เรื่องการแต่งตั้ง อ.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ของผู้สมัครผู้ว่าพรรคประชาชน
ผมยอมรับอย่างแมนๆ ว่าในอดีตสมัยเรียนธรรมศาสตร์ ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ อ.สุรพล อย่างรุนแรงหลายครั้งเกี่ยวกับการรับตำแหน่ง สนช. หลังรัฐประหารปี 2549 รวมถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 7 และการจำกัดเสรีภาพนักศึกษา นี่พูดตรง ๆ ผมพูดเลยว่ามันทุเรศมากที่อธิการบดีธรรมศาสตร์ไปรับตำแหน่งและสนับสนุนรัฐประหาร รวมถึงเสนอความเห็นบ้า ๆ ที่ขัดต่อประชาธิปไตย
แต่กลับกันพอได้ยินข่าวเรื่องนี้ พูดตรง ๆ จะโกรธกันก็ได้ แต่แว๊บแรกผมเฉย ๆ เพราะประเมินตามหลักข้อมูลและผลโพลในปัจจุบัน ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนมีโอกาสชนะค่อนข้างน้อย (ในอนาคตจะเปลี่ยนยังไงก็แล้วแต่) อ.สุรพล จึงอาจจะไม่ได้เข้ามามีบทบาทบริหารจริงในท้ายที่สุด ดังนั้นก็ไม่ได้มีอะไรสำหรับผม ผมก็ลืมไป พาเมียไปกินข้าว กลับมาดูอีกทีเพิ่งรู้ว่ามันดราม่ามาก
เอาจริง ๆ ผมอ่านข่าวเห็นความเห็นของคุณ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ - Phicharn Chaowapatanawong เกี่ยวกับการแต่งตั้ง อ.สุรพล มาในตำแหน่งนี้เพราะเป็นมือหนึ่งด้านกฎหมายมหาชน และเคยเป็นประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ตรงที่ตอบโจทย์การบริหารโครงสร้างสาธารณูปโภคของ กทม. ซึ่งผมพูดตรง ๆ ว่าตรรกะนี้ผมเห็นด้วย 100% ที่พูดนี่เพราะเห็นด้วยจริง ๆ ไม่ใช่เพราะผมรู้จักคุณพิจารณ์
แต่ในมุมนึง ผมว่าเข้าใจกลุ่มผู้สนับสนุนที่ออกมาโจมตี เพราะ อ.สุรพล มีประวัติขัดต่อคุณค่าหลักของพรรค หลับตานึกไปแล้วผมเข้าใจเลยว่าทำไมด้อมส้มถึงต่อต้านกันมาก คือถ้าอย่างคุณหมอสุภัทรนี่ชัดเจนว่าด้อมส้มยอมรับเพราะคุณหมอออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าในอดีตคือพลาด ตอนนี้พร้อมต่อสู้กับพรรคประชาชน แต่กลับกันสำหรับ อ.สุรพลยังไม่เคยออกมาขอโทษสังคมอย่างเป็นทางการ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน และที่สำคัญเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน คนเราสามารถเปลี่ยนจุดยืนได้ ซึ่ง อ.สุรพล เองก็เคยมาเป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลและคอยให้คำแนะนำแก่แกนนำพรรคในช่วงที่ผ่านมา
การทำพรรคการเมืองมันคือการพยายามให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราเสนอ ซึ่งคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะมีอุดมการณ์บริสุทธิ์ไม่เคยไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามแบบแกนนำพรรคหรือด้อมส้มรุ่นใหญ่หลายคน ผมก็หนึ่งในนั้นเพราะผมก็ไม่เคยไปต่อสู้กับใครที่ไหน แค่ตอนหลังรู้สึกว่าอุดมการณ์ตรงกันและช่วยงานได้ผมก็มาช่วยพรรค
