18/05/2026
[ หอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรอำนวยความสะดวกให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ]

วันนี้ (15 พ.ค.) ผมและเพื่อน สส. พรรคประชาชน แถลงข่าวว่าด้วยปัญหาการใช้บริการ การจัดระบบฐานข้อมูล และการจัดเก็บเอกสารของหอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และประเด็นดังกล่าวมีการแชร์ไปในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หอสมุดแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจเพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ศึกษา ค้นคว้า วิจัยแก่ประชาชน เป็นคลังสิ่งพิมพ์ของชาติ และเป็นหน่วยรับจดแจ้งการพิมพ์ หรือการขอเลข ISBN ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ แต่ในขณะเดียวกันหอสมุดแห่งชาติก็มีหน้าที่ในการเก็บรักษา และให้บริการเข้าถึงเอกสารโบราณ สมุดไทย หนังสือหายาก และเอกสารจดหมายเหตุด้วย ซึ่งถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่คล้ายคลึงกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ขณะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีพันธกิจโดยตรงคือ การอนุรักษ์รักษาเอกสารจดหมายเหตุให้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เป็นศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเอกสารจดหมายเหตุ พร้อมทั้งพันธกิจในการให้บริการด้วยข้อมูลที่ทันสมัย
หอสมุด และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จึงเป็นอีกกรณีของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกัน ต้องแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติตามพันธกิจ โดยใช้อัตรากำลังที่มากขึ้นเป็น 2 เท่า สำหรับ 2 หน่วยงาน ทั้งที่สามารถควบรวม หรือปรับบทบาทหน้าที่ ให้การอนุรักษ์รักษาเอกสารเก่าทั้งหมดอยู่ในการกำกับดูแลของหอจดหมายเหตุ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งงานจดหมายเหตุถือเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ความเข้าอกเข้าใจ และความเชี่ยวชาญสูง
ในประเด็นปัญหาซึ่งแพร่ไปในสังคมออนไลน์ นอกจากเรื่องความยากในการขอเข้าใช้บริการ หรือระบบฐานข้อมูลที่เข้าใจได้ยาก ยังมีการอ้างถึงการชำรุดของเอกสารที่หอสมุดแห่งชาติจัดเก็บ ซึ่งเอกสารเก่ายิ่งผ่านเวลา ยิ่งเสี่ยงต่อความชำรุด จากตัวแปรไม่ว่าจะเป็น ความเปราะบางของกระดาษ วิธีการเก็บรักษา อุณหภูมิ ความชื้น รวมถึงการใช้บริการ ซึ่งแม้จะมีการสวมถุงมือเพื่อหลีกเลี่ยงความชื้น แต่การสัมผัสเอกสารโดยตรงบ่อยครั้งย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพเอกสาร
ผมขอยกตัวอย่างหน่วยงานที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ คือหอภาพยนตร์ ทำหน้าที่เก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสมบัติชาติ เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาของชาติในแต่ละยุคสมัย ขณะเดียวกัน ฟิล์ม ก็เป็นวัสดุที่เสี่ยงต่อความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้จัดเก็บในอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม ปัจจุบันหอภาพยนตร์ ได้แยกไปเป็นองค์การมหาชน และมีห้องเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์โดยเฉพาะ ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเสื่อมสลายของฟิล์มที่เรียกว่า Vinegar Syndrome (กลิ่นเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชู ของฟิล์มเมื่อเสื่อมสภาพ)
จากประสบการณ์ของผม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปฏิบัติงานในหอจดหมายเหตุประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งจัดเก็บเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเอกสารรับมอบจากบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์มาในช่วงเวลาหนึ่ง ผมขอสื่อสารข้อเสนอไปยังกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำกับดูแลทั้ง หอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 3 ข้อ ดังนี้
1. ควรมีการทบทวนเพื่อโอนหน้าที่ในการอนุรักษ์รักษาเอกสารโบราณ สมุดไทย หนังสือหายาก เอกสารจดหมายเหตุ และเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาในบางส่วน ให้เป็นของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อประสิทธิภาพในการสงวนรักษาเอกสาร และไม่ต้องสูญเสียอัตรากำลังไปกับหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกัน พร้อมกับยกระดับการจัดเก็บเอกสาร ให้มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม ลดความเสื่อมสภาพของเอกสารให้น้อยที่สุด
