พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา Korat Museum

พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา Korat Museum

แชร์

พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา เล่าเรื่องเมืองโคราชตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา จัดแสดงข้อมูลพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโคราช และมีพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้ง คือ เรือนโคราช แหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรม และวิถีวัฒนธรรมของชาวโคราช

02/06/2026

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร พร้อมด้วยบุคลากร สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

02/06/2026

📣ชวนร่วมโครงการ การอบรมยกระดับองค์ความรู้ประวัติศาสตร์
หัวข้อ “เมืองเก่านครราชสีมา : ข้อมูลใหม่ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในรอบทศวรรษ”

📅ระหว่างวันที่ ๑๙ - ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙
🕗เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
📌ณ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา

กำหนดการ
📅๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙
📝บรรยายหัวข้อ “เมืองเก่านครราชสีมา : ข้อมูลใหม่ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในรอบทศวรรษ”

📅๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙
🚌 นั่งรถรางทัศนศึกษาเส้นทางเมืองเก่านครราชสีมา🏠

วิทยากร :❤️💛💚
🎤 นายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
🎤 นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา

สอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่...
☎️สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
และ คุณศุภรัตน์ ภู่เจริญ (พี่เอ็ม)
(ขอสงวนสิทธิ์ รับเฉพาะอาจารย์ และบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เท่านั้น)

02/06/2026

“สะพานหน้าท่อ-บรมจินดา”: หลักฐานสะท้อนระบบชลประทานโบราณเมืองโคราช

“ระบบชลประทาน” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของเมืองมาตั้งแต่อดีต สำหรับเมืองโบราณนครราชสีมา นอกเหนือจากความสง่างามของกำแพงเมืองและคูเมืองกว้าง 20 เมตร ลึก 6 เมตรแล้ว สิ่งที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพทางวิศวกรรมการจัดการน้ำได้อย่างลึกซึ้ง คือระบบการผันสายน้ำเข้าสู่ตัวเมือง โดยมี “สะพานหน้าท่อ-บรมจินดา” ที่ตั้งอยู่ภายในวัดสุทธจินดาวรวิหารในปัจจุบัน เป็นหมุดหมายและพยานวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงเรื่องราวนี้ไว้

หากพินิจตามหลักภูมิศาสตร์ วัตถุประสงค์แรกเริ่มในการขุด “ลำปรุ” เพื่อน้ำธรรมชาติจาก “ลำตะคอง” เข้าสู่เมืองนั้น จำเป็นต้องมีการคำนวณทิศทางและการไหลเวียนของน้ำอย่างแม่นยำ พื้นที่ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองถูกเลือกให้เป็นชัยภูมิสำคัญเนื่องจากเป็นจุดที่มีระดับความสูงของพื้นที่มากที่สุดของตัวเมือง น้ำจากลำปรุจะไหลเข้ามารวมกันที่คลองและสระน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่เพื่อเป็นอ่างพักน้ำและดักตะกอน หรือที่เรียกกันว่าบริเวณ “หน้าท่อ” ก่อนที่จะมีการเปิดระบบประตูระบายน้ำปล่อยน้ำให้ไหลสู่คูเมืองรอบทิศ แรงดันน้ำจากจุดที่สูงนี้ช่วยขับเคลื่อนให้น้ำไหลเวียน ส่งผลให้สายน้ำในคูเมืองมีความสะอาด ไหลเวียน และไม่เกิดการตื้นเขินหรือเน่าเสีย

สอดคล้องกับ "เอกสารประวัติวัดสุทธจินดาโดยสังเขป" (เอกสารชั้นต้นในความดูแลของกรมศิลปากร) ที่ได้บันทึกร่องรอยทางกายภาพของระบบน้ำดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่จะมีการควบรวมวัดใน พ.ศ. 2467 พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดโบราณ 2 วัด คือ วัดบรมจินดา (อยู่ทางทิศใต้) และ วัดสมบูรณ์จิ๋วสีมาราม (อยู่ทางทิศเหนือ) โดยชาวบ้านในยุคนั้นมักเรียกวัดฝั่งเหนือติดปากว่า “วัดหน้าท่อ” เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับทางท่อคลองระบายน้ำเมือง และมี "คลองผ่านกลาง" คั่นอยู่ระหว่างสองวัดนี้