แต่ผมตั้งคำถามว่าถ้าจะต้องมานั่งคัดคนว่าแต่ละคนเคยมีประวัติใสสะอาดอะไรแบบนี้ มันคือการพยายามหาเลือดบริสุทธิ์เพื่อจะบอกว่าเลือกบริสุทธิ์เท่านั้นคือส้มแท้หรือเปล่า แล้วคนอย่างผม หรือคนอื่นที่เขาเคยอยู่อีกฝั่งแล้วเขารู้แล้วว่ามันไม่ Work แล้วจะมาสนับสนุนพรรคประชาชนมันจะกลายเป็นเลือดสีโคลนที่ต้องถูกกำจัดหรือเปล่า
ซึ่งหากเดินเกมสไตล์สลิธีรีนแบบนี้พรรคจะกลายสภาพเป็น "ลัทธิการเมือง" และสงสัยไม่น่าจะได้เกิน 50 ที่นั่ง เพราะคนที่มีอุดมการณ์บริสุทธิ์จ๋าขนาดนั้นมีจำนวนน้อยมากในสังคม
เรามาตั้งพรรคทำไม? เพื่อเสนอทางเลือกให้ประชาชนว่าแนวคิดของเราในการเปลี่ยนแปลงประเทศคือแนวคิดที่ประเทศไทยควรจะเป็นไม่ใช่หรือ แต่การจะเปลี่ยนประเทศและจัดตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงถึง 15-16 ล้านเสียง พรรคก็ควรต้องเปิดรับกลุ่มพลังเงียบหรือคนที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามหรือคนที่เป็น Swing Voters ให้ได้สิ และตราบใดที่วาระเชิงโครงสร้างหลักของพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง อุดมการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แนวทางไม่ได้เปลี่ยนแปลง การดึงผู้เชี่ยวชาญหรือหาแนวร่วมเข้ามาทำงานถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีในการลดภาพลักษณ์ความสุดโต่ง (Radical) ให้ดูเป็นพรรคสายบริหารที่เข้าถึงง่ายขึ้น
แล้วมันก็ดีไม่ใช่เหรอ ที่ถ้าเราทำให้คนมาสนับสนุนเรามากขึ้น
คือสำหรับผมอ่ะ ผมมั่นใจว่าผมคุยได้ทุกฝ่าย เพราะนี่คือความตั้งใจของผมตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ผมเดินไปยกมือไหว้ทุกคนจะเด็กจะแก่ ตอน กมธ.ชุดที่แล้ว ส.ส. พรรคอื่นมาถามผมผมก็ให้ความเห็นเต็มที่ในสิ่งที่ผมเชื่อ เพื่อนผมรองโฆษกประชาธิปัตย์ Jirawat Junkwat บางทีมาคุยกันว่าประเด็นนี้คิดยังไงผมก็ตอบไป ทหารหลายครั้งก็ถามผมว่าแบบนี้จะทำยังไงผมก็ตอบไป ไปสัมภาษณ์คนที่พรรคเพื่อไทยผมก็เสนอความเห็นไป คือผมไม่รู้สึกว่ามีปัญหาเลย เพราะเราทำงานต้องทำงานได้กับทุกคน แต่ด้วยวิธีนี้เราไม่ได้เปลี่ยนในสิ่งที่เราเชื่อสักหน่อย
แต่ถ้าเป็นแบบนี้ผมจะเป็นส้มปลอมผมก็ไม่ว่าอะไรนะ ผมยอมรับได้ อันนี้ไม่ได้ประชดด้วย
และเอาจริง ๆ ในฐานะส้มปลอมผมเข้าใจทุกคนนะทั้งที่คัดค้านและไม่คัดค้าน และผมว่าผมเข้าใจกรรมการบริหารพรรคด้วยว่าเชิญ อ.สุรพลมาทำไม แต่ผมคิดว่าพรรคต้องสื่อสารให้ดีกว่านี้ ต้องอธิบายให้ Voter ที่กำลังโมโหเข้าใจมากกว่านี้ อย่าพูดแค่ทือ ๆ แบบนี้ ถ้าอธิบายแล้วเขายังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ยอมรับไม่ได้แล้วเขาไม่รู้สึกสบายใจ เราก็ต้องยอมให้เขาออกไปพักก่อน แต่ไม่ใช่พรรคจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกครั้งที่มีกระแส เพราะไม่งั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย แล้วต่อไปเป็นรัฐบาลจะยิ่งกว่านี้อีก จะไหวเหรอ มันจะกลายเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคขาดวุฒิภาวะในการบริหารประเทศในอนาคต