2. ควรทำกระบวนการ Digitize เอกสารจดหมายเหตุทั้งหมด ซึ่งเอกสารจดหมายเหตุถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบาง มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากตัวแปรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการจับต้องด้วยมือบ่อยครั้ง การสแกนเอกสารให้เป็นไฟล์ดิจิตอล นอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อเอกสารโดยตรงแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกต่อผู้ใช้บริการ และถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่ประกาศไว้เช่นกันคือ การให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
3. ควรมีการทบทวนการจัดระบบฐานข้อมูลจดหมายเหตุ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการว่าสืบค้นยาก แตกต่างจากห้องสมุดโดยทั่วไปซึ่งมีระบบดิวอี้ หรือมีระบบรัฐสภาอเมริกัน ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในห้องสมุดทั่วโลก การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และลดความซ้อนซ้อนสับสน นอกจากจะเป็นความสะดวกต่อผู้ใช้บริการ ยังเป็นความสะดวกต่อการจัดเก็บ โดยเฉพาะในอนาคตที่เอกสารจดหมายเหตุย่อมเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเล่าเพียงชุดเดียว แต่คือการประกอบเข้าด้วยกันของข้อเขียน บันทึก เรื่องเล่า จารึก แผนที่ และเอกสารอีกมหาศาล หากส่วนหนึ่งส่วนใดหายไป ย่อมกระทบต่อความสมบูรณ์ทางแง่มุมของประวัติศาสตร์ชุดนั้นๆ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับงานจดหมายเหตุ จึงชี้วัดถึงการให้ความสำคัญของภาครัฐ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน
งานด้านวัฒนธรรมจะเดินหน้า ไม่อาจทำได้เพียงส่งเสริมวัฒนธรรมผ่านการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่การอนุรักษ์รักษาอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมกับส่งเสริมให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ศึกษาได้จากหลายมุมมอง จากเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย และที่สำคัญคือประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวกเท่าเทียม ถือเป็นงานส่งเสริมวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
#นัทณพัฎน์
#พรรคประชาชน #ประชุมสภา
#ประวัติศาสตร์ #กระทรวงวัฒนธรรม
30/04/2026
ประกาศ หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
เรื่อง แจ้งปิดให้บริการในวันหยุดเนื่องในวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์
หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ ขอแจ้งกำหนดการปิดให้บริการชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดประจำสัปดาห์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ปิดให้บริการ : วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 และ วันที่ 13 พฤษภาคม (วันฉัตรมงคล,วันพืชมงคล)
ปิดให้บริการ : ทุกวันศุกร์ ที่ 1,8,15,22,29 ของเดือนพฤษภาคม 2569 (ตามมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง)
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
ประกาศ ณ วันที่ 30 เม.ย. 2569
09/04/2026
ประกาศ หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ
เรื่อง แจ้งปิดให้บริการชั่วคราวในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดประจำสัปดาห์
หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ ขอแจ้งกำหนดการปิดให้บริการชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกในช่วงวันหยุดยาวและวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
ปิดให้บริการ : ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 เมษายน 2569 (ช่วงเทศกาลสงกรานต์)
ปิดให้บริการ : วันพุธที่ 22 เมษายน 2569 และ วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 (ตามมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง)
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้
ประกาศ ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569
24/02/2026
ย้อนรอยอดีตสาธารณสุขยุคก่อนประวัติศาสตร์
ตอนที่ 2 อโรคยาศาล ระบบบริการสุขภาพในอดีต
โดยทั่วไป เรามักคิดว่าโรงพยาบาลมีอยู่แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่เจริญแล้ว แต่ในความจริงแล้ว โรงพยาบาลและระบบบริการสุขภาพมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในอู่อารยธรรมต่างๆ ทั่วโลก
ในอุษาคเนย์ มีการก่อสร้าง “อโรคยาศาล” ตั้งแต่ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ในปี พ.ศ. 1724) โดยมีกระจายอยู่มากถึง 102 แห่ง อโรคยาศาลเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชน มีพระโพธิสัตว์แห่งการเยียวยารักษาโรคประจำอยู่ ซึ่งตามคติพุทธแบบมหายานมีอยู่ ๓ องค์ด้วยกัน ได้แก่ พระไภษัชยคุรุ (พระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคต) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระชินะ ถือเป็นผู้ประสาท “ความไม่มีโรค”แก่ประชาชน พระโพธิสัตว์อีกสององค์เป็นพระชิโนรส ได้แก่ พระศรีสูรยไวโรจนจันทโรจิ และ พระศรีจันทรไวโรจนโรหินีศะ ผู้ขจัดซึ่งโรคของประชาชน
