04/06/2026
CE-7 MATCH คืออะไร? ทำไมอุปกรณ์ชิ้นนี้ถึงได้ไปกับยานฉางเอ๋อ 7
CE-7 MATCH ย่อมาจาก Chang’E-7 Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope คืออุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยชิ้นแรกที่ได้รับโอกาสเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ ออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ 7 (Chang’E-7) ภายใต้โครงการจัดตั้งสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS)
ภารกิจหลักของ CE-7 MATCH คือ ตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เช่น อนุภาคแอลฟา (60-400 MeV) อิเล็กตรอน (1.0-120 MeV) และโปรตอน (25-100 MeV) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมรังสีในอวกาศที่อยู่นอกการปกป้องของสนามแม่เหล็กโลก อุปกรณ์สามารถเก็บข้อมูลลักษณะการกระจายตัวของอนุภาคพลังงานสูงได้อย่างละเอียด ทั้งในด้านปริมาณอนุภาค (Flux) ช่วงพลังงาน (Energy Spectrum) และทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาค
ข้อมูลที่ได้จาก CE-7 MATCH จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจแหล่งกำเนิด ลักษณะการกระจายตัว และผลกระทบของอนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ โดยเฉพาะรังสีคอสมิกจากกาแล็กซี (Galactic Cosmic Rays: GCRs) ที่มาจากห้วงอวกาศลึกนอกระบบสุริยะ และอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ (Solar Energetic Particles: SEPs) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการออกแบบสถานีวิจัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนดวงจันทร์ การพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีป้องกันรังสี ตลอดจนการวางแผนภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต
นอกจากการศึกษาอนุภาคพลังงานสูงจากกาแล็กซีและดวงอาทิตย์แล้ว CE-7 MATCH ยังมีเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ คือ การศึกษาอิเล็กตรอนพลังงานสูงจากดาวพฤหัสบดี (Jovian Electrons) โดยอาศัยความไวของอุปกรณ์ในการตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อติดตามรูปแบบและคาบของการเดินทางของอนุภาคที่มีต้นกำเนิดจากสนามแม่เหล็กอันทรงพลังของดาวพฤหัสบดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอนุภาคพลังงานสูงและสภาพอวกาศในระบบสุริยะได้ดียิ่งขึ้น
ด้วยศักยภาพในการศึกษาสภาพอวกาศจากอนุภาคพลังงานสูงอย่างครอบคลุม ทั้งจากกาแล็กซี ดวงอาทิตย์ และดาวพฤหัสบดี ทำให้ CE-7 MATCH ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์จากนานาชาติที่ร่วมเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยานฉางเอ๋อ 7 โดยข้อมูลที่ได้รับจะมีบทบาทสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งสถานีวิจัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บนดวงจันทร์ รวมถึงการสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีอวกาศระดับโลก
_____
ชวนติดตาม #ซีรีส์บทความ เกี่ยวกับอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ได้ทางเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของเรา
EP.1 : “ครั้งแรกของไทย…สู่ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ระดับโลก” ร่วมสำรวจอวกาศห้วงลึกกับจีน ภายใต้โครงการ ILRS https://www.facebook.com/share/p/18kYixJ2sG/
Ep.2 : ดวงจันทร์ห้องทดลองแห่งอนาคต กับบทบาทใหม่ของไทย
https://www.facebook.com/share/p/1CpsR8EEj9/
Ep.3 : ILRS คืออะไร โครงการจัดตั้งสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่มีชื่อประเทศไทยร่วมอยู่ด้วย
https://www.facebook.com/share/p/18XfuRadj8/