ถามว่าต้องอธิบายยังไง? ผมบอกตรง ๆ ว่าผมไม่รู้ครับ ผมอยู่ในฐานะคนเดินมาร้านอาหารแล้วบ่นว่าอาหารไม่อร่อย แต่ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้อร่อย นั่นคือหน้าที่เชฟ ฉันใดฉันนั้น ผู้บริหารพรรคต้องมีหน้าที่คิดวิธีการบริหารความรู้สึกของสมาชิกพรรค นั่นคือหน้าที่คุณครับ
Analayo "Skyman" Korsakul
ผมเป็นนักสังเกตการณทางทหารอิสระ ที่ปรึกษา กมธ.ทหาร สภาผู้แทนราษฎร และแอดมินเพจ thaiarmedforce
คุณอนุทิน/คุณสีหศักดิ์บอกยกเลิก ไปใช้ UNCLOS ก็ที่เขมรฟ้องไกล่เกลี่ยภาคบังคับไทยนี่แหละ UNCLOS ซึ่งมันน่าจบไวแต่เส้นของไทยน่ะไม่ได้ตามนั่นแน่ แม้ว่าเส้นเขมรก็ไม่น่าจะได้ด้วยก็ตาม #ชายแดนไทยกัมพูชา
31/05/2026
มันมีงานใหญ่ในวงการความมั่นคงที่เพิ่งผ่านไปคือ Shangri -La Dialogue ที่สิงคโปร์ จัดโดย IISS หรือ International Institute for Strategic Studies ในอังกฤษ
งานนี้เป็นงานใหญ่มากในวงการความมั่นคงของโลกและเอเชีย โดยจะมีผู้นำในระดับรัฐมนตรีหรือผู้นำกองทัพหรือผู้นำพาพลเรือนที่เกี่ยวกับความมั่นคงมากล่าวสุนทรพจน์และปาฐกถาที่นี่ทุกปี
ของไทยเองเขาก็มักจะเชิญข้าราชการหรือนักวิชาการไปร่วมงานอยู่เสมอ
แต่เชิญคนไปพูดเหมือนกับไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ปีที่แล้วมีคุณภูมิธรรมในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมไปพูด ก่อนหน้านี้ก็มีคุณสุทิน หรือ 10 ปีที่แล้วก็มีพลเอกประยุทธ์ไปพูด
แต่ส่วนมากแล้วไม่ค่อยมีคนไทยหรือผู้นำของไทยไปพูดในเวทีหลักเลย
ทำไมเราต้องสนใจว่าคนไทยได้ไปพูดในงานนี้มากหรือน้อยเท่าไหร่? งานนี้จริงๆแล้วมันเป็นการแสดงจุดยืนของประเทศ เป็นงานแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศ และเป็นการบอกให้ในภูมิภาครู้ว่าเราคิดอย่างไรกับประเด็นต่างๆในภูมิภาคซึ่งมันจะช่วยให้การดำเนินการทางการพูดในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น
ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยเชิญเราไปพูด ผมพยายามจะเดานะ
อย่างแรกเลยก็คือ ถ้าปีนี้ไม่เชิญก็น่าจะไม่แปลกเพราะเราเพิ่งมีสงครามกับกัมพูชาไป
แต่ถ้ามองไปในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พี่ไม่ค่อยได้เชิญคิดว่ามีเหตุผลอย่างที่ 2 ก็คือผมว่าข้าราชการไทยหรือเจ้าหน้าที่ของไทยไม่ค่อยชอบแสดงจุดยืน คือพยายามจะกลางไว้ก่อน การเป็นกลางไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกลางของไทยคือไม่ยุ่งกับใคร ไม่มีบทบาทอะไร ไม่แสดงความเห็นอะไร ที่สำคัญก็คือไม่รู้ว่ายึดหลักการอะไร