แม้การเยียวยารักษาโรคในอโรคยาศาลจะเป็นไปตามคติทางศาสนา แต่การรักษาความเจ็บป่วยก็ไม่ได้อาศัยแต่เฉพาะการบูชาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในจารึกที่พบในเมืองสุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิและนครราชสีมาระบุถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้อุทิศไว้เพื่อใช้ในโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยเฉพาะอาหารและสมุนไพรที่มีทั้ง กฤษณา เทียนขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เนยใส บุนนาค จันทน์เทศ ผลกระวาน กำยาน มหาหิงคุ์ ไม้จันทน์ พริกไทย และดีปลี เป็นต้น
สำหรับตัวอาคารของอโรคยาศาลนั้นประกอบด้วย ปรางค์ประธาน มีอาคารที่เรียกว่า “บรรณาลัย” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยศิลาแลง หันหน้าเข้าสู่ตัวปราสาทประธาน ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ตำแหน่งของบรรณาลัยมักจะอยู่ค่อนไปที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีซุ้มประตูทางเข้าที่เรียกว่า โคปุระ ทางด้านหน้าเพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ใกล้ๆ จุดกึ่งกลางของกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออก บริเวณด้านนอกกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือที่เรียกว่า บาราย หรือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์กรุด้วยศิลาแลง
ในประเทศไทย มีการพบอโรคยาศาลหลายแห่ง เช่น กุฏิฤๅษีเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์, ปรางค์กู่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด, กู่สันตรัตน์ เมืองนครจัมปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
รูปประกอบ : ปราสาทตาเมือนโต๊ด หนึ่งในอโรคยาศาสลที่หลงเหลืออยู่ในเขตประเทศไทย
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย
24/02/2026
ย้อนรอยอดีตสาธารณสุขยุคก่อนประวัติศาสตร์
ตอนที่ 1 ความป่วยไข้ในยุคก่อนประวัติศาสตร์
คนส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่าสังคมสมัยใหม่เต็มไปด้วยปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วยต่างๆ ก็มักคิดไปว่า คนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยโบราณคงจะมีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาวกว่าคนในปัจจุบัน แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
ข้อมูลจากการศึกษาโครงกระดูกที่ขุดค้นพบในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่โคกพนมดี ในเขตอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ของนักวิชาการทางด้านมานุษยวิทยากายภาพทำให้เราทราบว่า เด็กๆ ในชุมชนแห่งนี้ต้องเผชิญกับภาวะขาดสารอาหาร เด็กที่เกิดมากว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 60) ไม่มีชีวิตรอดไปถึงสองขวบ ส่วนที่รอดมาได้โดยมากก็จะตายในอายุราว ๆ 30 ปี จะหาคนที่รอดจนถึงอายุ 50 ปีสักคนก็เป็นเรื่องยาก หญิงสาวเริ่มเป็นแม่คนตั้งแต่อายุ 19 และตั้งครรภ์บ่อยเพื่อชดเชยเด็กที่ตายไป นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นทั้งโรคโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย โรคข้อต่ออักเสบเรื้อรัง ฟันผุ เหงือกอักเสบ ชุมชนที่อยู่อาศัยยังแวดล้อมไปด้วยโรคมาเลเรีย บิด อหิวาตกโรค พร้อมกับถูกเบียดเบียนด้วยพยาธิทั้งตัวกลมตัวตืด สภาพดังกล่าวเป็นสภาพสุขภาพของชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อ 3,000-4,000 ปีที่ผ่านมา
ในด้านการเยียวยารักษาโรคในสมัยก่อนประวัติศาสตร์นั้น ในประเทศไทย มีการพบภาพวาดสีที่แสดงถึงความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติและพิธีกรรมขึ้นเพื่อการเยียวยาความป่วยไข้ ตัวอย่างเช่น ภาพเขียนสีที่เขาจันทร์งาม จังหวัดนครราชสีมา นอกจากการรักษาโดยพิธีกรรมและความเชื่อเหนือธรรมชาติแล้ว ยังพบการรักษาความเจ็บป่วยด้านวิธีการเจาะกะโหลกเป็นรูกลมจากหลักฐานการขุดค้นทางด้านโบราณคดีในหลายพื้นที่ เช่น ที่แหล่งโบราณคดีบ้านธาตุ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เชื่อกันว่าการเจาะกะโหลก หรือ trepanning นี้เป็นไปเพื่อรักษาโรคปวดศีรษะ หรือโรคลมบ้าหมู โดยการเจาะปลดปล่อยสิ่งไม่ดีออกจากกะโหลกศีรษะ
การเจาะกะโหลกให้เป็นรูทะลุนี้พบได้ในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์หลายแห่งทั่วโลก รูบนกะโหลกที่พบมีลักษณะเป็นรูกลม แสดงว่า เป็นการเจาะโดยใช้เครื่องมือบางชนิด (ไม่ใช่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ) และการที่รูเจาะมีขอบเรียบแสดงว่าผู้ที่ถูกเจาะรูที่กะโหลกมีชีวิตอยู่หลังจากได้รับการเจาะยาวนานพอที่ขอบรอยเจาะกะโหลกที่เป็นบาดแผลนั้นเกิดการเยียวยาจนเป็นขอบที่เรียบมน
โครงกระดูกของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายที่พบว่าเปิดเผยให้ทราบว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีอายุสั้น เฉลี่ยไม่เกิน ๓๐ ปี ยังไม่พบศพใดที่มีอายุเกิน ๕๐ ปี และมีอัตราการตายของทารกสูงมาก แต่ไม่ปรากฏว่ามนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ขาดแคลนอาหาร แต่โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นกันมากคือ โรคโลหิตจาง (Anemia) ศาสตราจารย์ นพ.สุด แสงวิเชียรและคณะได้ทำการศึกษาสำรวจที่แหล่งขุดค้นทางโบราณคดี บ้านเก่า จ. กาญจนบุรี พบโครงกระดูกที่มีลักษณะป่วยด้วยโรคโลหิตจางเรื้อรัง นอกจากนี้ กระดูกของมนุษย์ที่ขุดค้นจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ยังพบร่องรอยของโรคต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบ (Bone Arthritis หรือ Osteoarthritis) โรคเนื้องอก (Tumor) โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โลหิตจาง (Anemia) และยังพบโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น ฟันผุและโรคปริทันต์ (Periodontal Disease) การพบฟันผุอาจแสดงว่าอาหารที่รับประทานมีส่วนประกอบของแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปนอยู่มาก
รูปประกอบ : ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาจันทร์งาน จังหวัดนครราชสีมา แสดงการประกอบพิธีกรรมของมนุษย์ซึ่งผู้คนในยุคนั้น มีความเชื่อใจอำนาจเหนือธรรมชาติที่สามารถบันดาลให้เกิดความเจ็บป่วยแก่มนุษย์ได้
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธาณสุขไทย
11/02/2026
๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๖๑)
๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย ๑๐๐ ปีแห่งการพัฒนา
ตอนที่ 8 สู่ศตวรรษที่สอง
โครงสร้างการบริหารจัดการงานสาธารณสุขมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ใน พ.ศ.๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๑๗ และ พ.ศ. ๒๕๓๕ และมีการปรับสถานะสถาบันสุขภาพจิตเป็นกรมสุขภาพจิตใน พ.ศ. ๒๕๓๗ มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ๆ ขึ้นได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ก่อตั้งใน พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อเน้นการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีทุกภาคส่วน โดยมีงบประมาณจากภาษีเหล้าและบุหรี่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อสร้างหลักประกันการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของประชาชนอย่างถ้วนหน้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ตั้งใน พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของสังคมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อบริหารจัดการและประสานงานด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อยกระดับมาตรฐานและรับรองคุณภาพบริการของสถานพยาบาล รวมทั้งมีการเกิดขึ้นของโรงพยาบาลในกำกับของรัฐเป็นแห่งแรก คือ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ซึ่งจัดตั้งใน พ.ศ. ๒๕๔๓
นอกจากองค์กรภาครัฐใหม่ๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในช่วง ๒-๓ ทศวรรษที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะมากขึ้น ทำให้มีองค์กรภาคประชาสังคม เช่น กลุ่ม ชมรม สมาคม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ และองค์การสาธารณประโยชน์ รวมทั้งองค์กรวิชาชีพด้านการแพทย์ การสาธารณสุขต่างๆ ได้เข้ามาทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสาธารณสุขมูลฐาน การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ การควบคุมการดื่มสุรา การคุ้มครองผู้บริโภค การดำเนินงานเรื่องเอดส์ นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ รวมทั้งงานด้านมนุษยธรรมและการรับมือภัยพิบัติต่างๆ
จากอดีตถึงปัจจุบัน ระบบสาธารณสุขไทยมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้บริบทใหม่ๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ผนวกกับปัญหาสุขภาพใหม่ๆ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัย ปัญหาโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ปัญหาภัยพิบัติ ความรุนแรงและการก่อการร้าย รวมทั้งผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ที่มีต่อสุขภาพ ล้วนแต่เป็นความท้าทายในการก้าวสู่ศตวรรษที่สองของการสาธารณสุขไทย วาระ ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทยที่จะมาบรรจบในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการทบทวนประวัติศาสตร์และนำบทเรียนจากอดีตมาใช้เพื่อให้การก้าวสู่ศตวรรษที่สองของการสาธารณสุขไทย
รูปประกอบ : สร้างเสริมสุขภาพคนทำงาน ภาพจาก สวรส. สสส.