นอกจากนี้ในเอกสารยังระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2475 พระบุรคามบริรักษ์ (นาค เมนะรุจิ) ได้เคยสร้างสะพานคอนกรีตข้ามคลองสายประวัติศาสตร์นี้ไว้แล้ว จนกระทั่งต่อมาในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2537 จึงได้มีการจัดสร้างสร้าง “สะพานหน้าท่อ-บรมจินดา” ขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการรวมกันของสองวัดเก่าแก่ และเป็นหลักฐานเด่นชัดที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณกลางวัดสุทธจินดาเคยเป็นทางน้ำและสระน้ำธรรมชาติที่เป็นหน้าท่อของลำปรุก่อนสัญจรเข้าสู่เมืองนครราชสีมา

ในปัจจุบัน บริบททางสังคมได้เปลี่ยนผ่านไป คูเมืองและทางน้ำโบราณรอบเมืองได้ลดบทบาทจากการเป็นปราการยุทธศาสตร์ป้องกันเมืองและแหล่งอุปโภคบริโภค สู่การเป็นพื้นที่สาธารณะ ภูมิทัศน์สีเขียว และระบบระบายน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อมของเมืองยุคใหม่ ทว่า “สะพานหน้าท่อ-บรมจินดา” แห่งนี้ ยังคงทำหน้าที่สำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ปักหมุดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของระบบชลประทานโบราณ ถึงแม้ว่าจากสะพานจะกลายเป็นถนนแต่ยังคงความหมายของนามสะพานแห่งนี้ควบคู่ไปกับการปรับใช้ประโยชน์ตามวิถีปัจจุบัน จึงสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้า และเป็นสิ่งเตือนใจให้คนรุ่นหลังร่วมกันอนุรักษ์คุณค่าอันทรงพลวัตนี้ให้คงอยู่คู่เมืองนครราชสีมาสืบไป

เรียบเรียงโดย นายชุตินันท์ ทองคำ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา


หลักฐานอ้างอิง
หนังสือประวัติวัดสุทธจินดาโดยสังเขป และคติพจน์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จัดพิมพ์ราว พ.ศ. 2496), คลังข้อมูลดิจิทัลมรดกศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากร. เข้าถึงได้จากhttps://finearts.go.th/storage/contents/2020/08/file/eyhyOumbYRPq7LqsKVQ9Usz9EkswTZWtRtYaOf0Y.pdf

30/05/2026

🌕 วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก 🌕

วันวิสาขบูชา ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เป็นวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ ๓ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเวียนมาบรรจบในวันเดียวกัน ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน)

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และ พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ทำบุญตักบาตร รักษาศีล เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป 🙏✨

#วันวิสาขบูชา #สำนักศิลปะและวัฒนธรรม #มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา #พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา #วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

27/05/2026

ประชาสัมพันธ์ พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา (Korat Museum) 🏛

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา เพื่อร่วมเรียนรู้รากเหง้าและเรื่องราวอันทรงคุณค่าของเมืองโคราช

⏳ กำหนดการเปิดให้บริการ:
วันจันทร์ ถึง วันศุกร์
เวลา 09.00 – 15.00 น.

📍 สถานที่ตั้ง: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
📞 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
โทร. 044-009009 ต่อ 1011 (สำนักศิลปะและวัฒนธรรม)

💡 #พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา #เที่ยวโคราช #รีวิวโคราช #สำนักศิลปะและวัฒนธรรม #มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา #แหล่งเรียนรู้โคราช #ที่เที่ยวโคราช

27/05/2026

เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าเหล่านักโบราณคดีรู้ได้อย่างไรว่า โบราณสถานที่พังทลายไปตามกาลเวลานั้น เดิมทีเคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร และพวกเขาจะซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างอายุหลายร้อยหรือหลายพันปี ให้กลับมามีรูปร่างใกล้เคียงกับของเดิมได้มากที่สุดได้อย่างไร

หนึ่งในวิธีการสำคัญที่นักโบราณคดีและนักอนุรักษ์ใช้กันในปัจจุบัน คือ “อนัสติโลซิส” หรือ “การประกอบคืนสภาพ” ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนดั้งเดิมของโบราณสถานที่พังลงมา ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน เสา หน้าบัน หรือชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมต่าง ๆ กลับมาประกอบคืนเข้าที่เดิม เพื่อฟื้นรูปร่างของอาคารให้ใกล้เคียงกับสภาพในอดีตมากที่สุด

แต่การทำอนัสติโลซิส ไม่ใช่เพียงแค่การนำเศษหินเก่ามาต่อเข้าด้วยกันเหมือนจิ๊กซอว์เท่านั้น เพราะเบื้องหลังของการบูรณะหนึ่งครั้ง จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเอกสารโบราณ จารึก ภาพถ่ายเก่า แบบสถาปัตยกรรม รวมถึงการเปรียบเทียบกับโบราณสถานร่วมสมัย เพื่อวิเคราะห์ว่าชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเคยอยู่ตรงไหน และโครงสร้างเดิมมีลักษณะอย่างไร
การอนัสติโลซิสครั้งแรกของไทย เกิดขึ้นในการบูรณะปราสาทหินพิมาย โดยรัฐบาลไทยในขณะนั้นมีแผนต้องการบูรณะปราสาทอยู่แล้ว จึงได้ขอความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้เข้ามาช่วยดำเนินงาน ต่อมาทางฝรั่งเศสได้ส่ง เบอร์นาร์ด-ฟิลิปป์ กรอสเลียร์ (Bernard-Philippe Groslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ที่มีประสบการณ์ในการอนัสติโลซิสจากปราสาทบันทายศรี และเป็นหัวหน้างานในการควบคุมก่อสร้างซ่อมแซมนครวัด ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าคณะในการศึกษาและบูรณะปราสาทหินพิมาย จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอนุรักษ์โบราณสถานด้วยวิธีอนัสติโลซิสในประเทศไทย

โดยขั้นตอนในการทำอัสติโลซิส เริ่มจากการสำรวจและบันทึกสภาพโบราณสถานอย่างละเอียด นักโบราณคดีจะถ่ายภาพ ศึกษาโครงสร้าง และทำเครื่องหมายบนหินแต่ละก้อน ก่อนขุดค้นชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย เพื่อนำกลับมาประกอบคืนในตำแหน่งเดิมให้ใกล้เคียงกับสภาพในอดีตมากที่สุด
หัวใจสำคัญของวิธีนี้ คือการใช้วัสดุดั้งเดิมของโบราณสถานให้มากที่สุด ส่วนวัสดุสมัยใหม่อย่างคอนกรีตหรือโครงเหล็กจะใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง และหากมีชิ้นส่วนบางอย่างเสียหายหนัก หรือสูญหายก็จะมีการทำของชิ้นใหม่ขึ้นมา ด้วยวัสดุแบบเดียวกันกับตัวปราสาท แต่ลักษณะของชิ้นส่วนที่สร้างใหม่ขึ้นมา จะดูใหม่ขัดกับชิ้นส่วนอื่น เพื่อให้สามารถแยกได้ว่าชิ้นไหนเป็นของดั้งเดิม และชิ้นไหนเป็นของสร้างใหม่

ด้วยเหตุนี้ การอนัสติโลซิส จึงกลายเป็นวิธีบูรณะโบราณสถานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยรักษาทั้งรูปร่างและความดั้งเดิมของโบราณสถานเอาไว้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังสามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าส่วนใดเป็นของเก่า และส่วนใดคือวัสดุที่สร้างขึ้นใหม่ในการบูรณะ

ผู้เขียน : นายสุภลักษณ์ ม่วงประสิทธิ์ นักศึกษาฝึกงาน จากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

แหล่งอ้างอิง
เบอร์นาร์ด-ฟิลิปป์ กรอสเลียร์. (2506). การซ่อมปราสาทหินพิมาย (ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ผู้แปล; ม.จ. ยาใจ จิตรพงศ์, ผู้ตรวจแก้). กรมศิลปากร.

26/05/2026

"โรงเรียนนายร้อยตำรวจ" ก่อตั้งครั้งแรกที่นครราชสีมา

รู้หรือไม่? ก่อนที่ “โรงเรียนนายร้อยตำรวจ” สถาบันผลิตนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จะย้ายมาตั้งอยู่ที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อย่างในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของสถาบันแห่งนี้เคยปักหมุดอยู่ที่ “เมืองโคราช” หรือจังหวัดนครราชสีมา เมื่อกว่าร้อยปีก่อน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้มีการจัดตั้ง "กรมตำรวจภูธร" ขึ้นในปี พ.ศ. 2440 แทนกรมพลตระเวนหัวเมือง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยตามมณฑลต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นบ้านเมืองมีเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้ทางราชการตระหนักว่าขาดแคลนนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร อีกทั้งนายตำรวจในยุคนั้นส่วนใหญ่โอนย้ายมาจากกระทรวงกลาโหม ซึ่งแม้จะเก่งด้านทหารแต่ยังขาดความรู้ด้านวิชาการตำรวจและการปกครอง

ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. 2444 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น) และพลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา) เจ้ากรมตำรวจภูธร จึงได้ริเริ่มจัดตั้ง "โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร" ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ มณฑลนครราชสีมา บริเวณที่ทางราชการเรียกว่า "ประตูไชยณรงค์" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า "ประตูผี" ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2445 (ร.ศ. 121) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้มีหนังสือราชการที่ 67/719 กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรดังกล่าว ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาและลงพระปรมาภิไธยตอบกลับหนังสือฉบับนั้นเพื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจจึงได้ถือเอา วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2445 เป็นวันสถาปนาโรงเรียนนายร้อยตำรวจสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดประวัติศาสตร์: พื้นที่ประวัติศาสตร์บริเวณถนนสรรพสิทธิ์แห่งนี้ ต่อมาได้กลายเป็นที่ตั้งของกองบังคับการตำรวจภูธรเขต 3 และในปัจจุบันคือ ที่ตั้งของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3, ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา

เรียบเรียง โดย นายชุตินันท์ ทองคำ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

บรรณานุกรม
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ. (2545). 100 ปี โรงเรียนนายร้อยตำรวจ. กรุงเทพฯ: โรงเรียนนายร้อยตำรวจ.

Photos from สำนักศิลปะและวัฒนธรรม ราชภัฏโคราช's post 22/05/2026
18/05/2026

ประติมานวิทยา: เมื่อปราสาทหินไม่ได้เป็นแค่กองหิน

หากพูดถึงปราสาทหิน ในสายตาของคนทั่วไปอาจเป็นเพียงโบราณสถานเก่าแก่หรือซากอิฐที่หลงเหลือจากอดีต แต่สำหรับนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี สิ่งเหล่านี้คือภาพที่สะท้อน “ความเชื่อ” ที่คนโบราณตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ผ่านงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และลวดลายทุกชิ้นบนหินศิลา

ศาสตร์ที่ใช้ในการถอดรหัสความหมายเหล่านี้เรียกว่า “ประติมานวิทยา” (Iconography) ซึ่งเป็นการศึกษาว่าสัญลักษณ์ รูปเคารพ ลวดลาย หรือองค์ประกอบต่าง ๆ ในงานศิลปะกำลัง “สื่ออะไร” เพราะในศิลปะขอมโบราณ แทบไม่มีอะไรถูกสร้างขึ้นมาแบบไร้ความหมาย แม้แต่จำนวนปราสาทหรือทิศทางของอาคารก็ยังมีนัยยะตามคติศาสนาและจักรวาลวิทยาแฝงอยู่

คำว่า “ปราสาท” เอง เดิมมาจากภาษาสันสกฤต หมายถึงศาสนสถานที่ถูกสร้างให้เป็นดั่ง “จักรวาลจำลอง” โดยมีห้องศักดิ์สิทธิ์ตรงกลางสำหรับประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู หรือพระพุทธรูปในศาสนาพุทธ ส่วนยอดปราสาทที่ซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปนั้น เปรียบเสมือนสวรรค์หลายชั้นตามคติศาสนาอินเดีย

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนโบราณยังแบ่งโลกของ “เทพเจ้า” กับ “มนุษย์” ออกจากกันอย่างชัดเจนผ่านวัสดุที่ใช้สร้างอาคารปราสาทหรือศาสนสถาน โดยมักสร้างด้วยอิฐและหินเพื่อสื่อถึงความเป็นนิรันดร์และความศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่บ้านเรือนหรือแม้แต่พระราชวังของกษัตริย์กลับนิยมสร้างด้วยไม้ เพราะถือว่าเป็นเพียงที่พำนักชั่วคราวในโลกมนุษย์ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

นอกจากวัสดุก่อสร้างแล้ว การออกแบบและผังอาคารของปราสาทยังแฝงคติความเชื่อเอาไว้ แม้แต่ข้อจำกัดด้านวิศวกรรมก็ถูกตีความให้กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์ โดยปราสาทประธานมักแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ไล่จากโลกมนุษย์สู่โลกสวรรค์ ได้แก่ มณฑป (Mandapa) พื้นที่แทนโลกมนุษย์ อันตราละ (Antarala) โถงเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ และครรภคฤหะ (Garbhagriha) ห้องศักดิ์สิทธิ์ใจกลางปราสาท เปรียบเสมือนศูนย์กลางจักรวาลและสถานที่กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ตามความหมายของคำว่า “ครรภ์” ที่หมายถึงครรภ์มารดา

ทั้งนี้ การสร้างปราสาทหินโดยไม่มีเสาค้ำยันหรือเทคโนโลยีเหล็กเส้นแบบในปัจจุบันนั้น ทำให้อาคารไม่สามารถสร้างห้องโถงขนาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะห้อง “ครรภคฤหะ” ซึ่งต้องรองรับน้ำหนักของเรือนซ้อนชั้นด้านบน กำแพงจึงต้องหนามากเพื่อรับน้ำหนัก ส่งผลให้ตัวห้องมีขนาดเล็ก อึดอัด และแทบไม่สามารถเจาะหน้าต่างเพิ่มได้ ทำให้ภายในมืดกว่าห้องอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้คนในอดีตกลับนำข้อจำกัดทางวิศวกรรมเหล่านี้มาตีความเป็นคติความเชื่อ โดยยกให้ครรภคฤหะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักบวชเท่านั้น เพื่อจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปในห้อง และเมื่อรวมกับความมืดภายในห้องที่เกิดจากข้อจำกัดของโครงสร้าง ก็ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอีก

โดยในยุคแรกของศิลปะขอม ก็เริ่มต้นพัฒนาจากปราสาทอิฐในยุคแรก แล้วค่อยไปสู่มหาปราสาทหินขนาดใหญ่ในยุคหลัง เช่น นครวัด หรือปราสาทหินพิมาย โดยการเปลี่ยนจาก “อิฐ” ไปสู่ “ศิลา” ไม่ได้สะท้อนแค่เทคโนโลยีการก่อสร้างที่ก้าวหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพยายามในการสร้าง “สวรรค์อันเป็นอมตะ” บนโลกมนุษย์เช่นกัน

หลายศาสนสถานยังซ่อนความหมายไว้ผ่านผังสถาปัตยกรรมและรูปแบบศิลปะ เช่น ปราสาทหินพิมาย ที่แม้ตัวอาคารและลวดลายส่วนใหญ่จะยังคงรูปแบบเทวสถานฮินดูตามศิลปะขอม แต่ภายในกลับพบรูปเคารพในพุทธศาสนามหายาน จนทำให้นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พิมายสะท้อน “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ทางศาสนาของอาณาจักรขอมโบราณ จากคติฮินดูสู่พุทธศาสนาในยุคหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่พุทธมหายานเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในราชสำนักขอม

อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญคือ “พระหริหระ” ประติมากรรมที่รวมลักษณะของพระศิวะและพระวิษณุไว้ในองค์เดียว ด้านหนึ่งเป็นพระศิวะ อีกด้านเป็นพระวิษณุ แสดงให้เห็นถึงความพยายามประสานความเชื่อของผู้คนต่างนิกายเข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นผลงานศิลปะชั้นสูงแล้ว ยังสะท้อนมิติทางการเมืองและอำนาจของกษัตริย์ในยุคนั้นด้วย

แม้แต่ “ทับหลัง” และ “หน้าบัน” ที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงของตกแต่งสวยงาม แท้จริงแล้วคือพื้นที่เล่าเรื่องสำคัญ ทั้งมหากาพย์อินเดีย เรื่องราวของเทพเจ้า พิธีกรรม หรือคติความเชื่อต่าง ๆ ตลอดจนถึงเรื่องราวในพุทธประวัติ ที่ถูกสลักลงบนหินอย่างละเอียดราวกับหนังสือภาพจากยุคโบราณ
บางครั้ง การไปเที่ยวปราสาทหินอาจไม่ใช่แค่การเดินชมโบราณสถานหรือถ่ายรูปสวย ๆ แต่คือการได้ลอง “อ่านอดีต” ผ่านร่องรอยที่ผู้คนเมื่อพันปีก่อนตั้งใจฝากเอาไว้ และเมื่อมองลึกลงไปเบื้องหลังลวดลายเหล่านั้น เราอาจพบว่า ศิลาหินทรายที่ดูเงียบงันมาตลอดหลายศตวรรษ จริง ๆ แล้วกำลังเล่าเรื่องของผู้คน ความเชื่อ และโลกทัศน์ของอารยธรรมโบราณให้เราฟังอยู่เสมอ

ผู้เขียน : นายสุภลักษณ์ ม่วงประสิทธิ์ นักศึกษาฝึกงาน จากสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

แหล่งอ้างอิง
- เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2565). ปราสาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรุงเทพฯ: มติชน.
- รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (2548). ปราสาทขอมในดินแดนไทย :ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ กรุงเทพฯ: มติชน.
- ปวินนา เพ็ชรล้วน. (ม.ป.ป.). ประติมานวิทยาในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาโดยสังเขป. [เอกสารประกอบการสอน]. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.

ภาพ ทับหลังประตูปรางค์ปราสาทหินพิมาย. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ.

17/05/2026

18 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day)

รู้หรือไม่? วันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี คือ "วันพิพิธภัณฑ์สากล" นะครับ! วันนี้ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ปี 2520 โดย International Council of Museums : ICOM หรือสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์สำคัญมาก ๆ เลยครับ
พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่แค่ที่เก็บของเก่า แต่เป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย, สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน, และทำให้เกิดสันติภาพได้ด้วยนะครับ 😊
.
วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาพูดคุยกันถึงบทบาทสำคัญของพิพิธภัณฑ์, ซึ่งเป็นเหมือนคลังความรู้ที่เก็บรักษาเรื่องราวจากอดีตไว้ให้เราได้เรียนรู้กัน 📚 แต่ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ก็ต้องเจอกับความท้าทายหลายอย่างเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ, การดึงดูดคนรุ่นใหม่, หรือการปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล 😥

มาช่วยกันสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ของเราให้เข้มแข็งต่อไปนะครับ! เพราะพิพิธภัณฑ์คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเราทุกคน 💖

#วันพิพิธภัณฑ์สากล #พิพิธภัณฑ์ #ประวัติศาสตร์ #การอนุรักษ์

ภาพประกอบ คือ ห้องสมัยรัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Nakhon Ratchasima?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


ราชภัฏนครราชสีมา
Nakhon Ratchasima
30000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 15:30
อังคาร 09:00 - 15:30
พุธ 09:00 - 15:30
พฤหัสบดี 09:00 - 15:30
ศุกร์ 09:00 - 15:30