เวียดนามก็พยายามเป็นกลางนะ แต่เขาเป็นกลางแบบมีหลักการ คือเขาย้ำนโยบาย 3 Nos หรือสามไม่อยู่ตลอด คือไม่ร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร ไม่อนุญาตให้ใครตั้งฐานทัพ และไม่ร่วมมือกับประเทศหนึ่งเพื่อโจมตีประเทศหนึ่ง แบบนี้คือกลางแบบมีหลักการ แล้วเราก็จะรู้ว่าเวลาเราติดต่อหรือขอความช่วยเหลือจากเวียดนามเราจะต้องทำอย่างไรเพราะเรารู้จุดยืนของเวียดนาม
แต่กับไทยผมก็ยังนึกไม่ออกจนถึงวันนี้ว่าเรามีจุดยืนแบบไหน เวลามีประเด็นความมั่นคงอะไรในภูมิภาค เรามักจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเราอย่าไปยุ่งเลย ไปแถลงที่ไหนไปพูดที่ไหนก็ไม่ค่อยแสดงความเห็นหรือไม่ค่อยมีหลักการให้ยึด คือจับต้องอะไรไม่ค่อยได้พูดอะไรก็ดูกว้างๆไปเสียหมด
แบบนี้มันก็เลยเข้ามาสู่เหตุผลที่ 3 ก็คือ เพราะเราไม่เอาใคร หาจุดยืนอะไรไม่เจอ มันก็เลยกลายเป็นว่าก็ไม่มีใครเอาเราเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าคุยกับเราแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา
ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นเหตุผลที่ 4 ด้วยหรือเปล่าก็คือเรามีคนเก่งน้อยเกินไป นายพลไทยผมก็พูดตรงๆว่าคุยกันมาหลายสิบคนเจอคนที่เก่งและมีวิสัยทัศน์มีจุดยืนน้อย ส่วนมากก็ขึ้นมาตามวาระและทำงานตามหน้าที่ไปไม่ได้ต้องการผลักดันอะไร เพราะตามวัฒนธรรมของข้าราชการไทยไม่ทำอะไรเลยอาจจะดีกว่าทำผิดพลาด เราชอบลงโทษคนที่ผิดพลาด ทั้งๆที่การผิดพลาดคือการแสดงให้เห็นว่าเขาก็ทำงาน แต่เรากลับสนับสนุนคนที่ไม่มีผลงานอะไร ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเพราะคิดว่าไม่มีชนักติดหลัง แต่คนแบบนี้แหละไม่ทำให้ประเทศเราก้าวหน้าไปไหนเลย
รวมๆกันผมรู้สึกว่ามันก็เลยเป็นสิ่งที่ไม่ต้องแปลกใจว่าพอเรามีปัญหาแล้วไม่รู้ว่าใครจะมาช่วยเรา หรือทำไมถึงไม่ค่อยมีใครเกรงใจเราหรือไม่มีบทบาทที่ไหน เพราะเราไม่เคยแสดงจุดยืนหรือบทบาทอะไรเลย
เรากลัวจะแสดงความเห็นในประเด็นที่สำคัญเช่นประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ทะเลจีนใต้ ไต้หวัน หรืออะไรพวกนี้ เพราะเรากลัวไปหมด กลัวผิดใจกับคนนู้นคนนี้ แต่จริงๆแล้วต้องรู้ว่าเขาอยากรู้ว่าเราคิดอย่างไรกันแน่ คือไม่ได้บอกให้เลือกข้าง ถ้าเราไม่เลือกข้างและต้องการเป็นกลางเราก็ต้องกล้าพูดว่าเป็นกลางอย่างไร ยึดหลักการไหน และอยากให้สถานการณ์นั้นออกมาในรูปแบบไหน ไม่ใช่เป็นกลางแบบกว้างๆแบบจับยึดอะไรไม่ได้เลย และไม่ยุ่งกับใคร
มันก็เลยกลายเป็นว่าเราคิดว่าเรามีเพื่อนเยอะ เพราะการเป็นกลางแบบจับยึดอะไรไม่ได้ทำให้เราคุยได้กับทุกคน แต่มันก็คุยแบบเพื่อนกิน พอถึงเวลาขอความช่วยเหลือจริงๆก็เลยไม่มีใครมาช่วยเพราะไม่มีใครไว้ใจเราอย่างแท้จริง หรือแม้แต่สุดท้ายไม่มีใครรู้ว่าเราจะเอาอะไรกันแน่เพราะเราไม่เคยแสดงจุดยืนหรือแสดงทิศทางอะไร แล้วคนที่ไม่เคยช่วยเหลือคนอื่นแบบไทยก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใครมาช่วยเหลือเรา
แต่ก่อนทักษิณพยายามควบคุมระบบ-องค์กรอิสระ พี่ๆบอกว่าไม่ถูกต้องต้องเอาทหารมาล้ม แต่ตอนนี้สีน้ำเงินทำยิ่งกว่าพี่ๆบอกว่าไม่เป็นไร🫠
22/05/2026
เมืองไทย ประเทศที่ทหารเป็นใหญ่ จะทำอะไรก็ได้ ตั้งหน่วยงานมาควบคุมพลเรือนแบบเนียน ๆ ก็ได้ เพิ่มตำแหน่ง เพิ่มอัตราให้คนของตัวเองมีที่ลงก็ได้ เห็น ทบ. ทำกับ กอ.รมน. หรือ ทร. ทำ ศรชล. ทอ. ก็คงคิดว่าทำไมกรูไม่ทำบ้าง ว่าแล้วก็อย่ารอช้าตั้ง ศรทอ. ดีกว่า
แล้วองค์กรพวกนี้ นอกจากจะใช้งบปี ๆ หนึ่งเท่ากับกระทรวงวัฒนธรรมทั้งกระทรวงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผบ. เหล่าทัพไปมีอำนาจนั่งสั่งการหน่วยงานราชการอื่นได้อีก
แล้วรับรอง มันจะเป็นช่องทางในการทำงบประมาณม้า ซึ่งสุดท้ายทำให้ระบบราชการขยายตัว แล้วก็มาบ่นว่าทำไมไม่มีงบซื้ออาวุธดี ๆ ก็พี่เล่นตั้งหน่วยงานแจกตำแหน่งกันรัว ๆ ซะแบบนี้นี่ไง
ไทยแลนด์ก็เป็นแบบนี้แหละครับ
สภากลาโหมมีมติให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ โดยอ้างเหตุผลตามข่าวแจกคือ
ในด้านความมั่นคง ประเทศไทยมีภารกิจในการดูแลและบริหารจัดการห้วงอากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้ำ รวมกว่า 1.8 ล้านตารางกิโลเมตร ตลอดจนเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับ การรบกวนสัญญาณดาวเทียม และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน มิติอวกาศ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เสรีตามหลักสากล ก็อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติได้ หากมีการใช้งาน ในลักษณะที่เป็นภัยต่อประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว อ่อนตัว และแม่นยำ
เพื่อให้การบูรณาการข้อมูลและการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงทีจึงมีความจำเป็นในการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศ” เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการข้อมูลด้านอากาศและอวกาศจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านความมั่นคง การบินพลเรือน เทคโนโลยีอวกาศ ข่าวกรอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีภารกิจสำคัญ อาทิ การเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และประเมินภัยคุกคาม การบริหารจัดการห้วงอากาศและอวกาศ การกำกับดูแลอากาศยานไร้คนขับ การติดตามอากาศยาน บินผ่านหรือขึ้นลงในราชอาณาจักร การค้นหาและช่วยชีวิต ตลอดจนการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง
โดยศูนย์ฯ จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นรองผู้อำนวยการ และเสนาธิการทหารอากาศเป็นเลขาธิการ
----------------
จริง ๆ เรื่องนี้มีการพูดคุยกันมาหลายปีแล้ว และเริ่มข้มเข้นในช่วงสองสามปีก่อนหน้านี้ ตรงนี้ถูกมองว่าเหมือนกองทัพอากาศต้องการมีองค์กรคล้าย กอ.รมน. เป็นของตัวเอง เพราะ กอ.รมน. ก็อยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพบก ส่วน ศรชล.ก็มีกองทัพเรือควบคุม ยังเหลือแต่กองทัพอากาศที่ไม่มีหน่วยงานในลักษณะนี้จึงอยากมีบ้าง
แต่อ่านเหตุผลตามที่แถลงมา ยังนึกไม่ออกว่าจะมีไปทำไม
เพราะฟังเหตุผลที่อ้างมา ยังนึกไม่ออกว่าจะต้องมีหน่วยงานใหม่ไปทำไม เพราะความรับผิดชอบเหล่านี้หน่วยงานที่มีอยู่เดิมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งสิ้น หลายภารกิจก็เป็นภารกิจที่กองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ซึ่งการตั้งหน่วยงานมาก็เหมือนตั้งมาดูแลตัวเอง ด้วยคนของตัวเองเป็นส่วนใหญ่
ถ้าจะบูรณาการจริง ๆ รองผู้อำนวยการก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารโดยตำแหน่งแบบนี้ เพราะสิ่งที่น่ากลัวก็คือการบอกว่าต้องมี ศรทอ. เป็นศูนย์บูรณาการด้านอากาศและอวกาศ แม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ แต่มีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นรองผู้อำนวยการ และเสนาธิการทหารอากาศเป็นเลขา ซึ่งก็เหมือนกับการอนุญาตให้กองทัพอากาศเข้าไปควบคุมดูแลหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอากาศและอวกาศผ่านโครงสร้างของ ศรทอ. นี้
นี่คือการขยายอำนาจของทหารออกไปควบคุมพลเรือนให้แน่นกว่าเดิมผ่านข้ออ้างความมั่นคง
อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องงบประมาณ ถ้าดู ศรชล. ของกองทัพเรือเป็นตัวอย่างจะพบว่า หน่วยงานนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์บูรณาการการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล ซึ่งถ้าแค่บูรณาการก็คงใช่งบและใช้ตำแหน่งไม่มาก แต่ภายหลังไม่ใช่บูรณาการอย่างเดียวแล้ว เริ่มมีการจัดซื้ออาวุธ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์เข้ามาใช้งาน เช่นซื้อโดรนบ้าง ซื้อเรือลาดตระเวนบ้าง ซื้อเฮลิคอปเตอร์บ้าง ก่อสร้างต่าง ๆ บ้าง เฉลี่ยแล้วใช้งบประมาณปีละกว่า 1 พันล้านบาท เงินจำนวนนี้คือเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมาทุกปี ทั้งที่ถ้าจะบูรณาการ ควรจะเป็นศูนย์กลางสำหรับประสานการใช้ทรัพยากรของราชการต่าง ๆ เพื่อดูแลผลประโยชน์์แห่งชาติทางทะเลเท่านั้น
และพอจัดซื้อมาแล้ว ใครที่ไหนจะมาใช้เป็นหลัก ถ้าไม่ใช่กองทัพเรือ ดังนั้นในกรณีของ ศรชล. ก็เหมือนกับการที่กองทัพเรือสามารถ "ฝาก" ศรชล. ซื้ออาวุธมาใช้ได้ โดยใช้งบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ศรชล. สังกัดอยู่ เหมือนเป็นการเพิ่มงบกลาโหมโดยไม่ต้องเพิ่มให้เห็นจริง ๆ ซึ่งเราเคยตั้งข้อสังเกตุว่านี่คือ "การทำงบประมาณม้า" นั่นเอง แม้จำนวนเงินจะยังไม่มาก แต่ถ้าปล่อยให้เทรนนี้ดำเนินต่อไป มันก็อาจจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้
ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่ ศรทอ. จะใช้วิธีนี่เช่นกัน
สุดท้าย งบที่เพิ่มขึ้น ตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น มันคือการขยายตัวของระบบราชการ เป็นการสร้างการเติบโตให้กับกำลังพลของกองทัพอากาศโดยการใช้งบประมาณของหน่วยงานอื่น เพื่อให้กำลังพลของตัวเองมีที่ลง แต่สุดท้ายก็คืองบประมาณประจำที่ต้องจ่ายออกมาจากภาษีนั่นเอง แปลว่านอกจากปี ๆ หนึ่งเราน่าจะต้องจ่ายเงินให้ทั้ง ศรชล. และ ศรทอ. ปีละเกือบ 2 พันล้านบาท งบประมาณของ กอ.รมน. ซึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ถ้าวันจากปีล่าสุดก็อีกราว 6 พันล้านบาท แปลว่าเราต้องเอาเงินภาษีมาจ่ายให้กับหน่วยงานในลักษณะนี้อีกอย่างน้อย 8 พันล้านบาทต่อปี เท่ากับว่าเรามีรายจ่ายที่ต้องจ่ายให้หน่วยงานลักษณะนี้ปี ๆ หนึ่งพอ ๆ กับงบของกระทรวงวัฒนธรรมทั้งกระทรวง
ไม่ต้องแปลกใจที่รัฐบาลเราจะไม่มีเงินไปลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต เพราะเอาแต่ขยายขนาดหน่วยงานราชการโดยขาดความจำเป็นที่แท้จริง แล้วพอไม่มีเงินพอ ก็ต้องไปกู้เงินปีละ 8 แสนล้านจนหนี้ชนเพดานแบบนี้
ก็เพราะอะไรแบบนี้แหละทำให้ประเทศไทยไม่ไปไหนสักที
22/05/2026
เราคาดว่า หรือไม่ก็กลัวว่า การจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือจะมีปัญหา
เอาจริง ๆ ตอนหลัง ๆ นี่ไปเจอใคร คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะแล้ว คำถามคือโครงการจะล้มไหม เพราะมันมีความเสี่ยง โดยเฉพาะจากการวิ่งจากฝ่ายอื่นและคนที่คุณก็รู้ว่าใคร
แต่ต่อให้ตัดทั้งหมดนี้ไป ลำพัง ทร. เองทำโครงการเองก็เสี่ยงพออยู่แล้ว
เอาง่าย ๆ วันนี้ ทอ. เซ็นซื้อ C295 แล้วสองลำแรกจากงบ 69 แต่ ทร. ที่ได้งบ 68 ไปซื้อ C295 สามลำ จนป่านนี้ยังไม่ได้เซ็น
ทั้งที่โครงการนี้จริง ๆ ง่ายมาก ง่ายแบบโคตรง่าย เพราะตัวเลือก บ.ลำเลียงเบาทางยุทธวิธีในโลกนี้แทบจะไม่มี แล้ว C295 นี่ ทบ. ก็ใช้อยู่แล้ว จะซื้อแพ็คเก็จการซ่อมบำรุงหรืออุปกรณ์อะไรเพิ่มก็ว่าไป แต่มันไม่ควรจะยาก
แต่นี่ ทร. แก้ TOR แล้วแก้อีก แล้วลากมาเรื่อย ๆ จนเลยปีงบประมาณก็ยังไม่ได้เซ็น
นี่ขนาดเรื่องที่มันควรจะง่ายยังยากเลย
แล้วคิดว่าเรื่องยาก ๆ อย่างเรือฟริเกต มันจะจบได้ง่าย ๆ เหรอ
ไม่มีทาง
ทำใจไว้ได้เลย มันดราม่าแน่ ๆ ไม่ว่าใครจะชนะ