03/06/2026
🌙✨ ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตาม ประจำเดือนมิถุนายน 2569
03/06/2026
รู้จักดาวหาง “C/1702 H1”
ปรากฏการณ์จริงในหน้าประวัติศาสตร์
ช่วงเวลาเดียวกับยุคอดีตในซีรีส์ My Royal Nemesis
หากใครกำลังติดตามซีรีส์เกาหลีแนวโรแมนติกคอมเมดี้แฟนตาซี เรื่อง My Royal Nemesis หรือชื่อภาษาไทย “ศัตรูหัวใจ นางร้ายวังหลวง” อาจสะดุดกับฉากเปิดของซีรีส์ กับการเกิด 2 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ นั่นก็คือ ปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาเต็มดวง” และ “ดาวหาง” ที่ถูกหยิบมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินเรื่อง เกี่ยวกับความเชื่อ และความวุ่นวายทางการเมืองในราชสำนักโชซ็อน
เรื่องราวในซีรีส์เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่ผสมผสานจินตนาการเข้ากับประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าซุกจง และสิ่งที่น่าสนใจคือ เคยมี “ดาวหาง” เกิดขึ้นจริงในช่วงรัชสมัยนั้น นั่นก็คือ “ดาวหางแห่งปี 1702” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วดาวหางดวงนี้ไม่ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงเวลากลางวันเหมือนฉากในซีรีส์และไม่ได้ปรากฏบนท้องฟ้าพร้อมกับปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง แต่นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญ และถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์โลก
ในปี ค.ศ. 1702 ตรงกับช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าซุกจง กษัตริย์องค์ที่ 19 แห่งราชวงศ์โชซ็อน ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้คนในหลายภูมิภาคของโลกต่างสังเกตเห็นดาวหางสว่างดวงหนึ่งปรากฏบนท้องฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีชื่อทางดาราศาสตร์ว่า “C/1702 H1”
ดาวหาง C/1702 H1 เป็นดาวหางสว่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และได้รับการบันทึกการสังเกตอย่างกว้างขวางทั้งในเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และยุโรปในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ค.ศ. 1702 ถูกค้นพบโดย Francesco Bianchini และ Giacomo F. Maraldi นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1702 หลังจากที่ดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในเดือนมีนาคม โดยดาวหางดวงนี้เข้าใกล้โลกที่สุดที่ระยะประมาณ 6.5 ล้านกิโลเมตร
ในยุคนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์สมัยใหม่ ดาวหางดังกล่าวจึงถูกอธิบายลักษณะว่าเป็น “ดาวฤกษ์ที่พร่ามัว” หรือ “ดาวมัว ๆ” (Nebulous Star) สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะดาวหางไม่ได้ปรากฏเป็นจุดแสงคมชัดเหมือนดาวฤกษ์ แต่มีส่วนหัวที่เรียกว่า โคม่า (Coma) ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สและฝุ่นที่ห่อหุ้มนิวเคลียสของดาวหาง เมื่อได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ แก๊สเหล่านี้จะเรืองแสงออกมาเป็นแสงฟุ้งกระจายคล้ายหมอกบาง ๆ
สำหรับดาวหางในภาษาเกาหลี จะเรียกว่า “ฮเยซ็อง” (อักษรฮันกึล : 혜성 / อักษรฮันจา : 彗星) แปลตรงตัวว่า “ดาวไม้กวาด” ตามลักษณะปรากฏของดาวหางที่มีหางเรียวยาวคล้ายไม้กวาด ซึ่งอักษรจีนตัวเต็มในภาษาจีน อักษรฮันจาในภาษาเกาหลี และอักษรคันจิในภาษาญี่ปุ่น จะใช้อักษรตัวเดียวกัน คือ 彗星
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าในยุคของราชสำนักโชซ็อนมีการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เป็นระบบ และมีการบันทึกปรากฏการณ์ท้องฟ้าต่าง ๆ ไว้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ดาวหางดวงนี้อาจได้รับการติดตามโดยนักดาราศาสตร์ร่วมสมัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์สำคัญอื่น ๆ ในยุคนั้น