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย
11/02/2026
๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๖๑)
๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย ๑๐๐ ปีแห่งการพัฒนา
ตอนที่ 7 ด้านยา เวชภัณฑ์ วิทยาศาสตร์การแพทย์และการแพทย์แผนไทย
ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๔๕ มีการจัดตั้งโอสถศาลาเพื่อจำหน่ายยาราคาถูกแก่ราษฎรตามหัวเมือง เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ปราจีนบุรี ต่อมามีการตั้งโอสถสภาขึ้นเพื่อจัดซื้อยาและวัตถุดิบในการผลิตยาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาถูกกว่าซื้อยาจากร้านขายยาที่ผลิตในกรุงเทพฯ ด้านการผลิตวัคซีนมีการตั้ง “กองทำพันธุ์หนองฝีและซีรัมของรัฐบาล” ขึ้นที่นครปฐม จนสามารถผลิตพันธุ์หนองฝีสำหรับการป้องกันไข้ทรพิษได้สำเร็จใน พ.ศ. ๒๔๔๙ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ย้ายมารวมกับ ปาสตุรสภา (สถาบันปาสเตอร์) เพื่อทำหน้าที่ผลิตพันธุ์หนองฝี ปลูกฝี ผลิตซีรัม และทำงานด้านการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และใน พ.ศ. ๒๔๖5 ได้สร้างสถานที่ทำการใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานเสาวภา” ในด้านการจัดหายา มีการตั้งโรงงานเภสัชกรรมผลิตยาของรัฐขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อผลิตยาตำราหลวงออกจำหน่าย ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๙ มีการรวมกิจการของโรงงานเภสัชกรรม และกองโอสถศาลาเป็นองค์การเภสัชกรรม ทำหน้าที่ผลิตยาทั้งยาสมัยใหม่และยาจากสมุนไพรเพื่อสนับสนุนการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ
การสร้างหลักประกันด้านยาทำให้เกิดนโยบายแห่งชาติด้านยาและบัญชียาหลักแห่งชาติขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๔ รวมทั้งมีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory Licensing หรือ CL) เพื่อจัดหายาในราคาที่เป็นธรรมตามนโยบายการเข้าถึงยา นอกจากการพึ่งยาแผนปัจจุบันแล้ว ยังมีความพยายามในการใช้ภูมิปัญญาไทยทั้งในด้านการแพทย์ เภสัชกรรม ผดุงครรภ์และการนวดไทยในการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีการตื่นตัวมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๕๒๐ นำไปสู่การตั้งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข ใน พ.ศ. ๒๕๔๕
รูปประกอบ : การวางรากฐานของงานด้านการสุขาภิบาลและพัฒนางานอนามัยในด้านต่างๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนเข้าสู่ยุคสาธารณสุขมูลฐาน
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย
30/01/2026
๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๖๑)
๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย ๑๐๐ ปีแห่งการพัฒนา
ตอนที่ 6 ด้านการอนามัยและการส่งเสริมสุขภาพ
การสาธารณสุขในยุคเริ่มแรก รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มพลเมืองโดยการออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกเพิ่มขึ้น มีการตั้งองค์การส่งเสริมการสมรส จัดการสมรสหมู่ ริเริ่มการจัดงานวันมารดา ประกวดสุขภาพของมารดา รวมทั้งการก่อตั้งโรงพยาบาลหญิงใน พ.ศ. ๒๔๙๔ เพื่อให้การคลอดบุตรเป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อมา ประชากรที่เพิ่มมากขึ้นถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความยากจนจึงมี“นโยบายคุมกำเนิดประชากร” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เป็นผลให้ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง การมีลูกน้อยลงและการเว้นระยะการมีบุตรให้ห่างขึ้นทำให้แม่และเด็กมีสุขภาพดีขึ้น โครงการส่งเสริมอาหารของชาติที่มีขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๘๑ การเริ่มงานโภชนาการสมัยใหม่ตามหลักวิชาการแพทย์และสาธารณสุข งานด้านส่งเสริมสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอนามัยแม่และเด็ก การส่งเสริมภูมิคุ้มกันในเด็ก การโภชนาการ รวมทั้งการจัดหาน้ำสะอาด การสุขาภิบาล การจัดหายาจำเป็นและการรักษาโรคที่พบบ่อยในท้องถิ่น ล้วนส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น