ที่พูดนี่ไม่ได้สะใจหรืออะไรเลยนะ เซ็งมาก ๆ ด้วยซ้ำ
กอ.รมน.ภาคอากาศมาแล้ว สภากลาโหมให้ตั้งศรทอ. ตอนนี้สามเหล่ามีหน่วยงานส่วนตัวแบบนี้กันหมด เผางบสนุกเพิ่มตำแหน่งรัวๆ ภารกิจก็ซ้ำซ้อน ชัดเจนว่าทหารอยากมีเอี่ยวควบคุมทุกอย่างจริงๆ
20/05/2026
วันนี้เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทยได้จัดงาน รวบรวมคนที่น่าจะเกี่ยวข้องในสัญญาจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือถ้าแบบเรือของสเปนได้รับเลือกที่บ้านพักของท่าน
งานนี้เป็นงานคล้ายๆ Networking ให้คนที่อู่ Navantia ไปทาบทามว่าถ้าชนะสัญญาก็มาทำงานด้วยกันนะมาเจอกัน ส่วนมากก็เป็นอู่ต่อเรือ บริษัทติดตั้งระบบ บริษัทซอฟต์แวร์และบริษัทวิศวกรรมอื่นๆ ซึ่งบริษัทเหล่านี้น่าจะเป็น Offset Recipients ในการต่อเรือที่สเปนจะขอใช้พื้นที่อู่ราชนาวีมหิดลในการต่อเรือฟริเกตครั้งแรกในประเทศไทย
สุดท้ายใครจะชนะสัญญานี้ก็ต้องลุ้นกันครับ แต่ผมก็พูดกับหลายคนที่มางานนี้นะว่า สำหรับผมซึ่งเป็นพลเรือนและคิดว่าความเร่งด่วนของประเทศชาติตอนนี้คือเรื่องเศรษฐกิจ ผมว่าเรือที่เสนอเข้ามาส่วนใหญ่ก็มีขีดความสามารถไม่หนีกันนัก แต่ผมอยากให้กองทัพเรือเลือกแบบเรือที่ประเทศชาติได้ประโยชน์และอุตสาหกรรมไทยได้ประโยชน์จริงๆไม่ใช่ถ่ายทอดเทคโนโลยีวนอยู่แต่ในกองทัพแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นแบบที่กองทัพชอบทำกัน
พูดง่าย ๆ ถ้าผมจะเชียร์ อยากเชียร์ให้เลือกอู่ที่ให้ Offset แท้ ไม่ใช่ Offset ทิพย์ และให้เราจบปัญหา One-ship Class ให้ได้สักที
ที่คุณอนุทินบอกว่ายกเลิก แล้วจะใช้ UNCLOS เนี้ย การโดนเขมรลากไปไกล่เกลี่ยภาคบังคับก็เป็นการใช้ UNCLOS นะ เพราะกฏมันกำหนดให้โดนได้ 😅
12/05/2026
ลุงพลเรือตรีคนนี้เพิ่งเกษียณจากกองทัพเรือเกาหลีใต้แล้วมาทำงานที่ Hyundai Heavy Industry ได้ปีเดียว คือพลเรือตรีของต่างประเทศเค้าใหญ่นะ แกเคยเป็นผู้การเรือมา 3 ลำ ครบหมดทั้งเรือกวาดทุ่น เรือฟริเกต เรือพิฆาต ก่อนเกษียณทำงานติดต่อต่างประเทศ
ตอนนี้มาเป็นรองประธานอาวุธโสหน่วยธุรกิจเรือรบ แกก็โม้ว่าสมัยแกทำงานในกองทัพเรือมีแต่คนอยากลงเรือที่ต่อโดย Hyundai ทั้งนั้น และบอกว่า DAPA มักจะเลือกให้ Hyundai ต่อเรือและเป็น Lead มากกว่า แบบ KDX-III นี่ Hyundai ก็ต่อ 5 ลำจาก 6 ลำ ออกจากอาคารนี้เค้าก็พาไปดู KDX-III ลำที่สามที่กำลังต่ออยู่กับ OPV ฟิลิปปินส์ เสียดายถ่ายรูปไม่ได้
Hyundai Heavy Industry เป็นอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอู่แห้ง 14 อู่ บางอู่แห้งต่อเรือสินค้าขนาด 200 เมตรได้พร้อมกัน 6 ลำ มีเรือลำใหญ่ ๆ หลายหมื่นถึงแสนตันออกจากอู่ทุก 3 - 4 วัน อู่ใหญ่แบบกินพื้นที่ทั้งอำเภอเลย น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nonthaburi
11000