ในปัจจุบัน บันทึกเหล่านี้นับว่าเป็นหลักฐานอันทรงคุณค่าต่อวงการดาราศาสตร์สมัยใหม่ เพราะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาประวัติการปรากฏของดาวหางในอดีต และตรวจสอบวงโคจรของวัตถุท้องฟ้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น
เกร็ดความรู้:
ดาวหาง (comet) คือ วัตถุหนึ่งในระบบสุริยะ ประกอบด้วย น้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารประกอบระเหิดง่าย รวมถึงฝุ่นและหินปะปนกันอยู่ มีแหล่งกำเนิดอยู่บริเวณนอกระบบสุริยะ และใช้เวลาหลายปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อโคจรเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน จะปรากฏเป็นวัตถุสว่างที่มีหางพาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน แต่ละหางคือสสารต่าง ๆ ที่ดาวหางปล่อยออกมาแล้วสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/C/1702_H1
https://academic.oup.com/pasj/article/73/6/1615/6414347?utm
https://cneos.jpl.nasa.gov/ca/historic_comets.html?utm
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0019103504003720
02/06/2026
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
3 มิถุนายน 2569
ทรงพระเจริญ
--------------
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
02/06/2026
📣 ประกาศผลการคัดเลือกผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน #การประชุมวิชาการดาราศาสตร์แห่งประเทศไทยสำหรับเยาวชน ครั้งที่ 12 หรือ
📍 วันที่ 26-28 มิถุนายน 2569
ณ โรงแรมคุ้มภูคำ และอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ.เชียงใหม่
ผลงานที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมนำเสนอ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ
- นำเสนอแบบบรรยาย (Oral Presentation) จำนวน 36 ผลงาน
- นำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 37 ผลงาน
สำหรับผู้ได้นำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จะได้ขึ้นนำเสนอบนเวทีเพื่อโปรโมทผลงานแบบสั้น ๆ ก่อนไปนำเสนอผลงานจริง ณ จุดนำเสนอโปสเตอร์
ขอแสดงความยินดีกับทุกผลงานที่ได้รับคัดเลือกด้วยครับ 🌟
>> ตรวจสอบผลการคัดเลือก นำเสนอแบบบรรยาย (Oral Presentation) จัดเตรียมสไลด์สำหรับนำเสนอไม่เกิน 5 นาที
> นำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จัดเตรียมสไลด์สำหรับนำเสนอ จำนวน 1 หน้าสไลด์เท่านั้น นำเสนอไม่เกิน 1 นาที
4) #จัดทำและพิมพ์โปสเตอร์ สำหรับนำมาติดตั้งและนำเสนอผลงานระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2569
ตัวอย่างโปสเตอร์ :
https://bit.ly/TACs2026_Poster_Example
📍 สอบถามเพิ่มเติม
โทร. 053-121268 ต่อ 305 (งาน TACs2026) ในวัน-เวลาราชการ
------------------
#การประชุมวิชาการดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย #สำหรับเยาวชน
#โครงงานดาราศาสตร์
02/06/2026
"Rosalind Franklin" อาจเป็นภารกิจแรกที่จะใช้จรวดของ SpaceX มุ่งหน้าไปยังดาวอังคาร
Elon Musk ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ SpaceX บริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีอวกาศในสหรัฐฯ ได้เล็งเป้าหมายไปที่ดาวอังคารมานานนับทศวรรษ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคนนี้เคยกล่าวหลายครั้งว่า เขาได้ก่อตั้ง SpaceX ในปี ค.ศ. 2002 โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยมนุษยชาติตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์ดวงอื่น แต่จนถึงปัจจุบัน ทาง SpaceX ยังไม่เคยส่งยานไปดาวอังคาร หรือแม้แต่เซ็นสัญญากับลูกค้ารายใดเลยในเรื่องนี้ จนในที่สุด ก็มีแผนส่งจรวดของ SpaceX เพื่อส่งยานสำรวจไปดาวอังคารอย่างเป็นทางการแล้ว
เมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2026 ทางนาซาประกาศว่าได้เลือกจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX เพื่อส่งรถสำรวจดาวอังคารลำแรกของกลุ่มชาติยุโรป เป็นยานหุ่นยนต์ค้นหาสิ่งมีชีวิตชื่อ “โรซาลินด์ แฟรงคลิน” (Rosalind Franklin) ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน การปล่อยจรวดเพื่อส่งยานจะมีขึ้นในช่วงปลายปี ค.ศ. 2028 ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซาในรัฐฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ
จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ของรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลิน ยังไม่เป็นไปตามแผนเดิมก่อนหน้านี้เท่าที่ควร โดยรถสำรวจลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจดาวอังคาร ExoMars ของกลุ่มชาติยุโรป ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว โดยมีนาซาเป็นองค์กรพันธมิตรสำคัญ
โครงการ ExoMars ประกอบด้วยสองภารกิจ ได้แก่ รถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลิน และยานเทรซ แก๊ส ออร์บิเตอร์ (TGO : Trace Gas Orbiter) ซึ่งออกแบบมาเพื่อตรวจจับแก๊สมีเทนและสารประกอบที่น่าสนใจประเภทอื่น ๆ จากบริเวณเหนือพื้นผิวดาวอังคาร โดยยานแต่ละลำมีกำหนดส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Atlas V ของบริษัท United Launch Alliance ตามแผนเดิมนั้น ยาน TGO และรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลินจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี ค.ศ. 2016 และ 2018 ตามลำดับ (ในช่วงต้นของโครงการ ExoMars รถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลินถูกเรียกว่า “ExoMars rover”)
แต่นาซาได้ถอนตัวออกจากโครงการ ExoMars ในปี ค.ศ. 2012 เพราะปัญหาด้านงบประมาณ ทำให้องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ ในที่สุด ทาง ESA ก็พบพันธมิตรรายใหม่ คือ Roscosmos หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อกิจกรรมทางอวกาศรัสเซีย ซึ่งต่อมาก็ได้ประสบความสำเร็จในการส่งยาน TGO ในปี ค.ศ. 2016 ด้วยจรวดโปรตอน (Proton) และสร้างแท่นลงจอดและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์บางส่วนสำหรับรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลิน
การส่งรถสำรวจลำนี้ขึ้นสู่อวกาศถูกเลื่อนออกไปเพราะปัญหาหลายอย่าง รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับร่มชูชีพของยาน และปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานในการสร้างยานที่เกิดจากการระบาดของโรคโควิด ทาง ESA ได้เร่งการเตรียมการส่งรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลินด้วยจรวดโปรตอน ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 ตามแผน แต่ก็ต้องประสบอุปสรรคครั้งใหญ่ นั่นคือการรุกรานยูเครนของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 ทำให้กลุ่มชาติยุโรปต้องตัดความร่วมมือด้านอวกาศส่วนใหญ่กับรัสเซีย รวมถึงความร่วมมือเกี่ยวกับโครงการ ExoMars ด้วย
ดังนั้น ทาง ESA จึงต้องการความช่วยเหลืออีกครั้ง และคราวนี้ ได้หันไปหานาซา ในฐานะพันธมิตรเดิม หน่วยงานอวกาศทั้งสองฝั่งลงนามในข้อตกลงในปี ค.ศ. 2024 โดยระบุถึงการสนับสนุนของนาซาสำหรับภารกิจรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลิน โดยทางนาซาจะจัดหาจรวดนำส่งเชิงพาณิชย์จากภาคเอกชนในสหรัฐฯ สำหรับส่งรถสำรวจขึ้นสู่อวกาศ และจัดหาส่วนหนึ่งของระบบลงจอดที่จะช่วยให้รถสำรวจลงจอดบนดาวอังคารอย่างนุ่มนวล รวมถึงเครื่องทำความร้อนเพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ของรถสำรวจลำนี้อบอุ่นในช่วงกลางคืนบนดาวอังคารที่หนาวจัด