ความสำเร็จจากการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในยุคการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเป็นนโยบายที่องค์การอนามัยโลกริเริ่มขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยมียุทธศาสตร์สำคัญคือ การจัดตั้งผู้สื่อข่าวสารสาธารณสุข (ผสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปัจจุบัน อสม. ที่มีอยู่กว่า ๑ ล้านคนเป็นกำลังสำคัญของการทำงานสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน นอกจากการส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชนแล้ว การเกิดขึ้นของกลไกในระดับชาติ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ทำให้การส่งเสริมสุขภาพก้าวรุดหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
รูปภาพประกอบ : จากโรงพยาบาลโรคเรื้อนสู่สถาบันราชประชาสมาสัย ชื่อพระราชทานที่หมายความว่า "พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยกัน"
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย
30/01/2026
๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย (พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๖๑)
๑๐๐ ปีการสาธารณสุขไทย ๑๐๐ ปีแห่งการพัฒนา
ตอนที่ 5 ด้านการป้องกันและควบคุมโรค
ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ได้ทำการปลูกฝีป้องกัน ไข้ทรพิษจนได้ผลดี โดยหนองฝีที่ใช้นำเข้ามาจากอเมริกา ใน พ.ศ. ๒๔๔๘ รัฐบาลไทยได้ตั้งสถานผลิตพันธุ์หนองฝีขึ้นที่สี่กั๊กพระยาศรี มีการออกกฎหมายบังคับให้ราษฎรทุกคนปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ ต่อมามีการตั้งสถาบันปาสเตอร์หรือปาสตรุสภาขึ้นเพื่อทำการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษและโรคระบาดสัตว์ ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ การปลูกฝีได้ผลดีจนสามารถกวาดล้างไข้ทรพิษให้หมดไปจากสังคมไทย โดยหลังจาก พ.ศ. ๒๕๐๕ ไม่มีรายงานการค้นพบผู้ป่วยไข้ทรพิษอีกเลย กาฬโรคและคุดทะราดก็ถูกควบคุมอย่างได้ผลจนไม่พบผู้ป่วยอีกเลยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ และ พ.ศ. ๒๕๐๙ ตามลำดับ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอื่นๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง จนสามารถปราบปรามกำจัดโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอได้ รวมทั้งอหิวาตกโรคและโรคเรื้อนที่แม้จะไม่หายสาบสูญไปแต่ก็ไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขอีกต่อไป
แม้สถานการณ์การระบาดของการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๐ จะรุนแรง แต่ประเทศไทยก็สามารถดำเนินการควบคุมโรคนี้ได้จนเป็นแบบอย่างในระดับโลก เช่นเดียวกับไข้หวัดนก ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ และโรคซาร์ส งานด้านการป้องกันและควบคุมโรคถูกวางรากฐานมาตั้งแต่มีการก่อตั้งแผนกระบาดวิทยาขึ้นในกรมอนามัยราว พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๔ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับการยกระดับเป็นกองระบาดวิทยา สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ทำให้มีการพัฒนาวิชาการและการจัดระบบการเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีการอบรมบุคลากรสาธารณสุข จนในปัจจุบันมีหน่วยเฝ้าระวังและสอบสวนโรคในทุกตำบล อำเภอและจังหวัด แม้ที่ผ่านมา การควบคุมป้องกันโรคหลายชนิดจะดำเนินมาอย่างได้ผล แต่มีโรคอีกไม่น้อยที่ยังเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นโรคที่มีอยู่เดิม เช่น พยาธิใบไม้ในตับ ไข้เลือดออก วัณโรค หรือโรคใหม่ๆ เช่น โรคเมอร์ส ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ๆ รวมทั้งการระบาดของโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคที่เป็น “พยาธิสังคม” เช่น ปัญหายาเสพติด และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ท้าทายงานด้านการควบคุมโรคในปัจจุบันและอนาคต
รูปภาพประกอบ : สถานีอนามัยชั้น ๒
แหล่งที่มาบทความ : ปกิณกคดี ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขไทย