คำพิพากษาฎีกา ที่8418/2563 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 บัญญัติว่า “ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันซึ่งมิใช่ลูกหนี ชั นต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้ เท่านั น สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่แสดงเจตนาต่อกันเป็นสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี ร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น แม้ชื่อและลักษณะของสัญญาจะมิใช่สัญญาค้ำประกัน แต่ในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาตกลงยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยเนื้อหาของสัญญามิได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มีสถานะเป็นผู้เช่าซื้อ อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 สัญญาดังกล่าวคงมีเพียงข้อกำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ กับจำเลยที่ 1 จนสิ้นเชิง จำเลยที่ 2 มิได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ อย่างผู้เช่าซื้อด้วย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่2 ที่ทำขึน้องในลักษณะนี จึงเพ่งเล็งให้เห็นเจตนาและวัตถุประสงค์ของโจทก์ผู้ประกอบธุรกิจได้ว่า โจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 2 เข้ามาผูกนิติสัมพันธ์กับตนเพื่อเป็นประกันร่วมรับผิดในกรณีจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ อันเป็นสัญญาที่ก่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่แตกต่างจากการที่บุคคลภายนอกทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมต่อเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ ผิดนัดตามกฎหมายค้ำประกัน ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 นอกจากนี้ หากพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีในการทำสัญญาเช่าซื้อที่ถือปฏิบัติกันมา ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ให้เช่าซื้อโดยทั่วไปมีวิธีการทำสัญญาโดยให้ผู้เช่าซือทำสัญญาเช่าซืเอา ฉบับหนึ่ง แล้วให้บุคคลอื่นเข้าทำสัญญาค้ำประกันยินยอมร่วมรับผิดชำระหนี้ กับผู้เช่าซื้อเป็นอีกฉบับ หรือมีการทำสัญญาโดยให้ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซืเอา แล้วให้บุคคลอื่นเข้าท าสัญญายินยอมร่วมรับผิดชำระหนี้ อย่างลูกหนี ร่วมกับผู้เช่าซืออีกฉบับหนึ่งดังเช่นคดีนี จึงนับว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญาว่า สัญญาตกลงยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2เป็นสัญญาที่คู่สัญญากระท าเพื่อหลบเลี่ยงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ที่ห้ามตกลงกันให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ ร่วมหรือไม่ เมื่อมีข้อสงสัยย่อมต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงตีความและรับฟังได้ว่าโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี ร่วม แต่ไม่อาจทำเป็นสัญญาค้ำประกันให้มีข้อตกลงเช่นนั้นได้ จึงหลบเลี่ยงการทำสัญญาค้ำประกันที่มีข้อจำกัดมิให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ ร่วมหรือในฐานะลูกหนี้ ร่วม สัญญาตกลงยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่มีวัตถุประสงค์ในการหลบเลี่ยงกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองและให้เป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกัน ยังเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ของสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อไม่มีส่วนใดที่สมบูรณ์แยกส่วนออกมาได้จึงตกเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญาตกลงยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ตกเป็นโมฆะมาฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้
สำนักงานทนายความวรวิทย์ ศรีมนตรี
ว่าความ ปรึกษาคดีความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282 / 2563 วินิจฉัยว่า “
แม้ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจะหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสามจึงมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสามเพื่อให้จำเลยทั้งสามนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงโดยจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เข้าร่วมลงทุนในหลายลักษณะคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 72 , 144 , 192 ,240,288 และ 432 ต่อปีของจำนวนเงินที่ผู้ร่วมทุนให้จำเลยทั้งสามกู้ยืมจะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในทุก 2 ถึง 3 วันหรือทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ซึ่งผลตอบแทนที่ผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจะได้รับล้วนต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4(1)ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ถือว่า เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสามสิบสองรับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายผู้เสียหายทั้งสามสิบสองจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาอาญา มาตรา 2(4)(7) และมาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง มานั้นชอบแล้ว
พิพากษายืน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1166/2562
เมื่อหนี้ค่าเช่าซื้อแต่ละงวดมีกำหนดเวลาชำระไว้ตามเวลาแห่งปฏิทิน การที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 21 ตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรค 2 คือวันที่ 6 เมษายน 2558 หาใช่จะต้องให้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันแล้วจึงจะถือว่าวันผิดนัด ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดหกสิบวัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อค่าขาดราคาเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขายรถที่เช่าซื้อ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ซึ่งพ้นกำหนดหกสิบวันแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบ....
คำวินิจฉัยที่ 100/2562
คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐ กับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๒๖๔๗ มาจากจำเลยที่ ๔ โดยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมา แต่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ อ้างว่าการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการออก น.ส. ๓ ก. โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ ของที่ดินแปลงอื่น และออกในที่ดินเขตนิคมสร้างตนเอง โดยไม่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง (น.ค. ๓) หรือหลักฐาน ส.ค. ๑ มาก่อนการจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง โจทก์ตรวจสอบขั้นตอนในการออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ แล้วพบว่า จำเลยที่ ๔ ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๓ และนำจำเลยที่ ๓ ทำการรังวัด ต่อมาจำเลยที่ ๒ ออกเอกสารสิทธิ น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ให้แก่จำเลยที่ ๔ จากนั้นจำเลยที่ ๔ จดทะเบียนขายให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันออก น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบดูแลและดำเนินการออกเอกสารสิทธิแก่ราษฎร รวมตลอดทั้งดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่าง ๆ ให้แก่ราษฎร มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการออกเอกสารสิทธิต่าง ๆ แต่กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังไม่ตรวจสอบดูแลอย่างเต็มที่ในการออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว และจำเลยที่ ๔ ได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่นำรังวัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าซื้อที่ดินและค่าเสียโอกาสในการขายที่ดิน ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า น.ส. ๓ ก. เลขที่ ๒๖๔๗ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. ๑ สำหรับที่ดินแปลงอื่น จำเลยที่ ๑ ย่อมมีคำสั่ง เพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายสูงเกินจริง ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์จากคำฟ้อง คำให้การแล้ว คดีนี้ไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในที่ดินระหว่างคู่ความ เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยความเสียหายอันเกิดจากการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเท่านั้น จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ฎีกาที่ 3509/2549
การวินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แต่เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ดังนั้น การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลยทีมีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัท ส. และ ป. ทั้งที่หนังสือพิมพ์ ซึ่งบริษัท ส. เป็นเจ้าของและ ป. เป็นบรรณาธิการลงข้อความเป็นความเท็จ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและยังเห็นได้อีกว่าจำเลยเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งเพื่อจะช่วยบริษัท ส. และ ป. มิให้ต้องโทษจากการกระทำความผิดของตนอีกด้วย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง
การที่จำเลยใช้อำนาจในฐานะพนักงานอัยการสั่งไมฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์โดยมิชอบ ผลของการกระทำของจำเลยคือ โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลยโดยตรง โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย
ตามฟ้องข้อ 1 (ก) แม้ข้อความว่า "เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" จะอยู่ต่อจากและติดข้อความว่า "...ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" กล่าวคือ เมื่ออ่านรวมกันมีข้อความว่า "...ผู้ต้องหาทั้งสองมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์" แต่การทำความเข้าใจข้อความในคำฟ้อง ต้องทำความเข้าใจในข้อความดังกล่าวประกอบข้อความส่วนอื่นๆ ของคำฟ้องด้วย ซึ่งเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความสืบเนื่องจากการสั่งไม่ฟ้องคดีของจำเลยดังที่โจทก์บรรยายไว้อย่างชัดเจนในตอนต้น จึงเข้าใจได้อยู่ในตัวว่า ในการอ้างว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์หมายถึงเจตนาที่สืบเนื่องจากการใช้อำนาจสั่งฟ้องคดีของจำเลย ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 แล้ว
การดำเนินคดีในศาลปกครอง
การดำเนินคดีในศาลปกครองนั้น เป็นดำเนินคดีแบบไม่ยุ่งยากไม่ซับซ้อน อำนวยความสะดวกกับประชาชนให้สามารถฟ้องคดีพิพาททางปกครองได้โดยง่าย เมื่อฟ้องคดีแล้ว ศาลจะส่งคำฟ้องให้จำเลยเพื่อยื่นคำให้การ หากศาลเห็นว่าควรเรียกใครเข้ามาเพื่อความยุติธรรมก็สามารถเรียกเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามได้ คู่ความก็เช่นกันสามารถยื่นคำร้องเรียกใครเข้ามาเป็นจำเลยได้เช่นกัน เรียกว่าผู้ร้องสอด เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะส่งคำให้การให้โจทก์ ยื่นแก้คำให้การ ส่งไปส่งมาจนกว่าจะพอใจกันไปข้างหนึ่ง เมื่อตุลาการเจ้าของสำนวนเห็นว่าสิ้นสุดกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวนก็จะสรุปปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้คู่ความได้ทราบและกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งศาลก็ยังเปิดโอกาสให้คู่ความยื่นคำแถลงการเพิ่มเติมเอาพยานไปไต่สวนได้อีก เมื่อสำนวนเรียบร้อยจะมีตุลาการผู้แถลงคดี อีกคนหนึ่งเป็นผู้ทำคำแถลงว่าคดีนี้ตนมีความเห็นอย่างไร หากพิพากษาจะพิพากษาว่าอย่างไร แต่ความเห็นนี้ไม่ใช่คำพิพากษา เมื่อสิ้นกระบวนการ องคณะตุลาการจะพิพากษาต่อไป
รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
คดีอาญา
1.หากผู้เสียหายแจ้งความกับพนักงานสอบสวน อัยการฟ้องต่อศาล ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นจำเลย เมื่ออัยการยื่นฟ้องต่อศาล จะต้องประกันตัวในวันที่อัยการยื่นฟ้องต่อศาล
2. หากผู้เสียหายฟ้องคดีเองต่อศาล จะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้อง หากศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา การไต่สวนมูลฟ้องโจทก์จะนำพยานเข้าไต่สวน ส่วนจำเลย มีสิทธิตั้งทนายความไปซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้อง และยื่นคำแถลงต่อศาลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดีและนำพยานหลักฐานเข้าไปไต่สวนมูลฟ้อง แต่จะสืบพยานจำเลนไม่ได้ หากศาลเห็นว่าคดีมีมูลก็จะประทับรับฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาจำเลยจะอุทธรณ์ไม่ได้ หากศาลเห็นว่าคดีไม่มีมูล โจทก์อุทธรณ์ได้
3.เมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้ว จะมีหมายเรียก ไปนัดพร้อม จำเลยจะต้องประกันตัวต่อศาลเช่นเดียวกับคดีที่อัยการฟ้อง ในวันที่ศาลนัดฟังคำสั่งส่วนใหญ่ทนายจำเลยจะไม่ให้จำเลยไปศาลเพราะหากไปต้องประกันตัวในวันนั้นเลย จะให้ไปศาลในวันที่โจทก์ส่งหมายเรียกมาแจ้งให้ไปศาล เพื่อยืดระยะเวลาการประกันตัวออกไปเพื่อมีเวลาเตรียมตัวในการหาพยานหลักฐาน
4.การ ประกันตัว ต้องใช้หลักทรัพย์ตามวงเงินที่ศาลกำหนดจะเป็นเงินสด โฉนดที่ดิน หรือหลักทรัพย์อื่นตามที่ศาลกำหนด หรือหากมีเงินน้อยจะเช่าหลักทรัพย์ของนายประกันที่ศาล ส่วนใหญ่ก็จะเรียก10-15% ของวงเงินประกัน หรือใช้บุคคลประกันตัวส่วนใหญ่ก็เป็นราชการ หรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอประกันตัวโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือติดกำไลติดตามตัว เป็นดุลยพินิจของศาล จำเลยก็จะได้รับอิสระภาพมาเพื่อต่อสู้คดีอยู่นอกเรือนจำ หากไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว ต้องถูกขังที่เรือนจำ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
5. การนัดพิจารณาของศาล มีวันนัดคุ้มครองสิทธิจำเลย นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลย นัดตรวจพยานหลักฐาน (หากมี) นัดสืบพยานโจทก์ นัดสืบพยานจำเลย และนัดฟังคำพิพากษา
นี่คือกระบวนการคราวๆในการพิจารณาคดีอาญาในศาลชั้นต้น
ยังมีอุทธรณ์ ฎีกา อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งอีกนะ เดี๋ยวเอามาลงให้ กวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ
มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท2ประเภท คือทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม ทายาทโดยธรรมแบ่งเป็นลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลัง หากทายาทในลำดับใดมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ไม่ขาดสาย ลำดับถัดไปย่อมไม่ได้รับมรดก ดังนี้
1.ผู้สืบสันดาน2.บิดามารดา3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน4.พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน5.ปู่ย่าตายาย6.ลุงป้าน้าอา
ส่วนบิดามารดานั้นให้ได้รับส่วนแบ่งเสมือนทายาทชั้นบุตร
สิทธิเกษตรกรและผู้ประกันตน
เกษตรลงทะเบียน www.เราไม่ทิ้งกันได้หรือไม่ ความจริงนั้นสามารถลงได้ แต่เมื่อลงแล้วจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งรัฐบาลเขาจะ มี มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามมา ในรูปแบบเงินกู้ เงินช่วยเหลือ
อีกครั้งหนึ่ง
ส่วนประกันสังคมนั้นมีมาตรการช่วยเหลือดังนี้ ใครติดโควิด จะได้รับการรักษาฟรี /หากใครถูกกักตัว ทำงานไม่ได้จะได้รับค่าจ้างร้อยละ50 ไม่เกิน180วัน /หากภาครัฐสั่งสถานประกอบกิจการหยุดงาน ได้ค่าจ้างร้อยละ50ไม่เกิน 60วัน/กรณีลาออกได้ค่าจ้าง45%ไม่เกิน90วัน/กรณีเลิกจ้างได้70%ของค่าจ้างไม่เกิน200วัน
ไปอ่านมาสรุปคราวได้แบบนี้ ผู้ประกันตนที่ได้รับความเดือดร้อนก็ไปขอใช้สิทธิรับเงินทดแทนที่นายจ้างได้
ลงทะเบียนรับเงิน5000 คุณสมบัติคือผู้ได้รับผลกระทบโควิด คนพอมีตังอย่าไปลงระครับ ให้คนที่เดือดร้อนจริงเขาได้ลงก่อน
1.คืออาชีพอิสระนอกระบบ
2.ประกันสังคม ม.33 จ่ายเงินสมทบไม่เกิน6 เดือน ถ้าเกินไม่ได้
3.มาตรา39ลงได้
4.มาตรา40ได้
ผู้ที่ลงได้คือผู้ประกอบอาชีพได้รับผลกระทบโควิด อายุ18ปีขึ้นไป หลักเกณฑ์รัฐบาลวางไว้กว้างๆแบบนี้ ถ้าไม่อยู่หลักเกณฑ์อย่าไปแจ้งเท็จนะครับ จะถูกดำเนินคดีอาญาได้
ส่วนคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ประกันสังคมเขาจะจ่ายให้เอง ผู้เป็นลูกจ้างได้รับผลกระทบ ได้2 เดือนเดือน7,500 ส่วนบริษัทใดปิดตัวลงประกันสังคมเขาจะจ่ายให้6เดือน สรุปสั้นไปตามนี้
เมื่อถูกดำเนินคดีอาญาทำอย่างไร
1.ถ้าไม่ได้ทำผิดก็ปฏิเสธอย่าเผลอไปรับสารภาพ เพราะคำรับของคุณทำให้ขาข้างหนึ่งไปอยู่ในคุกแล้ว แล้วรีบหาทนายความเข้าไปช่วยคุณให้เร็วที่สุด
2.หากทำผิดก็รับสารภาพ โทษหนักจะได้เป็นเบา ลดไปครึ่งหนึ่งเลยนะ หากมาที่ศาลบอกตำรวจซ้อมให้รับสารภาพ ไม่มีใครเชื่อคุณหลอก มุกนี้เก่าแล้ว
3.ควรหาทนายความ วางรูปคดีให้คุณ หากไม่มีเงินจ้างให้ไปขอความช่วยเหลือสภาทนายความ หรือยุติธรรมจังหวัด หรือโทรหาทนายหลายๆท่าน บางสำนักงานเขาก็มีช่วยฟรี ไม่คิดเงิน
4.เตรียมหาเงินประกันตัว หลักทรัพย์ให้พร้อม หากไม่มี ก็มีบริษัทรับประกันตัว หรือนายหน้าประกัน อาจเสียเงินในอัตราร้อยละ 15-20%
5.ในชั้นสอบสวน ให้ให้การไว้เกี่ยวกับรายละเอียดให้ชัดเจน ควรมีทนายช่วยวางรูปคดี อย่าไปปฏิเสธลอย เพราะปฏิเสธลอย หากคดีมีมูลอัยการก็ฟ้องทันที
6.เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องใด ให้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปในทันที อย่าปล่อยไว้ให้วุ่นวายใจ
7.คุณจะอยู่ในฝันร้ายตลอดไปจนกว่าคดีของคุณจะยกฟ้อง ควรหาเวลาไปออกกำลังกาย อยู่กับคนที่เรารัก ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่าไปเคืองแค้นเจ้าหน้าที่รัฐเพราะเขาปฏิบัติไปตามหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม
8.ผู้ต้องหาที่ต้องการออกสื่อ ต้องบอกผ่านเลย ดูข่าวเยอะไป เพ้อเจ้อ ทนายความแต่ละท่านมีวิธีการทำงานเพื่อให้ลูกความตนเองได้รับความเป็นธรรม
นี่คือขั้นตอนคราวๆในการตรียมตัวเป็นจำเลย
เมื่อคดีคุณขึ้นสู่ชั้นศาลคดีคุณจะสมบูรณ์ สุดท้ายขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และการนำสืบของทนายความ ดังนั้นการแสวงหาพยานหลักฐานข้อเท็จจริง ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร คุณจะต้องเป็นเพื่อนคู่คิดกับทนายความของคุณไปนานหลายปี
ฟ้องเอา ทรัพย์จำนองหลุด ลูกหนี้ต้องขาดส่งดอกเบี้ยมา 5 ปี เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ว่าราคาทรัพย์จำนองต่ำกว่าหนี้ที่ค้าง
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
1/105 หมู่ 4 ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
Nakhon Pathom
73000
