียงใหม่ เนื่องจากมีลูกหลานถึง 32 ตน โดยตนที่โดดเด่นที่สุดคือ "เจ้าหลวงคำแดง" ผู้เป็นใหญ่ในผีทั้งปวงของล้านนา ส่วนลูกตนอื่น ๆ ก็แยกย้ายไปเป็นผีอารักษ์ดูแลหัวเมืองต่าง ๆ เช่น เจ้าสร้อยดูแลเมืองแม่แจ่ม เจ้าบัวระพาดำเนินการดูแลเมืองแหง และเจ้าสมภะมิตรดูแลดงแม่คะนิล

​แม้ในอดีตพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีเมืองครั้งใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วเชียงใหม่ในช่วงเดือน 8 ถึงเดือน 9 เหนือ แต่ในปัจจุบัน พิธีกรรมนี้ได้กลายมาเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของชาวบ้านตำบลแม่เหียะบริเวณดอยคำนอกเมืองเชียงใหม่ ประเพณี "เลี้ยงดง" ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนี้ไม่เพียงแต่ทำเพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นกุศโลบายและพลังศรัทธาสำคัญที่หลอมรวมใจของคนในชุมชน ให้ร่วมกันดูแลรักษาผืนป่าและต้นน้ำผืนสุดท้ายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และดอยคำ ให้คงความอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเชียงใหม่อย่างยั่งยืนสืบไป

เชิงอรรถ :
อาสา อำภา. (2555). ปู่แสะย่าแสะ กับประเพณีเลี้ยงผีเมืองเชียงใหม่. วารสารสุรนารีวิจัยทางสังคมศาสตร์, 6(2), 99-122.

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

23/05/2026

ประเพณีใส่ขันดอก ถวายขันข้าว ✨️
บูชาพระสิงห์หลวง | ๙ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ
__________________________________

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนและสาธุชนทุกท่าน ร่วมทำบุญและสืบสานงานประเพณีประจำปี "ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ ประเพณีใส่ขันดอก ถวายขันข้าวบูชาพระสิงห์หลวง เลี้ยงอารักษ์วัด ไหว้สาบรรพชน พุทธศักราช ๒๕๖๙" เพื่อร่วมกันแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตตามแบบแผนประเพณีอันดีงามของชาวล้านนาที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

​สำหรับงานบุญประเพณีในปีนี้ ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยพิธีกรรมจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา ๐๗.๓๐ น. เป็นต้นไป ณ มณฑลพิธีพระวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสั่งสมทานบารมีและสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาในวันและเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

20/05/2026

พระเจ้าอุ่มเมือง (พระเจ้าแป๊ขึด)
พระพุทธรูปคู่บารมีเสาหลักเมืองเชียงใหม่
___________________________________

"พระเจ้าอุ่มเมือง” (พระเจ้าแป๊ขึด) นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ที่มีประวัติความเป็นมาและคุณค่าทางจิตใจต่อชาวเชียงใหม่อย่างยาวนาน ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่บนมณฑปเสาอินทขีล หรือเสาหลักเมืองภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งเป็นศูนย์รวมความศรัทธาใจกลางเมืองเชียงใหม่ การประดิษฐานอยู่ร่วมกับเสาหลักเมืองนี้ แสดงให้เห็นถึงกุศโลบายโบราณในการผสานความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องเมืองเข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและศูนย์รวมความสามัคคีของบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

​สำหรับนามของพระพุทธรูปนั้นมีความหมายถึงวัฒนธรรมล้านนาอย่างเด่นชัด โดยคำว่า "อุ่มเมือง" หรือ "แป๊" ในภาษาถิ่นภาคเหนือหมายถึง การปกป้อง คุ้มครอง อุ้มชู หรือการเอาชนะและปราบปราม ส่วนคำว่า "ขึด" หมายถึง สิ่งอัปมงคล เสนียดจัญไร หรือเหตุเภทภัยร้ายแรงตามความเชื่อโบราณ ดังนั้นนาม “พระเจ้าแป๊ขึด” จึงสื่อถึงพระพุทธรูปที่มีพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ในการปัดเป่า ปราบปรามสิ่งอัปมงคลชั่วร้ายและเคราะห์ร้ายทั้งปวง พร้อมทั้งช่วยอุ้มชูคุ้มครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข รอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง

​ด้วยความเชื่อและความศรัทธานี้ พระเจ้าแป๊ขึดจึงกลายเป็นศูนย์กลางของ “ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล” ซึ่งเป็นประเพณีครั้งยิ่งใหญ่ที่ชาวเชียงใหม่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยประชาชนจะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน มาใส่ขันดอกบูชาเพื่อแสดงความเคารพสักการะอย่างสูงสุด พร้อมทั้งร่วมกันขอพรให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ และขอให้เมืองเชียงใหม่พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง ซึ่งประเพณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดความเชื่อโบราณ แต่ยังแสดงถึงวิถีชีวิตที่เกื้อกูลกับธรรมชาติอย่างเหนียวแน่น

ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก :
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร, คุณวัจจศีล บัวเรือง (ช่างภาพ)

#เทศบาลนครเชียงใหม่ #เชียงใหม่

19/05/2026

๑ วันสุดท้าย!
ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล
______________________________

ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านร่วมส่งท้ายความสิริมงคลในวันนี้ (๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ประจำปี ๒๕๖๙ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดงานประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยสร้างความสามัคคีและหลอมรวมผู้คนทุกเพศทุกวัยให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พร้อมทั้งร่วมบูชาเพื่อหนุนนำขวัญกำลังใจ เสริมความเปี่ยมสุข และความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ไปด้วยกัน

โอกาสสุดท้ายในรอบปีที่จะได้ร่วมสร้างพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

#เชียงใหม่ #เทศบาลนครเชียงใหม่

Photos from ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ - Chiang Mai City Heritage Centre's post 19/05/2026

ศรัทธาของคลื่นมหาชนชาวเชียงใหม่
หลอมรวมใจใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล
_________________________________

ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล เป็นประเพณีสักการะเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อขอพรให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาล และพืชผลอุดมสมบูรณ์

ความสำคัญของประเพณีนี้เล่าผ่านภาพพลังศรัทธาของคลื่นมหาชนที่นำดอกไม้ ธูปเทียน มาใส่ขันดอกอย่างเนืองแน่น เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง พร้อมทั้งขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลและผลผลิตทางการเกษตรเจริญงอกงาม ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน นอกจากนี้งานใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลยังเป็นกุศโลบายส่วนรวมที่ช่วยสร้างความสามัคคี หลอมรวมผู้คนทุกเพศทุกวัยให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และช่วยหนุนนำขวัญกำลังใจให้ชาวเชียงใหม่พร้อมเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ด้วยความสิริมงคลและเปี่ยมสุข

#เทศบาลนครเชียงใหม่ #เชียงใหม่

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Prapokklao Road, Siphum, Muang
Chiang Mai
50200

เวลาทำการ

พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30
เสาร์ 08:30 - 16:30
อาทิตย์ 08:30 - 16:30