เจ้าหน้าที่ของนาซาชี้แจงเมื่อกลางเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 ว่าทางนาซาจะจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางและเครื่อง Mass spectrometer (ใช้วิเคราะห์ผลการวัดสัดส่วนมวลต่อประจุของอนุภาคมีประจุ) ที่ทันสมัยที่สุดสำหรับอุปกรณ์วิเคราะห์โมเลกุลสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งจะใช้ตรวจหาสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ณ ที่ราบสูงอ็อกเซีย (Oxia Planum) บนดาวอังคาร
ในประกาศดังกล่าว ทางนาซายังเปิดเผยว่าได้อนุมัติดำเนินการภารกิจรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลินแล้ว ทำให้ภารกิจครั้งนี้ดำเนินได้อย่างมั่นคงมากขึ้นสู่การส่งยานในปี ค.ศ. 2028 ตามแผนที่วางไว้ ทางนาซายังแจ้งด้วยว่าจรวดที่จะใช้ส่งยาน คือ จรวด Falcon Heavy ของ SpaceX
จรวด Falcon Heavy เริ่มเที่ยวบินครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018 และปล่อยจรวดรุ่นนี้เพื่อส่งสัมภาระขึ้นสู่อวกาศไปแล้ว 12 ครั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดประสบความสำเร็จ รวมถึงเที่ยวบินครั้งที่ 11 ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2024 เพื่อส่งยานยูโรปา คลิปเปอร์ (Europa Clipper) ของนาซาไปยังดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี
แม้ภารกิจรถสำรวจโรซาลินด์ แฟรงคลินจะเป็นสัญญาครั้งแรกของ SpaceX ที่จะส่งยานสำรวจไปดาวอังคาร แต่ทาง SpaceX เองก็มีภารกิจส่งยานไปดาวอังคารเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน ซึ่งจะใช้จรวดขนาดใหญ่ Starship และด้วยข้อจำกัดในการส่งยานไปยังดาวอังคาร ที่จะมี Launch window ทุก ๆ 26 เดือน ดังนั้น ทั้งโรซาลินด์ แฟรงคลิน และความฝันของ SpaceX ที่จะส่งจรวด Starship ไปดาวอังคารจะต้องรออย่างน้อยจนถึงปี ค.ศ. 2028 จึงจะสามารถส่งยานขึ้นสู่อวกาศได้
แปลและเรียบเรียง
พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
ที่มาของข่าว
https://www.space.com/astronomy/mars/this-life-hunting-rover-may-be-spacexs-1st-ever-mars-launch
#บทความดาราศาสตร์ #ข่าวดาราศาสตร์
01/06/2026
📣 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมอบรมเชิงวิชาการด้านโบราณดาราศาสตร์ จังหวัดกำแพงเพชร หัวข้อ“ดวงดาวกับการวางทิศของวัดสำคัญในประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา สุโขทัย ราชบุรี และกรุงเทพมหานคร”
📍 ณ วัดพระแก้ว โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม เมืองไตรตรึงษ์ และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
📅 วันที่ 20 - 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 (ช่วงครีษมายัน)
ดำเนินการโดย
กลุ่มวิจัยการศึกษาประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์
และศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
━━━━━━━━━━━━━━
กิจกรรมภายในโครงการ
🔹 กิจกรรมที่ 1: โครงงานโบราณดาราศาสตร์
📍 ณ วัดพระแก้ว อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
📅 วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569
🕐 เวลา 13.00 - 21.00 น.
🔹 กิจกรรมที่ 2: การบรรยายทางวิชาการ
เรื่อง “ดวงดาวกับการวางทิศของวัดสำคัญในประเทศไทย”
📍 ณ หอประชุมวัชร-นารี โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม
📅 วันที่ 21 มิถุนายน 2569
🕣 เวลา 08.30 - 12.00 น.
📌 หมายเหตุ
กิจกรรมที่ 1 และ 2 เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกรุณารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการจัดหาที่พักด้วยตนเอง
ผู้ที่ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมที่ 1 และ 2 จะได้รับ
• หนังสือชุดความรู้ “โบราณดาราศาสตร์จากลังกาสู่พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช” จำนวน 1 เล่ม
• ใบประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate)
ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ–สกุล ขณะลงทะเบียนให้เรียบร้อย เนื่องจากจะไม่มีการแก้ไขข้อมูลภายหลัง
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 กิจกรรมที่ 3: ภาคสนาม ณ เมืองไตรตรึงษ์
(เฉพาะผู้มีรายชื่อตามประกาศ)
ติดตามร่วมปฏิบัติการเก็บข้อมูลหามุมทิศศาสนสถาน
📍 ณ เมืองไตรตรึงษ์ จังหวัดกำแพงเพชร
📅 วันที่ 21 มิถุนายน 2569
🕒 เวลา 15.00 - 20.00 น.
📍 ภาคสนาม ณ กำแพงเมืองและอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร
📅 วันที่ 22 มิถุนายน 2569
🕓 ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป
📌 หมายเหตุ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ 3 ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าที่พักด้วยตนเอง
━━━━━━━━━━━━━━
🔗 ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมอบรม ได้ที่
https://www.narit.or.th/th/history-and-heritage-of-astronomy-Kamphaeng-Phet
ขอให้ผู้มีรายชื่อตามประกาศยืนยันสิทธิ์ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2569
🔗 ยืนยันสิทธิ์ได้ที่ https://forms.gle/VVvkJmSLZQfPt3Bv9
📌 หมายเหตุ
หากไม่ยืนยันสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์ หลังจากยืนยันสิทธิ์แล้ว กรุณารอติดตามอีเมลแจ้งรายละเอียดการเตรียมความพร้อม และรายการสิ่งที่ต้องใช้ในการอบรมโครงงานด้านโบราณดาราศาสตร์
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ แล้วพบกันที่กำแพงเพชร
31/05/2026
ไมโครฟูลมูน vs ซูเปอร์ฟูลมูน
ภาพ #ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี คืนวัน #วิสาขบูชา วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร ส่งผลให้ดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย
เมื่อนำภาพมาเทียบกับภาพขนาดปรากฏของ #ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) หรือดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปีครั้งล่าสุด ในคืน #วันลอยกระทง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ระยะห่างจากโลก 356,966 กิโลเมตร จะเห็นความแตกต่างของขนาดปรากฏได้อย่างชัดเจน
นอกจากครั้งนี้จะเป็นไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) แล้ว ยังเป็น “บลูมูน” (Blue Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนอีกด้วย จึงเรียกปรากฏการณ์ในครั้งนี้รวมกันว่า #ไมโครบลูมูน (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว
ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏ "เล็ก" กว่าปกติเล็กน้อย เหมือนปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูนทั่วไป ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด
ส่วนเหตุผลที่เรียกดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนว่า บลูมูน (Blue Moon) นั้น มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ "Once in a blue moon" ที่หมายถึงเหตุการณ์ที่นานทีจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนที่จะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ ประมาณ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน แต่หนึ่งเดือนในปฏิทินมี 30-31 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง คือต้นเดือนและท้ายเดือน
สำหรับปรากฏการณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป คือ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี (Super Full Moon) ตรงกับ #วันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม 2569 ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ NARIT
#ข่าวดาราศาสตร #ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์
31/05/2026
มาแล้ว #ไมโครบลูมูน คืนวันวิสาขบูชา 31 พ.ค. จากเชียงใหม่
ไมโครบลูมูน (Micro Blue Moon) คือดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี (Micro Full Moon) และเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน (Blue Moon)
ดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีเดิม ไม่ได้เป็นสีน้ำเงิน แต่ขนาดปรากฏจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย เหมือนปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูนทั่วไป